‘พี่มุก’ ปิ๊งรักเกาหลีใต้ ชนะใจกรรมการอีแด (이대) ติดทุน 100% เปิดรั้วเรียนบริหารฯ ม.หญิงล้วนที่ฉีกภาพจำทุกอย่าง

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ใครเคยติดตามคอนเทนต์เรียนต่อหรือเที่ยวเกาหลี คงคุ้นตากับ “บันไดมหาชน” ของ Ewha Womans University (이화여자대학교)* ที่คนชอบแวะไปถ่ายรูปเช็กอินกันใช่มั้ยคะ แต่บอกเลยว่าเบื้องหลังความสวยงาม แอบซ่อนความสู้ชีวิตที่เหนื่อยหอบพอๆ กับการเดินขึ้นบันไดนี้เลยล่ะ 

ม.สตรีอีฮวา ชื่อที่รู้จักกันในชื่อ “อีแด” เค้ามีกิมมิกตั้งแต่ชื่อแล้วนะคะ เพราะคำว่า Womans บนมหาวิทยาลัยไม่มี Apostrophe 's เป็นการเน้นย้ำถึงความเป็นปัจเจก (Every single woman) ว่าผู้หญิงทุกคนล้วนมีคุณค่าและศักยภาพในตัวเอง

วันนี้เราจะพาไปเลี้ยวเข้าคณะบริหารฯ พาไปซูมอินไซต์ของ “พี่มุก” เด็กไทย Extrovert ตัวแม่ที่คว้าทุนเต็มจำนวน Ewha Global Partnership Program (EGPP) ปี 2015 ไปเรียนจนจบป.ตรี คณะ Business Administration (BBA)

ว่าแต่ภาพจำมหาลัยหญิงล้วนในหัวทุกคนเป็นแบบไหนกันบ้างคะ? เพราะสำหรับของ “พี่มุก” ก็คือรีเซ็ตภาพจำทั้งหมดไปเลย!

วันนี้เราชวนพี่มุกมาเล่าให้ฟังแบบเรียลๆ ย้อนกลับไปตั้งแต่โมเมนต์การเขียนเรียงความ Statement of Purpose (SOP) ให้มัดใจกรรมการจนได้ทุนเต็ม ตามด้วยทริกเอาตัวรอดกับการเรียนสุดเข้ม วินัยเต็มสิบ ในสังคมสตรีสุดเนิร์ด และแม้จะอยู่ท่ามกลาง Introvert เป็นส่วนใหญ่ แต่เธอก็ไม่ทิ้งลาย Extrovert เดินหน้าร่วมกิจกรรม ทำงานเครือข่ายใหญ่ระดับนานาชาติ ฝึกงานและรับจ็อบรัวๆ เรียกว่าใช้ชีวิตได้คุ้มค่าสุดๆ

ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่ม Chapter 1 กันค่าา

Note:  เตรียมพบ "พี่มุก" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair เพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย  ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98) จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair  // ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)
 

*พบพี่มุกได้วันเสาร์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.

. . . . . . . .

Chapter 1

จังหวะเศรษฐกิจเกาหลีกำลังบูม
เลยขอทุนไป Zoom In เบื้องหลัง

Prologue: ปิ๊งรักเกาหลีใต้

ตอนที่เริ่มคิดเรื่องเรียนต่อ มุกรู้ตัวเลยว่าชอบประเทศกลุ่มเอเชียมากกว่าค่ะ แต่ตอนนั้นก็ทำเอกสารเตรียมยื่นทุนหลายๆประเทศ แต่คิดไปคิดมารู้สึกว่าการไปเรียนต่อที่ประเทศจีนกับญี่ปุ่นยังไม่ใช่แนวเราเท่าไหร่ แล้วจังหวะช่วงปี 2015 เศรษฐกิจของเกาหลีเค้าพัฒนาไวแบบก้าวกระโดด สินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ แมสในตลาดสากล และดังมาถึงไทยหลายแบรนด์ด้วย

แล้วความบูมทำให้อยากรู้ว่าเค้าทำยังไงให้ประเทศเจริญขึ้นได้เร็วขนาดนั้น ไส้ในเรื่องเศรษฐกิจและการบริหารของเค้าต้องมีอะไรที่น่าสนใจมากแน่ๆ อีกอย่างเคยไปเที่ยวเกาหลีตอนประมาณ 10 ขวบ นานมากกกแล้วแต่จำได้แค่ว่าบ้านเมืองดูสะอาดปลอดภัย พอคิดเรื่องเรียนต่อกลับถูกจริตกับเกาหลีสุดค่ะ

