When I say so Go!
เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นกันไม่น้อยกับการคัมแบคครั้งใหญ่ของสาวๆ BLACKPINK (อารมณ์แบบว่าศิลปินระดับโลกมา Featuring กัน 5555) ซึ่งเพลงในมินิอัลบั้ม ‘DEADLINE’ ก็เรียกว่าสร้างความ surprise ด้วยแนวเพลงใหม่ๆ พร้อมกับ MV ที่มีแนวล้ำๆ ให้แฟนๆ ได้เสพงานศิลป์และตีความในสิ่งที่สาวๆ ต้องการจะสื่อ // ไหนๆ BLINK ชอบเพลงไหนกันบ้าง?
และแน่นอนว่าแต่ละเพลงก็เสิร์ฟความฝอสุดๆ แถมเนื้อร้องภาษาอังกฤษก็ไม่ยากไม่ง่ายเกินไป ว่าแล้ว #แจกศัพท์ฉบับเด็กนอก ก็พาทุกคนไปจดคำศัพท์ สำนวน และSlang ที่น่าสนใจจากเพลงในอัลบั้มกันสักหน่อย บอกเลยว่ามีหลายคำน่าสนใจและเจอบ่อยในชีวิตประจำวันด้วยนะ!
Note: บทความนี้ไม่ได้หยิบเพลง 'Jump' มาพูดถึงน้า ใครอยากเอ็นจอยกับเพลงนี้พร้อมฝึกภาษาอังกฤษ คลิกที่นี่ ได้เลยค่า
. . . . . . . .
‘Go’
มาเริ่มกันที่เพลงไตเติ้ลอย่าง ‘Go’ ที่แตกแตนกันตั้งแต่เห็นทีเซอร์ เพราะ MV ดูเป็นอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากวง ตัวเพลงก็เป็นรสชาติใหม่ๆ มีความ EDM แบบเดือดๆ เรียกว่าทำให้หลายคนว๊าวสุดๆ (ส่วนฟีดแบ็กคนรอบข้างพี่ลูกหมูเสียงแตกมากค่ะ 55555) แถมยังมีคำภาษาไทยโผล่ใน MV ด้วยนะ
ซึ่งถ้าพูดถึงเนื้อหาของเพลงนี้จะเป็นแนวปลุกพลัง โทนแบบ Confidence Anthem ฟีลลุกขึ้นเดินหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจ กล้าเป็นตัวเอง และไม่ยอมแพ้! โดยใช้ภาพลักษณ์ของ BLACKPINK เป็นเหมือนพลังที่ผลักดันให้ ‘Go’ หรือก้าวต่อไป เห็นได้จากท่อนฮุคที่ร้องว่า ‘Go BLACKPINK'll make ya’
ถ้าพูดแบบง่ายๆ เลย เพลงนี้เหมือนบอกว่า อย่าหยุด อย่ากลัว ลุกขึ้นแล้วไปต่อ BLACKPINK จะเป็นพลังให้เธอเองนะ อะไรประมาณนี้ // มาดูสำนวนน่าสนใจจากเพลงนี้กัน
On a mission (Idiom) - กำลังมุ่งมั่นทำบางอย่างอย่างจริงจัง, มีเป้าหมายชัดเจน
เปิดมาท่อนแรก ที่เจ้ากระรอกแชงร้องว่า ‘I'm on a mission, I'm in control’ ซึ่งวลี on a mission หมายถึง กำลังตั้งใจทำอะไรบางอย่างแบบเต็มที่ และมีเป้าหมายชัดเจนและตั้งใจทำให้สำเร็จ เช่น การเรียนต่อหรือพัฒนาตัวเอง อะไรประมาณนี้ค่ะ
ตัวอย่างประโยค
I'm on a mission to improve my English before studying abroad.
ฉันกำลังมุ่งมั่นพัฒนาภาษาอังกฤษก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศ
Go reckless (Idiom) - ลุยแบบไม่กลัว
สำหรับ ‘Go reckless’ เป็นอีกสำนวนภาษาอังกฤษที่ native ใช้กันบ่อยมากเช่นกันค่ะ หมายถึง การทำอะไรแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง, ทำแบบบ้าบิ่น, เสี่ยงโดยไม่สนผลลัพธ์ มักใช้เวลาคนตัดสินใจแบบกล้าจัดเต็มหรือทำอะไรสุดโต่ง โดยไม่ค่อยระวังผลที่จะตามมา
คำว่า ‘reckless’ แปลว่า ไม่ระมัดระวัง, ไม่คิดถึงอันตรายหรือผลเสีย พอรวมกับ go จะให้ความหมายประมาณว่า ลุยแบบไม่กลัวอะไรเลย
ตัวอย่างประโยค
Sometimes you have to go reckless to chase your dreams.
