อยากเป็นหมอ เรียนต่อที่ไหนดี? รู้จัก 5 โรงเรียนแพทย์จากท็อปยูระดับโลก (US, UK, SE, SG, HK)

สวัสดีน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคนค่ะ ถ้าพูดถึงชื่อคณะยอดฮิตตลอดกาล หนึ่งในชื่อที่นอนมาก็คงหนีไม่พ้น ‘แพทยศาสตร์ (Medicine)’ เพราะเป็นคณะที่สอนวิชาการและปฏิบัติแบบเจาะลึกเข้มข้น เชื่อมโยงกับการดูแลชีวิตและสุขภาพของคนในสังคมโดยตรง และปัจจุบันเส้นทางแพทย์ไม่ได้จำกัดแค่งานรักษาคนไข้ในสถานพยาบาลเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปได้ทั้ง สายวิจัยทางการแพทย์ นโยบายสาธารณสุข หรือสายใหม่ๆ อย่าง Health Tech ที่กำลังมาแรงด้วย

สำหรับน้องๆ คนไหนกำลังคิดว่าอยากเรียนต่อแพทย์ในต่างประเทศ และกำลังเก็บข้อมูลเตรียมความพร้อมอยู่ วันนี้เรามี 5 โรงเรียนแพทย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก มาให้ได้ทำความรู้จักกันค่ะ

#เช็กลิสต์สำคัญ 
ก่อนเรียนต่อแพทย์ในต่างประเทศ

การไปเรียนต่อแพทย์ที่ต่างประเทศนั้น น้องๆ ควรจะต้องศึกษาข้อมูลหลักสูตรและเงื่อนไขการรับเข้าเรียนของแต่ละมหาวิทยาลัยอย่างรอบคอบ รวมถึงขั้นตอนด้านเอกสาร การรับรองวุฒิ และการกลับมาประกอบวิชาชีพในประเทศไทยด้วยค่ะ เพื่อป้องกันปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในอนาคต // พี่ลูกหมูทำเช็กลิสต์ไว้คร่าวๆ ดังนี้

  1. ถามตัวเองว่าชอบเลกเชอร์แน่นๆ แล้วค่อยเข้าโหมดปฏิบัติ, เจอคนไข้ตั้งแต่เนิ่นๆ หรือ เน้นอภิปรายและวิจัย​ แม้จะเป็นคณะแพทย์เหมือนกันแต่ก็มีหลายสไตล์ ฉะนั้นศึกษาหลักสูตรให้ดี รวมถึงระยะเวลาการเรียน หาอ่านรีวิว พูดคุยกับรุ่นพี่ ถ้าเลือกให้ตรงจริตแล้วชีวิตการเรียนแพทย์จะมีความสุขกว่า
     
  2. นอกจากเรื่องสไตล์การเรียนแล้ว ข้อกำหนดในการสมัครเข้าเรียน ก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ เพราะในบางประเทศ เช่น อเมริกา เราจะต้องเรียนจบปริญญาตรีก่อน จึงจะไปเรียนต่อแพทย์ได้ // ติดตามต่อได้ที่ข้อควรรู้การเรียนต่อแพทย์ของแต่ละประเทศด้านล่างได้เลย
     
  3. สำคัญมาก! ถ้าน้องๆ ตั้งใจว่าจะกลับมาเป็นหมอรักษาคนไข้ที่เมืองไทย "ต้องเช็กว่าแพทยสภา (Medical Council of Thailand) รับรองหลักสูตรของมหาวิทยาลัยนั้นหรือไม่" ไม่งั้นเรียนจบมาอาจจะต้องสอบเพิ่มหลายขั้นตอน หรือไม่สามารถสอบใบประกอบฯ ไทยได้นะคะ  (ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บแพทยสภา) 
     
