สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าพูดถึง University of Oxford ภาพแรกของหลาย ๆ คน น่าจะเป็นสถาปัตยกรรมที่เวอร์วังและมนต์ขลังของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่นับพันปี และหากได้ย่างก้าวเข้าไปสัมผัส ก็จะพบกับนักศึกษาหัวกะทิที่มาเรียนและแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างดุเดือด พร้อมกับโดนจี้จุดวิชาการกับศาสตราจารย์ระดับท็อปของโลกแบบถึงพริกถึงขิง
คำถามคือเก่งวิชาการอย่างเดียวรอดไหม? วันนี้เราจะพาไปรู้จัก “พี่วิว - ดร.ธนเดช พิพัฒพลกาย” รุ่นพี่คนไทยที่เคยเสียศูนย์ช่วงปรับตัว แต่สุดท้ายก็เจอเคล็ดลับให้กลับมาแบบแกรนด์ ๆ เรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 สาขา Biochemistry ที่ University of Oxford ต่อด้วยปริญญาโทและเอก พ่วงตำแหน่ง Stipendiary Lecturer ดีเด่น จากนั้นไปต่อ Postdoc ที่สวีเดนกับสิงคโปร์

เบื้องหลังโพรไฟล์สุดปังคือบททดสอบที่วัดใจยิ่งกว่าข้อสอบชุดไหน ๆ ทั้งวิกฤตการเงินที่ทำเอาเกือบต้องหยุด กำแพงภาษาที่ต้องทุบทิ้งด้วยความพยายามและวินัยขั้นสูง ใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการสู้เพื่อเป้าหมาย บอกเลยว่าสตอรี่ของพี่วิวคือ Case Study ชั้นดีที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าใจเราเด็ดพอ โลกทั้งใบก็พร้อมจะเปิดทางให้
เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปย้อนดู Chapter แรกบนเส้นทางสายวิชาการของพี่วิวกันค่ะ
Note: เตรียมพบ "พี่วิว" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair เพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98) จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair // ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)
*พบวิวได้ทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.

. . . . . . . .
1
Boarding School Life
หนีระบบท่องจำ ไปตั้งหลักม.ปลายที่อังกฤษ
ย้อนไปเมื่อ 15 ปีก่อน ผมรู้สึกว่าระบบการศึกษาตอนนั้นไม่ค่อยตอบโจทย์ตัวเองเท่าไหร่ครับ ผมเรียนที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ วิชาถนัดคือชีวะ เคมี ฟิสิกส์ คณิต แต่แพ้ทางวิชาสังคมกับภูมิศาสตร์ แบบทำไม่ได้เลยครับ แล้วผมก็มารู้จักระบบ A-Level ที่น่าจะเวิร์กกับตัวเองมากกว่า เพราะให้นักเรียนเลือกลงแค่ 4-5 วิชาที่ถนัดเพื่อเอาเกรดไปยื่นป.ตรี โดยจะมีผู้ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดว่าเป้าหมายนี้ควรลงวิชาไหนบ้าง
แล้วจังหวะก็พอดีกับที่อาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ ซึ่งเคยสอนที่ Gresham's School เห็นว่าผมน่าจะเหมาะกับการเรียนที่ประเทศอังกฤษ จึงแนะนำให้ลองสมัครดู และเป็นจังหวะดีที่ Director of Studies ที่ Gresham’s บินมาเที่ยวไทยพอดี ก็เลยโชคดีได้สอบและสัมภาษณ์ที่ไทย
พอสัมภาษณ์ผ่านปุ๊บ คุณแม่ซัปพอร์ตอย่างดี ทำให้ผมได้บินไปเรียนเลยครับ เรื่องนี้น่าจะเป็นจังหวะและโอกาสแรก เหมือนเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนชีวิตการศึกษาและเรื่องอื่น ๆ ที่ตามมาของผม