บางครั้งก็ต้องทุ่มแบบสุดตัวเพื่อไล่ตามความฝันนะ

Go all in (Idiom) - ทุ่มสุดตัว, ใส่เต็มที่
สำนวนนี้หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ไม่ใช่ที่ไหนอื่นไกล เพลง ‘Handlesbars’ ของเจนนี่นั่นเอง (I always go all in, all in, all in~) ซึ่ง ‘Go all in (on something)’ ก็หมายถึง การทุ่มสุดตัวกับบางอย่าง ใส่เต็มที่โดยไม่เหลือแรง เอาจริงเอาจังมาก ซึ่งเราอาจจะไปใช้กับการเรียนต่อหรือสอบด้วยก็ได้นะ
สำนวนนี้มาจากวงการไพ่โป๊กเกอร์ (poker) ที่ผู้เล่นเอาชิปทั้งหมดลงเดิมพันครั้งเดียว จึงสื่อถึงการตัดสินใจทุ่มหมดหน้าตักโดยไม่ถอยนั่นเองค่ะ
ตัวอย่างประโยค
I'm going all in on my master's application this year.
ปีนี้ฉันทุ่มสุดตัวกับการสมัครเรียนปริญญาโท
. . . . . . . .
‘Champion’
มาต่อกันที่เพลง B-Side ที่พี่ลูกหมูชอบมากกกก (และเป็นอีกเพลงที่หลายคนอยากให้หยิบขึ้นมาเป็นไตเติ้ลเลย 5555) แถมเพลงนี้ยังได้ EJAE ที่ร้อง และเขียนเพลง 'Golden' ประกอบ K-pop Demon Hunters มาร่วมเขียนด้วย
จากชื่อเพลงก็พอจะเดาได้เลยว่าเนื้อเพลงจะสื่อความหมายประมาณไหน โดย Champion สื่อถึงการไม่ยอมแพ้ เชื่อมั่นในตัวเอง สู้จนสุดทาง ต่อให้แพ้ก็ยังสู้ต่อให้ล้มก็ลุกขึ้นใหม่ เพราะฉันคือแชมป์เปี้ยนจ้า! (ท่อนฮุคชัดมาก ‘If I ever, ever fall down one time. I'ma keep going on, 'cause I know I'm a champion.' ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกว่ามีพลังฮึดสู้ขึ้นมาเลยค่ะ // ว่าแล้วก็มาเก็บศัพท์น่าสนใจจากเพลงนี้กันดีกว่า
Trust my intuition (Phrase) - เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง, เชื่อความรู้สึกข้างใน
‘Intuition’ (N.) คือความรู้สึกหรือการรับรู้บางอย่างโดยไม่ต้องมีเหตุผลชัดเจน คล้ายกับคำว่า gut feeling หรือ instinct ซึ่งเจ้าของภาษามักใช้เวลาพูดถึงการตัดสินใจเรื่องสำคัญ เช่น เลือกมหาวิทยาลัย เลือกงาน หรือเลือกทางชีวิต เป็นต้น
จากในเพลงท่อน ‘Ain't quitting, I trust my intuition’ แปลว่า ฉันจะไม่ยอมแพ้ เพราะฉันเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง
ตัวอย่างประโยค
I chose this university because I trusted my intuition.
ฉันเลือกมหาวิทยาลัยนี้เพราะเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง
Take an L (Slang) - แพ้, ยอมรับความพ่ายแพ้
‘If I take a take a L I'll still fight’ สำหรับสำนวนนี้คือ Gen Z สุดๆ ไปเลยค่ะ เพราะตัว L มาจากคำว่า Loss ที่แปลว่าความพ่ายแพ้ค่ะ ดังนั้นสำนวน ‘Take an L’ จึงหมายถึงยอมรับความพ่ายแพ้หรือความผิดพลาด // สำหรับคำตรงข้ามก็คือ ‘Take a W’ (Take a Win) ซึ่งหมายถึง ‘ชนะ’ นั่นเองค่ะ
ตัวอย่างประโยค
I took an L on my math exam, but I'll do better next time.