  4. วุฒิได้รับการรับรองจากองค์กรแพทย์ระดับนานาชาติหรือไม่? นอกจากการรับรองจากประเทศไทยแล้ว ใครที่ต้องการเรียนแพทย์ในต่างประเทศควรตรวจสอบว่าหลักสูตรได้รับการยอมรับจากองค์กรทางการแพทย์ในระดับสากล เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือสหภาพยุโรปหรือไม่ ซึ่งการรับรองเหล่านี้จะสะท้อนถึงมาตรฐานการศึกษา และช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานหรือศึกษาต่อในต่างประเทศในอนาคตด้วยค่ะ
     
  5. งบประมาณและทุนการศึกษา ค่าเรียนแพทย์ที่สูงมากๆ ต้องคำนวณทั้งค่าเทอม ค่ากินอยู่ ค่าอุปกรณ์การเรียน ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีค่าครองชีพแตกต่างกันไป เช่น
    - ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร มีค่าเล่าเรียนเฉลี่ยสูง และค่าครองชีพมากกว่าประเทศไทยหลายเท่า
    - ประเทศในยุโรปกลาง เช่น โปแลนด์ มีค่าเล่าเรียนอยู่ในระดับกลาง และค่าครองชีพใกล้เคียงกับกรุงเทพบ้านเรา
    - ประเทศในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง มีค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพที่สูงกว่าไทยประมาณนึง
     
  6. แม้หลักสูตรแพทย์ส่วนใหญ่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ในบางประเทศ ภาษาอังกฤษ อาจใช้เฉพาะช่วงเรียนวิชาพื้นฐาน (Basic Science) เท่านั้น เมื่อเข้าสู่การเรียนภาคคลินิก อาจจะต้องใช้ภาษาท้องถิ่นควบคู่กับภาษาอังกฤษ // ควรตรวจสอบรูปแบบการเรียนการสอนให้ชัดเจนล่วงหน้า
     
  7. กฎหมายคุ้มครองผู้ป่วยในหลายประเทศมีความเข้มงวด ซึ่งทำให้นักศึกษาแพทย์อาจไม่ได้รับโอกาสฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยอย่างเต็มที่ ดังนั้นควรเลือกมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้ฝึกอบรมภาคคลินิกอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีระบบรองรับชัดเจน
     
  8. สภาพแวดล้อมและที่ตั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม อย่าลืมอ่านรีวิวสภาพอากาศ อาหารการกิน ภาษาที่ใช้สื่อสารในห้องเรียนและชีวิตประจำวัน
     
  9. เป้าหมายการทำงานหลังเรียนจบก็ต้องคิดให้ชัดเหมือนกัน ว่าเราอยากทำงานต่อที่ประเทศนั้นเลย หรือสุดท้ายตั้งใจจะกลับมาทำงานที่ไทย เพราะในบางประเทศ การขออยู่ทำงานต่ออาจต้องใช้เวลาค่ะ และมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ถ้าตั้งใจจะกลับไทยอยู่แล้วตั้งแต่แรก บางครั้งเส้นทางนั้นอาจไม่คุ้มทั้งเวลาและพลังที่ต้องลงทุน น้องๆ จึงควรลองวางแผนให้ชัดตั้งแต่ต้น จะได้เลือกประเทศ หลักสูตร และเส้นทางที่เหมาะกับเป้าหมายชีวิตของตัวเองที่สุดค่ะ
Photo by Accuray on Unsplash.com
Photo by Accuray on Unsplash.com

Note: บทความนี้อ้างอิงจากการจัดอันดับ QS World University Rankings by Subject: Medicine 2025

1. Harvard University - US
เบอร์หนึ่งของโลก ศูนย์กลางวิจัยสุดล้ำ

Photo Credit: Harvard Medical School (Facebook)
Photo Credit: Harvard Medical School (Facebook)

เริ่มด้วยสหรัฐอเมริกากันค่ะ ถ้าพูดถึงความขลังและความเก๋า ต้องยกให้ ‘Harvard Medical School’ ที่ครองตำแหน่งคณะแพทย์อันดับ 1 ของอเมริกาและของโลก 