ปรากฏว่าพอไปถึง ความเครียดเรื่องเรียนต่างจากตอนอยู่ไทยลิบลับ ผมเป็นคนแอนตี้ข้อสอบปรนัยและไม่ชอบการท่องจำมาก ๆ ขนาดตอนอยู่ไทยเจอวิชาที่ผมรักอย่างชีววิทยา ถ้ามีข้อสอบวิเคราะห์มาให้กา ผมก็ยังทำไม่ค่อยได้เลย แต่พอมาที่อังกฤษเจอสอบข้อเขียนล้วน ๆ แล้วเรียนทฤษฎีผสมทำแล็บ ผมค้นพบว่าตัวเองถนัดและทำคะแนนได้ดีครับ
ถ้าให้เล่าถึงโรงเรียน Gresham's School จะตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษที่ชื่อว่า Holt ที่แคว้น Norfolk ในเมืองไม่มีห้าง มีร้านอาหารอร่อยแนว local ร้านส่วนใหญ่เป็นร้านเล็ก ๆ แต่ถึงจะเล็กแต่ก็ครบถ้วนทุกอย่าง นับได้ว่าเป็นเมืองที่น่ารัก อบอุ่น จะว่าไปแล้วในตัวเมืองเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน เดินแค่ 30 นาทีก็รอบเมืองแล้ว
แต่ข้อดีคือ ความเป็นโรงเรียนประจำช่วยให้สามารถ Set ตารางชีวิตเป็นแพตเทิร์นเป๊ะๆ เรียนเสร็จเล่นกีฬาตอนบ่าย พอ 18.30 น. นั่งทำงานหน้าคอมพ์ถึง 21.00 น. แล้วเข้านอนตอน 22.30 น. พอเช้าอีกวันตื่น 7.30 น. เพื่อไปเรียนตอน 8.30 น.
ผมได้สัมผัสชีวิตที่มีเวลานอนเยอะขึ้น ไม่ต้องเครียดหรือเสียเวลาชีวิตไปกับรถติดในกรุงเทพฯ ซึ่งมัน Make a difference มาก ๆ และเป็นชีวิตที่ผมโคตรชอบเลย!
The Golden Ticket: ผลลัพธ์จากความมุ่งมั่น
ในที่สุดผมก็สอบ A-Level ได้เกรด A* มา 3 วิชา Maths, Further Maths แล้วก็ Chemistry และได้ A วิชาชีวะ // เอาอีกแล้วครับ ชีวะ เป็นเธออีกแล้ว! คือใจผมรักวิชานี้นะ แต่วิชานี้ต้องเขียนเรียงความกับบทความเยอะมาก แล้วต้องยอมรับว่าตอนนั้นผมไม่ได้เขียนเก่ง ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ สำเนียงได้ อาศัยปะติดปะต่อให้คุยแบบ smooth แต่พอจับปากกาปุ๊บ แกรมมาร์พัง คอนจูเกต (Conjugate) ผิดหมด วิชาชีวะเลยเป็นปัญหาของผมในยุคนั้น
สำหรับน้อง ๆ สาย STEM ถึงคะแนน IELTS จะไม่ต้องพุ่งกระฉูดเหมือนเด็กสอบเข้าหมอที่ไทย แต่ภาษาก็จำเป็นต้องดีพอนะครับ ถ้าคณะที่คุณเข้าไม่ได้ heavy เรื่องการใช้ภาษาสื่อสารมาก อย่าง Computer Science, เลข, วิศวกรรมศาสตร์, ฟิสิกส์ หรือเคมี ก็ยังพอจะมีหน้าต่างให้ลอดได้ แต่ถ้าเป็นสายวรรณกรรม ธุรกิจ หรือประวัติศาสตร์ ผมว่าเหนื่อยพอสมควร
. . . . . . . .
2
Oxford Survival Guide
ฝ่าวิกฤตการเงินและ Essay สุดหิน
พอสอบติดปุ๊บ ผมก็ได้เข้ามาเรียนในสาขา Biochemistry ครับ ที่ Oxford เราใช้ระบบ Collegiate System (วิทยาลัย) ผมเลือกสมัคร Trinity College ซึ่งจะมีทั้งเด็กปริญญาตรีและโทอยู่ด้วยกัน
แต่เหตุผลที่ผมเลือกคอลเลจนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เพราะที่นี่วิวสวย มีสวนโปร่ง ๆ ประตูสีน้ำเงินบานใหญ่ ไม่มีกำแพงหินทึบปิดกั้นรอบทิศ ทำให้มองเห็นสวนข้างหน้าและด้านหลังได้จากประตูเลย (เป็นมุมป็อบปูลาร์ที่คนชอบมาถ่ายรูปกัน ถ้าชอบความเป็นส่วนตัวก็อาจมีปัญหาหน่อย)


เปิด Week 0 ผมมีความสุขดี จนกระทั่ง…
การเรียนที่ Oxford ใน 1 ปี จะแบ่งออกเป็น 3 เทอม เทอมนึงเรียน 8 สัปดาห์ และจะมี Week 0 ให้เตรียมตัวก่อนเปิดเทอม
ด้วยความที่ผมเป็นสายสุขนิยม ผมก็ไปปาร์ตี้ ไปกินข้าว ทำความรู้จัก Prof. แบบชิล ๆ โดยไม่ทันสำเหนียกเลยว่าจะต้องเจออะไรบ้าง ปรากฏว่าวันพุธของ Week 0 ยังไม่ทันเปิดเทอม Prof. สั่งงานชิ้นแรกเลยคือ ให้เขียน Essay อภิปรายผลการทดลองเพื่ออธิบายว่า DNA เป็นสารพันธุกรรม (Genetic Material) อย่างไร พร้อมยกตัวอย่าง และต้องส่งสัปดาห์หน้า
ช็อกครับ เราต้องไปหาอ่านแล้วเขียนออกมาให้ได้ แต่พอส่งไปกลับได้รับคอมเมนต์กลับมาว่าเป็นงานเขียนที่ควรปรับปรุงอย่างแรง เพราะผมใช้วิธีลิสต์ประโยคมาเรียงต่อ ๆ กัน ไม่ได้อธิบายให้เห็นว่าตัวเราเข้าใจกระบวนการเชิงลึกยังไง ตอนนั้นผมเครียดมากเลย นี่แค่ส่วนหนึ่งของวิชา Molecular Cell Biology ตลอดเทอมแรกผมต้องเขียนถึง 6 Essays แต่เขียนยังไงก็จับจุดไม่ได้สักที

จุดเริ่มต้นแกลเลอรีสมุดภาพของผม
ถึงผมจะเจอดามเมจจากอาจารย์ที่ตรวจงาน แต่ก็ได้คำแนะนำว่า “ให้เขียนอธิบายละเอียดขึ้น” ผมเลยใช้วิธีเอาตัวรอด (Survival Trick) นั่นก็คือ “การวาดรูป” ครับ
ผมฝึกวาดรูปกลไกต่าง ๆ เพื่ออธิบายความเข้าใจให้ออกมาสวยและเคลียร์ที่สุด เพราะ Assignment บังคับว่าต้องเขียนด้วยลายมือ ห้ามพิมพ์ ผมเลยเอาข้อสอบเก่าย้อนหลังทุกปีมาไล่ทำ ฝึกเขียนจับเวลา 45 นาที และออกแบบไว้ล่วงหน้าเลยว่าถ้าโจทย์มาแนวนี้ ผมจะวาดรูปแบบนี้นะ เตรียมเอาไว้เป็นแกลเลอรีเลย พอเอาภาพวาดมาประกอบการอธิบาย
ผลลัพธ์คือจบปี 1 ผมคว้า First Class มาได้ด้วยคะแนนเฉลี่ยเกิน 70% อย่างเหลือจะเชื่อ


