'พี่เฟิร์ส' จากเด็กที่เคยได้เกรด 1 ภาษาอังกฤษ สู่เด็กทุน MBA ที่ม.ซีอานเจียวทง (XJTU) แห่ง C9 League ของจีน!

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ใครที่กำลังมองหาลู่ทางเรียนต่อ ป.โท สายบริหารธุรกิจ (MBA) ใน "ประเทศจีน" ดินแดนตัวตึงที่เป็นมหาอำนาจทั้งด้าน Tech และเศรษฐกิจโลก ห้ามพลาดรีวิวนี้เลยค่ะ เพราะเราจะพาไปทำความรู้จักกับ "พี่เฟิร์ส-ธนพงศ์" รุ่นพี่สุดเจ๋งดีกรีนักเรียนทุนพระราชทานฯ ที่บินลัดฟ้าไปเช็กอินถึง  Xi'an Jiaotong University (XJTU) มหาลัยระดับท็อปในกลุ่ม C9 League ของประเทศจีน ซึ่งถ้าให้เทียบก็ฟีลๆ Ivy League ของอเมริกานั่นเอง~

แต่รู้ไหมคะว่าเส้นทางการเป็นเด็กทุนของพี่เฟิร์สไม่ได้โรยด้วยกลีบซากุระที่บานสะพรั่งในรั้ว XJTU มาตั้งแต่ต้น แต่เริ่มจากความเคว้งของเด็กสายวิทย์ที่เลี้ยวพวงมาลัยจากคณะแพทย์ เข้าสู่โลกบริหารธุรกิจที่ ABAC และออกเดินทางไกลไปคว้าโอกาสที่เมืองซีอาน (Xi'an) เมืองมรดกโลกที่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหม และปัจจุบันยังเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตหัวกะทิป้อนเข้าสู่บริษัท Tech ยักษ์ใหญ่ทั่วโลกอีกด้วย

กว่าจะมาถึงจุดนี้ ไม่ง่ายค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว เราไปดูจุดเริ่มต้นที่ร้านขายของปลีกทุกอย่างสิบบาทกันเลย

กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ง่าย!
กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ง่าย!

Note:  เตรียมพบ "พี่เฟิร์ส" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair เพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย  ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98) จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair  // ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)
 

*พบพี่เฟิร์สได้วันเสาร์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.

. . . . . . . .

จุดสตาร์ตพลิกชีวิต
เลี้ยวจากค่ายหมอ สู่เส้นทางสาย Business

ขอเท้าความก่อนว่าชีวิตมัธยมปลายของผม เริ่มที่ห้องเรียนพิเศษ วิทย์-คณิต ​โรงเรียนเทพศิรินทร์​ เป้าหมายตอนนั้นชัดเจนมากคือ ตั้งใจจะเข้าแพทย์ครับ แต่พอเริ่มเข้าวงการเด็กกิจกรรม ก็ลองพาตัวเองไปเข้าค่ายเส้นทางสู่หมอเพื่อให้เห็นภาพชีวิตนักศึกษาคณะนี้ แล้วก็ลองปรึกษารุ่นพี่หลายๆ คนด้วย ทำให้พบว่าตัวเองไม่น่าจะเหมาะกับหมอแล้วแหละ คิดแล้วก็เคว้งไปพักใหญ่เลยครับ

แล้วช่วง ม.5-6 ผมไปทำกิจกรรมเยาวชนอาเซียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) กลายเป็นรู้สึกคลิกกับบรรยากาศอินเตอร์ แล้วครอบครัวก็ทำธุรกิจค้าขายปลีกทุกอย่างสิบบาทมาตั้งแต่ผมยังอยู่ในท้องแม่ ผมเลยเติบโตมากับการจัดเชลฟ์สินค้า ช่วยแม่ขายของ ทำให้ผมชอบเรื่องธุรกิจกับการบริหารจัดการทีละนิดๆ

สุดท้ายโชคชะตาก็จับพลัดจับผลูให้ผมได้โควตาโรงเรียนเทพศิรินทร์ไปเข้าป.ตรีที่ ABAC (ทุนยกเว้นค่าหน่วยกิต 100%) ข้อดีคือเป็นหลักสูตรที่เรายังไม่ต้องเลือกเมเจอร์ตั้งแต่ปี 1 ทำให้มีเวลาค้นหาตัวเองไปก่อน พอปี 2-3 ผมก็เลือกเมเจอร์การเงิน (Finance) + ไมเนอร์การตลาด (Marketing) ควบคู่กัน เพราะผมมี Core Concept ในใจว่า "ถ้าเราเข้าใจตลาดและรู้จักบริหารการเงิน เราจะทำได้ทุกธุรกิจบนโลกใบนี้"

ผมเหมือนหูดับกับภาษาอังกฤษไปหกเดือน!

จริงๆ ตอนป.6 ผมเคยได้เกรด 1 วิชาภาษาอังกฤษมาแล้วนะครับ บอกเลยว่าช่วงแรกที่ ABAC ผมใช้พลังเยอะมากกว่าจะแปลแต่ละประโยคออกมาได้ ผมนั่งแปลทุกคำในสไลด์ แต่บรรยากาศซัปพอร์ตให้เรากล้าพูดกล้าใช้ ทุกวิชาที่เรียนก็มี Presentation ทั้งกลุ่มและเดี่ยว จนกระทั่งถึงจุดที่รู้สึกภาษาอังกฤษธุรกิจมันก็วนๆ ถึงเรื่องศัพท์ยังไม่สตรอง แต่เริ่มคุ้นชินและใช้งานคล่องขึ้นเรื่อยๆ ผมจะคอยอัปเดตตัวเองเรื่องสำเนียงตลอด พาตัวเองไปทำกิจกรรม เจอผู้คนเยอะๆ ท่องไว้ว่าเราเป็นคนพูด พูดไปเถอะ ให้เป็นภาระของคนฟัง

ต้องยอมรับเลยว่าผมเป็น Extrovert ตัวจริงเสียงจริง ช่วงเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ผมทุ่มเทให้กับกิจกรรมแบบสุดตัว สำหรับผมไม่ใช่แค่ความสนุก แต่คือพื้นที่ที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ได้ทำงานเต็มสปีด แต่ก็ต้องเตือนตัวเองเสมอว่า “อย่าให้การเรียน มาเบียดบังกิจกรรม” ความรับผิดชอบเรื่องเรียนยังเป็นฐานหลักของชีวิตนักศึกษา คือ ถ้าเรียนได้ดี ก็จะไม่มีใครว่าได้ตอนเราไปเรียนรู้ผ่านกิจกรรม