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ชนะใจกรรมการอีแด

จริงๆ ก่อนหน้านั้นสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี (GKS-U) แล้วติดสำรองอันดับ 2 ค่ะ แล้วพี่เจ้าหน้าทุนเค้าบอกไม่มั่นใจว่าโควตาปีนั้นจะพอไหม เลยแนะนำให้ลองยื่นทุนมหาวิทยาลัยไว้อีกทาง พอดีช่วงนั้นม.อีฮวาเปิดพอดี (Ewha Global Partnership Program; EGPP) แถมเป็นทุนเต็มจำนวนด้วย มุกก็ใช้เอกสารชุดเดิมปรับเพิ่มแล้วสมัครต่อเลยค่า

ส่วนคณะที่ยื่นคือบริหารธุรกิจภาคอินเตอร์ หรือ Business Administration (BBA) โปรไฟล์คร่าวๆ คือเป็นเด็กห้องกิฟต์อังกฤษ จบสายศิลป์-คำนวณจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา GPAX 3.71 มี IELTS 7.0 แล้วก็มี TOEIC ประมาณ 9xx รวมถึงสอบ SAT ไว้ด้วย แต่ตอนสมัครยังไม่มีคะแนนภาษาเกาหลีเลย 

ส่วนที่ช่วยให้ใบสมัครเราโดดเด่นขึ้นมาน่าจะเป็นเรื่องกิจกรรม ตอนมัธยมเป็นเด็กกิจกรรมสุดๆ ทำทั้งชมรมละคร กีฬาสี เคยแข่ง International Trade Challenge ของ FedX ระดับประเทศจนไปถึงรอบ Finalist น่าจะเป็นพาร์ตที่พิสูจน์ได้ว่าเราสนใจด้านที่สมัครจริงๆ

ทริกเขียน SOP สไตล์มุก เล่าชีวิตให้เหมือนนิยาย

ต้องออกตัวก่อนว่ามุกเป็นคนจินตนาการเก่ง (คิดเยอะ) นิดนึง 5555 ตอนเขียน SOP มุกจะกลับมานั่งทบทวนชีวิตกับตัวเองจริงๆ ว่าด้วยอายุเท่านี้เราผ่านอะไรมาบ้าง แล้วอยากทำอะไรในอนาคต แล้วทำไมเราถึงอยากได้ทุนนี้ ทำไมต้องเป็นเกาหลี และทำไมต้องคณะนี้

มุกพยายามคิดว่าถ้าคนที่ไม่รู้จักเรามาก่อนเลยมาอ่านกระดาษแผ่นนี้ เค้าจะจินตนาการเห็นตัวตนเราแบบไหน เลยใช้วิธีเขียนให้เหมือนเล่าเรื่องชีวิตตัวเองมากกว่าการเขียนข้อมูลเหมือนเขียนเรียงเป็นข้อๆแบบรายงาน ฟีลเหมือนแต่งนิยายที่ Based on ชีวิตจริง เพราะถ้าเทียบกันระหว่าง Textbook กับนิยาย ถึงจะเล่าเรื่องเดียวกัน แต่นิยายย่อมอ่านสนุกและน่าติดตามกว่าใช่มั้ยล่ะคะ

อีกอย่างที่สำคัญมาก ไม่ว่าใครจะสมัครเรียนที่ไหน มุกอยากให้เน้นทำการบ้านให้ดี ศึกษาหาข้อมูลของทั้งหลักสูตรและมหาวิทยาลัยไว้ให้ลึกๆ เลยค่ะ ส่วนตัวมุกก็ไปเจาะดู Value ว่า Ewha ให้ความสำคัญกับความเป็นผู้หญิง เพราะในหลายสังคมผู้หญิงอาจถูกกดทับหรือถูกมองข้าม มุกเลยพยายามสะท้อนมุมมองต่อ value นี้ของตัวเองลงไปใน SOP ด้วย ว่าเราคิดยังไงกับเรื่องนี้ และถ้าได้โอกาสมาเรียนที่นี่ เราอยากใช้โอกาสนั้นทำอะไรต่อในอนาคต

. . . . . . . .

