หลังจากที่ ทปอ. ประกาศผล A-Level ก่อนกำหนด ตอนนี้น้องๆ หลายคนคงได้เห็นคะแนนของตัวเองพร้อมค่าสถิติ A-Level 69 แล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้คือการวางแผนเลือกคณะและจัดอันดับรอบ Admission โดยอิงคะแนนจริงของตัวเองกับสถิติคะแนนปีก่อน น้องๆ หลายคนเริ่มหวั่นใจกับคะแนนเพราะกลัวสู้คนอื่นไม่ได้ ซึ่งในความจริงแล้วระบบ TCAS ไม่ได้วัดที่คะแนนสอบเพียงอย่างเดียว ทำให้ถึงแม้คะแนน A-Level ไม่สูงมากก็ยังมีโอกาสติดได้ถ้ามีการวางแผน และวันนี้พี่ว่านจะมาแนะนำการวางแผนคร่าวๆ ครับ
A-Level ไม่สวย แต่ยังติดได้! ต้องวางแผนแบบไหน?
ถ้าคะแนน A-Level ที่ออกมาไม่ใช่คะแนนที่สวยตามที่คาดหวัง ไม่ได้หมายความว่าโอกาสสอบติดจะหายไปทันที เพราะระบบ TCAS มีการเปิดโอกาสให้ DEK69 วางกลยุทธ์การสมัครได้หลายแบบ และในแต่ละปีที่ผ่านมา เด็กหลายคนที่สอบติดได้ก็ไม่ใช่คนที่คะแนนสูงที่สุดเสมอไป
แนวทางวิเคราะห์คะแนนและวางแผนเลือกคณะ
ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดของการวางแผน คือการรู้ว่าคะแนนที่ได้อยู่ในระดับไหนของการแข่งขัน เมื่อเทียบกับผู้สมัครคนอื่นจากคะแนนย้อนหลัง และเกณฑ์คะแนนของทางคณะได้กำหนดออกมา ไม่ใช่แค่ดูว่ามากหรือน้อย
- คำนวณคะแนนรวมและเทียบกับเกณฑ์ของคณะ
- แต่ละคณะใช้สัดส่วนคะแนนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว บางคณะให้น้ำหนักบางวิชามากเป็นพิเศษ ถ้าน้องๆ ทำคะแนนสอบในส่วนของวิชาที่มีค่าน้ำหนักของคะแนนมากในคณะนั้น จะยิ่งทำให้มีโอกาสมากขึ้นลองคำนวณเพื่อดูคะแนนรวมที่ใช้แข่งขันจริง ไม่ใช่ดูคะแนนดิบอย่างเดียว ดังนั้นถ้ารู้สึกว่าคะแนนตัวเองไม่ดี ลองดูว่าวิชาที่เราได้คะแนนดี มีคณะไหนใช้เป็นค่าน้ำหนักสูงๆ บ้าง (แต่สุดท้ายแล้ว ต้องดูด้วยนะว่าเราอยากเรียนคณะนั้นมั้ย)
- เปรียบเทียบกับคะแนนต่ำสุดย้อนหลังหลายปี
- การเปรียบเทียบคะแนนไม่ควรเทียบแค่ปีเดียว แต่ควรดูอย่างน้อย 2-3 ปี เพื่อดูว่าคะแนนขึ้นลงมากแค่ไหน และเกิดจากอะไร ปีที่คะแนนพุ่งสูงจากการแข่งขันที่สูงเป็นยังไง และคะแนนมีช่วงแกว่งประมาณกี่คะแนน และปีนั้นกับปีปัจจุบัน คะแนนเฟ้อหรือฝืด ดูข้อมูลหลายๆ มุม ไปจนถึงดูว่าสาขานั้นๆ ใช้องค์ประกอบคะแนนอะไรบ้าง เป็น TGAT/TPAT หรือ A-Level ล้วน จะช่วยให้น้องๆ เห็นภาพรวม และประเมินโอกาสได้แม่นยำขึ้น
- การเปรียบเทียบคะแนนไม่ควรเทียบแค่ปีเดียว แต่ควรดูอย่างน้อย 2-3 ปี เพื่อดูว่าคะแนนขึ้นลงมากแค่ไหน และเกิดจากอะไร ปีที่คะแนนพุ่งสูงจากการแข่งขันที่สูงเป็นยังไง และคะแนนมีช่วงแกว่งประมาณกี่คะแนน และปีนั้นกับปีปัจจุบัน คะแนนเฟ้อหรือฝืด ดูข้อมูลหลายๆ มุม ไปจนถึงดูว่าสาขานั้นๆ ใช้องค์ประกอบคะแนนอะไรบ้าง เป็น TGAT/TPAT หรือ A-Level ล้วน จะช่วยให้น้องๆ เห็นภาพรวม และประเมินโอกาสได้แม่นยำขึ้น
- ประเมินระดับของคะแนนตัวเองเมื่อรู้คะแนนครบทุกวิชา เราจะพอดูได้ว่าแนวโน้มคะแนนปีนี้มีโอกาสสูงขึ้นหรือลดลง โดยพิจารณาจากคะแนนสถิติพื้นฐานแต่ละวิชาและช่วงคะแนนของคนที่ทำคะแนนได้ ซึ่งถ้าแนวโน้มคะแนนลดลง การจัดอันดับหรือเลือกคณะก็คงไม่ยาก แต่ถ้าแนวโน้มคะแนนสูงขึ้น ความยากคือ ไม่มีใครรู้ว่าคะแนนจะเพิ่มไปถึงระดับไหน จึงต้องเลือกคณะอย่างระวัง พี่ว่านมีคำแนะนำในการประเมินระดับของตัวเอง ดังนี้
