สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าพูดถึงดินแดนน้ำหอมและแฟชั่นสุดโรแมนติกอย่าง “ฝรั่งเศส” หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าที่นี่ซ่อนความดุดันและแข็งแกร่งด้านวิศวกรรมศาสตร์เอาไว้แบบสุดเหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และหากเจาะลึกลงไปอีก เมืองตูลูส (Toulouse) ก็คือโลเคชันที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Airbus บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์รายใหญ่ของโลกนั่นเอง
จะเป็นยังไงถ้าได้ไปทำวิจัยด้านวัสดุการบินในเมืองที่อุตสาหกรรมการบินเติบโตที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป?
วันนี้เราชวนมาฟังประสบการณ์จาก “พี่เอ็ม–ภูริต พลนิกร” ศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และนักเรียนทุนรัฐบาลฝรั่งเศส (Franco-Thai Scholarship) ที่บินลัดฟ้าไปศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอก สาขา Mechanical Engineering ที่ INSA Toulouse มหาวิทยาลัยเฉพาะทางชั้นนำของฝรั่งเศส ซึ่งหัวข้อวิจัยของพี่เอ็มเกี่ยวข้องกับวัสดุที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบินโดยตรง
แม้สมรภูมิงานวิจัยจะเดือดทะลุปรอท แต่เมืองตูลูสที่พี่เอ็มไปอยู่ตลอด 4 ปีนี้ มีฉายาละมุนเวอร์ๆ ว่า “La Ville Rose” หรือ “เมืองสีชมพู” คุมธีมด้วยอิฐสีส้มอมชมพูทั้งเมือง
บทสัมภาษณ์นี้เราชวนคุยทั้งเรื่อง Proposal คว้าทุน การเอาตัวรอดในแล็บสุดโหด ไปจนถึงการใช้ชีวิต และการถอดสมการ Work-Life Balance ของจริงในระบบการทำงานของฝรั่งเศส // วอร์มเครื่องให้พร้อม แล้วไปลุยสตอรี่ของพี่เอ็มกันเลยค่ะ
Note: เตรียมพบ "พี่เอ็ม" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair เพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98) จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair // ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)
*พบพี่เอ็มได้ในวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.


. . . . . . . .
1
จุดเริ่มต้นบนเส้นทางวิศวะเครื่องกล
สู่เป้าหมายในเมืองหลักด้านการบินที่ฝรั่งเศส
สวัสดีครับ พี่เอ็มนะครับ ผมจบ ป.ตรีและ ป.โท สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยบูรพา ได้รับโอกาสจากอาจารย์ที่ปรึกษาชาวฝรั่งเศสตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ที่ไทย ให้ไปทำวิจัย ป.เอก ด้านวัสดุคอมโพสิตที่ INSA Toulouse (Institut National des Sciences Appliquées de Toulouse) และแล็บ Laboratory Clément Ader Institute (ICA)
ที่สำคัญคือ “ตูลูส” ที่ผมจะได้ไปเรียน คือเมืองทางใต้ของฝรั่งเศสที่เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินเลยก็ว่าได้ เป็นทั้งที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Airbus และมีหลากหลายสถาบันที่เทรนนักศึกษาด้านสายการบินและอวกาศหรือวิศวกรรมหลายแห่ง

