สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าพูดถึงการไปเรียนต่อที่ “ไต้หวัน” หลายคนอาจจะนึกถึงชานมไข่มุก หรือทุนรัฐบาลอย่าง MOE เป็นอันดับแรก แต่รู้มั้ยคะ~ ยังมีอีกโครงการที่ป๊อบมากกกอย่างทุน TaiwanICDF ที่สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไต้หวัน (International Cooperation and Development Fund; ICDF) ซึ่งแต่ละปีจะมอบทุนเต็มจำนวนให้กับนักศึกษาชาวต่างชาติเพื่อเรียนต่อระดับ ป.โท/เอก ในหลักสูตรที่กำหนด ณ มหาวิทยาลัยชั้นนำในไต้หวัน // โดยปกติทุนจะเปิดรับสมัครราวๆ ปลายปี ถึงเดือนมีนาคม
ถ้าถามว่าทุนนี้น่าสนใจยังไง? รีวิวนี้จะพาไปเจาะลึกผ่านสตอรี่การเดินทางของ “พี่โจ้" ศิษย์เก่าอักษรจุฬาฯ ที่กระโดดข้ามสายจากเอกประวัติศาสตร์ ก้าวเข้าสู่งานสายบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HR) และตัดสินใจไปเรียนต่อ International Human Resource Development (IHRD) ที่ National Taiwan Normal University (NTNU) บอกเลยค่ะว่าเป็นหลักสูตรเด่นของที่นี่ และมีในลิสต์ที่ทุน TaiwanICDF ครอบคลุมพอดี
เรื่องเรียนตอบโจทย์มั้ย การใช้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง แล้วทุนนี้ดีต่อใจยังไง ไปเริ่มพาร์ตแรกกันเลยค่ะ!
Note: เตรียมพบ "พี่โจ้" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair เพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98) จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair // ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)
*พบพี่โจ้ได้วันเสาร์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.

. . . . . . . .
1
ข้ามสายมาทำงาน HR แบงงๆ
แต่สนุกเกินคาด!
สวัสดีครับ ชื่อ “พี่โจ้-ณัฐธัญ” นะครับ เรียนจบป.ตรี คณะอักษรจุฬาฯ เอกประวัติศาสตร์ แต่เลือกเรียนโทภาษาจีน พอเรียนจบมาผมก็กระโดดมาทำงานสาย Human Resources (HR) โดยที่ไม่ได้มีพื้นฐานเรื่องนี้มาก่อนเลย
ถ้าภาพจำเก่าๆ หลายคนอาจเข้าใจว่า HR คืองานแอดมินที่คอยจดวันลามาสาย หรือทำหน้าที่จ่ายเงินเดือน แต่ทุกวันนี้ผมมองว่างาน HR คือ Partner คนสำคัญขององค์กรครับ ยิ่งยุคนี้แทบทุกที่หันมาให้ความสำคัญกับ Well-being และการดูแล Employee Journey ของพนักงานแบบครบวงจร ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่อยู่ด้วยกันเลย
งาน HR จะมีสองขาใหญ่ๆ
- HR สายบริหาร: ดูแลความเป็นอยู่ทั่วไปของพนักงาน การรับเข้า จ่ายเงินเดือน หรืองาน Operation ต่างๆ
- HR สายพัฒนา (Training): *ผมทำส่วนนี้* หลักๆ คือการจัดฝึกอบรม พัฒนาทักษะให้พนักงานทำงานได้ดียิ่งขึ้น ให้สกิลของเค้าตอบโจทย์กับตัวงานจริงๆ
ความสนุกของงานอยู่ที่การได้ช่วยแก้ปัญหาให้คน ซึ่งแต่ละเคสไม่เหมือนกัน แถมทุกวันนี้ทักษะที่โลกต้องการก็เปลี่ยนไวมาก อย่าง AI ที่เริ่มทำงานแทนมนุษย์ได้หลายอย่าง จนการถูก Layoff คือฝันร้ายที่ไม่มีพนักงานคนไหนอยากเจอ ดังนั้นจะต้องคอยอัปเดตข้อมูลใหม่ๆ แบบรอบด้าน และตีโจทย์ว่าจะพัฒนาศักยภาพด้านไหนให้เพื่อไม่ให้ AI เข้ามาแทนที่ได้
ช่วงแรกทำได้ราบรื่นและสนุกดี แต่พอเวลาผ่านไป เนื้องานท้าทายขึ้น ความคาดหวังในตัวเราสูงขึ้น ก็คิดว่าถึงเวลาต้องเรียนต่อป.โท สาขาที่เกี่ยวกับงานของเราจริงๆ แล้วล่ะครับ

. . . . . . . .