  • ก่อตั้งในปี 1782 เป็นแห่งแรกๆ ในอเมริกา หากนับรวมก็ผลิตบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยคุณภาพแน่นมาแล้วกว่า 200 ปี
  • โดดเด่นด้านการวิจัยทางการแพทย์ นวัตกรรม และ Clinical Practice
  • นักศึกษาแพทย์ของ Harvard ได้ฝึกและทำวิจัยกับโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น Massachusetts General Hospital, Brigham and Women’s Hospital, Dana-Farber Cancer Institute เป็นต้น
  • เป็นศูนย์กลางของงานวิจัยโรคมะเร็ง, Neuroscience, Genetics & Precision Medicine และ Public Health & Global Health // ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่
  • ศิษย์เก่าระดับตำนาน เช่น Harvey Cushing (บิดาแห่งศัลยกรรมประสาท (Neurosurgery) และ Joseph Murray (เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ปี 1990 และเป็นแพทย์คนแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายไตในมนุษย์)  เป็นต้น

ค่าเล่าเรียน 

เริ่มต้นที่ปีละ $73,874 หรือ ประมาณ 2,290,795 บาท (อ้างอิงจาก $1 = 31.01 บาท ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเรียนต่อแพทย์ที่อเมริกา 

  • ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ในสาขาสายวิทยาศาสตร์ เช่น Biology, Chemistry, Neuroscience (บางมหาวิทยาลัยรับสาขา Humanities / Social Sciences ด้วย แต่ต้องเช็ก requirements ให้ละเอียดค่ะ)
  • ต้องใช้วุฒิปริญญาตรี ยื่นสอบ MCAT (ข้อสอบสำหรับสมัครเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์)
  • เมื่อเรียนจบจะได้รับวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ Doctor of Medicine (M.D.) หรือ
    Doctor of Osteopathic Medicine (D.O.)
  • หลังได้รับวุฒิ M.D. หรือ D.O. สามารถใช้วุฒิยื่นสอบใบประกอบวิชาชีพแพทย์และต้องเข้ารับการฝึกอบรมแพทย์วิชาชีพเพิ่มเติม (Residency) ประมาณ 3–8 ปี (ขึ้นอยู่กับสาขาและกฎหมายของแต่ละรัฐ)
  • เมื่อผ่านทุกขั้นตอนแล้ว จึงสามารถเริ่มทำงานในวิชาชีพแพทย์ในสหรัฐอเมริกาได้ // อาจจะต้องยื่นขอใบอนุญาตจาก Medical Board ของรัฐ ที่ต้องการทำงาน ทั้งนี้ กฎแตกต่างกันในแต่ละรัฐค่ะ
ศึกษารายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม

.........................

2. University of Oxford – UK
วิชาการเข้มข้นและมนต์ขลังแบบอังกฤษ

Photo Credit: University of Oxford (Facebook)
Photo Credit: University of Oxford (Facebook)

ส่วนอันดับ 2 ของโลก (QS Rankings: Medicine 2025) เป็นโรงเรียนแพทย์ตัวตัวท็อปจากฝั่งสหราชอาณาจักร 'University of Oxford' ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่และมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก พร้อมจุดแข็งด้านงานวิจัยทางการแพทย์ระดับโลกที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุขในหลายประเทศ

  • มีศูนย์วิจัยที่เกี่ยวกับการแพทย์ชั้นนำหลายแห่ง เช่น Centre for Evidence-Based Medicine, Centre for Statistics in Medicine, และ Jenner Institute ที่ทำงานด้านวัคซีนและโรคติดเชื้อ
  • การเรียน 3 ปีแรกคือ ‘Pre-Clinical’ เน้นวิทยาศาสตร์พื้นฐานแบบแน่นปึ้ก เช่น กายวิภาค สรีรวิทยา พยาธิวิทยา ฯลฯ และ 3 ปีหลังคือ ‘Clinical’ ลงสนามฝึกปฏิบัติในโรงพยาบาล ซึ่งช่วยให้นักศึกษาเข้าใจลึกซึ้งทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติจริงก่อนเป็นแพทย์เต็มตัว
  • มีระบบ Tutorial/Supervision จุดเด่นของ Oxford คือการเรียนกลุ่มเล็กหรือตัวต่อตัวกับอาจารย์ ทำให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้ และพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์มากกว่าการเรียนแบบเน้นเลกเชอร์

ค่าเล่าเรียน 

เริ่มต้นที่ปีละ £49,400 หรือ ประมาณ 2,089,860 บาท (อ้างอิงจาก £1 = 42.30 บาท ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเรียนต่อแพทย์ที่อังกฤษ

  • หลักสูตรแพทยศาสตร์ใช้เวลาเรียนประมาณ 6 ปีค่ะ
  • นักเรียนไทยต้องใช้ คะแนน A-Level วิชาชีววิทยาและเคมี หรืออาจต้องเรียนคอร์สปรับพื้นฐาน (Foundation / Pre-med course) ก่อน
  • ต้องสอบข้อสอบคัดเลือกแพทย์ UCAT หรือ BMAT (ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ของแต่ละมหาวิทยาลัย)
  • เมื่อผ่านการคัดเลือก จะเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ และเมื่อเรียนจบ จะได้รับวุฒิ Bachelor of Medicine and Bachelor of Surgery (MBBS / MBChB)
  • หลังจบแพทย์ ต้องเข้าศึกษา Foundation Programme เป็นระยะเวลา 2 ปี จากนั้นเข้าสู่การฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง (Specialty Training) และเมื่อผ่านทุกขั้นตอน จึงสามารถประกอบอาชีพแพทย์ในสหราชอาณาจักรได้
ศึกษารายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม

.........................

3. Karolinska Institutet Stockholm - Sweden  
บ้านของรางวัลโนเบล & เสาหลักการแพทย์ยุโรป

Photo Credit: Karolinska Institutet Stockholm (Website)
Photo Credit: Karolinska Institutet Stockholm (Website)

ถ้าอยากฉีกแนวไปยุโรปแถบสแกนดิเนเวีย สายแพทย์มักจะรู้กันว่า ‘Karolinska Institutet’ แห่งกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน คือตัวท็อป และว่ากันที่นี่เป็นสวรรค์ของนักวิจัยและเสาหลักการแพทย์ของยุโรปเลยล่ะค่ะ

  • ครองอันดับ 1 ในยุโรป และอันดับ 9 ของโลก (QS Rankings: Medicine 2025) เป็นที่ยอมรับกว้างขวางเรื่องคุณภาพด้านการศึกษาและงานวิจัย
  • เป็นที่ตั้งของ Nobel Assembly คณะกรรมการที่คัดเลือกผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ ทำให้นักศึกษาเข้าใกล้ชิดความเป็นเลิศด้านวิชาการและนวัตกรรมระดับสูง มีโอกาสได้กระทบไหล่และฟังบรรยายจากนักวิจัยระดับโลกที่ได้รางวัลโนเบลตัวจริงเสียงจริง!
  • เป็นศูนย์กลางการวิจัยด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในสวีเดน งานวิจัยชีวการแพทย์ในสวีเดนกว่า 40% เกิดขึ้นที่นี่ และยังทำงานร่วมกับ Karolinska University Hospital ซึ่งเป็นโรงพยาบาล Top 5 ของโลก

ค่าเล่าเรียน 

เริ่มต้นที่ 360,000 - 540,000 SEK  ต่อหลักสูตร หรือ ประมาณ 1,251,838 - 1,877,757 บาท (อ้างอิงจาก 1 SEK = 3.48 บาท ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเรียนต่อแพทย์ที่สวีเดน