จริงๆ ก่อนหน้านั้นไม่ได้เรียนเกี่ยวข้องกับการบิน แต่วิชาวิศวกรรมเครื่องกลสามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลายอุตสาหกรรม และความเชี่ยวชาญด้านวัสดุคอมโพสิตก็ค่อนข้าง Niche แถมเป็น Blue Ocean ที่อุตสาหกรรมการบินต้องการตัวมากๆ พอเอาปัจจัยทั้งหมดมากางดู เมืองนี้ตอบโจทย์ผมมากครับ!
. . . . . . . .
2
เปิดกลยุทธ์พิชิตทุน Franco-Thai
และการเตรียมตัวก่อนบิน
ผมใช้หลักคิดง่ายๆ 3 ข้อเลยครับ
- ถามตัวเองก่อนว่า “เราพร้อมจริงไหม”
- ทำให้กรรมการเห็นว่า “เรามีแผนระยะยาว”
- ต้องตอบให้ได้ว่า ทำไมต้องฝรั่งเศส ทำไมต้องมหาวิทยาลัยนี้ และทำไมเราถึงควรได้รับทุน
เวลาสัมภาษณ์ผมพยายามใส่ความจริงใจ ยิ้มสู้เข้าไว้ และแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเรารู้ว่าตัวเองกำลังจะเดินไปทางไหน แล้วตอนรู้ผลว่าได้ทุนคือดีใจและโล่งใจมากครับ ถือเป็นก้าวใหญ่ในชีวิตเลย!
ผมคืออดีตคนเกรด 2 กว่า
ผมกล้าพูดเลยว่า ป.เอก ไม่ต้องเป็นอัจฉริยะ แต่ต้องอึดครับ เอาจริงๆ ผมเรียนไม่เก่งเลยนะตั้งแต่ ป.ตรี เกรดผมแค่ 2 กว่าๆ ถือว่าน้อยมาก ผมไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง และไม่ได้หัวไวที่สุดในห้อง
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมผ่านมาได้คือ ผมมีสกิลการทำงานบางอย่างที่ทำได้ดี และทำงานกับอาจารย์เข้าขามาก พอเขาเห็นศักยภาพตรงนี้ เขาก็พร้อมให้โอกาสผมเรียนต่อ ป.โท แม้เกรดผมจะไม่ดีก็ตาม พอเราทำผลงานได้ดีและมีคนซัปพอร์ต โอกาสมันก็เข้ามาเรื่อยๆ จนผมลากยาวมาถึง ป.เอก ได้
ผมเลยอยาก Encourage น้องๆ ว่าไม่ต้องซีเรียสว่าเราไม่ใช่เก่งหรือเป็นอัจฉริยะ และไม่ต้องเอาความเก่งหรือเกรดมาเป็นตัวตั้ง การเรียนต่อโทหรือเอก มันขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมจะอ่านหนังสือมากขึ้นไหม ทำการบ้านหนักขึ้นไหม จัดระเบียบชีวิตและมีวินัยพอหรือเปล่า ถ้าคุณตัดสินใจทำอะไรจริงจังแล้วก็แค่เริ่มทำต่อเนื่อง อย่าหยุดครับ
เช็กลิสต์คนอยากเรียน ป.เอก
ผมกล้าพูดเลยว่า ป.เอก ไม่ต้องเป็นอัจฉริยะ แต่ต้องอึด ตอน ป.ตรี ผมเกรดไม่ได้สูงเลย ผมไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง และไม่ได้หัวไวที่สุดในห้อง แต่ถ้าผมตัดสินใจทำอะไรจริงจังแล้ว ผมจะทำอย่างต่อเนื่อง
แนะนำให้ลองตอบตัวเอง 5 ข้อนี้ให้ได้ครับ
- เราชอบตั้งคำถามลึกๆ ไหม?
- เราทนกับความไม่แน่นอนได้ไหม?
- เรารับคำวิจารณ์โดยไม่เอาไปทำร้ายตัวเองได้ไหม?
- เราอยู่กับปัญหานานๆ ได้ไหม?
- เราอยากเชี่ยวชาญบางเรื่องจริงๆ ไหม?
ถ้าได้สัก 3-4 ข้อ คุณก็มีพื้นฐานนักวิจัยแล้ว ป.เอก ไม่ได้วัดว่าใครฉลาดที่สุด แต่วัดว่าใครจะทนไม่ยอมแพ้ได้มากที่สุด มนุษย์เราไม่มีใครเก่งไปทุกเรื่องก็จริง แต่ถ้ารับผิดชอบหน้าที่ให้ดีที่สุด วันนึงจะกลายเป็นความเชี่ยวชาญของเราเอง และผมเชื่อว่าโชคมีจริง แต่โชคมักจะมาเจอคนที่กำลังลงมือทำอะไรบางอย่างอยู่เสมอ