2
สมัครทุน TaiwanICDF
ดูแลดีจนรู้สึกเหมือนเป็นลูกคุณหนู!
Note: ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี กรุณาติดตามประกาศรับสมัครปีที่เราสนใจยื่นนะคะ
ผมได้ยินชื่อเสียงของทุน TaiwanICDF มานานแล้ว พอมาสัมผัสด้วยตัวเอง โอ้ว เค้าดูแลดีมาก!! ทุน ICDF อาจจะมีสาขาและมหาวิทยาลัยที่จำกัดกว่า MOE แล้วก็จะมีหลักสูตรภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่เป้าหมายทุนนี้ชัดเจนมากๆ คืออยากให้นำความรู้กลับไปพัฒนาประเทศพาร์ตเนอร์ สาขาก็จะอยู่ในกลุ่มการศึกษา เศรษฐศาสตร์ เกษตร สาธารณสุข ธุรกิจ ฯลฯ (แต่ละปีอาจมีลิสต์ไม่เหมือนกันนะครับ)
ส่วนผมอยากเรียนด้าน HR ที่ไต้หวัน มีตัวเลือกในใจ 3-4 ที่ แต่เลือกที่ NTNU เพราะมีเปิดสอนสาขา International Human Resource Development (IHRD) แล้วที่นี่เค้าเด่นด้าน HR Development ที่ผมสนใจ และตรงกับสายงานที่ทำมาพอดี
ความพีคของสวัสดิการทุน TaiwanICDF
- ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มเลย ฟรีตั้งแต่ค่าสมัคร, ค่าเรียน, ค่าที่พัก (ต้องอยู่หอในมหาลัยเท่านั้น), ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ (เลือกสายการบินเองได้ด้วย!) หรือแม้แต่ค่าหนังสือเรียนภาษาจีนที่เราอยากซื้อเรียนเพิ่มเองด้วย
- ตอนนั้นผมได้เงินค่าครองชีพเดือนละ 15,000 TWD แล้วปีต่อมาเค้าก็อัปขึ้นเป็น 18,000 TWD ตามค่าครองชีพ *จำนวนเงินนี้อาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปีนะครับ
- ดูแลดีเวอร์: เค้าช่วยเราเรื่องเอกสารตอนไปถึงแบบทำให้หมดทุกอย่าง ตั้งแต่จองโรงแรม ทำบัตรนักศึกษา ยันส่งรถแท็กซี่ไปรับที่โรงแรมกักตัวเพื่อพากลับหอพัก // ขอยอมรับจากใจว่าธุระพวกนี้ผมจัดการแทบไม่เป็น เพราะทุนทำให้เรียบร้อย!