- ถ้าคะแนนสูงกว่าคะแนนย้อนหลังพอสมควร ถือว่ามีโอกาสค่อนข้างดี สามารถเลือกเป็นตัวเลือกหลักได้ แต่ถ้าปีนี้แนวโน้มคะแนนสูงขึ้นก็ต้องเผื่อคะแนนไว้มากกว่าปกติด้วย
- ถ้าคะแนนใกล้เคียงกับคะแนนย้อนหลัง ถือว่ายังพอมีลุ้น แต่ต้องเตรียมเผื่อใจ และควรมีตัวเลือกสำรอง โดยที่คณะสำรองที่เลือก เราจะต้องมีคะแนนสูงกว่าคะแนนต่ำสุดพอสมควรเช่นกัน
- ถ้าคะแนนต่ำกว่าคะแนนย้อนหลัง อาจต้องปรับแผนหรือหา คณะ/สาขา/มหาวิทยาลัย ที่มีสายการเรียนคล้ายกับที่สนใจ และคะแนนเอื้อมถึงกว่า ซึ่งตรงนี้น้องๆ จะต้องใช้เวลาศึกษาคณะต่างๆ ให้ละเอียด
- สมัครคณะที่จุดแข็งตัวเองได้เปรียบ
- เลือกคณะที่มีคะแนน GPAX/TGAT/TPAT หรือมีคุณสมบัติพิเศษที่ตรงตามเงื่อนไข
- A-Level บางวิชาดีเป็นพิเศษ สามารถเลือกคณะที่น้ำหนักคะแนนวิชานั้นสูงได้
- คะแนนเฉลี่ยกลางๆ ไม่ได้ต่ำแต่ก็ไม่ได้สูงโดด สามารถเลือกคณะที่กระจายสัดส่วนคะแนน ไม่เน้นวิชาใดวิชาหนึ่งหนักเกินไปได้
เลือกคณะให้เหมาะกับสัดส่วนคะแนนของตัวเอง
ถ้าน้องๆ เลือกคณะที่สัดส่วนคะแนนสอดคล้องกับจุดแข็งของตัวเอง โอกาสติดก็จะเพิ่มขึ้น หลายคณะเน้นคะแนน A-Level ก็จริง แต่ส่วนอื่นๆ เช่น GPAX/TGAT/TPAT/วิชาเฉพาะ ก็ยังมีหลายคณะที่เน้นคะแนนเหล่านี้มากกว่าคะแนนสอบ A-Level
- เข้าใจมุมมองว่าสัดส่วนคะแนนมีผลต่อโอกาสติดมากว่าที่คิด
- ยกตัวอย่าง เช่น มีผู้สมัคร 2 คน คน A มีคะแนน A-Level สูงกว่า B แต่คน B มี GPAX สูงกว่า หากสมัครในคณะที่ให้น้ำหนัก GPAX มากกว่า คน B ก็อาจโอกาสติดสูงกว่าได้
- ต้องมีแผนคณะสำรอง ที่ไม่อ้างว่า “เรียนได้หมด เลือกๆ ไปก่อน”
- หลายๆ คนชะล่าใจกับการวางแผนสมัคร นอกจากคาดหวังแค่คณะเดียวแล้ว ยังเลือกคณะสำรองแบบส่งๆ โดยไม่ศึกษาให้ดี ซึ่งถึงแม้ว่าอาจไม่ติดคณะอันดับ 1 ในใจ แต่ยังสามารถเลือกคณะ/สาขาที่หลักสูตรการเรียนคล้ายกันได้ หรืออาจเป็นคณะเดียวกัน แต่คนละมหาวิทยาลัยที่คะแนนเอื้อมถึง
ศึกษาและใช้หลายรอบสมัครให้เกิดประโยชน์
ระบบ TCAS เปิดโอกาสให้น้องๆ DEK69 สมัครได้หลายรอบ ซึ่งแต่ละรอบจะใช้เกณฑ์ที่ต่างกัน เพราะถึงแม้คะแนน A-Level จะไม่สูงมาก ก็ยังมีตัวเลือกจากรอบที่ไม่ได้เน้นคะแนนส่วนนี้ได้ ซึ่งหลังจากรอบ Admission ก็ยังเหลือรอบ Direct Admission
รอบ Direct Admission เป็นรอบสุดท้ายของระบบ TCAS แม้หลายคนจะเรียกรอบเก็บตก แต่ความจริงยังมีหลายคณะที่วางแผนเปิดรับมาจนถึงรอบนี้ ซึ่งเกณฑ์ก็เป็นไปได้ทั้งเหมือนและแตกต่าง แต่เท่าที่สังเกตในปีที่ผ่านๆ มา รอบนี้เปิดรับและคัดเลือกเร็ว ดังนั้นเกณฑ์จะไม่ซับซ้อนหรือยุ่งยากมาก บางที่อาจไม่ใช้คะแนนสอบใดๆ เลยก็ได้ครับ
พี่ต้องบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นการแชร์เทคนิคในการวางแผนให้กับน้องๆ เพื่อปรับใช้ในการเตรียมตัววางแผนยื่นคะแนน จะได้มีแรงสู้ต่อ และไม่ท้อกับการหาที่เรียน ไม่ต้องกลัวว่าคะแนนของตัวเองจะไม่สวย เพราะไม่ว่าได้คะแนนเท่าไหร่ ก็มีโอกาสสอบติดทุกคนครับ
0 ความคิดเห็น