  • โปรแกรมแพทย์ในสวีเดนโดยทั่วไปใช้เวลา ประมาณ 5.5 - 6 ปี (11 ภาคเรียน) และจะมีการฝึกงาน/ฝึกคลินิกเพิ่มเติม (Work Training / AT) อีก 18–24 เดือน ก่อนจบการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ
  • ต้องมีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่เทียบเท่าระบบสวีเดน (ควรตรวจสอบวุฒิก่อนว่า Qualified หรือไม่ ที่เว็บไซต์ www.uhr.se) มีเกรดและวิชาที่จำเป็น (ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์) รวมถึงต้องผ่านการประเมินและฝึก/สอบเพิ่มเติม เช่น ภาษาและการทดสอบสมรรถนะก่อนขอรับใบอนุญาตจริง
  • ภาษาในการเรียนแพทย์ส่วนใหญ่เป็นภาษาสวีดิช (Swedish) ดังนั้นนักเรียนต่างชาติจำเป็นต้องมีความสามารถด้านภาษาสวีดิชในระดับที่ดีมาก (เพราะต้องใช้สื่อสารกับคนไข้จริงเวลาขึ้นวอร์ด) และต้องผ่านการทดสอบภาษา เช่น TISUS หรือเทียบเท่า เพื่อเข้าเรียนได้
ศึกษารายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม

.........................

4. National University of Singapore (NUS) - Singapore 
สภาพแวดล้อมทันสมัย ยืนหนึ่งแพทย์เอเชีย

Photo Credit: National University of Singapore (NUS) (Website)
Photo Credit: National University of Singapore (NUS) (Website)

ข้ามมาที่ฝั่งเอเชียกันบ้างค่ะ ถึงไม่บินไกลแต่ก็ได้โพรไฟล์อินเตอร์และวิชาการแข็งสมมงประเทศหัวกะทิ สำหรับ “สิงคโปร์” ที่มี  ‘National University of Singapore (NUS)’ ที่ยืนหนึ่งสายการแพทย์ ด้วยจุดแข็งที่นำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับการแพทย์สุดล้ำ  จนก้าวเป็น  Biomedical Hub สำคัญของเอเชีย

  • วิทยาลัยแพทย์ของ NUS อย่าง ‘Yong Loo Lin School of Medicine’ ติดอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 18 ของโลก ในสาขาแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ
  • หลักสูตรแพทย์สุดทันสมัยเปิดสอนครบ เช่น  AI, Digital Health และ Precision Medicine (หมายถึงดูข้อมูลเชิงลึกของผู้ป่วยแต่ละคน เช่น พันธุกรรม ไลฟ์สไตล์ สิ่งแวดล้อม และข้อมูลสุขภาพดิจิทัล แล้วเลือกการรักษาที่เหมาะที่สุดกับคนนั้นจริงๆ) อีกทั้งใช้ระบบ Early Clinical Exposure ที่ให้เจอคนไข้จริงตั้งแต่ปีต้นๆ
  • นักศึกษาแพทย์ NUS ฝึกงานที่ National University Hospital (NUH) เป็นหลัก ซึ่ง NUH คือศูนย์กลางการแพทย์เฉพาะทางที่รวมเคสยากๆ และซับซ้อนไว้เยอะมากแห่งหนึ่งประจำภูมิภาค
  • มีงานวิจัยเกี่ยวกับด้านการแพทย์มากมาย เช่น Cancer, Infectious Diseases, Ageing & Cognition, Precision Medicine เป็นต้น // ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่

ค่าเล่าเรียน 

เริ่มต้นที่ปีละ S$73,550 หรือ ประมาณ 1,808,636 บาท (อ้างอิงจาก S$1 = 24.59 บาท ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเรียนต่อแพทย์ (MBBS) ที่ NUS สิงคโปร์

 