พอเรียนจบ ผมตัดสินใจหยุดกิจกรรมทั้งหมด แล้วเริ่มงานแรกในสาย Portfolio Analysis

จากเวทีสู่หน้าจอ Excel  จากไมค์ในมือสู่ตัวเลขเต็มจอ วันๆ ผมอยู่กับตัวเลข วิเคราะห์พอร์ต ฝึกตรรกะ ทำความเข้าใจรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย ได้คุยกับพี่ๆ เก่งๆ มากมาย ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่ช่วยจัดระเบียบความคิดผมได้ดีมากๆ

แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดสร้างสรรค์ที่เคยพุ่งพล่าน กลับเงียบลง ผมแทบไม่มีพื้นที่ใช้พลังแบบที่ตัวเองถนัดเลย ผมถามตัวเองว่า นี่คือเวอร์ชันที่ดีที่สุดของเราหรือยัง? สุดท้ายผมเลือกไม่ปล่อยให้ไฟในตัวเองดับ ผมกลับไปทำกิจกรรมอีกครั้ง และตัดสินใจพักงาน 5 เดือน เพื่อรับทุนแลกเปลี่ยน YSEALI Academic Fellowship ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (อยากจะบอกว่า ทุนฟรี และดีย์มากกกกก ก.ไก่ล้านตัวครับ!) 

การตัดสินใจครั้งนั้นเสี่ยง แต่คุ้มค่า ผมไม่ใช่แค่ได้ประสบการณ์ใหม่ แต่ได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง ชีวิตชีวาและความคิดสร้างสรรค์ของผมค่อยๆ ฟื้นกลับมา ซึ่งก็ส่งเสริมการทำงานทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้รับโอกาสทำงาน เส้นทางอาชีพผมก็ชัดขึ้น พิสูจน์ตัวเองในบทบาทของ Business Analyst และ Regional Product Owner ตามลำดับ

หลังจากนั้นประมาณ 5-6 ปี ผมได้รับโอกาสย้ายงาน ภายในองค์กรเดิมกำลังจะโปรโมตผมพอดี แต่จังหวะเดียวกันก็มีอีกบริษัทติดต่อเข้ามา ปลายปี 2021 ผมตัดสินใจรับความท้าทายใหม่ในตำแหน่ง Product Owner หน้าที่ของผมคือการเชื่อมโลกธุรกิจ (Business) กับโลกเทคโนโลยี (Tech) ซึ่งต้องเข้าใจโจทย์ความต้องการของฝั่ง Business ให้ลึก แล้วแปลงสารให้นักพัฒนา (Developer) เข้าใจว่าต้องเสกของอะไรขึ้น ทั้งคุยให้รู้เรื่อง ยังต้องคุยให้เข้าใจตรงกัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นในชีวิตว่าถ้าอยากไปให้ไกลกว่านี้ จะต้องพัฒนาตัวเองยังไงอีกบ้าง

. . . . . . . .

ทำไมต้อง MBA ประเทศจีน?
เปิดเหตุผลคนอยากโตให้สุดทะลุกราฟ

ตอนนั้นหน้าที่การงานผมกำลังไปได้สวยเลย เจ้านายดี เพื่อนร่วมงานน่ารัก แฮปปี้สุดๆ แต่จากเนื้องานผมเห็นชัดเจนว่า ถ้าเราจะเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ ต้องเป็น Hybrid ที่รู้ทั้งกลยุทธ์ธุรกิจและเข้าใจการทำงานของเทคโนโลยีในระดับที่คุยกับ Developer รู้เรื่องด้วย แล้วถ้าอยากไปให้สุด ก็ต้องเรียนต่อประเทศที่เป็นผู้นำด้านนี้จริงๆ คำตอบในใจเด้งมาพร้อมกับการหาข้อมูล ประเทศจีนน่าสนใจไม่น้อย ผมเลยยื่นสมัครเรียน MBA ไว้ตามความฝัน พอทำงานไปได้ 3-4 เดือน ทุนที่สมัครไว้ก็ประกาศผล แล้วทำงานได้ 7 เดือนก่อนไปจีนครับ

ประโยคที่ปลดล็อกชีวิต วันที่ผมยื่นใบลาออก ผมกังวลมาก แต่เจ้านายชาวฝรั่งเศสพูดกับผมว่า “คุณไปเรียนต่อนะ ไม่ได้ทำอะไรผิด คุณควรไปและไม่ต้องรู้สึกผิด องค์กรจัดการตัวเองได้ รักษาโอกาสนี้ไว้ให้ดี แล้วอนาคตค่อยมาร่วมงานกันใหม่

คำพูดนั้นปลดล็อกความกังวลผมไปหมดเลยครับ ทำให้กล้าก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนอย่างสบายใจ ผมได้ "อนุญาตให้ตัวเองเติบโต” (และโลกก็กลมจริงๆ ปัจจุบันผมได้กลับมาร่วมงานกับเจ้านายและคนเก่งๆ ที่เคยร่วมงานกันมาก่อนอีกครั้ง)

ทำไมถึงเลือกเรียนต่อประเทศจีน?

  • ผมมีเชื้อสายจีน โตมากับย่านเยาวราช รู้สึกผูกพันกับวัฒนธรรมนี้อยู่แล้ว
  • จีนคือมหาอำนาจเทคโนโลยี ผู้นำเรื่อง Tech: AI, Big Data และ E-commerce
  • จีนเป็นตลาดสำคัญของโลก การเข้าใจวิธีคิดแบบคนจีน (China Mindset) คือแต้มต่อระยะยาวในโลกธุรกิจครับ และถ้าไม่ไปตอนนี้ก็คงยากแล้ว

เช็กลิสต์ MBA เหมาะกับใครบ้าง?

ผมมองว่า MBA อัปสกิลตัวเองให้ครบ 3 เสาหลักของธุรกิจ คือ Finance, Marketing, และ Management เพื่อที่เราจะได้บริหารจัดการภาพรวมได้เก่งขึ้นแบบ 360 องศา จากมุมมองและประสบการณ์ ผมมองว่าหลักสูตรนี้เปิดกว้างและตอบโจทย์คนหลายกลุ่มมากๆ

  • พนักงานประจำ ยิ่งถ้าจบจากสายธุรกิจมาอยู่แล้ว การเรียน MBA จะเป็นการย้ำพื้นฐานสามเสาหลักของธุรกิจให้แน่นปึ้ก ช่วยให้เราต่อยอดและเติบโตในองค์กรได้ดีขึ้นแบบเห็นได้ชัด โดยเฉพาะคนที่ทำงานในบริษัทข้ามชาติที่ต้องเจอคนหลากหลายครับ
  • ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ถ้ามีธุรกิจของตัวเองหรืออยากสร้างธุรกิจ การเรียนสายนี้จะทำให้เห็นภาพรวม มองรอบด้าน แบบทะลุปรุโปร่งขึ้นมาก เข้าใจเนื้องาน แนวคิด เพื่อนำไปดูแลกิจการ และดูแลพนักงานในบริษัทของตัวเอง
  • ผู้ที่เตรียมตัวจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อาจจะจบป.ตรี ต่อด้วยป.โทบริหาร แล้วต่อเอกก็เหมาะครับ แล้วทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อเฉพาะทางที่ถนัด เช่น Corporate finance, Digital marketing, Strategic management, Digital transformation หรือ อื่นๆ

