สวัสดีค่าชาว Dek-D สำหรับใครที่มีความฝัน แต่ถูกกั้นด้วยความกลัวและกำแพงภาษา วันนี้จะพาไปอ่านเรื่องราวของ “พี่ก็อต-ฉัตรชัย” อดีตเด็กวิศวะไม่ได้มีไอเดียเรียนต่อนอกมาตั้งแต่แรก แถมเกือบถอดใจกับการปั้นสกิลภาษาอังกฤษให้เป็นรูปเป็นร่าง แต่ล่าสุดมีสถานะเป็นนักเรียนทุน ก.พ. (ทุนเฉลิมพระเกียรติฯ) ดีกรีป.โท University of Michigan - UMich มหาวิทยาลัยระดับท็อปของอเมริกา และกำลังจะกลับไปลุยต่อในระดับปริญญาเอกเร็วๆ นี้ด้วย!
รีวิวนี้เล่าทุกแง่การสอบทุน การเลือกมหาวิทยาลัยฉบับข้าราชการรุ่นใหม่ การใช้ชีวิตสุดมันส์ทุกวินาทีที่มิชิแกน และมายด์เซ็ตที่ทำให้ไปต่อได้ไกล เพราะรู้ว่า “ความผิดพลาดไม่ใช่จุดจบของทุกอย่าง”
เส้นทางนี้จะสนุก ครบรส และคาดเดาไม่ได้ขนาดไหน เรามาร่วมเดินทางใน Road Trip นี้กันเลยค่ะ
Note: เตรียมพบ "พี่ก็อต" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair เพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98) จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair // ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)
*พบพี่ก็อตได้วันอาทิตย์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.



. . . . . . . .
1
พังทลายคอมฟอร์ตโซน
ก้าวแรกที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล
สวัสดีครับผม “ก็อต-ฉัตรชัย” เป็นนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 7 และทุน ก.พ. (ทุนเฉลิมพระเกียรติฯ รุ่นที่ 2 ปี 2565) เรียนจบป.โทจากสาขา Energy Systems Engineering ที่ University of Michigan ปัจจุบันกลับมาทำงานเป็นวิศวกรเครื่องกลปฏิบัติการ อยู่ที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานครับ


เส้นทางของผมเริ่มต้นจากการเป็นเด็กวิศวะเครื่องกลบางมดที่ไม่คิดจะไปเรียนต่างประเทศมาก่อนเลย จนกระทั่งช่วงปี 4 ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเสียโอกาสหลายอย่างไปเพียงเพราะเรื่อง “ภาษาและความไม่กล้า” ผมจึงตัดสินใจพังกำแพงความกลัวด้วยการสมัครโครงการ Work and Travel ไปทำงานที่อุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ (Glacier National Park) รัฐมอนแทนา (Montana) และกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่
นั่นคือครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า “ถ้าตัวเองไปต่างประเทศก็รอดนี่หว่า” แล้วตัดสินใจไปต่ออีก สมัครโครงการทุนเต็มจำนวนที่เป็นแนววิชาการขึ้น นั่นก็คือ YSEALI Academic Fellowship สาขา Environmental Issues เป็นโอกาสให้ไปเห็นบรรยากาศจริงว่าที่อเมริกาเค้าเรียนและดิสคัสกันแบบไหน เราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง กลายเป็นจิ๊กซอว์อีกตัวให้ผมมั่นใจขึ้นว่า เราจะสามารถสนุกและรับมือสถานการณ์แบบนั้นได้เหมือนกัน
. . . . . . . .
2
เคล็ดลับเลือกที่เรียนฉบับข้าราชการรุ่นใหม่
และเหตุผลที่ UMich ใช่ที่สุด
ทุนที่ได้ จะให้ผมบรรจุราชการก่อน
ผมว่าเงื่อนไขนี้คือข้อดีมากครับ เพราะช่วยให้เห็นภาพทิศทางและวัฒนธรรมองค์กรจริงๆ ได้รู้ก่อนว่าถ้าเรียนจบกลับมา เราจะกลับมาเจอสภาพแวดล้อมแบบไหน หน้าที่และขอบเขตงานของเราในช่วงที่ต้องใช้ทุนคืออะไรบ้าง เราจะไม่ได้แค่เรียนตามความชอบไปเรื่อยๆ แต่มีผลกับการวางแผนทุกอย่างบนพื้นฐานความจริง
ก่อนจะได้คำตอบเป็น U. of Michigan ผมใช้เวลาทำรีเสิร์ชถึง 2 เดือนเต็ม ปัจจัยแรกคือต้องดูเงื่อนไขทุน ก.พ. (เฉลิมพระเกียรติฯ) ของผมที่ต้องปรึกษาทางหน่วยงานเพื่อให้สิ่งที่เรียนเป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่สุด ซึ่งข้อดีคือทุนนี้ค่อนข้างยืดหยุ่นและมีการจัดทำข้อเสนอโครงการศึกษาต่อที่มีการพูดถึงความคาดหวังของผู้เรียนกับความสอดคล้องของหน่วยงาน
ผมปักหมุดที่อเมริกาเพราะชอบประสบการณ์ที่เคยได้รับ แต่โจทย์สำคัญคือ “ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยจะมีสาขาที่ผมอยากเรียน” ผมเลือกให้ความสำคัญกับงานวิจัยและตัวอาจารย์เป็นอันดับแรก นั่งหาข้อมูลว่าอาจารย์ที่ถนัดเรื่องที่ผมสนใจเค้าประจำอยู่ที่ไหนบ้าง
และนอกจากเรื่องวิชาการ ผมเลือกที่นี่เพราะเมือง Ann Arbor มีความปลอดภัยและมีความน่าอยู่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของ College town เหมาะกับการมาเรียนต่อมาก (ยกเว้นสภาพอากาศที่หนาวสุดๆ เท่านั้นครับ!)