ฉันสอบตกวิชาคณิต แต่ครั้งหน้าจะทำให้ดีกว่าเดิม
Till the bitter end (Idiom) - จนถึงที่สุด, จนถึงวินาทีสุดท้าย
สำหรับสำนวนนี้หมายถึง จนถึงที่สุด จนถึงวินาทีสุดท้าย แบบว่าไม่ยอมแพ้จนกว่าจะจบจริงๆ ใช้เวลาพูดถึงการอดทน สู้ต่อ หรือทำบางอย่างต่อไปจนจบ แม้จะยากลำบาก ซึ่งในเพลงของสาวๆ ก็บอกว่า ‘Till the bitter end I'm strong’ ก็หมายถึง ฉันจะเข้มแข็งจนถึงวินาทีสุดท้าย
ตัวอย่างประโยค
I will support my dream till the bitter end.
ฉันจะสู้เพื่อความฝันจนถึงที่สุด

. . . . . . . .
‘Me and my’
เพลงสุด Swag ฟังแล้วรู้สึกลายเซ็นลิซ่าชัดมากก ใครชอบแนว Girl Power & Friendship ฟีลเพื่อนหญิงพลังหญิง Girls Night Out ก็คือเลิฟแน่นอน เพราะเนื้อเพลงสื่อถึงความมั่นใจในตัวเอง และใช้ชีวิตแบบไม่ต้องพึ่งใคร แค่มีฉันกับเพื่อนสาวก็พอละจ้ะ บรัยยส์~
โดยใจความหลักคือความสุขจากการอยู่กับเพื่อน (my girls) และการเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ อย่างประโยคที่ซ้ำตลอดเพลงอย่าง ‘Just me and my girls’ ก็คือสื่อว่า ไม่ต้องมีแฟนก็สนุกได้ แค่มีเพื่อนก็พอจ้ะ หรืออย่างประโยคอื่นๆ เช่น We outside every night, just me and my girls ฟีลแบบว่า Besties Energy คืนนี้พี่ขอเต้นสับๆๆ ประมาณนี้ (เริดดดด!)
Day ones (Slang) - เพื่อนแท้, เพื่อนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่แรก
Day ones หรือ Day 1s เป็น slang ที่เจ้าของภาษาใช้บ่อยมาก หมายถึง เพื่อนแท้ คนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่แรก หรือคนที่อยู่เคียงข้างเรามานาน ซึ่งคำนี้มาจากคำว่า ‘day one’ ที่แปลว่า ‘วันแรก’ จึงสื่อถึงคนที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ค่ะ (ใครเคยฟังเพลง Day One ของน้อง PUN น่าจะเก็ตฟีลสุดๆ)
ตัวอย่างประโยค
I'm traveling abroad with my day ones this summer.
ฉันจะไปเที่ยวต่างประเทศกับเพื่อนเลิฟของฉันช่วงซัมเมอร์

Little sitch (Slang) - เรื่องเล็กๆ, สถานการณ์เล็กน้อย
หลายคนอาจจะไม่เคยผ่านหูผ่านตากับศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า ‘sitch’ ซึ่งจริงๆ แล้วคำนี้ย่อมาจาก ‘situation’ หรือสถานการณ์นั่นเองค่ะ โดยใช้เป็นภาษาพูดแบบชิลๆ เหมือนลดความจริงจังของเรื่องลง เมื่อรวมกับคำว่า little จึงหมายถึง สถานการณ์เล็กๆ หรือเรื่องเล็กน้อย อารมณ์แบบว่า แค่จิ๊บๆ (แต่มีสตอรี่นะ)
ตัวอย่างประโยค
It’s just a little sitch, nothing serious.
ก็แค่เรื่องเล็กๆ ไม่ได้ร้ายแรงอะไรเลย
Pop off (Slang) - โชว์ฟอร์มสุด, ปังสุด, แสดงความสามารถแบบเต็มที่
สำหรับคำนี้ชาวเน็ตก็ใช้บ่อยค่ะ หมายถึง ปล่อยของเต็มที่ หรือปังมาก ใช้เวลาพูดถึงคนที่ทำอะไรได้โดดเด่นหรือทำได้ดีมากแบบเกินคาด เช่น การพรีเซนต์ การแสดง หรือการแต่งตัว
ตัวอย่างประโยค
She really popped off during her presentation.