กว่าจะติดสมัครทุนพระราชทานฯ
เรียนฟรี มีเงินเดือน พ่วง Fast Track

ผมเริ่มหาข้อมูลจนมาเจอกับ ทุนสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ – มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง (Xi'an Jiaotong University : XJTU) สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง​ (XJTU) ถวายให้กรมสมเด็จพระเทพฯ เพื่อคัดเลือกนักเรียนไทยที่เข้าเกณฑ์ไปเรียนต่อ

Facts เกี่ยวกับทุนที่พี่เฟิร์สได้รับ

ผมได้ควบ 2 ทุนครับ

  1. ทุนพระราชทานฯ ให้เงินเดือนนิดหน่อย, ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการกักตัว (ช่วง COVID19), และตั๋วโดยสารเครื่องบิน ไป-กลับ
  2. ทุนรัฐบาลจีน CSC ครอบคลุมค่าเรียนฟรี ให้หอพักฟรี ประกันปีละ 800 หยวน แถมยังมีเงินเดือนให้ใช้เดือนละ 3,000 หยวน (ประมาณ 15,000 บาท) ตลอดหลักสูตร 2-3 ปี

ผมเตรียมตัวหนักมาก เงื่อนไขของ ป.โท อาจจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ปีนะครับ แต่หลักๆ ตอนนั้นเขากำหนดคะแนน IELTS Overall ขั้นต่ำ 6.0 และเขียนเรียงความ SOP (Statement of Purpose) ให้ชัดเจนว่าจะเอาความรู้ที่ได้จากจีนกลับมาพัฒนาประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง ความพิเศษคือถ้าเราผ่านการคัดเลือกของทุนนี้ ก็ต้องกรอกใบสมัครกับทางมหาลัยตามระบบเหมือนเดิม แต่จะได้รับการยกเว้น (Waive) ค่าใบสมัคร และได้สิทธิ์ Fast Track ทะลุเข้าไปสู่รอบ Interview เลย!

แนะนำว่าถ้ามีประสบการณ์ทำงานมาก่อนจะดี จะมีเรื่องเล่าไปแชร์ตอนทำแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (case discussion) แต่ไม่ใช่ไฟต์บังคับ ผมว่าคีย์เวิร์ดสำคัญสุดคือ “เรียนต่อเมื่อพร้อม”

พอประกาศผลว่าได้รับทุน ผมก็แพ็กกระเป๋าบินไปที่เมืองซีอานในช่วงปลายปี 2022 ท่ามกลางบรรยากาศการกักตัวช่วงโควิดที่เข้มข้น แต่พอผ่านช่วงนั้นมาได้ ผมบอกเลยว่าทุกประสบการณ์ที่ได้รับ คุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ ครับ

*ข้อมูลนี้อิงจากรุ่นผม แต่ปัจจุบันอาจมีการเปลี่ยนแปลงก็ได้ อย่าลืมเช็กข้อมูลของปีที่จะสมัครอย่างละเอียด ทำ Checklists รายการที่ต้องเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเลยครับ

. . . . . . . .

Life in C9 League: สมรภูมิสุดเดือด
เมื่อความเร็วคือหัวใจของคนจีน

แคมปัส ​iHarbour​ (智慧湾)
ไฮเทค & ห้องสมุดรางวัลระดับโลก

จริงๆ XJTU จะมีทั้งหมด 4 แคมปัสครับ เด็กแพทย์จะรวมตัวที่แคมปัส Yanta (ย่านต้า) ถ้าป.ตรี อื่นๆ จะเรียนที่ Xingqing​ (ฉิงชิ่ง) ที่นี่จะอยู่ในเมืองครับ เดินทางสะดวก หาอาหารไทยกินง่าย คนไทยเยอะ ขึ้นชื่อว่าแคมปัสสวยโดยเฉพาะช่วงซากุระบานและใบเมเปิลเปลี่ยนสี แล้วจะมีจัด Company Visit และ Career Booth บ่อยๆ

เทศกาลดอกเชอร์รี (ดอกซากุระจีน)
เทศกาลดอกเชอร์รี (ดอกซากุระจีน)

แต่สำหรับเด็ก ป.โท และ ป.เอก เราเรียนกันที่วิทยาเขต Innovation Harbour​ หรือ "​iHarbour​" (智慧湾) ซึ่งอยู่นอกเมืองครับ เป็นตึกดีไซน์ทันสมัย มีตึกที่โดดเด่นดีไซน์ร่วมกับอิตาลี Facilities สนับสนุนการทำวิจัย สนามกีฬา สนามบาสพร้อมสุดๆ ร่มรื่นมาก พอหน้าหนาวหิมะตกคนก็ออกมาปั้นตุ๊กตาหิมะกัน

(ผมมีช่วงที่ย้ายไปวิทยาเขตฉิงชิ่งด้วย ช่วงนั้นมีนักศึกษามาดูงานเรื่อยๆ เลยครับ)
(ผมมีช่วงที่ย้ายไปวิทยาเขตฉิงชิ่งด้วย ช่วงนั้นมีนักศึกษามาดูงานเรื่อยๆ เลยครับ)

ไฮไลต์ของวันคือช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ผมจะไปนั่งทำงานที่ห้องแล็บ ปกติเด็ก ป.โท อินเตอร์บริหารจะไม่มีที่นั่งทำวิจัยประจำเหมือนเด็ก ป.เอก (แต่ผมโชคดีได้ที่นั่งจากการไปจอยกับเพื่อนๆ แถมได้สนิทกับเพื่อนคนจีนมากขึ้นด้วย) พื้นที่ส่วนกลางและตึกต่างๆ มีจุดนั่งทำงานกระจายอยู่ทั่วมหาลัยเลย

ห้องสมุด iHarbour Library (创新港图书资料中心) ทันสมัยและได้รางวัลระดับโลก
ห้องสมุด iHarbour Library (创新港图书资料中心) ทันสมัยและได้รางวัลระดับโลก

ปรับตัวเร่งสปีดให้ทันคนจีน

เรื่องแรกที่ผมต้องปรับตัว ก็คือทุกอย่างที่จีนไปเร็วมาก เร็วแบบที่คำว่า “ด่วน” ยังไม่พอ ถ้าอยากได้ข้อมูลคือต้อง "ด่วนมาก ด่วนที่สุด เอาเดี๋ยวนี้" 55555 เราต้องตื่นตัวตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น ถ้ามีประกาศเปิดรับสมัคร Company Visit หรือกิจกรรมพิเศษปุ๊บ ต้องรีบกรอกฟอร์มสมัครทันที ถ้าช้าเพียงนิดเดียวคือโควตาเต็ม ดังนั้นผมจะทำ CV สแตนด์บายไว้พร้อม submit ตลอดเวลา ผมเริ่มเข้าใจว่า ที่นี่ไม่ได้รอคนที่เก่งที่สุด แต่ให้โอกาสกับคนที่ “พร้อมที่สุด”