ผมเริ่มส่งอีเมลไปหาอาจารย์ที่ UMich เพื่อแนะนำตัวและปรึกษาอาจารย์เรื่องโจทย์วิจัยที่อยากทำ ซึ่งไอเดียผมมาจากประสบการณ์ลงพื้นที่จริงในประเทศไทย แล้วพบว่ามีโครงการพลังงานนึงที่ผมชอบมากๆ เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ห่างไกล แต่ชาวบ้านเล่าว่าปัจจุบันใช้ไม่ได้แล้ว ผมอยากพัฒนา Solution โดยคำนึงเรื่องการใช้งานระยะยาว (Long-term implementation) มากขึ้น
ปรากฏว่าอาจารย์สนใจและบอกว่าหากสอบเข้ามาเรียนได้ เดี๋ยวมาคุยกันต่อ ซึ่งตอนหลังก็ได้ทำสิ่งที่เสนอไปด้วยนะครับ! อาจารย์ให้โอกาสผมใช้กรณีศึกษาจากประเทศไทย และคอยสนับสนุนจนผมเขียนขอทุนเพิ่มได้อีก $4,000 เพื่อบินกลับไทยมาเก็บข้อมูลทำวิจัยโดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม Summer

. . . . . . . .
3
เปิดโหมดวิชาการ
เด็กวิศวะ Energy Systems
สาขานี้เรียนอะไรบ้าง!
ถ้าพูดชื่อหลักสูตรตรงตัวเลยก็คือ "วิศวกรรมระบบพลังงาน" ครับ ซึ่งคำนี้กว้างมาก หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรียนทำโซลาร์เซลส์เหรอ? หรือทำกังหันลม? แต่จริงๆ คือการศึกษาภาพรวมของพลังงานแบบ Connect the dots สอนให้มองว่าแต่ละจุดเชื่อมต่อกันอย่างไร เช่น พลังงานสะอาดที่นำมาใช้จะช่วยลดคาร์บอนได้ปริมาณเท่าไหร่ มีมิติไหนบ้างที่เราจะเข้าไปเชี่ยวชาญได้ ไม่ว่าจะเป็นสายเทคโนโลยีจ๋าๆ แบบวิศวกรรมเครื่องกล ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน หรือที่ปรึกษาด้านพลังงาน
อย่างที่บอกว่าผมได้บรรจุงานก่อน จุดนี้มีผลต่อการวางแผนลงเรียนของผมโดยตรง เพราะเป้าหมายของผมไม่ใช่เพียงการเรียนเพื่อให้ได้ปริญญา แต่คือการเรียนเพื่อกลับมาสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในที่ทำงานครับ
ดังนั้นตอนวางแผนลงเรียน ผมจะไม่ได้มองแค่ชื่อวิชานี้ดูน่าสนุกไหม แต่จะอ่านคำอธิบายรายวิชาแบบละเอียด ทักไปถามรีวิวจากรุ่นพี่ แล้วย้อนกลับมาถามตัวเองเสมอว่า “วิชานี้จะช่วยให้เรากลับมาแก้ปัญหาหรือพัฒนางานที่องค์กรได้จริงไหม?” ประสบการณ์หน้างานจึงเป็นตัวช่วยชั้นดีที่ทำให้ทุกวิชาที่ผมลงเรียนตอบโจทย์อนาคตการทำงานได้มากที่สุด