- เรียนภาษาจีนฟรี ขึ้นอยู่กับการจัดการของเจ้าหน้าที่ประสานของแต่ละมหาวิทยาลัยนะครับ อย่างที่ NTNU ที่ผมเรียนเค้าเด่นเรื่องภาษาจีนอยู่แล้ว ผมเลยได้เรียนคู่กันไปเลยแบบตัวต่อตัวสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง

แชร์ทริกสมัครทุน
*จากประสบการณ์ส่วนตัว
- เกรด GPA: ทุนไม่ได้กำหนดตายตัว แต่ถ้ายิ่งเยอะก็น่าจะยิ่งดี
- คะแนนภาษาอังกฤษ: ใช้ยื่นได้ทั้งคะแนน IELTS, TOEFL หรือ TOEIC (ตอนนั้นผมยื่น TOEIC ไป 935 ครับ) ยิ่งเยอะยิ่งดีเหมือนกัน // หลักสูตรที่ทุนนี้ให้ไปเรียนก็เป็นภาคภาษาอังกฤษทั้งหมด ก็เลยไม่กำหนดคะแนนภาษาจีน แต่ถ้าใครมีคะแนนอยู่แนะนำให้ยื่นเถอะ เพราะบ่งบอกได้ว่าเราสนใจภาษาและวัฒนธรรม แล้วผมคิดว่าน่าจะช่วยเพิ่มโอกาสติดทุนได้
- ในแบบฟอร์มทุนจะมีให้เขียน Essay ซึ่งที่ผมเจอเค้าจะให้ตอบคำถาม 4 ข้อ ด้วยความยาวไม่เกิน 500 คำ คำถามปีผมจะเกี่ยวกับ 1) ประโยชน์ของการเรียนสาขาวิชานี้ ต่ออาชีพปัจจุบัน และอนาคตอย่างไร 2) ให้เล่าประสบการณ์การเรียนต่อต่างประเทศ (ถ้าเคยไปแลกเปลี่ยน ก็สามารถเขียนได้เลยครับ) 3) ทำไมถึงตัดสินใจที่จะสมัครทุน TaiwanICDF และ 4) เคยเรียนภาษาจีน หรือเคยพยายามที่จะทำความรู้จักกับไต้หวันบ้างมั้ย
- สำหรับผมด่านสัมภาษณ์ยากสุด คำถามส่วนใหญ่ก็มาจากที่เราเขียนไปนั่นแหละครับ ได้เอามาขยายความต่อ แต่ของผมเจอช่วงโควิด-19 พอดี เลยเป็นสัมภาษณ์ออนไลน์ แล้วดันเจอปัญหาทางเทคนิคเยอะมากกก ทั้งภาพเสียงหาย เน็ตกระตุก มีคำถามนึงผมให้กรรมการช่วยพูดซ้ำ 3 รอบ จนรู้สึกว่าถ้าถามซ้ำอีกรอบคงดูไม่มืออาชีพละ 555 ก็เลยใช้วิธีจับคีย์เวิร์ดเอาครับ (ในใจคิดว่าคุณถามอะไรผมไม่รู้ แต่สิ่งที่ผมรู้มีดังนี้!)
พอผ่านไปสักเดือนนึง เจ้าหน้าที่ TEC Thailand ก็จะโทรมาแจ้งผลว่าเราผ่านรอบเอกสารแล้ว และเชิญรอบสัมภาษณ์ครับ // ตอนที่เจ้าหน้าที่ส่งอีเมลมาเชิญให้เข้าสัมภาษณ์ ผมเห็นรายชื่อคนที่ถูกเรียกสัมภาษณ์ และสาขาวิชาที่สมัครไปของทุกคนเลย ไอ้เรามันอยากใส่ใจซะด้วย เลยไปส่องประวัติของคนที่ถูกเรียกสัมภาษณ์ ประวัติการศึกษา การทำงานของแต่ละคนคือตัวแม่ตัวพ่อกันทั้งนั้น กดดันเลยครับ!
ความประหลาดของทุนนี้ที่ผมเจอ คือช่วงแรกกระบวนการคัดเลือกไปไวมากครับ ปิดรับ 15 มีนาฯ > วันที่ 28 โทรมาตามไปสัมภาษณ์ > เดือนเมษาฯ สัมภาษณ์เสร็จ แล้วเค้าก็หายไปเลยสองเดือน จนวันที่ 30 พฤษภาถึงมีโทรศัพท์มาว่า “ผ่านการคัดเลือกนะคะ”
จังหวะที่รู้ว่าได้ทุนคืออึ้งไปเลยครับ นี่เรากำลังจะได้ไปเรียนไต้หวันแล้วเหรอเนี่ย!