สะดวกสบาย แต่จะยิ่งง่ายถ้าได้ภาษาจีนบ้าง

ที่จีนขอแค่มีมือถือเครื่องเดียวคือรอดตาย เวลาไปกินข้าวหรือซื้อของ เราสามารถใช้บัตรนักศึกษาแตะจ่ายได้เลย ถ้าเงินหมดก็แค่กดเติมผ่านแอปพลิเคชัน "​Alipay​" หรือ "Wechatpay" สังคมแทบจะไร้เงินสดเต็มรูปแบบ แต่ผมแนะนำเลยว่าให้มีพื้นฐานจีนมาบ้าง แม้จะมาเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ เพราะคนส่วนมากก็คล้ายบ้านเราคือเค้าถนัดพูดภาษาแม่มากกว่า ถ้ามีสกิลติดตัวเราจะได้พอจับคีย์เวิร์ดได้ แล้วค่อยใช้เทคโนโลยีช่วยอีกแรงก็ได้

Note: ช่วงก่อนบินไปเรียนก็ไปลงคอร์สภาษาจีนที่ Oriental Culture Academy (東方文化書院) ของโรงเรียนสีตบุตรบำรุง ได้เรียนทั้งฟัง-พูด-อ่าน-เขียน พอเรามีพื้นฐานจากไทยปุ๊บ การไปต่อยอดที่จีนก็ง่ายขึ้นและไปได้ไวมากๆ ครับ

ทริกพื้นฐานของผมคือตั้งค่ามือถือและคอมพิวเตอร์เป็นภาษาจีนให้หมด แล้วหัดพิมพ์พินอิน (Pinyin) บ่อยๆ

// ขอแอบเล่าความลับนิดนึง ผมเคยสงสัยว่าทำไมคนจีนพิมพ์แชตกันไวมาก จนมาค้นพบว่าจริงๆ เค้าพิมพ์แค่พยัญชนะตัวแรกของพินอิน ระบบก็เดาคำขึ้นมาให้แล้ว เช่น พิมพ์แค่ "z s h h" มันก็ขึ้นคำว่า "zao shang hao" (早上好 หรือ สวัสดีตอนเช้า) ให้เลย! ตอนรู้ครั้งแรกผมนี่อึ้งเลย สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ “ความพร้อมเป็นทักษะ และภาษาคืออาวุธ” ถ้าเราปรับสปีดตัวเองให้ทัน โอกาสจะเปิดเองโดยอัตโนมัติ

. . . . . . . .

เปิดหลักสูตร MBA แดนมังกร
เรียนจริง ลุยจริง ระดับคนหัวแถว

แต้มต่อจากป.ตรี ABAC ช่วยไหมนะ?

พอข้ามฟากมา MBA ที่ Xi'an Jiaotong University ผมรู้สึกเหมือนเอาพื้นฐานจากปริญญาตรีมา “อัปเกรดซอฟต์แวร์ทั้งระบบ” ความรู้ด้าน Finance + Markerting + Management ที่เคยเรียนจากป.ตรี ถูกยกระดับไปสู่สิ่งที่เรียกว่า High-Level Thinking เราไม่ได้ท่องจำทฤษฎี แต่เราเรียนผ่านกรณีศึกษาจาก Case จริง ถกเถียงกันในคลาส วิเคราะห์บริษัทระดับประเทศ และเชื่อมโยงกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ต่อยอดได้ทั้งเชิงวิชาการและการทำงาน สำหรับผม สิ่งที่ได้ชัดเจนที่สุดคือ MBA ที่นี่ช่วยให้เรา “คิดอย่างเป็นระบบ” มากขึ้น ซึ่งสำคัญมาก เพราะในโลกการทำงานจริง ยิ่งตำแหน่งสูงขึ้น เราต้อง ตัดสินใจบนข้อมูลที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งผมไปเรียนที่เมืองซีอาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหม (Silk Road) เป็นทั้งเมืองประวัติศาสตร์ และศูนย์กลางเศรษฐกิจตั้งแต่ในอดีต ยิ่งเปิดโอกาสให้เห็นภาพรวมของการขนส่ง (Logistics) เครือข่ายการค้า และธุรกิจเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ก็เป็นแต้มต่ออีกครับ

ผมยังมีโอกาสได้เข้าร่วม Company Visit กับบริษัทต่าง ๆ ทำให้เราเห็นว่าแนวคิดที่เรียนในห้องเรียนถูกนำไปใช้จริงอย่างไร
ผมยังมีโอกาสได้เข้าร่วม Company Visit กับบริษัทต่าง ๆ ทำให้เราเห็นว่าแนวคิดที่เรียนในห้องเรียนถูกนำไปใช้จริงอย่างไร

เปิดโผวิชา Coursework สุดเข้มข้น

หลักสูตร MBA แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ซึ่งออกแบบมาให้เข้าใจการบริหารธุรกิจ บริบทของจีน และการทำวิจัย โดยที่รูปแบบการเรียนไม่ได้มีแค่เลเชอร์ แต่มักจะมี Case Discussion และการวิเคราะห์สถานการณ์จริงครับ

1. Degree Courses (วิชาแกนบังคับด้านบริหารธุรกิจ) กลุ่มวิชาหลักที่ปูพื้นฐานและเจาะลึกเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการองค์กร

  • Managerial Economics: เศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการ (วิชาที่เป็น TA)
  • Strategic Management: การจัดการเชิงกลยุทธ์
  • Corporate Finance: การเงินธุรกิจ
  • Marketing Management: การจัดการการตลาด
  • Organizational Behavior: พฤติกรรมองค์การ
  • Business Ethics and Social Responsibility: จริยธรรมทางธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม

2. Public & General Courses (วิชาพื้นฐานทั่วไปและภาษา) เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาต่างชาติ เพื่อให้เข้าใจบริบทของประเทศจีน // นอกจากภาษาแล้ว วิชานี้ยังช่วยให้เข้าใจ บริบททางสังคม วิธีคิดเบื้องต้น และธุรกิจของจีน ซึ่งสำคัญมากถ้าอยากทำงานหรือทำธุรกิจในประเทศนี้

Chinese Culture and Language: วัฒนธรรมและภาษาจีน (เน้นการสื่อสารและเข้าใจรากเหง้าวิธีคิดแบบจีน)

นอกจากภาษาแล้ว วิชานี้ยังช่วยให้เข้าใจ บริบททางสังคม วิธีคิดเบื้องต้น และธุรกิจของจีน ซึ่งสำคัญมากถ้าอยากทำงานหรือทำธุรกิจในประเทศนี้