วิชาที่เปลี่ยนวิธีคิด และ Office Hour ที่เป็นสะพานสู่ ป.เอก
ตอนอยู่ไทยผมอาจจะเป็นสายตั้งใจเรียนในห้อง และมาเตรียมสอบเข้มๆ ก่อนหน้า 2-3 สัปดาห์ แต่ที่ UMich คะแนนเก็บเยอะมาก มีการบ้านให้ส่งทุกสัปดาห์ ข้อดีคือเราได้ทบทวนแบบไม่ขาดช่วง และได้รู้เร็วว่าจุดไหนที่ยังไม่เข้าใจ จะได้หาตัวช่วยได้ทัน
ตรงนี้เองที่ผมใช้ Office Hour ให้เป็นประโยชน์สูงสุด เพราะผมวางแผนไว้แล้วว่าจะสมัครต่อระดับ PhD การเข้าหาอาจารย์ทำให้เขารู้จักตัวตนและเห็น Performance ของเรา ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญตอนขอให้ท่านช่วยเขียนจดหมายรับรอง (Recommendation Letter) ให้
อย่างเช่นวิชา Sustainable Engineering & Design ผมประทับใจและทุ่มเทสุดตัวมากๆ เพราะอยาก Outstanding ในสายตาอาจารย์ประจำวิชา เพื่อสร้างโอกาสในการทำวิจัยร่วมกันในอนาคต และยังมีอีกวิชาที่ไม่คิดเลยว่าจะได้มาจับคือ Front-end Design ซึ่งสอนเรื่อง “Thinking about thinking” หรือ “การคิดเกี่ยวกับกระบวนการคิดของตัวเอง” ปรับใช้ได้ทั้งการเรียนและใช้ชีวิตเลยนะครับ และก็ที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์คือการออกแบบโครงการในระยะเริ่มต้น ที่ผมคิดว่าถ้าเราก้าวก้าวแรกผิด เราจะมาเสียเวลาและทรัพยากรกับการแก้ปัญหานั้น




Los Angeles, Grand Canyon, Horseshoe bend

Death Valley, Antelope, Bryce Canyon

. . . . . . . .
4
บรรยากาศคลาสคุณภาพ
จนผมขาดเรียนไม่เกิน 1 ครั้ง!
ในฐานะมหาวิทยาลัยของรัฐ (Public University) ระดับโลก ความพร้อมเรื่อง Resources ที่ UMich ไม่เป็นที่กังขาเลย แม้งานวิจัยของผมจะเน้นการใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก แต่ผมก็ได้เห็นเพื่อนๆ ที่ประกอบก้อนแบตเตอรี่เอง หรือทำงานวิจัยที่ใช้เครื่องมือราคาสูงมาก อาจารย์จะบอกเสมอว่า “อยากได้อะไรให้สั่งเลย”
งบประมาณสนับสนุนและเครื่องมือขั้นสูงพร้อมซัปพอร์ตทุกไอเดียให้เกิดขึ้นจริง สิ่งอำนวยความสะดวกที่นี่ไม่ใช่แค่ห้องสมุดหรือห้องแล็บ แต่รวมถึงการเข้าถึงตัวอาจารย์ที่ทำได้ง่ายผ่าน Office Hour หรือการติดต่อหาโดยตรงครับ