เกร็ดชีวประวัติฉบับพี่โจ้
เมื่อก่อนร่างกายผมปฏิเสธภาษาจีน
ตอนยื่นทุนผมมีคะแนน TOCFL (Test of Chinese as a Foreign Language) ระดับ A2 ไปแบบงูๆ ปลาๆ ครับ ถ้ามีพื้นฐานไปก่อนช่วยให้ปรับตัวได้เร็วขึ้น
ถ้าพูดถึงเรื่องภาษาจีน จริงๆ ตอนเด็กผมไม่ได้ชอบเลยนะ เรียกว่าต่อต้านด้วยซ้ำเพราะโดนบังคับเรียนมาตั้งแต่ประถม แต่พอเข้าช่วง ป.ตรี ปี 3 เริ่มเห็นความสำคัญว่าเรียนไปมีประโยชน์แน่ๆ ประกอบกับได้ไปเที่ยวไต้หวันแล้วรู้สึกว่า "เฮ้ย ก็น่าสนใจดีนี่!" เลยตัดสินใจลงวิชาโทภาษาจีนที่จุฬาฯ ซึ่งพอมองย้อนกลับไป ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากๆ
พอติดทุนผมก็ไปเรียนภาษาจีนเพิ่มเตรียมไว้ใช้ชีวิต ตอนไปก็เรียนคลาสภาษาจีนที่ทุนเตรียมให้ แล้วตลอดสองปีที่เรียนป.โท ผมเรียน Mandarin Training Center ของ National Taiwan Normal University ควบคู่ไปด้วย เพราะ NTNU เด่นด้านการสอนภาษาจีนมากกก + นักศึกษาที่นี่มีส่วนลดพิเศษด้วยนะครับ
แต่พูดตามตรงว่า การเรียนป.โทไปพร้อมๆ กับภาษาจีน ถือว่าท้าทายกับระบบอยู่พอสมควร เพราะการเรียนภาษาจีนที่นี่ ต้องเรียนทุกวัน จันทร์-ศุกร์ วันละ 2 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าถ้าตอนเช้า และตอนบ่ายมีเรียน ช่วงพักเที่ยงแทนที่เราจะเอาเวลาไปกินข้าว เราต้องมานั่งเรียนภาษาจีนแทน
ใดๆ ทุนนี้ก็จะน่ารักอีกตรงที่เค้ามีงบซื้อหนังสือภาษาจีนให้ด้วยถ้าเราจะเรียนเพิ่ม มีทั้งแบบซื้อแล้วมาเบิก หรือบางทีเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ที่โน่นเค้าก็จัดการจัดซื้อให้ด้วย (เกินปุยมุ้ยยย)
. . . . . . . .
3
เรียนหนัก แต่รักนะ
รีวิวคลาสเรียนและตัวอย่างวิชาที่เลิฟสุด
เมื่อ…ผมกลายเป็นพี่ใหญ่ในห้องเรียนไต้หวัน
จินตนาการแรกของผมคือการเรียน ป.โท น่าจะเหมือนบ้านเราที่นิยมทำงานก่อนค่อยมาเรียน แต่ที่ไต้หวันกลับผิดคาดครับ คนที่นั่นนิยมนิยมเรียนจบ ป.ตรี แล้วต่อโททันทีเพื่อให้จบยาวๆ ก่อน แล้วค่อยเริ่มทำงานทีเดียว ตอนนั้นผมอายุ 27 ในขณะที่เพื่อนๆ อายุเพียง 22 ปี ช่องว่างตรงนี้กลายเป็นข้อดี เพราะทำให้ผมได้รับไอเดียสดใหม่จากคนรุ่นใหม่เยอะมากครับ
หากน้องๆ สงสัยว่า "ควรทำงานก่อนเรียนดีไหม?" ผมมองว่าเรียนได้ทันที แต่ถ้ามีประสบการณ์ทำงานหรือ Case Studies มาแชร์กัน บรรยากาศในคลาสจะสนุกและเห็นภาพชัดเจนกว่ามาก
สำหรับเพื่อนร่วมคลาส สัดส่วนคนไต้หวันกับต่างชาติเป็น 50:50 ครับ ถ้าในโซน South East Asia ก็จะมีฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ แล้วจะมีบางประเทศที่ไกลตัวเราหน่อยอย่างฮอนดูรัส (Honduras) หรือเบลีซ (Belize)