  • โปรแกรม Bachelor of Medicine & Bachelor of Surgery (MBBS) ของ NUS มีระยะเวลาเรียน ประมาณ 5 ปี (60 เดือน)
  • NUS ถือเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์อันดับต้นๆ ของเอเชียและของประเทศสิงคโปร์ ทำให้การคัดเลือกมีความเข้มข้นสูง โดยเฉพาะนักศึกษาต่างชาติซึ่งมักมีสัดส่วนการรับเข้าเรียนน้อยกว่านักเรียนสิงคโปร์ค่ะ
  • ต้องจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย (หรือเทียบเท่า) จากระบบที่รับรอง และต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษ เช่น IELTS / TOEFL (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)
  • ต้องเตรียมโพรไฟล์ให้แข็งแรงสุดๆ! ควรมีผลการเรียนในระดับสูงมาก ต้องมีพื้นฐานวิชา Chemistry และ Biology หรือ Physics (เช่น IB Higher Level หรือคุณสมบัติที่เทียบเท่า) ตามเกณฑ์ของหลักสูตรของ NUS Medicine พร้อมคะแนนสำคัญ เช่น UCAT, SAT/ACT, AP (ขึ้นอยู่กับพื้นฐานการศึกษา) รวมถึงต้องมี Portfolio ที่สะท้อนความสนใจด้านแพทย์อย่างชัดเจน หากมีผลงานระดับประเทศหรือระดับนานาชาติ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการพิจารณาได้มากขึ้น
  • ถึงแม้ว่าหลักสูตรจะเรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่ในการฝึกปฏิบัติจริง นักศึกษาจะต้องสื่อสารกับผู้ป่วยและบุคลากรในสิงคโปร์ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ใช้ภาษาจีนในชีวิตประจำวันเลยค่ะ ดังนั้นหากมีทักษะภาษาจีนเพิ่มเติม จะช่วยให้การเรียนและการฝึกงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
  • ศึกษารายละเอียดเกณฑ์การสมัครเข้าเรียนแพทย์ที่ NUS เพิ่มเติม คลิกที่นี่
ศึกษารายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม

.........................

5. The University of Hong Kong - Hong Kong
หลักสูตรแพทย์อินเตอร์สุดล้ำ โด่งดังเรื่องโรคอุบัติใหม่

Photo Credit: The University of Hong Kong (Website)
Photo Credit: The University of Hong Kong (Website)

ปิดท้ายที่​ “ฮ่องกง” ดินแดนนักศึกษาหัวกะทิอีกแห่งที่ฮิตในหมู่คนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งที่นี่ก็มี ‘University of Hong Kong (HKU)’ ที่คณะแพทย์ ‘Li Ka Shing Faculty of Medicine (LKS Faculty of Medicine)’ ที่ทั้งเก่าแก่ และมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ โดยครองอันดับ 2 ของเอเชียและยังติดอันดับ 24 ของโลก (QS World University Rankings by Subject 2025: Medicine) อีกด้วย

  • ฝึกปฏิบัติเข้มข้นตั้งแต่ปีแรกๆ เน้นการเรียนรู้จากผู้ป่วยจริง (Early Clinical Exposure) และ Case-based Learning
  • ลงสนามปฏิบัติจริงที่ Queen Mary Hospital โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่อยู่ในเครือของ HKU มีโอกาสศึกษาเคสหลากหลายและรูปแบบการรักษาที่ได้มาตรฐานสากล
  • ใครสนใจด้านโรคติดเชื้อ (Infectious Diseases) หรือระบาดวิทยา ที่นี่คือยืนหนึ่งค่ะ เพราะเป็นด่านหน้าในการวิจัยโรคระบาดสำคัญๆ ของโลก นับตั้งแต่ SARS, Influenza มาจนถึง COVID-19 โดยงานวิจัยของ HKU ถูกใช้อ้างอิงในระดับโลก (ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่)