ชีโชว์ฟอร์มได้สุดมากตอนพรีเซนต์

. . . . . . . .
'Fxxxboy'
สำหรับเพลงสุดท้ายมาแหวก ค่อนข้างแตกต่างจาก 3 เพลงแรก แต่ก็ยังคงแสบซ่าตามสไตล์สาวๆ (ดูได้จากชื่อเพลง 5555) ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงแนวอกหัก โดนทำลายความรู้สึก เปลี่ยนจากคนที่เคยคลั่งรักกลายเป็นคนที่ปิดใจและเย็นชา ไม่เชื่อในความรักแบบเดิมอีกแล้ว // มาดูสำนวนน่าสนใจในเพลงนี้กันน~
Hit the wall (Idiom) - ไปต่อไม่ได้, ถึงทางตัน, เจอจุดที่มันไม่เวิร์กแล้ว
เวลาที่เราไปต่อกับอะไรไม่ได้แล้ว ก็ต้องสำนวนนี้เลยค่ะ ‘Hit the wall’ สำหรับพูดถึงเวลาที่เราถึงทางตัน หมดแรงหรือหมดไอเดีย หลังจากพยายามมาสักระยะหนึ่ง หรืออาจจะใช้เวลาพูดถึงสถานการณ์ที่เราทำบางอย่างอยู่ดีๆ แล้ว เจอจุดที่มันยากจนเหมือนติดกำแพง ไม่สามารถพัฒนาไปต่อได้ง่ายๆ
ตัวอย่างประโยค
My research was going well, but I suddenly hit the wall.
งานวิจัยของฉันก็ไปได้ดีอยู่ แต่จู่ๆ ก็ไปต่อไม่ได้ซะงั้นอ่ะ
Burn the bridge (Idiom) - ตัดความสัมพันธ์แบบถาวร, ทำให้กลับไปเหมือนเดิมไม่ได้
ถ้ากำลังมองหาสำนวนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ โดยเฉพาะเวลาเจอ Toxic Relationship จนอยากจะตัดความสัมพันธ์แบบถาวร ให้หยิบสำนวนนี้ไปใช้ได้เลย นอกจากนี้ยังใช้ในสถานการณ์ที่ใครบางคนทำบางอย่างไม่ดี จนหมดโอกาสกลับไปแก้ไขหรือคืนดีได้ เช่น ลาออกจากงานแบบไม่ดี ทะเลาะกันหนัก เป็นต้น
ซึ่งที่มาที่ไปของสำนวนนี้นั้นมาจากภาพในอดีตที่ทหารเผาสะพานหลังข้ามไปแล้ว เพื่อไม่ให้กลับมาได้ หรือตัดทางที่จะถอยกลับนั่นเองค่ะ
ตัวอย่างประโยค
He burned the bridge with his old company.
เขาตัดความสัมพันธ์กับบริษัทเก่าแบบขาดสะบั้นเลย

Keep the score (Idiom) - จำว่าใครทำอะไรไว้
วลีนี้ถ้าแปลตรงตัวหมายถึงนับคะแนน หรือจดคะแนนในการแข่งขันหรือเกม แต่ก็เป็นสำนวนที่หมายถึง จำว่าใครทำอะไรไว้ หรือไม่ลืมว่าใครทำอะไรไม่ดีไว้กับเรานั่นเองค่ะ (ฟีลแบบรอคิดบัญชี)
จากเนื้อเพลง ‘Played the game, but I kept the score’ หมายถึง ถึงจะเล่นเกมไปตามสถานการณ์ แต่ไอจำได้หมดนะว่ายูทำอะไรไว้ หรือจะแปลอีกความหมายนึงก็ได้ว่า ถึงจะเล่นเกม แต่ฉันถือแต้มเหนือกว่านะ (แล้วแต่บริบทเลย)
ตัวอย่างประโยค
I forgive people, but I still keep the score.