3. Research & Practical Training (ส่วนงานวิจัยและปฏิบัติการ) ส่วนที่ท้าทายที่สุดของหลักสูตร เน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่และการลงมือทำจริง

  • Academic Research: การทำวิจัยทางวิชาการ (Academic Thesis)*
  • Teaching Practice: ฝึกประสบการณ์สอน (ในฐานะ TA: Teaching Assistant - ไม่บังคับ)

Academic Research คือลาสบอสของหลักสูตร

เท่าที่ผมสัมผัสมา Coursework ไม่ได้ยากเท่ากับการทำวิจัยที่เข้มข้นมากของที่นี่ครับ ตอนนั้นผมทำวิทยานิพนธ์หัวข้อ Impact of Climate Change and Economic Uncertainty Exposures on Firm Value: The Moderating Role of Innovation หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ การศึกษาว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อ มูลค่าของบริษัท อย่างไร โดยมี Innovation ทำหน้าที่เป็นตัวแปรกำกับ

แม้ไม่ได้บังคับให้ตีพิมพ์ลงวารสาร แต่เบื้องหลังทุกชิ้นงานคือการอ่านงานวิจัยจำนวนมาก เรียนรู้ทั้งความสำเร็จและความผิดพลาดของงานก่อนหน้า แล้วนำมาปรับปรุงและต่อยอดให้ดีขึ้น

หนึ่งในประโยคที่ผมจำได้ขึ้นใจจากช่วงทำวิจัยคือ “งานวิจัยที่ดี คืองานวิจัยที่เสร็จ” อย่ากดดันตัวเองเกินไป ความรู้ที่สร้างขึ้นสามารถนำไปต่อยอดหลังเรียนจบ และเปลี่ยน Research ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มทาง Business ได้ การที่เราไม่เสร็จตาม Timeline อาจจะทำให้เราเสียเวลาไปอีกเทอมได้เลย

สิ่งสำคัญคือ ประเมินจุดอ่อนของงานตัวเองอย่างตรงไปตรงมา และ เปิดรับคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาให้มากที่สุด ส่วนตัวผมถือว่าโชคดีมาก ที่ได้พบอาจารย์ที่ปรึกษาที่ supportive มาก ท่านช่วยชี้จุดที่ควรปรับปรุง และช่วย “อุดรอยรั่ว” ของงานวิจัยให้ค่อยๆสมบูรณ์ขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังได้รับความกรุณาจาก ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการเงิน (Finance) ซึ่งสอนอยู่ในสหรัฐอเมริกา มาร่วมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยให้ด้วย (ในโอกาสนี้ ผมขอกราบขอบพระคุณ ศ.ดร.ภรศิษฐ์ จิราภรณ์ ที่กรุณาให้คำแนะนำอันมีคุณค่าต่อการทำวิจัยครั้งนี้ครับ)

ผ่านการสอบวิทยานิพนธ์รอบสุดท้าย!
ผ่านการสอบวิทยานิพนธ์รอบสุดท้าย!

สำหรับน้องๆ ที่อยากดูรายละเอียดหลักสูตร MBA ​หรือข้อมูล ​School of Management​ เพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย ตามลิงก์นี้

The School of Management

. . . . . . . .

เก็บตกชีวิตนักศึกษา

กองทัพเดินได้ด้วยท้อง

ผมโชคดีมากที่หอพักปีแรกอยู่ติดโรงอาหาร เดินลงมาปุ๊บเจอเลย! แคมปัสที่ IHarbour มีโรงอาหารให้เลือกถึง 5 แห่ง (แห่งละ 3 ชั้น) อาหารหลากหลายมาก มีทั้งตามสั่งและข้าวแกงสไตล์จีนที่ใช้วิธีตักแล้วชั่งน้ำหนักจ่ายเงินตามขีด ส่วนอาหารขึ้นชื่อของซีอานที่พลาดไม่ได้คือพวกเส้นสด เกี๊ยว ซาลาเปา และมีน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ตอนเช้าให้ฟินกันครับ

ถ้าเลิกเรียนแล้วกลับหอ ก็คงไม่สนุกน่ะสิ

ผมใช้เวลาส่วนใหญ่กับเพื่อนคนจีนเพื่อฝึกภาษาและซึมซับมายด์เซตของเค้าครับ ต้องยอมรับว่าเด็ก C9 League ผ่านการคัดกรองมาอย่างดี วินัยสูงลิ่ว อ่านหนังสือจริงจัง แต่พอถึงเวลาเล่นหรือทำกิจกรรมก็ไปสุดเหมือนกัน

หลักๆ ผมเจอออกเป็น 2 กลุ่มคือสายกิจกรรม ผมไปหลายชมรมมากทั้งกีฬาจานร่อน, ยิงธนู และการ์ดเกม (คนจีนฮิตเล่นการ์ดเกมกันมาก) แล้วยังมี กลุ่มแลกเปลี่ยนภาษา เป็นเพื่อนคนจีนที่ Willing อยากฝึกภาษาอังกฤษกับเรา ในขณะที่เราก็พยายามพูดภาษาจีนกับเค้า

นึกย้อนกลับไปผมใช้เวลานอกคลาสคุ้มมาก ทั้งเป็นทูตประชาสัมพันธ์ของมหาลัย เป็นผู้ช่วยสอน (TA) ถึง 3 วิชา เป็นพิธีกรงานวันชาติไทย (จัดโดยสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองซีอาน) เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือนักศึกษาไทยเดินทางกลับจีน เข้าร่วมกิจกรรมทั้งวัฒนธรรมและวิชาการ แล้วยังมีโอกาสเป็นทูตประชาสัมพันธ์ของ ม.ซีอานเจียวทง อีกด้วย

รางวัลผู้ช่วยสอนยอดเยี่ยม ระดับบัณฑิตศึกษา
รางวัลผู้ช่วยสอนยอดเยี่ยม ระดับบัณฑิตศึกษา
TA วิชา Managerial Economics
TA วิชา Managerial Economics
บทบาททูตประชาสัมพันธ์ศิษย์เก่าและสภานักเรียน ม.ซีอานเจียวทง
บทบาททูตประชาสัมพันธ์ศิษย์เก่าและสภานักเรียน ม.ซีอานเจียวทง

นอกจากเพื่อนๆ แล้ว สภาพแวดล้อมที่นี่ยังเอื้อให้เรากล้าฝึกภาษาด้วย หน่วยงาน School of International Education​ (SIE) ที่ดูแลนักศึกษาต่างชาติมีอาจารย์ที่น่ารักมาก พยายามชวนเราคุยภาษาจีนตลอดเพื่อเชียร์อัปให้กำลังใจ ที่สำคัญคือการซัปพอร์ตจากฝั่งไทยก็ดีเยี่ยม พี่ๆ จากโครงการทุนมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ คอยให้คำปรึกษาตลอด

และที่ขาดไม่ได้ ท่านกงสุลใหญ่และเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซีอาน คอยจัดกิจกรรมพบปะ ให้คำแนะนำ และ Follow up ทั้งเรื่องเรียนและชีวิตความเป็นอยู่ให้พวกเราอุ่นใจตลอดเวลาที่อยู่จีนเลยครับ

ค้นพบกฎเหล็กการผูกมิตร!