ค่าเล่าเรียน 

เริ่มต้นที่ปีละ HKD249,000 หรือ ประมาณ 988,423 บาท (อ้างอิงจาก HKD1 = 3.97 บาท ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเรียนต่อ MBBS ที่ HKU ฮ่องกง

 

  • โปรแกรมหลักเป็นหลักสูตร 6 ปี (รวม pre-clinical + clinical) ซึ่งจบแล้วได้ปริญญา MBBS จาก HKU และสามารถลงทะเบียนเพื่อฝึกงาน/ประกอบวิชาชีพต่อไป ทั้งนี้นักศึกษาจำนวนมากมักจะฝึกงาน 1 ปี ในโรงพยาบาลเพื่อจบครบและสามารถลงทะเบียนเป็นแพทย์ในฮ่องกงได้อย่างเต็มตัว (รวมๆ กันแล้วใช้เวลาประมาณ 7 ปี)
  • โดยปกติการรับเข้าเรียนจะพิจารณาจากผลสอบ Hong Kong Diploma of Secondary Education (HKDSE) แต่ถ้าใครที่ไม่มีผลสอบ ก็สามารถสมัครผ่าน Non-JUPAS Scheme โดยส่งผลการเรียนจากระบบอื่น (เช่น IB, A-Levels, SAT/AP/ACT) และคุณสมบัติทางภาษาอังกฤษอื่นๆ  // ที่นี่ก็การแข่งขันสูงมากเช่นกันค่ะ เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะมีคะแนนขั้นต่ำที่ผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด ก็ไม่รับประกันว่าเราจะเข้าศึกษาได้ค่ะ
  • การเรียนหลักสูตร MBBS ที่ HKU สอนเป็นภาษาอังกฤษก็จริง แต่นักศึกษาจะต้องมีทักษะภาษา Cantonese (ภาษากวางตุ้ง) ที่ดีพอสำหรับการติดต่อกับผู้ป่วยจริง ในช่วงการฝึกปฏิบัติคลินิกและสัมภาษณ์เวลาเข้าคณะด้วย
  • ศึกษารายละเอียดเกณฑ์การสมัครเข้าเรียนแพทย์ที่ HKU เพิ่มเติม คลิกที่นี่
ศึกษารายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม

และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของตัวตึงสายแพทย์ระดับโลก เราจะเห็นว่านอกจากการเรียนและวิจัยที่มีชื่อเสียงแล้ว สิ่งสำคัญคือความพร้อมของทรัพยากร คอนเน็กชัน และโอกาสทำงานร่วมกับโรงพยาบาลแนวหน้าของประเทศ 

และทิ้งท้ายถึงน้องๆ ที่กำลังเลือกมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาต่อแพทย์ ท่ามกลางตัวเลือกและข้อมูลที่มากจนตัดสินใจไม่ถูก อย่าลืมเช็กลิสต์เป้าหมายของตัวเองว่าสอดคล้องกับหลักสูตรไหน มหาวิทยาลัยใด หรือประเทศอะไร เพื่อที่จะได้เตรียมความพร้อมกับเส้นทางนี้ได้อย่างรัดกุมและมั่นใจมากขึ้นค่ะ

 

แหล่งที่มาข้อมูล
https://hms.harvard.edu/about-hms
https://hms.harvard.edu/education-admissions/md-program/cost-aid/cost-attendancehttps://hms.harvard.edu/researchhttps://www.ox.ac.uk/admissions/undergraduate/courses/course-listing/medicinehttps://www.ox.ac.uk/admissions/undergraduate/student-life/exceptional-education/personalised-learninghttps://ki.se/en/abouthttps://ki.se/en/researchhttps://www.nobelprize.org/about/the-nobel-committee-for-physiology-or-medicine/https://www.karolinskahospital.com/https://medicine.nus.edu.sg/https://medicine.nus.edu.sg/newsletters/issue38/all-in-the-family/teaching-and-learning-in-the-time-of-covid-19/https://medicine.nus.edu.sg/research-programmes/https://medicine.nus.edu.sg/prospective-students/tuition-fees/https://www.med.hku.hk/en/https://sph.hku.hk/en/About-Us/School-Structure/Research-Centres-and-Units/COVID19/2020/0508https://www.ha.org.hk/visitor/ha_visitor_index.asphttps://admissions.hku.hk/fees-and-scholarships/fees

. . . . . . . .