ฉันให้อภัยคนอื่นได้ แต่ก็ยังจำสิ่งที่เขาทำไว้
เป็นไงกันบ้างคะ ประโยคที่หยิบมาในวันนี้ โดนใจสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะ ว่าแต่ทุกคนชอบเพลงไหนกันบ้างเอ่ยย มีใครฟังวนทุกเพลงในอัลบั้มทังวันเหมือนพี่ลูกหมูบ้าง 55555
นอกจากจะฟังเพลงเพลินๆ แล้ว ก็อย่าลืมลองสังเกตคำศัพท์หรือสำนวนภาษาอังกฤษในเนื้อเพลงกันด้วยนะคะ เพราะการเรียนภาษาจากเพลงเป็นวิธีที่ทั้งสนุกและได้ผลดีมากๆ เลย ลองเปิดเนื้อเพลงไปด้วยแล้วอ่านตาม หรือเลือกประโยคที่ชอบมาฝึกพูดตามก็ช่วยให้จำได้ไวขึ้นด้วยน้า
. . . . . . . .
เพิ่มความมั่นใจก่อนสอบ IELTS
ทดลองสอบออนไลน์ เพียง 440 บาท!
สำหรับทีมต่อนอก หรือทีมเรียนอินเตอร์ ที่กำลังจะสอบ IELTS เคยเป็นเหมือนกันมั้ย? เตรียมตัวมาเยอะมากแค่ไหนแต่ก็ยังไม่มั่นใจสักที จะลุยสอบจริงก็กลัวตุ้บแล้วต้องสอบซ้ำ ทำให้งบบานปลายไปอีก
แต่บอกเลยว่าไม่ต้องกังวลไป เพราะตอนนี้ทุกคนสามารถฝึกทำข้อสอบเสมือนจริงได้แล้วที่ Dek-D's IELTS Online Mock Test จัดเต็มข้อสอบครบทั้ง 4 พาร์ต ฝึกทำออนไลน์ที่บ้านได้ง่ายๆ พร้อมรับ feedback จริง ช่วยให้รู้จุดเด่นและจุดที่ต้องพัฒนาต่อ บูสต์ความมั่นใจก่อนเจอของจริง! // ค่าสอบเพียง 440 เท่านั้น~
พาส่องไฮไลต์ ฝึกสอบกับ Dek-D ดียังไงบ้าง?
- ได้ฝึกสอบออนไลน์ครบทั้ง 4 พาร์ต ค่าสอบเพียง 440.- (ต่อชุด)
∟ ได้สอบครบทั้ง Speaking, Writing, Listening และ Reading
∟ มีข้อสอบให้เลือกฝึกมากกว่า 30 ชุด
∟ พิเศษ! ได้ฝึกพูดจริง ฝึกเขียนจริง #รู้ผลทันที ตรวจให้แบบละเอียด บอกจุดที่ต้องแก้ไขครบ .
- รู้ผลไว ไม่ต้องรอนาน ประเมินตามเกณฑ์จริงทุกพาร์ต
∟ หลังส่งคำตอบจะรู้ Band รายพาร์ต และ Overall Band ทันที
∟ มีคำอธิบายให้ละเอียดว่าทำไมเราถึงได้ Band ตามนี้ แล้วถ้าอยากได้ Band ที่สูงขึ้นในแต่ละระดับควรพัฒนาในจุดไหนเพิ่มเติม
- ข้อสอบมีมาตรฐานโดย Marshall Cavendish หน่วยงานด้านการศึกษาระดับโลก จากประเทศสิงคโปร์
- ช่วยเซฟค่าใช้จ่าย ไม่ให้บานปลาย
∟ เหมาะสำหรับคนที่อยากเตรียมความพร้อม หรืออยากลองทำข้อสอบก่อนลงสนามจริง
∟ จะได้สอบแค่ครั้งเดียวแล้วได้ Band ตามที่ต้องการ ไม่ต้องจ่าย 8,xxx ไปสอบหลายรอบ
. . . . . . . .
สำหรับใครที่มองหาโอกาสโกอินเตอร์ ตอนนี้มีหลายทุนกำลังเปิดรับสมัคร
ตามไปเช็กกันต่อได้เลยที่ "โปรแกรมค้นหาทุนเรียนต่อนอก by Dek-D"
ติดตามทุนต่อนอกง่ายๆ กับ Dek-D
- Website: www.dek-d.com/studyabroad
- X: @tornokandcourse
- IG: @tornokandcourse
- Facebook: Study Abroad เรียนต่อนอก by Dek-D
- Facebook: Study Guide ไปเรียนต่อนอกกันเถอะ
- TikTok: @tornokandcourse
0 ความคิดเห็น