วิกฤตการเงินช่วงจบปี 1 และคอนเน็กชันที่ช่วยต่อลมหายใจ
ต้องบอกก่อนว่าจริงๆ แล้วช่วงเรียนปริญญาตรีปีแรก ผมยังไม่ได้ทุนครับ ทางบ้านช่วยซัปพอร์ตให้ แต่พอถึงปี 2014 ธุรกิจงานออกแบบและสิ่งพิมพ์ของครอบครัวได้รับผลกระทบหนัก ทำให้สภาพคล่องการเงินไม่ค่อยดี ผมเรียนจบปี 1 มาแล้วแต่ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมต่อ ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไง เลยตัดสินใจเดินไปที่ Trinity College ซึ่งเป็นวิทยาลัยที่ผมสังกัดอยู่เพื่อเล่าปัญหาให้ทางผู้ใหญ่ฟัง
แล้วคือทางวิทยาลัยน่ารักมากกกกครับ เพราะเขาส่งอีเมลไปถามศิษย์เก่าว่ามีใครพอจะช่วยเหลือนักศึกษาคนนี้ (=ผมเอง) ได้บ้าง! ปรากฏว่าปีนั้นมี โครงการ Oxford Thai Foundation เกิดขึ้นพอดี เขาเลยเข้ามาช่วยเรื่องค่าเทอมปี 2 ให้ในช่วงที่คุณแม่ของผมกำลังสู้สุดชีวิตเพื่อปรับตัว และที่ซึ้งใจสุด ๆ คือมีศิษย์เก่า Trinity คนหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ เขาบริจาคเงิน 5,000 ปอนด์ให้ผมเรียนต่อ เพียงเพราะเขารู้ว่าผมกำลังลำบากครับ TT
อัปเกรดท่าไม้ตาย เพื่อเอาชนะด่านหินปี 2-3
พอเรื่องเงินลงตัว ช่วงที่ขึ้นปี 2 และ 3 ชีวิตก็ยังต้องวนเวียนอยู่กับการเขียนเรียงความ 5-6 วิชา ผมต้องเอาชีวิตรอดจากมหกรรมการเขียนเทอมละ 12 เรื่องในวิชา Tutorials ซึ่งตารางเรียนของผมคือมีทั้ง Lecture 2-3 ชั่วโมง Class 3 ชั่วโมง Lab อีก 3 ชั่วโมง และต้องเจอ Tutorials 12 ครั้งใน 8 สัปดาห์ บางสัปดาห์โดนไป 1-2 Tutorials เลยก็มี
ความพีคคือช่วงปี 2 เทอมแรก ผมไปเจอ Prof. Mahadevan ที่ดุกว่าอาจารย์ตอนปี 1 อีก! เขียนส่งไปกี่รอบก็โดนคอมเมนต์และให้ไปเขียนใหม่ตลอด จนผมเริ่มท้อ แต่ Prof. เรียกไปเตือนสติว่า คุณรู้ไหมว่ามีคนอีกกี่หมื่นกี่แสนที่อยากมายืนในจุดที่คุณยืน สิ่งที่จะได้จากดีกรี Biochemistry ไม่ใช่ความรู้วิทยาศาสตร์ อันนั้นเดี๋ยวก็มีทฤษฎีใหม่มาแทนที่ แต่คุณมาเรียนสกิลการสื่อสารและการทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นกลับไปเขียนซะ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น
คำพูดนั้นทำให้ผมกลับมานั่งถอดบทเรียนตัวเองว่า แล้วทำไมวิชา Genetic กับ Cancer ผมเขียนยังไงก็คะแนนไม่ดี แต่พอเป็นวิชา Metabolism ผมกลับได้เกรด A ระดับ 70-80 ตลอดล่ะ?
แล้วผมก็หาคำตอบเจอว่าในวิชา Metabolism ผมชอบอธิบายกลไกของกระบวนการเชิงลึกแบบละเอียดทุกสเต็ป พอเอาวิธีอธิบายเป็นขั้นเป็นตอนแบบนี้ ไปรวมกับหนังสือภาพแค็ตตาล็อกที่ผมวาดสะสมไว้ งานเขียนของผมก็สื่อสารความเข้าใจได้เคลียร์มากขึ้นไปอีก ทริกนี้ทำให้ผมได้ First Class ยาวมาตลอดทั้งปี 3 และ 4 เลยครับ
ปี 3 ผมเปลี่ยนไปแล้วนะ!


ตัวอย่างการนำ Gallery มาใช้ประกอบการเขียนครับ
. . . . . . .
3
ตัดมาที่ภาพมันส์ ๆ ฝั่งวิจัย
ค้นพบฟิลด์ที่ใช่ & อาจารย์ที่เป็นดั่งคุณแม่
ระหว่างเรียนผมยังมีวิชาชีวะที่เป็นรักข้างเดียว ทำคะแนนยังไงก็ไม่ดีสักที แต่กลับมีฟิสิกส์เป็นเจ้ากรรมและนายเวรที่ผมเกลียดมากแต่ดันสอบได้ A ตลอด 5555 จนได้ไปเจอการทำแล็บเพื่ออ่านค่ากระแสไฟฟ้าของไอออนที่ไหลเข้าออกเซลล์ นี่คือครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับ Biophysics หรือฟิสิกส์ในระบบชีววิทยา และรู้จักโมเลกุลที่ให้ไอออนไหลผ่านซึ่งเรียกว่า Ion Channel
พอขึ้นปี 2 ผมรู้มาว่ามีอาจารย์ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Dame Frances Ashcroft เขาคือตัวแม่ที่แบกวงการนี้ไว้บนโลก และต่อมาเขาเหมือนแม่คนที่สองในวงการวิทย์ฯ ของผมเลยครับ วันนึงผมเลยเดินไปคุยกับเขาว่าอยากทำงานด้วยช่วงปิดเทอม แม้ตอนปี 2-3 จะยังไม่ได้ทำ แต่ผมตั้งเป้าไว้เลยว่าตอนเรียนปริญญาเอก ผมจะต้องไปอยู่กับคุณแม่ให้ได้!