ตลอด 2 ปีที่อยู่ที่นี่ ผมเดินทางไปถึง 15 เมือง ทั้งไปเที่ยวและทำกิจกรรม สังเกตได้ว่าช่วงเทศกาลปีใหม่หรือตรุษจีน เพื่อนคนจีนมักจะกลับบ้าน ถ้าเราสนิทกันเค้าจะชวนไปที่บ้าน ทำให้เราได้สัมผัสวัฒนธรรมเค้าจริงๆ อย่างเช่น การรวมตัวกันนวดแป้งทำอาหารแทนการกินข้าวเป็นหลัก ผมถึงขนาดเดินทางไปเมืองยฺวิ่นเฉิง (Yuncheng) และ เมือง "ซัวเถา" (Shantou) เพื่อไปสังเกตวัฒนธรรมท้องถิ่นของเค้า

สิ่งที่อยากแชร์คือเวลาคนจีนอยู่รวมกันเยอะๆ เค้าจะวัดกันที่ First Impression บนโต๊ะอาหารเลยครับ เค้าจะสังเกตเงียบๆ ว่าเราเองตักอาหารให้ตัวเองคนเดียวไหม มีน้ำใจแชร์ให้เพื่อนหรือเปล่า ทัศนคติการพูดคุยเป็นยังไง กินเสร็จนั่งเฉยๆ ไหม และมีการแย่งกันจ่ายบิลหรือเปล่า เป็นต้น รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้แหละครับที่สำคัญมากในการสร้างมิตรภาพ ซึ่งคำว่าเพื่อนของคนจีนคือเพื่อนจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องผลประโยชน์ ตรงนี้ผมว่าคล้ายกับคนไทย

และจากประสบการณ์ตรง คนจีนจะชอบชาวต่างชาติที่กล้าเข้าไปคุยและพยายามใช้ภาษาจีนครับ พอเราลองพูดปุ๊บ เค้าจะตื่นเต้นตาลุกวาวทันที แล้วเราจะได้รับความรู้และคำแนะนำดีๆ กลับมาเพียบ แค่เริ่มทักทายง่ายๆ ว่า "ฉันเป็นคนไทยนะ!" ("我是泰国人" หว่อ ซื่อ ไท่กั๋ว เหริน) ประโยคสั้นๆ แค่นี้ก็ช่วยทลายกำแพง ทำให้เค้าเปิดใจและเฟรนด์ลี่กับเรามากขึ้นเยอะครับ

กิจกรรมชมรมของคนจีนที่อยากฝึกพูดภาษาอังกฤษ + คนต่างชาติที่อยากพูดภาษาจีน
กิจกรรมชมรมของคนจีนที่อยากฝึกพูดภาษาอังกฤษ + คนต่างชาติที่อยากพูดภาษาจีน
เป็นตัวแทนนักษาเข้าร่วมเทศกาลทำเกี๊ยว ลงสื่อจีนครับ
เป็นตัวแทนนักษาเข้าร่วมเทศกาลทำเกี๊ยว ลงสื่อจีนครับ
กิจกรรมสอนภาษาและวัฒนธรรมไทย ให้น้องนักเรียนจีน
กิจกรรมสอนภาษาและวัฒนธรรมไทย ให้น้องนักเรียนจีน
ผู้แทนคนไทย เข้าร่วมเทศกาลเยาวชนโลก 2567 (World Youth Festival)  ณ เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย
ผู้แทนคนไทย เข้าร่วมเทศกาลเยาวชนโลก 2567 (World Youth Festival)  ณ เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย
การแสดงดนตรีและเงาแห่งราชวงศ์ถัง ม.ซีอานเจียวทง
การแสดงดนตรีและเงาแห่งราชวงศ์ถัง ม.ซีอานเจียวทง
งานครบรอบ 127 ปี ของ ม.ซีอานเจียวทง
งานครบรอบ 127 ปี ของ ม.ซีอานเจียวทง
กิจกรรมอาสา ต้อนรับนักเรียนชั้นอนุบาลสู่มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง
กิจกรรมอาสา ต้อนรับนักเรียนชั้นอนุบาลสู่มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง
เรียนรู้การทำชา
เรียนรู้การทำชา
ถ่ายภาพรับปริญญา ม.ซีอานเจียวทง
ถ่ายภาพรับปริญญา ม.ซีอานเจียวทง

. . . . . . . .

รีวิวชีวิตแดนมังกร
ท่องเที่ยวสไตล์เด็ก MBA

“ซีอาน” เมืองมรดกโลกที่ล้ำสมัย

ไหนๆ ก็มาเรียนที่เมืองมรดกโลกอย่างซีอานทั้งที กิจกรรมเชิงวัฒนธรรมก็ต้องไม่พลาดครับ ถ้าใครมาเที่ยวครั้งแรก ผมแนะนำให้ไปเช็กอินที่ “เจดีย์ห่านป่าใหญ่” (เจดีย์ต้าเอี้ยนถ่า) ด้านหน้าจะมีรูปปั้นพระถังซำจั๋งตั้งอยู่ บรรยากาศขลังมาก

และอีกที่คือถนนคนเดินตอนกลางคืนที่เรียกว่า "​ต้าถังปู๋เยี่ยเฉิง​" (Grand Tang Dynasty Ever-bright City) หรือถนนที่ไม่เคยหลับใหลครับ เสาร์-อาทิตย์คือคึกคักตลอดคืน ส่วนวันธรรมดาอาจจะต้องเช็กตารางนิดนึง ถือเป็นเมืองที่ผสมผสานความเก่าแก่ของประวัติศาสตร์และความทันสมัยได้อย่างลงตัว

ตลอดเวลาที่อยู่จีน ผมใช้เวลาสำรวจเมือง "​ซีอาน​" (Xi'an) เยอะที่สุดเลยครับ เพราะเป็นเมืองที่ผมเรียนอยู่ ก่อนหน้านี้ผมใช้ชีวิตโตมาแถวเยาวราช ซึ่งก็สัมผัสได้แค่กลิ่นอายความเป็นจีน แต่พอมาถึงซีอานจริงๆ ความรู้สึกคือยิ่งใหญ่มาก เพราะที่นี่คือจุดเริ่มต้นของ “เส้นทางสายไหม” (Silk Road) และเคยเป็นราชธานีของ 13 ราชวงศ์ ศูนย์กลางของประเทศจีนในอดีต