Note: เวลาทำงานกลุ่ม มหาวิทยาลัยจะคละสัดส่วนให้มีคนไต้หวันอยู่ด้วย ทำให้เราได้ฝึกทำงานกับคนหลายรูปแบบ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไปในตัวครับ

เมื่อ…ผมไม่ได้จบป.ตรีตรงสาย
ที่นี่เรียนหนัก อาจารย์คาดหวังกับนักเรียนทุน และผมรู้สึกต้องเตรียมตัวทำการบ้านดีขึ้นเพราะไม่ได้จบป.ตรีตรงสายมา เฉลี่ยเทอมนึงลงไปราวๆ 4-5 วิชา ใช้วิธีจัดตารางให้มีวันว่างอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ คือยอมไปเรียนกระจุกกันหนักๆ ในวันอื่น เพื่อให้ตัวเองได้มีเวลาพักหายใจบ้าง
ส่วนตัวผมรู้สึกเพื่อนคนไต้หวันความรู้แน่นมากกกก ท็อปวิชามักจะเป็นเค้าตลอด แต่อาจจะไม่กล้าแสดงออกเท่าไหร่ ฟีลคล้ายๆ เด็กไทยตอนมัธยม จุดนี้แหละที่ผมงัดสกิลตอนอยู่อักษรจุฬาฯ ออกมาใช้ เพราะเราถูกเทรนเรื่องการถกเถียง (Discussion) ในคลาสมาแบบเข้มข้น ทำให้ผมกล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าเถียง แถมมีทักษะการเขียนที่มีโครงสร้างชัดเจน กลายเป็นจุดแข็งที่ใช้เอาตัวรอดในคลาสได้ครับ
เมื่อ…เด็กทุนลูกคุณหนู ขอท้าทายระบบ
ตอนเลือกวิชาลงเรียน จะมีรุ่นพี่คอยเตือนตลอดว่า "โจ้ อย่าลงตัวนี้พร้อมกันในเทอมเดียวกันนะ ไม่งั้นตุยแน่!" แต่เรามันเด็กดื้อครับ สรุปคือลงแล้วเกือบไม่รอดจริงๆ (แต่รอดนะ) เนื้อหา Core หลักเข้มข้นมาก ทั้งความเนี้ยบของอาจารย์ กรณีศึกษาที่ต้องวิเคราะห์ การสอบ และอ่าน! เยอะ! มาก!
แล้ว 2 วิชาที่ว่า ก็คือตัวที่ประทับใจสุดและอยากมาเล่าให้ฟังวันนี้ครับ
- วิชาแรกคือ Human Resource Development (HRD) ผมชอบที่อาจารย์มีทั้งประสบการณ์ทำงานในบริษัทจริงๆ และองค์ความรู้จากการสอนและเขียนวิจัยจากการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยด้วย เค้าเลยเข้าใจว่าคนเรามีวิธีเรียนรู้ที่ต่างกัน บางคนชอบอ่านสอบ บางคนชอบให้เพื่อนสอน หรือบางคนถนัดทำโพรเจกต์ ดูงาน นั่งฟังสัมมนา ซึ่งอาจารย์เปิดกว้างมาก
ความเจ๋งคือ ผมทำงานด้านนี้มาโดยตรงก็จริงแต่รู้ทฤษฎีแค่เผินๆ แต่อาจารย์ช่วยเติมเต็มจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปผ่านการแชร์เคสงานจริงๆ และงานวิจัยครับ ผมได้เรียนรู้ว่าการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ต่างจากเด็กมากนะ เพราะผู้ใหญ่จะเรียนอะไรเค้าต้องมีเหตุผลรองรับ ต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าเรียนไปทำไม และจะได้อะไรจากการเรียนในครั้งนี้ หรือต้องใช้แก้ปัญหาในชีวิตและการทำงานได้จริง อาจารย์เลยให้เราออกแบบ Training Course แล้วมาสอนเพื่อนร่วมคลาสจริงๆ ท้าทายมากกกก แต่ก็สนุกสุดๆ