https://www.dpag.ox.ac.uk/team/frances-ashcroft
บททดสอบเรื่องการเงิน (อีกครั้ง)
ก่อนเรียนต่อปริญญาเอก
ช่วงปี 4 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการเรียนปริญญาตรี ผมไม่มีเงินแม้แต่จะสมัครสอบเรียนต่อปริญญาเอกด้วยซ้ำ ต้องไปรับสอนพิเศษทุกเย็นเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าสมัครทั้ง 4 ที่ คือ Oxford, Harvard, Yale และ Cambridge ผมรู้สึกขอบคุณ Oxford Thai Foundation ที่ให้ทุนผมเดินทางไปสัมภาษณ์หลาย ๆ ที่ และช่วยสนับสนุนผมในช่วงนั้น ผมตั้งใจเลยว่าถ้าไม่ได้ที่เหล่านี้พร้อมทุน ผมคงไม่เรียนต่อแล้ว
สุดท้าย Oxford เรียกสัมภาษณ์เป็นที่แรก ผมก็พรีเซนต์งานที่ทำตอนปี 4 ไปเรื่อย ๆ โดยที่บน Panel วันนั้นมีกรรมการ 4 คน ผมรู้จักไปแล้ว 3 คน
มาถึงตรงนี้ผมอยากอธิบายก่อนว่า การที่เรารู้จักกรรมการ ไม่ได้แปลว่าเราจะสอบติดเสมอไป
หลายคนจะชอบคิดว่า Connection คือการมีเส้นสายและได้มาง่าย ๆ แต่ความจริงคือเราต้องมีของระดับนึง และพาตัวเองไปทำให้คนในวงการได้รับรู้ความสามารถของเราก่อน
ลองนึกภาพว่าการสอบปริญญาเอกก็เหมือนการสมัครงาน เรามีเวลาแค่ 30 นาทีในห้องสัมภาษณ์ที่จะทำให้กรรมการอยากรู้จักและอยากได้ตัวเราไปทำงานด้วย ถ้าเราไม่เคยพยายาม approach หาเจ้าของโปรแกรมหรือคนให้เงินทุน แล้วเขาจะรู้ได้ยังไงว่าเราเก่งแค่ไหน
การสอบสัมภาษณ์ที่ Oxford ในวันนั้นจบลงตอน 16.30 น. จากนั้นผมก็ไปสอนพิเศษต่อ ปรากฏว่าผ่านไปแค่ 3 ชั่วโมง มีสายโทรศัพท์แบบ Unofficial โทรมาบอกว่า "ยินดีด้วยนะ คุณติดแล้ว!" แถมผมยังได้ Rank ค่อนข้างสูงด้วย
ทางโปรแกรมบอกผมเลยว่าไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน เดี๋ยวเขาจะทำทุกวิธีเพื่อให้คุณได้ Full Scholarship ให้ได้ จากนั้นอาจารย์ที่ชื่อหลุยส์ (Prof. Louis Mahadevan) ก็เขียน Recommendation Letter ให้แบบชัดเจนมากว่าต้องให้ Offer เด็กคนนี้พร้อมทุนนะ เพราะเขาคือนักเรียนที่ขยันที่สุดที่มี แต่อาจจะลำบากเรื่องเงินนิดหน่อย จนในที่สุดผมก็คว้าทุนเต็มจำนวนจาก Wellcome Trust และ Clarendon Scholarship มาได้สำเร็จครับ

สานฝันดินเนอร์ในปราสาท
และสวมบทบาท Stipendiary Lecturer
หลังจากเรื่องเงินทุนลงตัวแล้ว ผมก็ยังมีลิสต์ความฝันอีกอย่างที่อยากทำให้สำเร็จ นั่นก็คือการได้ไปนั่งดินเนอร์แบบอภิสิทธิ์ชนในห้องโถงใหญ่ ๆ บน High Table หรือโต๊ะอาจารย์ข้างบนเหมือนใน Harry Potter ที่อารมณ์กึ่งวังเหมือนปราสาทในเรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์ ก็เลยตัดสินใจย้ายไปเรียนปริญญาเอกที่ Christ Church
แล้วผมก็ดันไปขอเค้าสอนหนังสือด้วย! พอสอนไปสอนมา คนก็แนะนำ ประจวบกับอาจารย์ที่ Oriel College เค้าไปลาคลอดบุตรพอดี (Maternity leave) ผมก็เลยได้ตำแหน่ง Stipendiary Lecturer in Biochemistry ที่ Oriel College ไปพร้อม ๆ กับการประจำตำแหน่งนักเรียนที่ Christ Church