ภาพรวมการเรียนในคลาสดีมากครับ อาจารย์ส่วนใหญ่เตรียมการสอนมาอย่างดีเยี่ยม และสิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือความใจกว้าง (Open-minded) อาจารย์เปิดรับทุกคำถามและตั้งใจฟังทุกสิ่งที่พวกเราอภิปรายอย่างจริงจัง จนทำให้ผมอยากมีส่วนร่วมในคลาสมากขึ้นไปอีก
และแน่นอนว่าเพื่อนร่วมคลาสคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญอีกชิ้น ทุกคนมาจากพื้นฐานที่ต่างกันมาก ทั้งเพื่อนจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย หรือชาวอเมริกันเอง บางคนมาจากภาครัฐ สายที่ปรึกษา หรือภาคเอกชน การได้แชร์มุมมองที่หลากหลายทำให้ความคิดกว้างขึ้น ยกตัวอย่างเช่น บางเรื่องที่ผมคิดว่าแนวทางนี้ดีที่สุดสำหรับบริบทประเทศไทยแล้ว แต่พอฟังเพื่อนผมอาจพบว่าวิธีนั้นไม่ได้เหมาะกับบริบทของประเทศอื่น เป็นต้น
ทุกครั้งที่ก้าวเท้าเข้าห้องเรียน ผมได้อะไรใหม่ๆ กลับไปเสมอ ซึ่งผมมั่นใจมากว่าตลอดปีครึ่งที่อยู่มิชิแกน ผมขาดเรียนไปไม่เกิน 1 ครั้ง เพราะไม่อยากพลาดบรรยากาศแบบนี้ครับ ไหนๆ ไปถึงที่นู่นแล้ว
ผลจากการทุ่มเทในคลาสเรียนและการกล้าพูดคุยกับอาจารย์ ทำให้ผมตัดสินใจลงเรียนไปถึง 13 วิชา (จากที่หลักสูตรกำหนด 10 วิชา) เพื่อเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า ซึ่งหน่วยกิตที่เกินมาสามารถนำไปเทียบโอนได้ทันที
และข่าวดีที่สุดคือตอนนี้ผมได้รับการตอบรับเข้าเรียนต่อระดับ PhD สาขา Mechanical Engineering ที่มหาวิทยาลัยเดิมเรียบร้อยแล้วครับ ซึ่งอาจารย์ประจำวิชาที่ผมเข้าไปปรึกษาและคอยซัปพอร์ตผมในวันนั้น ก็คือคนเดียวกับที่รับผมเข้าเป็นลูกศิษย์ในระดับปริญญาเอกตอนนี้นั่นเอง Yeahhh~







เด็กวิศวะบนเวที Business Case
เรื่องนึงที่ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น ก็คือการได้เป็นตัวแทนไปแข่ง Business Case ด้านพลังงานที่รัฐเท็กซัส (Texas) ครับ! ในทีมจะมีผมกับเพื่อนชาวอินโดนีเซียและอเมริกันรวม 4 คน ซึ่งความท้าทายคือพวกเราเป็นวิศวกรทั้งทีม ไม่มีใครเรียนสายธุรกิจมาสักคน แต่เมื่อโอกาสมาถึงและเพื่อนเชื่อใจชวนแข่ง ผมจึงตัดสินใจทำเต็มที่ ทำการบ้านหนักมากจนสุดท้ายทีมเข้ารอบ Final ได้ไปเปิดโลกเจอผู้เชี่ยวชาญและกรรมการระดับโลก เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าจริงๆ ครับ