- ส่วนอีกวิชาที่เปิดโลกผมมากคือ Organizational Behavior (พฤติกรรมองค์กร) นี้เราเรียนเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเมืองในที่ทำงาน ปัญหาสุขภาพจิต หรือประเด็นเล็กๆ ที่เราเคยมองข้ามมาตลอด พอมันมีทฤษฎีมารองรับ ทำให้เราเข้าใจที่มาที่ไปของปัญหาได้ดีขึ้นมากครับ การเรียนวิชานี้จะเน้น Lecture เป็นหลัก พรีเซนต์บ้าง แต่แทบจะต้องจำและเข้าใจทุกอย่างบน textbook ให้ได้
เมื่อ…ผมเรียนที่นี่ แต่ขอไปลองลงวิชาที่นั่น
ไฮไลต์นึงที่ผมไม่อยากให้พลาดคือระบบ NTU System (National University System of Taiwan) ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดในไต้หวัน ประกอบด้วย
- National Taiwan University (NTU) มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน
- National Taiwan Normal University (NTNU) มหาวิทยาลัยแห่งชาติครูไต้หวัน
- National Taiwan University of Science and Technology (NTUST / Taiwan Tech) มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติไต้หวัน

ความเจ๋งคือนักศึกษาสามารถข้ามไปลงทะเบียนเรียนวิชาของมหาวิทยาลัยในเครือได้ทั้งหมด แถมยังใช้ห้องสมุดร่วมกันได้ด้วย แถมเดินทางง่าย เพราะตั้งอยู่ใกล้กันเลยครับ
ตอนนั้นผมตัดสินใจไปลงวิชา Marketing ของ NTUST ครับ เปิดโลกสุดๆ เพราะสาขาผมที่ NTNU จะเน้นการศึกษาและพัฒนาคน แต่ NTUST จะเด่นด้าน Business & Management มากๆ สไตล์การสอนคือใช้ Case Study จริงแล้ว Discuss กันแทบจะ 100%
สิ่งที่ทำให้ผมประหม่าที่สุดคือ “การสอบแบบ Open Book” ซึ่งเป็นจุดเด่นของ NTUST แต่ยากหาคำตอบไม่ได้จากในหนังสือ เราต้องใช้ความคิดวิเคราะห์หรือหาข้อมูลจากข้างนอกมาสู้ ซึ่งต่างจาก NTNU ที่ส่วนมากคำถามจะยังพอหาคำตอบในตำราได้บ้าง

. . . . . . . .
4
มหากาพย์ธีสิส 120 หน้า
กับอาจารย์ที่ปรึกษาผู้เป็นแม่พระ
โมเมนต์สู้ชีวิตแห่งปี
การเขียนธีสิสเป็นโมเมนต์ที่เหนื่อยยยยยย ย.ยักษ์ล้านตัว จริงๆ แล้วที่สาขาผมจะมีให้เลือก 2 Tracks คือ Academic Track (วิชาเรียนน้อยลง แต่จำนวนหน้าธีสิสมากกว่า) กับ Practical Track ที่ผมเลือก (เรียนเยอะกว่า เน้นการประยุกต์ใช้) ตอนแรกผมแพลนว่าจะเขียนสัก 80 หน้าก็น่าจะสวยๆ สรุปคือไม่ใช่เขียนเพลินนะครับ แต่มันจบไม่ลง ก็เลยดีดไปถึง 120 หน้า อาจารย์ยังแซวเลยว่าเธอเขียนมาขนาดนี้ทำไมไม่เลือกสาย Academic ไปเลยล่ะ?