ซึ่งการจะไปสอนได้ ปกติเขาจะรับคนที่จบปริญญาเอกหรือเป็น Postdoc แล้ว แต่ผมเพิ่งจบปริญญาตรี (MBiochem) ทางคณะเห็นว่าผมมีโครงสร้างการสอนและทำงานเป็นระบบ เขาเลยไว้วางใจให้ผมเป็น Lecturer และให้คุมสัมภาษณ์เด็กปริญญาตรีด้วยครับ
หน้าที่ของผมคือสอนและตรวจเรียงความนักศึกษา 12 คนใน 8 สัปดาห์ และต้องคอยคอมเมนต์สอนทุกคนให้เขียน Essay ให้เป็นระบบ ทั้งที่ย้อนกลับไปตอนปี 1 ผมคือคนที่เขียนได้แย่ที่สุด ผมตระเวนสอนไปถึง 9 Colleges เด็กทุกคนชอบสไตล์การสอนของผมเพราะผมวาดรูปอธิบายทุกกระบวนการจนจบ เด็กก็จะได้เรียนรู้และวาดรูปตาม จนมีคนบอกต่อกันไปเรื่อย ๆ ครับ
ส่วนการเป็นคนสัมภาษณ์เด็กเข้าเรียนที่ Oriel College ถือเป็นครั้งแรกที่ผมได้รับการถ่ายทอดวิชาการสัมภาษณ์และคัดเลือกเด็ก ได้ออกแบบคำถามของตัวเอง และผมจะพิจารณาหลายองค์ประกอบ ที่บ่งบอกว่าผู้สมัครคนนั้นจะสามารถเรียนได้ตลอดรอดฝั่งจนจบ 4 ปีครับ
. . . . . . .
4
Life of a Researcher
จำลองโมเลกุลออกแบบยารักษาโรค
ก่อนเผชิญบททดสอบชีวิตที่สวีเดน
ทิ้งแล็บเปียก อัปเกรดตัวเองสู่โลกเขียนโค้ด
ช่วงปี 4 ก่อนต่อปริญญาเอก ผมทำงานวิจัยเรื่องการใช้รังสีเอกซ์ หรือ x-ray เพื่อหาโครงสร้างของโปรตีนที่ช่วยในการเคลื่อนที่ของสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ (Membrane) หรือ Transporter แต่ปัญหาคือผมเรียน ป.ตรี มาโดยที่เขียนโค้ดไม่เป็นเลยครับ
ตอนนั้นคิดในใจเลยว่าผมเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ถ้าวันนึงเกิดไม่ชอบวิทยาศาสตร์แล้วตกงานขึ้นมา คงต้องไปสมัครเป็นนักวิเคราะห์ แต่ถ้าใช้คอมพ์ไม่เป็นล่ะ? ตายแน่นอน
ผมเลยตัดสินใจเด็ดขาดว่า ตอนเรียนปริญญาเอกปีแรก ผมจะเอาตัวเองไปลองทำแล็บคอมพิวเตอร์กับ Prof. Phillip Stansfeld ซึ่งเป็นอาจารย์ของเพื่อนของผม (Mabel Wong) ที่ใจดีมาก ๆ ปรากฏว่าผมกลับทำได้โอเค และชอบมากจนเลิกทำแล็บเปียกไปเลย จากนั้นก็ผันตัวมาเป็นนักไบโอฟิสิกส์ที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำ Simulation แบบเต็มตัว นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ที่หน้าจอเหมือนขึ้น Error ตลอดเวลาอยู่อย่างนั้น
ชีวิตช่วงเรียนปริญญาเอกของผมคือการเรียนเพื่อเป็นนักวิจัย กิจวัตรประจำวันคือตื่นนอน เดินผ่านหน้าบ้าน แวะซื้อกาแฟหนึ่งแก้ว ใช้เวลาดื่มประมาณ 35 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลาเดินจากบ้านไปถึงหน้าออฟฟิศพอดี พอไปถึงก็จะกดน้ำหนึ่งแก้วแล้วเริ่มนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เขียนโค้ดทำงานตั้งแต่ 10.00 ลากยาวถึง 18.00
ช่วงนั้นผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนั่งแก้ปริศนา Puzzle อยู่ตลอดเวลา เพราะใน 1 วันผมจะต้องแว่บไปสอนวิชา Tutorials ด้วย ผมรับสอนไปถึง 9 Colleges ตารางชีวิตแน่นมาก บางทีก็ต้องให้เด็กมาเรียนที่คณะ แล้วผมก็ต้องแบกคอมพิวเตอร์ไปทุกที่เลยครับ
ส่วนงานวิจัยตอนปริญญาเอก ผมทำเรื่อง Ion Channel and Disease ซึ่งผมสนใจเรื่อง Ion Channel มาสักพักแล้ว สิ่งที่อาจารย์ของผม หรือ Prof. Dame Frances Ashcroft ค้นพบคือมีผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เกิดมาพร้อมกับ Mutation ในรหัสพันธุกรรม หรือ ยีน (gene) ที่ถอดรหัสออกมาเป็น Ion channel ที่ชื่อว่า KATP channel เจ้า mutation หรือการกลายพันธุ์เนี่ยมีผลทำให้แชนเนลตัวนี้มันปิดไม่ได้ พอปิดไม่ได้ก็เลยเกิดมาเป็นเบาหวาน ทีนี้ผู้ป่วยเบาหวานต้องทานยาตระกูลนึงอยู่แล้ว
ท่านก็เลยปิ๊งไอเดียว่า เฮ้ย ด้วยความที่ท่านรู้อยู่แล้วว่ากลไกของยาคือทำให้ Ion Channel ปิดได้ ท่านก็เลยลองเอายามาเทสต์ร่วมกับทางโรงพยาบาลกับอาจารย์ Andrew Hattersley สรุปคือยานี้ทำให้เด็กที่ป่วยสามารถกินยาแทนการพกเข็มฉีดอินซูลินได้ และงานนี้ช่วยชีวิตเด็กทั้งโลก หลายแสนคน เด็กไม่ต้องพกเข็มไปทุกที่ แล้วก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เพราะปกติเขาจะเจอภาวะโตช้าหรือเป็นลมชักร่วมด้วย ยาตัวนี้ช่วยให้อิมพรูฟตัวเอง เด็ก ๆ จะสามารถออกไปเล่นฟุตบอล นอนบ้านเพื่อน และใช้ชีวิตได้ปกติเลย
ทุกวันนี้เรามีโครงสร้าง Ion Channel ใต้กล้องจุลทรรศน์ให้เห็นว่าหน้าตาเป็นยังไงมากมาย ถ้ามองไม่เห็นก็ใช้ AI ทำนายโครงสร้างได้ งานวิจัยของผมคือเอาโครงสร้างที่เห็นใน Database มาจำลองการเคลื่อนที่ในคอมพิวเตอร์ โดยใส่สมการฟิสิกส์เข้าไปเพื่อดูว่ามันขยับยังไง ถ้าเราจำลองการเคลื่อนที่ได้ เราก็จะออกแบบยาตัวใหม่เพื่อไปหยุดพฤติกรรมของ Ion Channel และรักษาโรคได้ครับ