. . . . . . . .
3
Ph.D. Survival Guide
เข้มข้นไฟแลบ เข้าแล็บมาราธอน
เรียนภาษาฝรั่งเศสเร่งรัดก่อน Take off
พอดีใจเรื่องทุนเสร็จ ความกังวลก็ตามมาติดๆ โดยเฉพาะเรื่องภาษาครับ สกิลตอนนั้นผมพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ฝรั่งเศสเรียกว่างูๆ ปลาๆ มาก แม้จะพยายามแอบไปเรียนเองหรือหาเพื่อนชาวฝรั่งเศสคุยด้วย แต่ก็แทบไม่ได้ใช้จริงจัง
จนได้ทุนปุ๊บ ถึงจะไปทำวิจัยป.เอกแบบใช้ภาษาอังกฤษล้วนๆ แต่ทางโครงการก็จัดคอร์สภาษาฝรั่งเศสแบบเร่งรัด (Intensive Course) ให้ไปเรียนกับสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ (Alliance Française Bangkok) แบบมาราธอนเกือบทุกวัน // ช่วงนั้นสนุกดีครับ ได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ นักเรียนทุนด้วยกัน จนบินไปถึงนู่นก็ยังนัดเที่ยวกันเป็นตุเป็นตะเลย

แต่ถ้าถามว่าไปถึงแล้วเป็นยังไงบ้าง? คำตอบคือช็อตครับ สิ่งที่เรียนจากไทยมาเหมือนกลับไปเหลือศูนย์ เพราะคนท้องถิ่นพูดกันเร็วมากกก แถมมีสำเนียงเฉพาะอีก
จริงๆ ถ้ามีแค่ภาษาอังกฤษก็พอเอาตัวรอดในมหาวิทยาลัยได้ครับ แต่ถ้าต้องออกไปใช้ชีวิตข้างนอก เช่น ซื้อของ ติดต่อเอกสาร หรือคุยกับคนทั่วไปก็จะลำบากนิดนึง ถึงอย่างนั้นผมไม่อยากให้รีบกังวลเกินไปนะครับ เพราะถึงเวลาจริงเราต้องไปลุยเอาดาบหน้า พอโดนสถานการณ์บังคับให้ใช้บ่อยๆ เดี๋ยวจะค่อยๆ ปรับตัวได้มากขึ้นเอง
ไทม์ไลน์ชีวิต 4 ปีที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ถ้าให้ wrap-up คร่าวๆ ปีแรกผมเน้นอ่านงานวิจัยและออกแบบการทดลอง ปีที่ 2 เก็บ Data หนักมาก ปีที่ 3 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกแล้วเขียน Paper ช่วงท้ายคือปั่น Thesis พร้อมเตรียมสอบ Defense
ชีวิตจริงของงานวิจัยไม่ได้สวยหรูแน่นอน ทุนครอบคลุมประมาณ 3-4 ปี ซึ่งผมมีช่วงที่ดีเลย์ เจอหน้างานพังพินาศบ้าง แถมครึ่งปีสุดท้ายทุนหมดต้องกลับมาปั่นธีสิสต่อที่ไทย นี่แหละรสชาติของคนทำวิจัย ป.เอกไม่มีใครมานั่งสอนทีละขั้นเหมือน ป.ตรี หรือ ป.โท แล้ว อาจารย์จะแค่ดิสคัสดูว่าทิศทางเราไปถูกไหม แล้วเราต้องออกแบบ Master plan เองเลยว่าอีก 3-4 ปีข้างหน้าจะทำอะไรบ้าง ผสมกันระหว่าง Self-learning กับการบริหารโปรเจกต์ของตัวเองครับ