ตอนนั้นผมทำเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความรู้ของพนักงานในองค์กร (Knowledge Sharing) โดยใช้ Case Study จากองค์กรจริงผ่านการสังเกตการณ์ (Observation) ผมต้องทำเรื่องขอเข้าไปดูพนักงานทำกิจกรรมจริงๆ และมีการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อเก็บข้อมูล จากนั้นแปลจากไทยเป็นอังกฤษ คัดคีย์เวิร์ดสำคัญไปคุยกับอาจารย์ แล้วก็เรียบเรียงเป็นงานเขียนเชิงวิชาการออกมา
แสดงว่าสิ่งที่เราเสนอไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆ แต่มีทฤษฎีรองรับ มีองค์ความรู้ และมีงานวิจัยชิ้นไหนซัปพอร์ตบ้าง ซึ่งอาจารย์จะคอยฟีดแบ็กและชาเลนจ์ผมในทุกประเด็น
ชีวิตการทำธีสิสจะออกหัวหรืออกก้อย
“อาจารย์ที่ปรึกษา” คือส่วนสำคัญ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมว่าอาจารย์เหมือนแม่พระเลย เค้าน่ารักและเคารพในจังหวะชีวิตของลูกศิษย์มากๆ วันไหนที่ผมรู้สึกเหนื่อยๆ ยมๆ อาจารย์จะบอกเลยว่า “ไปพักก่อนเถอะ แล้วค่อยกลับมาทำต่อ” ท่านมองว่ามนุษย์ทุกคนมีลิมิต ถ้าฝืนทำตอนไม่มีเอนเนอร์จี้ งานที่ออกมาก็อาจจะไม่ถึงมาตรฐานที่ตั้งไว้ // สมมงอาจารย์ประจำวิชา HRD เลยครับ
และต้องบอกเลยว่าอาจารย์ท่านนี้สไตล์ทฤษฎีจ๋ามากกกก นอกจากตอนที่เราเสนอ เค้าจะขยี้จนเราเกือบจนมุมแล้วต้องไปขวนขวาย ยังมีไฮไลต์ตอนปี 2 ที่เค้าจะให้นักศึกษาในการดูแลของเค้า มาพรีเซนต์สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง จำลองเหมือนการสอบ Defend จริงๆ (*สอบป้องกันวิทยานิพนธ์) ซึ่งเป็นพาร์ตที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันก่อนถึงวัน Thesis Defense


ในแต่ละครั้งเราจะได้สวมบทเป็นกรรมการ คอยตั้งคำถามหลังจากฟังเพื่อนพรีเซนต์ ทำให้เราพอเดาทางได้ว่าตอนสอบ Defend จริงจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ซึ่งผมสังเกตเลยว่านักศึกษาที่อยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ท่านนี้ ตอน Defend ผ่านฉลุยทุกคน ไม่มีใครตายไมค์เลยครับ!
. . . . . . . .
7
ถึงเป็นลูกคุณหนู ก็สู้งานนะครับ!
(แชร์เคล็ดลับฉบับ TA & Tutor)
ช่วงเรียนผมตัดสินใจสมัครเป็น Teaching Assistant (TA) หรือผู้ช่วยสอนด้วย ประสบการณ์นี้ทำให้ผมเห็นหลังบ้านเลยว่า อาจารย์เค้าให้คะแนนโดยดูจาก Participation หรือการมีส่วนร่วมในคลาสเป็นหลักครับ เค้าไม่ได้ดูแค่ว่าใครพูดเยอะ แต่ดูที่ Quality ของคำตอบ ประเภทพูดน้อยต่อยหนัก (สร้างอิมแพค)
ส่วนตัวผมเป็นสายพรีเซนต์ที่ต้องใช้เวลาวางแผนกลั่นกรองก่อนพูด อุปสรรคแรกๆ คือเรามักจะคิดเป็นภาษาไทยแล้วค่อยแปลเป็นอังกฤษ แต่พออยู่ไปนานๆ สภาพแวดล้อมมันบังคับจนเดี๋ยวนี้คิดเป็นภาษาอังกฤษได้เองเลยครับ ยิ่งตอนเขียนธีสิสนี่แทบจะคิดเป็น Academic English (ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ) ตลอดเวลาเลย
สกิลหนึ่งที่ผมว่าสำคัญที่สุดในการมาเรียนที่นี่คือ “การสู้เพื่อตัวเอง” คนไทยโดยเฉพาะสาย Introvert มักจะขี้เกรงใจตามวัฒนธรรมบ้านเรา แต่ที่ไต้หวันเราต้องกล้าเรียกร้องสิทธิ์และรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการคุยกับอาจารย์ หรือการเจรจาแบ่งงานกับเพื่อนในกลุ่ม ผมว่าสิ่งนี้ดีมากสำหรับคนที่อยากฝึกความกล้าคิดกล้าถาม แต่ถ้าใครยังอายอยู่ตอนแรกก็ไม่ต้องกังวลนะ ของแบบนี้ไปถึงแล้วมันฝึกกันได้
นอกจากงาน TA แล้ว อีกหนึ่งบทบาทที่สนุกมากคือการเป็น English Chatroom Tutor ของมหาวิทยาลัยตอนปี 2 ครับ หน้าที่ของผมคือเป็นติวเตอร์คอยไกด์คนไต้หวันหรือนักเรียนคนอื่นๆ มาฝึกพูดภาษาอังกฤษกับเรา ผมต้องคอยดีไซน์ Topic เจ๋งๆ ให้เค้ากล้าเปิดปากพูด (แถมอันนี้เป็นงาน Part-time ที่มีค่าตอบแทนให้ด้วยนะ ดีงามมาก!)

