Hi! สวัสดีน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคนค่ะ ตอนนี้พี่พลอยกี้ก็เรียนจบเทอม 1 ของการเรียน ป.โท ที่ University of Leeds แล้ว ต้องบอกว่าเวลาผ่านไปไวมากกก~ และวันนี้ก็อยากจะมารีวิวการเรียนในเทอมที่ผ่านมาว่าเป็นยังไงบ้าง ใครอยากรู้ว่าสไตล์การเรียนที่อังกฤษจะแตกต่างกับไทยแค่ไหน ตามไปอ่านกันได้เลยค่ะ!
เรียน Marketing ที่ Leeds
เป็นยังไงบ้าง? (ใช้ AI ได้มั้ย?)
สาขาที่พี่เรียนคือ MSc Marketing Management with Advertising (MMA) เป็นหลักสูตรที่เปิดรับคนที่จบจากหลายสาขาวิชา (ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านการตลาด/ธุรกิจมาก่อน) โดยวิชาที่เรียนจะเน้นไปที่การตลาดและการโฆษณา ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นที่จะเจาะลึกไปด้านการตลาดอย่างเดียว หลักสูตรนี้มีระยะเวลาเรียน 1 ปี แบ่งเป็น 3 เทอม (Semester) โดยเทอมที่ 1 และ 2 จะเป็นการเรียน ส่วนเทอมสุดท้ายจะเป็นช่วงที่ต้องทำ Dissertation (งานวิจัยชิ้นใหญ่ที่นักศึกษาต้องทำในช่วงท้ายของหลักสูตร)
สำหรับการเรียนในเทอม 1 และ 2 แต่ละวิชาจะจัดการเรียนการสอนรวม 3 ชั่วโมง แบ่งเป็น
- คาบบรรยาย (Lecture class) 2 ชั่วโมง เรียนรวมกันในห้องเรียนใหญ่ โดยจะเน้นไปที่การเรียนทฤษฎีและเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- คาบสัมมนา (Seminar class) 1 ชั่วโมง แบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ และจะเน้นไปที่การนำความรู้ที่เรียนในคาบ Lecture มา apply และ discuss กัน คาบนี้เลยถือเป็นช่วงที่เราฝึกทักษะ critical thinking, อัปสกิลการพูด และได้รู้จักเพื่อนเพิ่มขึ้นค่ะ
แต่ละวิชาจะมีการประเมินผลการเรียน (Assessment) ก็จะแตกต่างกัน อย่างเทอมแรกที่พี่เรียนจะมีทั้งวิชาที่สอบเก็บคะแนน 100% รวมถึงวิชาที่ให้เขียน Essay 3,000 คำ หรือ 2,000 คำ และอัดวิดีโอส่งอาจารย์ สำหรับการให้คะแนน แต่ละวิชาจะกำหนดเกณฑ์แตกต่างกัน แต่ถ้าได้คะแนน 50% ขึ้นไปก็ถือว่าผ่านค่ะ
P.S. ขอโน้ตไว้นิดนึงว่าการเขียน Essay ส่งนั้น แต่ละวิชาจะกำหนดไว้เลยว่าเราสามารถใช้ AI ช่วยได้หรือไม่ โดยจะแบ่งเป็น RED (ไม่ให้ใช้ AI), AMBER (สามารถใช้ AI ช่วยได้ในบางส่วนตามที่อาจารย์กำหนด), GREEN (สามารถใช้ AI ในการร่าง Draft, วิเคราะห์เนื้อหา, สร้าง Artwork ฯลฯ) อย่างวิชาที่พี่ลงเรียนในเทอมนี้ไม่ให้ใช้ AI เลยค่ะ (RED Code)
แค่เทอมแรก ก็จัดไป 4 วิชา!