Go Blue Culture
ถ้ามาใช้ชีวิตอยู่ที่มิชิแกน คำที่จะได้ยินจนขึ้นใจเลยคือ Go Blue เป็นคำที่เอาไว้ใช้แสดงสปิริตและสีประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งบอกเลยว่าการได้มาดูอเมริกันฟุตบอลมิชิแกนคือประสบการณ์ “ที่สุด” แล้วนะ ต่อให้เราจะไม่เคยดูหรือดูกีฬาชนิดนี้ไม่เป็นมาก่อน แต่บรรยากาศการเชียร์ พลังของคนเรือนแสนในสเตเดียม และสปิริตของทุกคนจะสร้างความประทับใจจนลืมไม่ลง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของแพ้หรือชนะ แต่คือความภูมิใจและคอมมูนิตี้ที่เหนียวแน่นซึ่งเราสัมผัสได้ชัดเจน
นอกจากอเมริกันฟุตบอลแล้ว ปีนี้บาสเกตบอลก็มาแรงมากก ล่าสุดเพิ่งได้ College Basketball National Champions ไปหมาดๆ เอง แล้วผมว่านะ บรรยากาศการเชียร์กีฬาแบบนี้ช่วยให้ชีวิตนักศึกษาที่มิชิแกนมีสีสันและทำให้เรามีอะไรให้รอคอยอยู่ตลอดเวลา // พูดไปก็คิดถึงอีกแล้วครับ!



. . . . . . . .
5
Winter is Coming!
และความอบอุ่นในบ้านหลังที่สองที่ชื่อ “มิชิแกน”
หน้าหนาวที่ยาวนาน ทำให้แต่ละฤดูกาลพิเศษขึ้น
บอกเลยว่ามิชิแกนโคตรจะหนาว! ผมเคยเห็นหิมะที่ Glacier มาก่อน ตอนนั้นคิดว่าสวยดี แต่พอมาอยู่จริง ความสวยงามมีแค่วันแรกวันเดียวครับ หลังจากนั้นคือความท้อแท้ เพราะหน้าหนาวกินเวลานานมาก ตั้งแต่เดือนตุลาคมลากยาวไปจนถึงพฤษภาคม การเดินทางลำบาก ต้องเดินอย่างมีสติเพราะพื้นลื่น แถมมืดเร็วทำให้รู้สึกซึมไปตามสภาพอากาศได้ง่ายๆ เลย


แต่ในความหนาวเย็นก็ไม่ได้แย่ไปซะทั้งหมดนะครับ เพราะความหนาวทำให้เราได้รู้ว่าความอบอุ่นเป็นแบบไหน เสน่ห์ของการอยู่อเมริกาคือวัฏจักรฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงชัดเจน ทำให้เราได้เห็นความสวยงามที่ต่างกันไป ตั้งแต่ใบไม้ผลิที่สดใส เข้าสู่หน้าร้อน (ที่อุณหภูมิประมาณ 30-31 องศา ไม่เท่าไทยแน่นอน) ไปจนถึงช่วงใบไม้ร่วงที่เปลี่ยนสีสวยงามมาก ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกปกคลุมด้วยหิมะอีกครั้ง
การได้เห็นธรรมชาติเปลี่ยนผ่านแบบนี้ ทำให้เราเห็นคุณค่าของแต่ละช่วงเวลา และสนุกกับการรอคอยกิจกรรมที่เปลี่ยนไปตามฤดู อย่างตอนหน้าหนาวก็จะมีกิจกรรมให้ทำเพียบ ทั้งสกี หรือ Snow Fight เป็นความพิเศษที่ทำให้แต่ละฤดูกาลมีความหมายต่างกันออกไปครับ


ภารกิจพิชิต 13 National Parks
ช่วงเวลาที่สนุกที่สุดสำหรับผมคือช่วงพักเบรกจากการเรียน ผมออกไปทำตามอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมกลับมาอเมริกาอีกครั้ง ซึ่งก็คือการตามไปเช็กอิน National Park สรุปแล้วผมไปมาทั้งหมด 13 แห่งในเวลาปีครึ่ง ทุกสถานที่มอบประสบการณ์ใหม่ ได้พูดคุยกับผู้คนแปลกหน้าและเพื่อนใหม่ระหว่างทาง เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากจริงๆ จริงๆ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้พอๆ กับเรื่องเรียนเลยนะครับ เพราะว่าถ้าจะมาเรียนอย่างเดียว ผมว่าผมเรียนที่ไทยดีกว่า ผมว่ามันก็คงต้องบาลานซ์ให้ได้ครับ
หรือเวลามีคนถามว่าเรียนหนักขนาดนี้เหนื่อยไหม? ผมไม่รู้สึกเลย เพราะมองว่าเรากำลังทำสิ่งที่ตัวเองเคยตั้งเป้าหมายไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้วให้สำเร็จ ในเมื่อเป็นสิ่งที่เราเลือกเองและอยากทำมาตลอด จึงไม่มีคำว่าเหนื่อยจนทนไม่ไหว จะมีก็แค่ความเหนื่อยจากการขับรถเที่ยวมากกว่า 5555 แต่พอกลับเข้าสู่กิจวัตรการเรียน มันก็เหมือนกับมาทำอีกอย่างที่เราตั้งเป้าหมายไว้ มีบ่นบ้าง แต่ก็นั่นแหละครับ บ่นๆ ไปให้อย่างน้อยก็ได้บ่น แต่รวมๆ ก็มีความสุขอยู่ดีครับ