เมืองนี้มีอะไรให้เรียนรู้เยอะมาก ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ผมเองเวลาไปเที่ยวเมืองไหนจะชอบมองหาวัดก่อนเลย 5555 บางเมืองก็มีวัดของศาสนาเต๋าให้เข้าไปศึกษาด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังมีพระราชวังเก่าแก่ และที่พลาดไม่ได้เลยคือสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ครับ

ภูเขาหัวซาน (Huashan/Mount Hua - 华山) ตั้งอยู่ในเมืองหัวอิน มณฑลส่านซี ใกล้ซีอาน เป็น 1 ใน 5 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดของจีน ขึ้นชื่อเรื่องความสูงชันและหน้าผาอันตรายที่สวยงาม ไฮไลท์คือยอดเขาทั้ง 5, ทางเดินไม้กระดานท้าความตาย (Plank Walk), และวิวยามพระอาทิตย์ขึ้น เป็นที่นิยมสำหรับนักปีนเขาและนักท่องเที่ยว
ภูเขาหัวซาน (Huashan/Mount Hua - 华山) ตั้งอยู่ในเมืองหัวอิน มณฑลส่านซี ใกล้ซีอาน เป็น 1 ใน 5 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดของจีน ขึ้นชื่อเรื่องความสูงชันและหน้าผาอันตรายที่สวยงาม ไฮไลท์คือยอดเขาทั้ง 5, ทางเดินไม้กระดานท้าความตาย (Plank Walk), และวิวยามพระอาทิตย์ขึ้น เป็นที่นิยมสำหรับนักปีนเขาและนักท่องเที่ยว
วัดต้าซิงซาน (Daxingshan Temple): วัดเก่าแก่กว่า 1,600 ปี ใจกลางเมือง ซีอาน เคยเป็นศูนย์กลางการแปลพระไตรปิฎกในสมัยราชวงศ์สุย-ถัง บรรยากาศร่มรื่น
วัดต้าซิงซาน (Daxingshan Temple): วัดเก่าแก่กว่า 1,600 ปี ใจกลางเมือง ซีอาน เคยเป็นศูนย์กลางการแปลพระไตรปิฎกในสมัยราชวงศ์สุย-ถัง บรรยากาศร่มรื่น
ภาพถ่ายนักศึกษานานาชาติ ลงหนังสือพิมพ์จีน
ภาพถ่ายนักศึกษานานาชาติ ลงหนังสือพิมพ์จีน
พระราชวังต้าหมิง (Daming Palace) ตั้งอยู่ในเมืองฉางอาน (ซีอานปัจจุบัน)
พระราชวังต้าหมิง (Daming Palace) ตั้งอยู่ในเมืองฉางอาน (ซีอานปัจจุบัน)
บันทึกรายการชมสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ร่วมกับไกด์ชื่อดัง
บันทึกรายการชมสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ร่วมกับไกด์ชื่อดัง
กิจกรรมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Xiying Film
กิจกรรมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Xiying Film
ตัวแทนเยาวชน นำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมของไทย  ณ พระราชวังเว่ยหยาง เมืองซีอาน (งาน UNESCO)
ตัวแทนเยาวชน นำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมของไทย  ณ พระราชวังเว่ยหยาง เมืองซีอาน (งาน UNESCO)

“เฉิงตู” พาแพนด้ามาสร้าง Brand Marketing ครองเมือง

ตอนไปที่นั่นผมพยายามไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อถ่ายรูปและสังเกตเมือง สิ่งที่เห็นชัดเจนมากในเชิงธุรกิจคือ เค้าใช้ “หมีแพนด้า” เป็นตัวแทน (Represent) แทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์เลย ตั้งแต่รถแท็กซี่ การตกแต่งถนนหนทาง บ้านเมือง ทุกอย่างมีแพนด้าหมด สร้างมูลค่าและอยู่ทั่วเมือง ถ้าใครอยากเห็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับ"​Brand Marketing​" หรือ "​Marketing Concept​" ผมว่านี่เป็นโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจมากเลยนะครับ

“ซานโถว-ฉ่าวโจว” ตามรอยบรรพบุรุษแต้จิ๋ว

ผมมีโอกาสได้ไปเยือน "​ซานโถว​" (Shantou) และ "​ฉ่าวโจว​" (Chaozhou) หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า “ซัวเถา” และ “แต้จิ๋ว” ด้วยเหมือนกัน เพราะบรรพบุรุษของผมมาจากที่นี่ การได้ไปเห็นเมืองของเค้าจริงๆ สัมผัสอาหารการกิน และได้ไปเห็นวัฒนธรรมถึงในบ้านของเพื่อนคนจีน ถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามาก

ผมได้เรียนรู้วิธีคิดจากคนจีนเยอะมากครับ อย่างที่บอกไปว่าคนจีนมีประชากรเยอะ การแข่งขันสูง เค้าเลยให้ความสำคัญกับ ​First Impression​ มากๆ ถ้าเราแสดงน้ำใจและจริงใจกับเค้าก่อน เค้าก็จะตอบแทนน้ำใจและดีกับเรามากๆ เช่นกันครับ (แอบกระซิบว่าเพื่อนๆ ในมหาลัยส่วนใหญ่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีเลยครับ คุยกันรู้เรื่องแน่นอน)

แจกแพลนสู้ชีวิต เที่ยวจีนยังไงให้ได้ฟีล Unseen

ผมค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่งว่า การใช้ชีวิตอยู่ที่จีนนั้นสะดวกสบายมากครับ แต่ถ้าจะออกเดินทางท่องเที่ยวเราจะต้องสู้ชีวิตพอสมควร ผมเองจะเริ่มจาก

เสิร์ชหาแพลนเที่ยวของทัวร์ก่อน เพื่อดูว่าปกติเค้าไปลงที่ไหนกันบ้าง เอามาเป็นไอเดียตั้งต้น

ไปถามคนในพื้นที่ (เจ้าถิ่น) หรือถ้าเป็นไปได้ก็ให้เพื่อนเจ้าถิ่นพาไปเลยครับ รับรองว่าจะได้เจอสถานที่แบบ Unseen แน่นอน

อย่างตอนที่ผมไปเที่ยว "​เซี่ยงไฮ้​" (Shanghai) ผมกางตารางทำลิสต์ 3-4 คอลัมน์เลยครับว่าที่ไหนน่าสนใจบ้าง อะไรคือไฮไลต์ จากนั้นก็วาง Route การเดินทางให้ไม่ซับซ้อน จะได้ไม่เดินทางย้อนไปย้อนมา ต้องเช็กช่วงเวลาที่เหมาะสม สถานที่เปิด-ปิดกี่โมง มีค่าเข้าไหม และที่สำคัญคือต้องวางแผนเรื่องกินครับ เพราะการไปเที่ยวคนเดียวกับการไปหลายคน การเลือกร้านอาหารจะไม่เหมือนกันเลย

Survival Apps 101: 
มัดรวมแอปพลิเคชันติดเครื่อง เอาตัวรอดในจีน

หมวดการเดินทาง (Travel)