จากการที่พี่คุยกับเพื่อนต่างชาติที่จบสาย Business มา วิชาพวกนี้ค่อนข้างง่ายสำหรับเขา เพราะเป็นการปูพื้นฐานด้านการตลาดและธุรกิจ แต่สำหรับพี่ที่เปลี่ยนสายการเรียน จากสายภาษา > มาเป็นการตลาด รู้สึกว่าต้องทำความเข้าใจค่อนข้างเยอะ เพราะทุกอย่างที่เรียนเป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน อีกทั้งต้องปรับตัวกับสไตล์การเรียนของมหาวิทยาลัยในอังกฤษ เลยรู้สึกว่าเทอมนี้ค่อนข้างหนักเลยทีเดียว
สำหรับวิชาที่พี่ได้เรียนในเทอม 1 มีดังนี้
1. Consumer Behaviour
วิชานี้ได้เรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค มิติด้านวัฒนธรรมที่มีผลต่อการบริโภค การรับรู้ของผู้บริโภค (Perception) แรงจูงใจและความต้องการของผู้บริโภค (Motivations and Needs) ฯลฯ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค
สำหรับการประเมินผลของวิชานี้ อาจารย์ให้เขียนเรียงความ 3,000 คำ โจทย์คือทางบริษัทกำลังจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เราต้องเลือกกลุ่มเป้าหมาย (target market) และออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing Mix: Product, Price, Place, Promotion) ให้เหมาะสม ด้วยความที่เป็นงานเขียนเชิงวิชาการเลยต้องเอาข้อมูลจากเปเปอร์ต่างๆ มา support และต้องเขียน literature review แบบจริงจัง เรียกได้ว่าอ่านเปเปอร์แบบหัวหมุนเลยค่ะ
2. Marketing Communications
วิชานี้เป็นการปูพื้นฐานให้เรารู้จักเครื่องมือในการสื่อสารทางการตลาด เช่น โฆษณา, Sponsorship, Direct Marketing, Sales Promotion, Public Relation (PR) ฯลฯ รวมไปถึงจริยธรรม (ethics) ในการสื่อสารการตลาด
วิชานี้สอบเก็บคะแนน 100% ช่วงหลัง Christmas Break โดยอาจารย์จะมี Case Study ให้อ่านในห้องสอบ แล้วเลือกตอบ 3 ข้อ (จาก 7 ข้อ) ว่าเราควรเลือกใช้เครื่องมือต่างๆ อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ โดยนำ Framework ที่เรียนกันในคลาสมาวิเคราะห์ และเเขียนเป็นข้อเสนอแนะ พี่รู้สึกว่าอาจารย์ช่วยเต็มที่ เพราะในโจทย์นอกจากจะมีชื่อ Framework ที่ใช้กับเครื่องมือการสื่อสารนั้นๆ แล้วยังระบุด้วยว่า Framework นี้ประกอบด้วยประเด็นไหนบ้าง ถ้าเราจำได้ว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไรก็สามารถตอบได้ค่ะ
3. The Global Marketing Professional
วิชานี้ให้ฟีลคล้ายวิชาแนะแนวเลยค่ะ เน้นไปที่การพัฒนาตัวเองให้พร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน ชั่วโมงเรียนจะแบ่งเป็นคาบ lecture 1 ชั่วโมง และคาบ workshop 2 ชั่วโมง ในคาบเวิร์กชอปจะเป็นการดิสคัส แชร์ประสบการณ์การเรียน/ทำงาน และพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในสายการตลาด เช่น การทำงานเป็นทีม, การเจรจา, การนำเสนอ ฯลฯ