Like I said, what road trips and classes have in common is that experiencing them yourself matters far more than just listening to others - because your experience won’t be the same as anyone else’s.

และของแถมสุดพิเศษที่ได้มาจากการเดินทางครั้งนี้ คือการได้ไปเยือนหนึ่งใน Dream Destinations ของผมอย่าง "Patagonia" ครับ ผมมองว่านอกจาก Glacier National Park ที่ผมตั้งใจอยากไปมากๆ แล้ว ที่นี่ก็คืออีกหนึ่งหมุดหมายในชีวิตที่ผมต้องไปสัมผัสด้วยตาตัวเองให้ได้สักครั้ง












It’s the People, Not Just the Place
มากกว่าสถานที่สวยงามก็คือ “ผู้คนที่ร่วมทางกัน”
ความอบอุ่นที่แท้จริงเกิดจาก Community ของเพื่อนๆ ที่รายล้อมเราครับ กิจกรรมหลักกับเพื่อนๆ คือทำอาหารมาแชร์กัน (ในความเป็นจริงเราออก Eat Out ข้างนอกตลอดไม่ได้)
และไม่น่าเชื่อเลย มาที่นี่ผมจะมีเพื่อนชาวอินโดนีเซียเยอะที่สุด เข้ากันได้ดีถึงขั้นเป็นคอมฟอร์ตโซน เวลาจัดงาน Thai Night เพื่อนกลุ่มนี้มาร่วมงานถึง 20 คน (อยากลองอาหารอินโด ผมจะมีเมนูโปรดคือ BAKSO, RENDANG, MARTABAK ลองไปหาชิมได้เลย)
ในขณะเดียวกัน ชุมชนคนไทยที่นั่นก็น่ารักมากๆ เป็นความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน แต่เป็นบ้านในอเมริกานะครับ เราได้มีช่วงเวลา Late Night Talk กับพี่คนไทยที่ผมนับถือ ช่วยเยียวยาจิตใจจากชีวิตที่หนักบางช่วงได้อย่างดีเลย

Terimakasih!

. . . . . . . .
6
บทส่งท้ายถึงคนมีความฝัน
และอุดมการณ์ข้าราชการรุ่นใหม่
มุมมองต่อข้อผูกพันการใช้ทุน
เรื่องความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนมองอนาคตไว้แบบไหนครับ ก่อนจะเซ็นสัญญาผมอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าเรามีสิทธิ์เลือกเสมอ อย่าเพิ่งคิดว่านี่คือโอกาสเดียวในชีวิต ให้มองว่าเรากำลังเลือกทางเดินหนึ่งซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีสิ่งที่ต้องแลก
วันที่ผมตัดสินใจรับทุนนี้ ผมรู้ว่าต้องกลับมารับราชการตามระยะเวลาที่กำหนด โจทย์ในหัวผมตอนนั้นคือ “จะทำยังไงประสบการณ์ครั้งนี้คุ้มค่าที่สุด?” เลยพยายามวางแผนเวลาและ Make the most of it กับทุกโอกาสที่ได้มา ซึ่งผมพูดได้อย่างมั่นใจว่าตัวเองทำเต็มที่ทุกวินาทีแล้วจริงๆ ครับ
ผมกลับมาเริ่มทำงานเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา ตั้งใจจะนำความรู้มาปรับใช้กับงานราชการให้ได้มากที่สุด ผมไม่รู้ล่วงหน้าว่าในอนาคตตำแหน่งผมจะไปถึงจุดไหน แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จะขอเป็นหนึ่งในเสียงที่แสดงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ผมอยากเห็นอะไร ผมก็จะสะท้อนออกมาเต็มที่ว่านี่คือสิ่งที่เราคิด และอยากให้เกิดการแก้ปัญหาในมุมมองไหนบ้าง ใช้ความรู้ให้สมกับโอกาสที่ได้รับมาครับ ลองดูครับ ได้ไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที

อีกด้านของการเดินทางที่ไม่ค่อยได้แชร์
หลายคนอาจเห็นภาพผมในมุมที่ร่าเริง สนุกกับการเดินทาง หรือดูประสบความสำเร็จตามใจหวังไปซะทุกอย่าง แต่นั่นคือสิ่งที่ผมเลือกให้ทุกคนเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ของผม แต่จริงๆ แล้วผมก็มีมุมที่เหนื่อยและเครียดมากเหมือนกันครับ
อย่างเรื่องภาษาอังกฤษ ผมเคยท้อหนักมาก ฟิตมาตั้งหลายปีแต่ความรู้สึกเหมือนยังย่ำอยู่กับที่ สื่อสารกับใครก็ไม่เข้าใจ ตอนไป Work & Travel ผมถึงขั้นบอกตัวเองเลยว่า หากครั้งนี้ยังสื่อสารไม่ได้อีก จะไม่เรียนต่อต่างประเทศแล้ว เพราะข้างในใจมีความทุกข์มากเกินไป
แต่ผมก็เรียนรู้ว่าเมื่อเราผิดหวังครั้งที่ 1 2 หรือ 3 สิ่งสำคัญคือต้องมองหาทางว่าจะทำยังไงให้ดีขึ้น ผมอนุญาตให้ตัวเองเศร้าได้ในวันที่เหนื่อยล้า แต่ต้องไม่ยอมให้ความผิดหวังเหล่านั้นมาทำลายความมั่นใจ ผมมักจะบอกตัวเองเวลาเครียดเสมอว่า มองไปในอนาคตนะ แล้ววันหนึ่งเราจะกลับมาขอบคุณตัวเองในวันนี้ เหมือนหนึ่งในประโยคจากหนังสือที่ผมชอบมากๆ ก็คือ You must do the thing you think you cannot do.

จากคนที่เคยคิดว่าชีวิตนี้คงพูดภาษาอังกฤษกับใครไม่รู้เรื่อง และคงเป็น Extrovert ได้แค่กับภาษาไทย พอไปอยู่ที่นั่นผมพบว่าภาษาไม่ใช่ตัวแปรหลัก ถ้าใช้ผิดก็ถือว่าได้เรียนรู้ ตื่นมาก็รีเซ็ตตัวเองและแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดเมื่อวาน ถ้าวันแรกทำไม่ได้ วันที่สองยังไม่ได้ สัปดาห์หน้าก็อาจจะยังไม่ได้ แต่หากพยายามไปเรื่อยๆ อีกหนึ่งเดือน ปีหนึ่ง ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะครับ จริงไหม?





ส่งต่อกำลังใจถึงน้องๆ ทุกคน
โอกาสมีไว้สำหรับคนที่เตรียมพร้อมและกล้าที่จะก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนครับ จากเด็กที่ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษในวันนั้น สู่การเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลที่เรียนจบป.โทและกำลังจะไปเรียนต่อปริญญาเอกในวันนี้ ผมเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างครับว่าเราทุกคนเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ หากทำเต็มที่แล้วเราจะไม่รู้สึกเสียดายเลย เพราะสุดท้ายความสำเร็จจะมาหาต่อเมื่อเราเลือกที่จะสู้ต่อครับ
แล้วพบกันใหม่นะครับ สิงหาคมปีนี้ผมจะแพ็กกระเป๋ากลับไปลุยต่อระดับ PhD ที่มิชิแกนแล้ว
I will be back soon, guys. Go Blue!

Until the world sends us to see each other again.
. . . . . . .

The world is waiting,
and you’re warmly invited!
เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Box โกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair
งานนี้พบ "พี่ก็อต" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่ (ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมที่นั่นจะคลิกกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!
ความปังยังไม่หมดนะคะ ในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ, Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~
- Save the Date: 25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!
0 ความคิดเห็น