  • Baidu Map (百度地图): แอปแผนที่ครอบจักรวาล บอกเส้นทางเป๊ะทั้งเดิน รถบัส และรถไฟใต้ดิน
  • Railway 12306 (铁路12306): แอปออฟฟิเชียลสำหรับจองตั๋วรถไฟความเร็วสูงและรถไฟข้ามเมืองของจีน
  • DiDi (滴滴出行) / Bolt: แอปเรียกรถยอดฮิต (คล้าย Grab หรือ Uber) สะดวก ปลอดภัย และราคามาตรฐาน
  • Baidu Map (百度地图) คือแอปพลิเคชันและบริการแผนที่ดิจิทัลชั้นนำของจีน เปรียบเสมือน Google Maps เวอร์ชันจีน ให้บริการข้อมูลแผนที่ละเอียดสูง, การนำทางแบบเรียลไทม์ (รถยนต์/ขนส่งสาธารณะ), ค้นหาสถานที่ (POI), และมุมมองถนน (Panorama) เหมาะสำหรับการเดินทางในประเทศจีน

หมวดชอปปิงและของกิน (Shopping & Food)

  • Taobao (淘宝): แอปชอปปิงออนไลน์ยอดฮิตอันดับ 1 มีสากกระเบือยันเรือรถ
  • 1688 (阿里巴巴): แอปสั่งของราคาส่ง เหมาะกับคนที่อยากซื้อของจำนวนเยอะๆ หรือดูไอเดียไปทำธุรกิจต่อ
  • Tmall (天猫): สายชอปปิงของแบรนด์เนมหรือต้องการของแท้แบบ Official Store ต้องแอปนี้ (โลโก้รูปหน้าแมว)
  • Meituan Waimai (美团外卖): แอปสั่งอาหารเดลิเวอรีสุดฮิต (โลโก้จิงโจ้เหลือง) หิวเมื่อไหร่ก็กดสั่งได้เลย ส่งไวมาก
  • Meituan (美团): แอปสารพัดประโยชน์ ซื้อดีลร้านอาหาร ตั๋วหนัง ที่พัก ฯลฯ

หมวดไลฟ์สไตล์และโซเชียล (Lifestyle & Social)

  • Xiaohongshu (小红书): หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า "เสี่ยวหงชู" ตามรอยรีวิวคาเฟ่และจุดถ่ายรูปสวยๆ
  • Douyin (抖音): TikTok เวอร์ชันจีน เอาไว้ไถดูคลิปเพลินๆ และอัปเดตเทรนด์ฮิตของคนจีน
  • VooV / Tencent Meeting: แอปสำหรับประชุมออนไลน์หรือเรียนออนไลน์

. . . . . . . .

คัมแบ็กสู่วงการ Insurance
บทบาท Senior Specialist

ปัจจุบัน (เดือนมีนาคม 2026) ผมทำงานที่ AIA ตำแหน่ง Senior Specialist (ทีม Operations Transformation & Strategies) ทำหน้าที่แปลงความต้องการของฝั่งธุรกิจให้เป็น Business Requirement เพื่อสื่อสารกับทีมนักพัฒนา (Developer) โดยครอบคลุมตั้งแต่สวมหมวก Project Management, Business Analyst บางงานต้องเข้าใจไปจนถึง Core system

มีโปรเจกต์ที่หลากหลายทั้ง ปัญญาประดิษฐ์เชิงตัวแทน (Agentic AI) , Process enhancement วิเคราะห์ พัฒนา และปรับปรุงกระบวนการทำงานที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งองค์ความรู้จาก MBA ช่วยให้เข้าใจการทำงานกับคนที่หลากหลาย สามารถบาลานซ์ทรัพยากรและจูงใจให้ทุกคนเดินหน้าสู่เป้าหมายเดียวกันเพื่อองค์กรได้

ผมได้ซึมซับ China Mindset เรื่องความเร็ว ฟีดแบ็กตรงไปตรงมา และใช้ Data ตัดสินใจ ช่วยให้จัดการงานซับซ้อนได้เร็วและกล้าชนปัญหาด้วยแฟกต์ (Fact) นอกจากนี้ การได้ไปคลุกคลีในอีเวนต์สาย Tech ยังทำให้เห็นความล้ำของยุค AI (เช่น การใช้ AI สวมบทบอสแจกงาน) ซึ่งช่วยเปิดมุมมองในการนำเทคโนโลยีมาพลิกโฉมการทำงานในองค์กร ส่วน Soft Skills ต้องสะสมจากประสบการณ์จริง เรียนรู้จากเจ้านายเพื่อนร่วมงานหลายๆแบบว่าควร (หรือไม่ควร) ทรีตคนแบบไหน และต้องคอย Unlearn & Relearn ตัวเองตลอดเวลา

สุดท้ายแล้วการไปเรียนต่อต่างประเทศสำหรับผม คือการไปเรียนรู้วิชาการ พร้อมกับชาร์จแบต และพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนเก่งๆ เพื่อเติมเต็มมุมที่เรายังขาดให้สมบูรณ์ขึ้นด้วย เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าเกินจะบรรยายหมดจริงๆ ครับ!

ตัวแทนสมาคมนักเรียนไทย-จีน (TCSA) ประชุมแลกเปลี่ยน ร่วมกับสมาคมนักศึกษาและนักวิจัยจีนแห่งประเทศไทย (CSAT ) ฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 
ตัวแทนสมาคมนักเรียนไทย-จีน (TCSA) ประชุมแลกเปลี่ยน ร่วมกับสมาคมนักศึกษาและนักวิจัยจีนแห่งประเทศไทย (CSAT ) ฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 
สนับสนุนโดย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

ตัวแทนสมาคมนักเรียนไทย-จีน (TCSA) ประชุมแลกเปลี่ยน ร่วมกับสมาคมนักศึกษาและนักวิจัยจีนแห่งประเทศไทย (CSAT ) ฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 
สนับสนุนโดย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

ทำหน้าที่ Chief of Academic and Career Plan สมาคมนักเรียนไทย-จีน
ทำหน้าที่ Chief of Academic and Career Plan สมาคมนักเรียนไทย-จีน
อาสาสมัครพานักเรียนไทยกลับจีน (ช่วงโควิด-19) โดยสมาคมนักเรียนไทย-จีน
อาสาสมัครพานักเรียนไทยกลับจีน (ช่วงโควิด-19) โดยสมาคมนักเรียนไทย-จีน

. . . . . . . .

The world is waiting, 
and you’re warmly invited!

เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Box โกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair 

 

งานนี้พบ "พี่เฟิร์ส" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่ (ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมน่าจะเหมาะกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!

 

ความปังยังไม่หมดนะคะ ในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ,  Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย 

มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~

  • Save the Date: 25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
  • Location: BITEC บางนา (EH98)
  • ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!
เช็กตารางรุ่นพี่และไฮไลต์ทั้งหมด
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น