การประเมินผลจะแบ่งเป็น 2 assignments คือ การทำวิดีโอ CV ความยาว 2 นาที (คะแนน 40%) โดยให้เราเลือกตำแหน่งงานที่ต้องการสมัคร แล้วใช้ประสบการณ์ที่เรามีเพื่อแสดงว่าทำไมเราเหมาะกับตำแหน่งนี้ โดยใช้โครงสร้างการตอบแบบ STAR (Situation, Task, Action, Result) เพื่อระบุให้เห็นว่าในสถานการณ์นี้ เรามีหน้าที่ & ทำอะไรบ้าง และผลของการกระทำเป็นอย่างไร
ส่วนงานที่ 2 คือการเขียน Reflective Report (คะแนน 60%) เป็นเหมือนการสรุปทักษะที่เราได้เรียนรู้ในคลาส และเราต้องการพัฒนาทักษะนั้นๆ เพิ่มอย่างไรเพื่อให้พร้อมกับการทำงานในอนาคต งานนี้ก็ยังต้องมีเปเปอร์มาอ้างอิงสิ่งที่เเขียน แต่ข้อดีคืออาจารย์ให้เขียนแค่ 2,000 คำเท่านั้นค่ะ
4. Global Strategic Marketing
เนื้อหาของวิชานี้เกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการตลาด อาจารย์เริ่มสอนตั้งแต่การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อกลยุทธ์ฯ ทั้งภายนอก & ภายในบริษัท จากนั้นก็จะมูฟไปสอนเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing Mix) ซึ่งจะเน้นไปที่ 4Ps: Product, Price, Place, Promotion รวมไปถึงการบริการ (Service Management)
วิชานี้ก็สอบเก็บคะแนน 100% เช่นเดียวกัน โดยอาจารย์จะให้ Case Study มาอ่านล่วงหน้า จำนวนเกือบ 20 หน้า ส่วนตัวข้อสอบมีทั้งหมด 3 คำถามให้เขียนตอบทุกข้อ โดยให้เราเอาทฤษฎี/ เนื้อหาที่เรียนให้คลาสมา apply กับ Case Study
Just one semester, but maximum impact
รวม Fun Facts ที่ได้เจอ!
- ด้วยความที่แต่ละเทอมมีเวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์ การเรียนการสอนเลยค่อนข้างเข้มข้น อาจารย์จะพยายามอัดเนื้อหาให้ได้ครบและครอบคลุมที่สุด นอกจากจะมีสไลด์แล้วก็จะมี Reading Lists ให้อ่านเพิ่มเติม สำหรับ Tips การเรียนของพี่คือ จะพยายามอ่านสไลด์ก่อนเข้าเรียนเพื่อจะได้ตามเนื้อหาที่อาจารย์สอนทัน โดยอาจารย์จะอัปโหลดสไลด์ให้ week by week เราก็สามารถจัดตารางการอ่านหนังสือของเราได้
- อาจารย์มาจากหลากหลายประเทศ เช่น อังกฤษ จีน อินเดีย กรีซ ฯลฯ แน่นอนว่าสำเนียงก็แตกต่างกัน ทำให้เราไม่ค่อยชินเท่าไหร่ แต่ข้อดีของที่ ม.ลีดส์จะอัดวิดีโอคลาส Lecture ให้เราเข้าไปทวนเนื้อหาได้ อีกทั้งมีฟังก์ชัน Subtitle เป็นภาษาอังกฤษในกรณีที่เราฟังไม่ทันด้วยค่ะ
- สำหรับการสอบจะใช้เวลาทั้งหมด 3 ชั่วโมง ที่ว้าวคือ สอบรวมกันในโรงยิม คือเราต้องปิดโทรศัพท์แล้วเอาใส่ถุงวางไว้บนโต๊ะตลอด จนกว่าจะทำข้อสอบเสร็จ ส่วนผู้คุมสอบก็ค่อนข้างเข้มทีเดียว ถ้าหมดเวลาทำข้อสอบแล้วยังเห็นคนเขียนอยู่ ก็จะเดินไปประชิดที่โต๊ะทันทีเลยค่ะ!
……………..
และนี่ก็คือประสบการณ์การเรียน ป.โท เทอมแรกของพี่ สำหรับพี่รู้สึกว่าต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ เพราะห่างหายจากโลกการศึกษาไปหลายปี แต่ระยะเวลาที่เว้นไปทำงานถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว เพราะสามารถเอาประสบการณ์การทำงานที่มีมาดิสคัสกับเพื่อนในห้องเรียนได้~ และตอนนี้มหาวิทยาลัยก็เปิดเทอม 2 แล้ว ใครอยากรู้ว่าเทอมนี้พี่จะได้เรียนวิชาไหนบ้าง รอติดตามได้ในบทความหน้านะคะ^^
0 ความคิดเห็น