. . . . . . . .
8
Living in Taiwan:
เมื่อฟุตบาธดีและไม่มี PM 2.5
- ถ้ามาเที่ยวมีแค่ภาษาอังกฤษอาจจะรอด แต่มาอยู่จริงต้องพึ่งตัวเองสูงมากกกก อุปสรรคใหญ่คือภาษาจีนลายมือ ที่บางครั้ง Google Translate ก็ช่วยเราไม่ได้ตลอดครับ แนะนำว่าถ้ามีเพื่อนคนไต้หวันไว้ข้างกายคือทางออกที่ดีที่สุด
- ทุนนี้กำหนดให้เราอยู่หอพักมหาวิทยาลัยเท่านั้น เลยได้คลุกคลีกับเพื่อนต่างชาติและคนท้องถิ่นจริงๆ (รูมเมตคนแรกของผมมาจากอเมริกากลางเลยนะ)
- ผมต้องปรับตัวกับอาหารเยอะที่สุด เพราะปกติเป็นคนกินแซ่บ แต่อาหารไต้หวันจะค่อนข้างจืดและมัน // กระเป๋าเดินทางผม ครึ่งนึงเป็นน้ำพริกจากไทยครับ 555 // แต่ถ้าเรื่องชานมไข่มุก คือดีและถูกมาก ราคาแรงสุดที่ผมเคยซื้อคือ 70 บาทเท่านั้น ส่วน Street Food มีหลากหลาย น่ากินน่าลองไปหมดคล้ายๆ ของบ้านเรา แต่เค้าจะจัดระเบียบโซนแบบดูสบายตาครับ
- คุณภาพชีวิตระดับ 10 ประทับใจที่สุดคือฟุตบาธกว้างที่เดินได้แบบไม่ต้องระแวงรถ อากาศก็ดีไม่มี PM 2.5 แถมระบบขนส่งสาธารณะยังครอบคลุมและราคาเป็นมิตรสุดๆ ครับ

. . . . . . . .
9
เส้นทาง HR หลังจบ
พบกันใหม่ในเวอร์ชันที่มั่นใจกว่าเดิม!
พอจบกลับมาผมเลือกกลับมาสานต่อสายอาชีพที่ไทย โดยเริ่มจากการเป็น HR ที่ธนาคารจีน ก่อนจะย้ายมาทำงานที่บริษัทตรวจสอบบัญชีจนถึงปัจจุบัน (และขอชี้ช่องนิดนึง เพื่อนที่ฟิลิปปินส์ผมหลายคนเป็น English Tutor ที่ไต้หวัน ถ้าใครมีสกิลภาษาอังกฤษโดดเด่นลองดูได้นะ ตอบแทนน่าสนใจมาก)
. . . . . . . .
สำหรับผมการเรียนป.โท เหมือนทำให้ผมกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหลังจากห่างหายจากบรรยากาศการเรียนไปพักใหญ่ๆ และสิ่งที่ไต้หวันมอบให้จึงไม่ใช่แค่ใบปริญญาเพียงใบเดียว แต่คือคอนเนกชัน ความมั่นใจ และการเปิดโลกทัศน์ที่ทำให้เรากล้าที่จะสู้ในทุกสนามชีวิตต่อจากนี้ครับ

. . . . . . .

The world is waiting,
and you’re warmly invited!
เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Box โกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair
งานนี้พบ "พี่โจ้" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่ (ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมน่าจะเหมาะกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!
ความปังยังไม่หมดนะคะ ในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ, Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~
- Save the Date: 25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!
0 ความคิดเห็น