โปรเจกต์ถังเก็บไฮโดรเจน สำหรับเครื่องบินแห่งอนาคต
หัวข้อธีสิสผมคือการศึกษาความแข็งแรงของวัสดุคอมโพสิตที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบิน ทั้งในอุณหภูมิปกติและหนาวจัด เพื่อพัฒนาโครงสร้างถังเก็บไฮโดรเจนสำหรับเครื่องบินในอนาคตครับ พูดง่ายๆ คืออนาคตการบินกำลังมุ่งไปทางพลังงานสะอาดอย่างไฮโดรเจน ปัญหาคือไฮโดรเจนเหลวต้องเก็บในสภาพที่เย็นจัดมากๆ เย็นกว่าน้ำแข็งหลายเท่า ผมเลยต้องศึกษาว่าวัสดุที่ใช้ทำถังเก็บจะยังแข็งแรงไหม จะร้าวหรือพังรูปแบบไหนถ้ามีอะไรมากระแทกในสภาวะนั้น
ที่แล็บ ICA มีเครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญครบ แถมงานวิจัยนี้เชื่อมโยงกับ Airbus โดยตรงด้วย ทำให้หัวข้องานมีเป้าหมายชัดเจนสู่การใช้งานจริงในอนาคตครับ

https://www.groupe-insa.fr/en/discover/insa-campuses/insa-toulouse
อิสระในการทำงานสูงปรี๊ด
ที่แล็บ ICA บรรยากาศมีความเป็นมืออาชีพมากครับ ทุกคนมีอิสระในการตัดสินใจสูง อาจารย์ที่ปรึกษาจะไม่มาคอยจ้ำจี้จ้ำไชหรือตามจิกงานแบบ Micromanage แต่เขาคาดหวังความรับผิดชอบจากเราสูงมาก
อย่างที่บอกว่า ป.เอกเราต้องเป็นเจ้าของโปรเจกต์เต็มตัว รับผิดชอบเองเต็มร้อย ไม่มีใครมาคอยบอกทีละขั้นตอน อาจารย์ผมจะชอบพูดว่า 'It’s your work, not mine.’ (เอ๊ะ อันนี้อาจารย์พูดเล่นหรือพูดจริงครับ! 5555)
การถกเถียงเชิงวิชาการที่ฝรั่งเศสก็เข้มข้นมาก เวลาพรีเซนต์ถ้าเหตุผลเราไม่แน่น จะโดนยิงคำถามรัวๆ ทันที เช่น ‘Why this assumption?’ หรือ ‘Is it statistically significant?’ เจอช่วงแรกๆ ก็ช็อกไปเหมือนกัน แต่หลังๆ เริ่มจับทางได้ว่าเขาไม่ได้พุ่งโจมตีตัวเรา แต่เขาโจมตีที่ตรรกะและเหตุผลของงาน ทุกคนกล้าตั้งคำถามโต้แย้งกันหมด แม้แต่อาจารย์เองก็โดนนักเรียนถามกลับได้ครับ