บินลัดฟ้าล่าความรู้ที่สวีเดน
ปัญหาหลักของการจำลองการเคลื่อนที่ในคอมพิวเตอร์จะได้ผลลัพธ์แค่ระดับนาโนวินาที (10-9 หรือ 1/100,000,000 ของ 1 วินาที) แต่การเคลื่อนที่จริงในทางชีววิทยาเกิดขึ้นในระดับไมโครหรือมิลลิวินาที ความเชี่ยวชาญของผมคือการใช้เทคนิคทางฟิสิกส์มาช่วยจำลองการเคลื่อนที่จากข้อมูลระดับนาโนให้กลายเป็นมิลลิวินาทีให้ได้
อยู่มาวันนึง ผมอ่านเปเปอร์แล้วพบว่าผู้เชี่ยวชาญด้าน Enhanced Sampling หรือการใช้พลังงานเพิ่มเติมเพื่อเร่งการจำลองเวลาเนี่ยเขาอยู่ที่สวีเดน ผมเลยตัดสินใจย้ายไปทำ Postdoc ที่ KTH ประเทศสวีเดนกับ Lucie Delemotte Moussodia เรียกว่าติดอาวุธจาก Oxford แล้วบินไปทำงานร่วมกับหนึ่งในเจ้าของเครื่องมือเลย
ผมอยู่ที่ Stockholm มา 2 ปี ได้ความรู้ที่อยากได้มาครบถ้วนมาก แต่เหมือนผมจะจูนกับสภาพแวดล้อมไม่ค่อยติด 555 หน้าหนาวที่นั่นยาวนานถึง 4 เดือน อาหารก็ไม่ค่อยถูกปาก เมืองเล็ก ภาษาไม่คุ้นเคย ไม่รู้เลยว่าคนรอบตัวพูดอะไรกัน พยายามเรียนภาษาสวีดิชแล้วแต่ก็ไม่อิน ที่สำคัญคือคนที่นั่นเป็น Introvert กันหมดเลย เรียกว่าสุดขั้วกับที่เจอตอนอยู่อังกฤษ ไม่มีใครปาร์ตี้เลยสักคน
ผมคิดในใจเลยว่า อยู่ไม่ได้แล้วโว้ยยยยย!
ปีแรกยังพอทนครับ ถือว่าแลกกับความรู้ ถ้าเปรียบกับแอเรียลที่ยอมเอาเสียงไปแลกกับขา ผมก็เอาสุขภาพจิตไปแลกกับความรู้เหมือนกัน สิ่งเดียวที่ทำให้ผมมีความสุขที่สวีเดนคือวิทยาศาสตร์และกิจกรรมขนมยามบ่ายที่เรียกว่า Fika ที่จะเอาขนมต่าง ๆ เช่น ขนม Cinnamon bun หรือ Princess cake มาจอย ๆ กันครับ สุดท้ายก็ทำวีซ่าแล้วบินกลับไปอังกฤษให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
พอเข้าปีที่สองหนักกว่าเดิมอีกครับ เพราะอกหัก อากาศไม่ดี ผลแล็บไม่ได้ดั่งใจ มาครบสูตรจนเหมือนจะเป็นซึมเศร้า แต่ยังดึงสติกลับมาทัน (ปี 2023 ถือเป็นปีที่แย่ที่สุดในชีวิต ผมบอกตัวเองเลยว่าต้องพาตัวเองออกจากตรงนั้นให้ได้)
แต่ถึงอย่างนั้น สกิลที่ผมได้ติดตัวมาจากช่วงเวลานั้นก็ทำให้ผมรู้ว่าเรามีดีแค่ไหน อังกฤษ อเมริกา ยุโรป เรามีทุกอย่างในการทำ Simulation ผมกล้าพูดเลยว่าเรายืนอยู่แถวหน้าของวงการ Ion Channel แล้ว ทีนี้ก็แค่ต้องหาวิธีพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ใช่ก็พอครับ


ก้าวสู่บทบาทนักวิจัยอิสระแห่ง NTU
ช่วงที่อยากพาตัวเองออกจากสวีเดน ผมเห็นว่ามีตำแหน่งงานเปิดรับที่สิงคโปร์พอดี เลยลองส่งใบสมัครไปเฉย ๆ แล้วเขาก็ตอบกลับมาว่าโปรไฟล์ยูแน่นมาก ลองเขียนขอทุน Lee Kuan Yew Postdoctoral Fellowship (LKYPDF) ไหม? ผลคือได้ทุนจริง ๆ และกลายเป็นนักวิจัยอิสระ ทำวิจัยตั้งแต่ต้นจนจบ แถมได้สอนมหาวิทยาลัยใน Nanyang Technological University (NTU) ด้วย

ผมเข้ามาอยู่ในภาควิชา Applied Physics เอาจริง ๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ถูกชะตากับวิชาฟิสิกส์เท่าไหร่ ยังคงแอบเถียงอยู่ตลอดว่าถ้าจะต้องให้สอนฟิสิกส์ ขอย้ายไปสอนแคลคูลัสแทนได้มั้ยล่ะะะ 555
แต่พอมาอยู่ที่สิงคโปร์ ผมแฮปปี้ขึ้นมากเลยนะ มหาวิทยาลัยให้อิสระสุด ๆ ขอแค่ให้มีผลงานออกมาก็พอ บรรยากาศก็แอบให้ฟีลคล้ายอังกฤษตรงที่ฝนตกบ่อย ส่วนอาหารก็จะเป็นแนวอาหารจีนที่ค่อนข้างเลี่ยน ๆ หน่อย ตอนนี้ผมก็กำลังยื่นสมัครเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ NTU อยู่ครับ
ตอนอยู่สวีเดน ที่นั่นคือศูนย์รวมอเวนเจอร์ด้าน Ion Channel แต่พอมาสิงคโปร์ กลับไม่มีใครทำเรื่องนี้เหมือนผมเลย ทุกคนพร้อมเชื่อและมองว่าผมเป็น Expert ด้านนี้ไปแล้ว แม้ผมจะยอมรับว่าตัวเองมาถึงจุดที่เป็นผู้เชี่ยวชาญแล้วจริง ๆ แต่ลึก ๆ ก็ยังอยากได้ feedback อยากได้คำสอนที่ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรนอกกรอบบ้าง
และในทุกครั้งที่มีปัญหาหรือต้องการใครสักคนมา Brainstorm ไอเดีย ผมเลยจะโทรกลับไปหาคุณฟราน (Frances Ashcroft), ฟิล (Prof. Phillip Stansfeld) และลูซี่ (Lucie Delemotte Moussodia) ที่ผมเคยทำงานกับท่านตอนอยู่อังกฤษและสวีเดนอยู่ตลอดครับ
Work-Life Balance ฉบับนักวิจัย
"ทำงานตลอดเวลาไม่ได้แปลว่า Productive"
วัฒนธรรมการทำงานในไทยหรือสิงคโปร์มักมองว่าการทำงานตลอดเวลาคือเรื่องดี ถ้าหยุดทำงานปุ๊บ แปลว่าคุณไม่ Productive หรือไม่มีประสิทธิภาพ
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมตกผลึกได้จากการทำปริญญาเอกคือการหยุดพัก = เรื่องสำคัญมาก เราไม่จำเป็นต้องทำงานตลอดเวลา ไม่งั้นจะนั่งจมจ่อมและยึดติดอยู่กับสิ่งเดิม ๆ อยู่อย่างนั้น