สำหรับทีมต่อนอก หรือทีมเรียนอินเตอร์ ที่กำลังจะสอบ IELTS เคยเป็นเหมือนกันมั้ย? เตรียมตัวมาเยอะมากแค่ไหนแต่ก็ยังไม่มั่นใจสักที จะลุยสอบจริงก็กลัวตุ้บแล้วต้องสอบซ้ำ ทำให้งบบานปลายไปอีก 

แต่บอกเลยว่าไม่ต้องกังวลไป เพราะตอนนี้ทุกคนสามารถฝึกทำข้อสอบเสมือนจริงได้แล้วที่ Dek-D's IELTS Online Mock Test จัดเต็มข้อสอบครบทั้ง 4 พาร์ต ฝึกทำออนไลน์ที่บ้านได้ง่ายๆ พร้อมรับ feedback จริง ช่วยให้รู้จุดเด่นและจุดที่ต้องพัฒนาต่อ บูสต์ความมั่นใจก่อนเจอของจริง! // ค่าสอบเพียง 440 เท่านั้น~ 

พาส่องไฮไลต์ ฝึกสอบกับ Dek-D ดียังไงบ้าง? 

  • ได้ฝึกสอบออนไลน์ครบทั้ง 4 พาร์ต ค่าสอบเพียง 440.- (ต่อชุด) 
    ∟ ได้สอบครบทั้ง Speaking, Writing, Listening และ Reading 
    ∟ มีข้อสอบให้เลือกฝึกมากกว่า 30 ชุด 
    ∟ พิเศษ! ได้ฝึกพูดจริง ฝึกเขียนจริง #รู้ผลทันที ตรวจให้แบบละเอียด บอกจุดที่ต้องแก้ไขครบ .
     
  • รู้ผลไว ไม่ต้องรอนาน ประเมินตามเกณฑ์จริงทุกพาร์ต 
    ∟ หลังส่งคำตอบจะรู้ Band รายพาร์ต และ Overall Band ทันที 
    ∟ มีคำอธิบายให้ละเอียดว่าทำไมเราถึงได้ Band ตามนี้ แล้วถ้าอยากได้ Band ที่สูงขึ้นในแต่ละระดับควรพัฒนาในจุดไหนเพิ่มเติม 
     
  • ข้อสอบมีมาตรฐานโดย Marshall Cavendish หน่วยงานด้านการศึกษาระดับโลก จากประเทศสิงคโปร์ 
     
  • ช่วยเซฟค่าใช้จ่าย ไม่ให้บานปลาย 
    ∟ เหมาะสำหรับคนที่อยากเตรียมความพร้อม หรืออยากลองทำข้อสอบก่อนลงสนามจริง 
    ∟ จะได้สอบแค่ครั้งเดียวแล้วได้ Band ตามที่ต้องการ ไม่ต้องจ่าย 8,xxx ไปสอบหลายรอบ
ทดลองสอบ IELTS ที่บ้านได้แล้ววันนี้!

. . . . . . . .

สำหรับใครที่มองหาโอกาสโกอินเตอร์ ตอนนี้มีหลายทุนกำลังเปิดรับสมัคร
ตามไปเช็กกันต่อได้เลยที่ "โปรแกรมค้นหาทุนเรียนต่อนอก by Dek-D" 

พี่ลูกหมู
พี่ลูกหมู - Columnist Lost Girl from Neverland ชอบไปในต่างแดน​ มีชีวิตอยู่เพื่อกิน

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น