วันสอบ Defense และวิธีจัดการความพังพินาศในหัว
เรียกว่าทั้งกดดันและอะดรีนาลีนพุ่งสุดๆ ครับ วันนั้นเราต้องมาดิสคัสกับคณะกรรมการที่เป็น Professor และ Specialist 7-8 คน เขาถามเชิงเทคนิคลึกมากกกก มีจังหวะนึงที่คำถามยาวจนผมต้องขอหยุดคิดไป 2-3 นาทีเพื่อจัดระเบียบความคิดในหัวแบบไวๆ แต่นั่นแหละครับ มันคือสิ่งที่เราซ้อมและอยู่กับงานนี้มาตลอด 3 ปี
สิ่งสำคัญในห้องสอบคือเราต้องจริงใจ ซื่อสัตย์ ไม่โม้ยิ่งใหญ่ ถ้าไม่รู้ก็อธิบาย condition ของงานเราไปตามตรง แถไปก็จบไม่สวยครับ พอตอบคำถามใหญ่ๆ จบและผ่านมันมาได้ ความรู้สึกตอนนั้นมันโล่งแบบอธิบายไม่ถูกเลย!
ต้องบอกว่า ป.เอก ไม่ได้ยากแค่เรื่องเทคนิค แต่ท้าทายสภาพจิตใจอย่างแรง งานวิจัยมีเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้เยอะมาก บางครั้งทดลองแล้วพังไม่เป็นท่า หรือผลออกมาผิดจากที่คาดไว้ Completely ก็มี จังหวะที่รู้สึกว่า Fuck up นี่เยอะเหมือนกันครับ สิ่งที่เราทำได้คือยอมรับ ค่อยๆ รับมือแล้วแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ
วิธีจัดการตัวเองของผมเวลาเจอเรื่องพวกนี้ คือโยนสิ่งที่เครียดออกไปก่อน ให้เวลากับตัวเองครับ ออกไปทำสิ่งที่ชอบ เดินเล่น คุยกับคน หรือฟังเพลง ผมตั้งกฎกับตัวเองเลยนะ เวลางานคือโฟกัส 100% แต่พอ Weekend ปุ๊บ ผมจะ Disconnect หรือ Cutoff ไปเลย พักคือพักจริง ซึ่งวัฒนธรรมฝรั่งเศสช่วยเซฟผมตรงนี้ได้เยอะ ช่วยให้สุขภาพจิตไม่พัง เพราะเขาเคารพเวลาส่วนตัวสุดๆ ไม่มีหรอกครับที่จะส่งอีเมลมาตอน 4 ทุ่มแล้วบังคับให้ตอบเดี๋ยวนั้น
. . . . . . . . .
4
La Ville Rose Vibes
เมืองนักศึกษาที่ติ๊กถูกทุกข้อ
ขออวยยศเมืองตัวเองนิดนึงครับ ตูลูส (Toulouse) หรือที่เรียกกันว่า La Ville Rose (เมืองสีชมพู) ได้รับรางวัลเมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียนบ่อยมาก เมืองนี้ครบเครื่องครับ สวย อาหารดี ผู้คนน่ารัก ค่อนข้างปลอดภัย และนี่คือ Fun Facts รวมเรื่องพีคๆ และมุมฮีลใจที่ผมเจอมาตลอด 4 ปีครับ


- มุมพักใจคนทำแล็บ ตูลูสอยู่ใกล้ธรรมชาติหลายแบบ ซึ่งหล่อเลี้ยงให้ชีวิตคนทำวิจัยแบบผมไม่เหือดแห้งเกินไปครับ! ถ้าอยากไปภูเขาก็ขับรถไปเทือกเขา Pyrenees ได้ ผมเคยไปเที่ยวทะเลสาบ Lac de Gaube แถวนั้น บรรยากาศสวยมากครับ หรือถ้าอยากเปลี่ยนฟีลก็ไปทาง Grenoble ฝั่งเทือกเขา Alps ก็ได้เหมือนกัน


- ทุน 1,600 ยูโร เอาอยู่ไหม? ทุนระดับ ป.เอก จะได้รายได้ขั้นต่ำตามเกณฑ์ของฝรั่งเศส (ประมาณ 1,600 ยูโร/เดือน) ซึ่งเอาอยู่แน่นอนครับ ถ้าทำอาหารกินเองหรือกินโรงอาหารของรัฐ ค่าใช้จ่ายถือว่าไม่สูง ใช้ชีวิตและแบ่งไปเที่ยวได้สบายๆ
- วัฒนธรรมเรื่องกินเรื่องใหญ่ อาหารฝรั่งเศสที่ผมชอบมากคือ 'ชีส' ครับ มีหลายแบบให้ลอง อย่างชีสนมแพะ (Chèvre cheese) นี่เด็ดมาก รวมถึงของขึ้นชื่ออย่างอกเป็ด (Magret de canard) หรือฟัวกราส์ (Foie gras) ในตูลูสมีร้านอาหารดีๆ เยอะเลย อย่างร้าน Au Gascon หรือ LE BOUILLON CAPITOLE
แล้วเรื่องชื่อขนมคือมุกประจำชาติของเค้าเลยนะ อยากเล่าอย่างนึงว่าถ้าเป็นขนมปังสอดไส้ช็อกโกแลต คนทั่วไปเรียกว่า Pain au chocolat แต่คนที่ตูลูสจะเรียกว่า Chocolatine ถ้าเผลอไปสั่ง Pain au chocolat มีสิทธิ์โดนพ่อค้าแซวนะครับ (แอะ ไม่ใช่คนตูลูสนี่!) ถ้าใครสนใจลองเข้าไปอ่านบทความ Dit-on pain au chocolat ou chocolatine ? Fin de débat pour la viennoiserie ได้ครับ

มาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็ต้องเจอเรื่องพีคๆ บ้าง เรื่องแรกที่อยากเตือนคือ ใครใช้จักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า รบกวนลงทุนซื้อที่ล็อกแบบหนาแน่นอย่างน้อย 2-3 ตัวนะครับ ห้ามใช้ของถูกแต่คุณภาพไม่ถึง เพราะหายชัวร์ (ผมเคยโดนขโมยจักรยานไฟฟ้าด้วย!)
เวลาขึ้นรถบัส ทุกคนจะพูด Bonjour กับคนขับ และตอนลงก็พูด Merci, au revoir เสมอ เป็นมารยาทเล็กๆ ที่ผมชอบมาก
พลศาสตร์ของไหล (Fluid Dynamics) ฉบับฝรั่งเศส เรื่องนึงที่เป็น Culture Shock คือเวลามีน้ำมูกคนฝรั่งเศสจะสั่งออกมาเสียงดังเลย ถือเป็นเรื่องปกติมาก แต่ถ้าเผลอสูดน้ำมูกกลับเข้าไป เขาจะมองว่าไม่สุภาพทันที แนะนำให้ฝึกไว้จากไทย จะได้ไม่โป๊ะครับ 5555
. . . . . . . . .
5
บทเรียนจากป.เอก
“ผมเห็นภาพใหญ่ที่ตัวเราเหลือนิดเดียว”
ป.เอก ฝึกให้ผมกล้าเผชิญกับปัญหา
ผมว่าเป็นช่วงชีวิตที่เปลี่ยนวิธีคิดของผมไปมากๆ โดยเฉพาะความสามารถในการอยู่กับปัญหาโดยไม่หนี การคิดอย่างเป็นระบบ ความกล้าโต้แย้งด้วยเหตุผล และความมั่นใจในตัวเองแบบไม่ต้องเสียงดัง
อีกสิ่งที่ผมซึมซับมาจากฝรั่งเศสคือแนวคิดเรื่อง เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ (Liberté, Égalité, Fraternité) ที่นั่นผมเห็นวัฒนธรรมการตั้งคำถามกับอำนาจ การถกเถียงได้อย่างเท่าเทียมและเคารพความแตกต่าง ทำให้เห็นโลกกว้างขึ้นครับ

Message to Myself
ถ้าย้อนเวลากลับไปวันแรกที่มาถึงฝรั่งเศส ผมอยากบอกตัวเองว่า “อย่ากลัวว่าจะไม่เก่งพอ ภาษาไม่ดีพอไม่ใช่จุดจบ อย่าเก็บตัวอยู่แต่ในแล็บ ให้ออกไปใช้ชีวิตด้วย” ที่สำคัญคืออย่าเอาความกดดันมาวัดคุณค่าของตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่คำนำหน้าว่า Doctor แต่คือการได้รู้ว่า เราผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดในชีวิตมาได้โดยไม่หยุดเดินครับ
TAKE A VIRTUAL TOUR!เว็บไซต์ INSA Toulouse. . . . . . . .

The world is waiting,
and you’re warmly invited!
เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Box โกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair
งานนี้พบ "พี่เอ็ม" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่ (ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมที่นั่นจะคลิกกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!
ความปังยังไม่หมดนะคะ ในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ, Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~
- Save the Date: 25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!
0 ความคิดเห็น