ตอนผมอยู่อังกฤษ ผมพักกินข้าวกลางวัน 2 ชั่วโมงเต็มเลยนะ ผมอยากให้ขาได้ขยับ ให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมอง ได้มีเวลาคุยกับตัวเอง ผมมักจะถามตัวเองว่า นี่ไปคุยกับตัวเองยัง? ก่อนจะสั่งให้ตัวเองทำอะไร การทำงานต่างประเทศสอนให้ผมฝึกคุยกับตัวเองว่า ลองทำวิธีนี้ไหม หรือลองแบบนี้ดี? เอาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมเดิม ๆ ให้เวลาตัวเองได้คิด ได้เดิน ไม่เร่งรีบ ไม่ต้องตะบี้ตะบันฝืนเค้นอยู่หน้าคอมพ์ฯ ตลอดเวลา
การจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาลในหัว สำคัญกว่าการนั่งทำงานไปเรื่อย ๆ โดยไม่มี Output ออกมา ผมว่านี่แหละคือเคล็ดลับการทำงานตลอด 10 ปีของผม ผมเบรกระหว่างวันเยอะมาก ถ้าไม่มีอารมณ์ทำ ฝืนให้ตายก็ทำไม่ได้ แต่ถ้ามู้ดได้ ไอเดียคลิก บรรยากาศดี งานจะไหลออกมาเองโดยไม่ต้องพยายามเลย แล้วพอไอเดียมาปุ๊บ ผมจะปิดการสื่อสารทุกอย่าง ปิดหน้าจอ แล้วนั่งเขียนงานอย่างเดียวจนตกผลึก
บางครั้งก็ไปชาร์จแบตโดยการว่ายน้ำ และบรรยากาศสวนที่ Oxford ก็ยังคงเป็นที่ชาร์จแบตที่ดีที่สุดของผมจนถึงทุกวันนี้ครับ


. . . . . . .
5
สานต่อแพชชัน The White Room
และสกิลการสื่อสารที่เปลี่ยนโลก
บทบาทที่ปรึกษาทางวิชาการของโรงเรียนอำนวยศิลป์
นอกจากงานที่สิงคโปร์ ผมยังแบ่งเวลามาทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางวิชาการให้กับ โรงเรียนอำนวยศิลป์ ที่ไทยด้วย ผมเอา Know-how เรื่องการสอนและการจัดการหลักสูตรให้เข้มแข็งขึ้น นำประสบการณ์ที่ผมได้รับจาก Oxford มาช่วยไกด์คุณครูและน้อง ๆ เพื่อให้การเรียนวิทยาศาสตร์ในไทยเข้มข้นและสนุกขึ้น ผมอยากให้เด็กไทยมีโอกาสเข้าถึงกระบวนการคิดแบบสากลตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน
The White Room: เพราะวิทยาศาสตร์ต้อง Spark Joy!
อีกพาร์ตที่ผมรักมาก ๆ คือการเป็นเจ้าของบริษัท The White Room ร่วมกับคุณแอปเปิ้ล (ชนินาถ วัฒนศักดิ์) ครับ ผมเปิดบริษัททำค่ายวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่อายุ 18 ปี ทำต่อเนื่องมา 13 ปีแล้ว และเริ่มทำ Escape Room วิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปี 2017
มายด์เซตหลักของผมคือ เราจะทำยังไงให้เด็กได้ความรู้และความรักในวิทยาศาสตร์กลับบ้านไปให้มากที่สุดจากการมาร่วมค่ายกับเรา ภาพลักษณ์ต้องดีและเด็กต้องได้ผลประโยชน์สูงสุดไปพร้อมกัน ดังนั้นอะไรเล่นใหญ่ได้เราจะเล่น เด็กต้องได้ Benefits จากทุกองค์ประกอบที่ใส่ไป ถ้าเล่นใหญ่เสียเงินเยอะแล้วเด็กไม่ได้อะไรกลับไปเลย แบบนั้นคือไม่คุ้ม
จริง ๆ ทุกอย่างมีที่มาครับ ถ้าผมไม่ชอบโลกของเกมโชว์หรือโลกละครเวทีตั้งแต่สมัยที่ผมเรียน A-level ก็คงไม่มีความคิดสร้างสรรค์แบบนี้
ส่วนตัวผมชอบดูซีรีส์และอ่านมังงะอยู่แล้ว ผมเลยจะพยายามดูว่ามีลูกเล่นอะไรหยิบมาใช้ได้บ้าง ตอนที่เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงเรียนอำนวยศิลป์ร่วมกับอาจารย์สุรเชษฐ์ตอนไปแข่งขันรายการ Genwit อัจฉริยะพันธุ์ใหม่ ซีซั่น 2 ผมได้เจอทีมคิดเกมของ Workpoint ความจริงจังของทีมของเขาตั้งแต่รายการแฟนพันธู์แท้ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากทำ The White Room ให้ออกมาดีที่สุด
และในทุกครั้งที่จัดค่ายและเห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ เกิดอาการ Spark Joy แค่นั้นก็พอแล้วครับ แค่เด็ก ๆ รู้สึกว่าการมาค่ายของผม 1 วัน เท่ากับวันที่เรียนวิทยาศาสตร์สนุกที่สุดที่เขาเคยเจอในชีวิต แค่นี้ผมก็พอใจแล้วนะ มาค่ายผมเขาอาจไม่ได้ชอบวิทย์ฯ ทันที แต่อย่างน้อยก็สนุก แล้วก็จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยได้ทำอะไรที่สนุกขนาดนี้ (เคยมีอดีตเด็กค่ายที่กลับมาสมัครเป็น Staff ต่อ เพราะเขารู้สึกว่าตอนเป็นคนเล่นยังสนุกขนาดนี้อยากรู้ว่าคนจัดคิดอะไรอยู่ มันน่าชื่นใจจริง ๆ ครับ)
ทีมงาน The White Room หลายคนตอนนี้ได้เป็นคนคุณภาพของโลกและของประเทศหลายคนครับ นี่คือความสุขใจและภูมิใจที่พวกเราได้มาพัฒนาตัวเองไปด้วยกันครับ
. . . . . . .
6
ปิดท้าย: ส่งต่อบทเรียนถึงรุ่นน้อง
ว่าด้วยอาวุธแท้จริงของนักวิทย์
ถ้าให้สรุปว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ได้รับจาก Oxford ตลอด 10 กว่าปีคืออะไร ผมขอยกให้ "การเขียนและการเล่าเรื่อง (storytelling)" ครับ นี่คือสกิลที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับผมเลย
ความสามารถในการย่อยเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจง่าย (Complex Idea) คือเกณฑ์วัดกึ๋นของคนเลยครับ เพราะสุดท้ายสิ่งที่เราค้นพบก็ต้องถูกสื่อสารให้โลกเข้าใจด้วย การตอบคำถามถูกก็เรื่องหนึ่ง แต่เส้นทางความคิดและการอธิบายให้คนอื่นเข้าใจว่าเราตอบถูกได้ยังไงนั้นสำคัญกว่า
ดังนั้นทริกที่จะช่วยให้เขียนขอทุนวิจัยทำเปเปอร์ให้ออกมาดี คือต้องรักษาภาษาให้ Simple เพื่อให้คนอ่านเข้าใจมากที่สุด เนื้อหาวิทย์ยากอยู่แล้ว อย่าทำให้ยากไปกว่านั้นอีก มันไม่ได้เท่ขึ้นเลย จริง ๆ นะ (ผมมาตกผลึกชัดเจนหลังจากสัมภาษณ์นักเรียนและสอนหนังสือเยอะ ๆ เพราะต้องคิดตลอดว่าจะอธิบายยังไงให้เด็กเข้าใจสิ่งที่ผมพูด)

วาง Ego เพื่อเติบโต
คุณฟรานคือคนที่เปิดไฟล์เอกสาร ถึงขั้นนั่งข้าง ๆ แล้วสอนเขียนแบบประโยคต่อประโยค สอนโครงสร้างแกรมมาร์ที่อ่านง่าย สอนเครื่องหมายวรรคตอน ไปจนถึงการเลือกใช้คำศัพท์ให้สื่อความหมายชัดเจน เขาจะย้ำเสมอว่าคำที่มีความหมายเหมือนกัน (Synonyms) ก็ใช่ว่าจะใช้แทนกันได้หมด เช่นคำว่า "approach" กับ "method" ในเชิงวิทยาศาสตร์สองคำนี้ให้มิติที่ต่างกัน
ตอนผมใช้คำผิดหรือเขียนไม่ได้เรื่อง คุณฟรานก็ใส่ผมยับเลย 555 แต่เขาทำทุกอย่างเพื่อเกลาประโยคของผมให้สมบูรณ์แบบที่สุด สอนให้เริ่มจากเขียนให้อ่านง่าย ดราฟต์แรกอาจใช้คำซ้ำ ๆ ง่าย ๆ แล้วค่อยมาเกลาให้สวยทีหลัง ผมรู้สึกโชคดีมาก ๆ ที่ได้เรียนวิชาการเขียนจากคนที่เขียนหนังสือ Popular Science ระดับโลกอย่าง The Sparks of Life อย่างเขา ถ้าไม่ได้อยู่แล็บคุณฟราน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปเรียนเรื่องพวกนี้จากไหน
จากเด็กที่เขียนภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลยในวันนั้น กลายเป็นคนที่เขียนงานเองทั้งหมด ห่างไกลจากการใช้ AI สุด ๆ ทุกวันนี้เวลามีคนชมว่าเปเปอร์ของผมอ่านง่าย สื่อสารชัดเจน และมีสไตล์ที่ชัด ผมเข้าใจเลยว่าทำไมคุณฟรานถึงต้องจ้ำจี้จ้ำไชผมหนักขนาดนั้น เขาถึงขั้นให้ผมปรินต์งานวิจัยมาไฮไลต์ให้เขาดูว่าผมอ่านงานที่ผมนำมาอ้างอิงจริง ๆ นะ
คนเหล่านี้ซัพพอร์ตผมมาตั้งแต่วันแรกที่ผมยังไม่มีอะไรเลย สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ ถ้าผมมีอีโก้ตั้งแต่วันแรก ไม่ยอมรับคำสอนหรือคำวิจารณ์ ก็คงไม่มีผมในวันนี้ ทุกอย่างบนเส้นทางนี้สอนให้ผมรู้ว่า ทุกสิ่งล้วนอยู่ใน “จังหวะ” และ “เวลา” ที่เหมาะสมของตัวเองจริง ๆ ครับ
แนะนำแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
- Wellcome Trust Discovery Awards ทุนวิจัยระดับโลกด้านสุขภาพ
- Clarendon Fund - University of Oxford ทุนระดับบัณฑิตศึกษาที่มอบให้เฉพาะนักศึกษาที่มีผลการเรียนโดดเด่น
- Oxford Thai Foundation ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนไทยใน Oxford
- Lee Kuan Yew Postdoctoral Fellowship (LKYPDF) ทุนวิจัยหลังปริญญาเอกที่ทรงเกียรติที่สุดของสิงคโปร์ มอบให้นักวิจัยที่มีศักยภาพสูงจากทั่วโลกเพื่อมาทำวิจัยอิสระที่ NTU หรือ NUS
. . . . . . . .

The world is waiting,
and you’re warmly invited!
เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Box โกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair
งานนี้พบ "พี่วิว" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่ (ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมน่าจะเหมาะกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!
ความปังยังไม่หมดนะคะ ในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ, Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~
- Save the Date: 25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!
0 ความคิดเห็น