Chapter 2

Expectation vs Reality

หนีท่องจำมาเจอคนกินหนังสือสอบ

พอมาถึงนะคะ เรื่องแรกเลย มุกเคยคิดว่าการเรียนต่างประเทศน่าจะต่างจากไทยแหละ แบบอยากหนีการเรียนแบบท่องจำอะไรแบบนี้ แต่พอไปถึงความเป็นจริงคือชีเกาหลีจำหนักกว่าเดิมอีกค่ะ! เหมือนกินหนังสือเข้าไปสอบเลยยยย (แล้วก็มานึกขึ้นได้ทีหลังว่า เออว่ะ นี่ก็ประเทศเด็กเนิร์ดในเอเชียเหมือนกันหนิ)

แล้วยิ่งคณะ BBA ที่ถือเป็นคณะท็อปๆ ของประเทศเค้า เด็กเกาหลีก็ขยันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับสังคมที่มีความทะเยอะทะยานสูง ทำให้การแข่งขันในคลาสสูงปรี๊ดดด คะแนนเฉลี่ยหลายวิชาอยู่ประมาณ 80-90 คะแนนเลยค่ะ

แล้วทุน EGPP ก็มีเงื่อนไขว่าต้องรักษาเกรด 3.00 ขึ้นไปทุกเทอมด้วย ประกอบกับระบบการให้เกรดค่อนข้างเป็นแบบการตัดเกรดอิงกลุ่ม การจะทำเกรดให้รอดในสภาพแวดล้อมแบบนี้ก็เรียกว่าลากเลือดเหมือนกันค่ะ

สังคมหญิงล้วนไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

ตอนแรกมุกก็แอบกลัวเหมือนกันว่าสังคมผู้หญิงล้วนจะน่ากลัวแบบในละครไทยหรือซีรีส์เกาหลีมั้ย แต่พอไปอยู่จริงๆ กลับไม่ใช่แบบนั้นเลย สิ่งที่ชัดมากคือทุกคนมีความเป็น Individual สูงมาก เหมือนแต่ละคนมีเป้าหมายชีวิตของตัวเอง ต้องเก็บพอร์ต สร้าง Career Path ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ต่างคนต่างโฟกัสอนาคตของตัวเองกันเต็มที่ จนแทบไม่มีเวลามานั่งแก่งแย่งหรือดราม่ากันแบบที่เราเห็นในซีรีส์เลย

เคยเจอเหตุการณ์ที่ช็อกจากในคลาส มีเพื่อนคนนึงที่เรียนด้วยกันมาหลายคลาสแล้ว เราก็หันไปถามเพื่อน หลังจบคลาสว่าเมื่อกี้นี้เนื้อหาบางส่วนที่อาจารย์พูดคืออะไรนะ จู่ๆ เค้าตบกล่องดินสอปิดสมุดโน้ตที่เขาเพิ่งเขียนฟึ่บฟั่บใส่เลยค่ะ เหมือนกลัวไปลอกสมุดเค้างี้ 5555 ตอนนั้นเราก็แบบ (!!!!!!!) สตั๊นไปเลย โอเค เก็ตแล้วว่าทุกคนอยู่ในโหมด Survival ต่างคนต่างรับผิดชอบตัวเอง แล้วก็จะมีเส้นแบ่งของตัวเองค่อนข้างชัดเจนมาก หลอนไปเลยช่วงนึง

อีกอย่างคือเด็กเกาหลีในคณะหลายคนในยุคนั้นบางคนก็ยังไม่ค่อยมั่นใจภาษาอังกฤษ เค้าเลยแอบไม่เอนจอยการทำงานกลุ่มกับเด็กต่างชาติ เราเลยต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองเหมือนกันว่า "ฉันเป็นเด็กต่างชาติที่ตั้งใจเรียนเหมือนเธอ และฉันก็อยากได้เกรดเริดๆเหมือนกัน ไม่ได้มาเล่นๆ นะคะ"

ชีวิตสุดหิน: วิ่งขึ้นเขาฝ่าหิมะ และสงครามซูกัง

เรื่องกฎระเบียบที่อีฮวาเป๊ะและโหดมากค่ะ อย่างเรื่องเรียนคือห้ามเข้าสายเด็ดขาด มีเช็กชื่อทุกคลาส ส่วนหอพักในมหาลัยก็มีเคอร์ฟิวห้ามเข้าออกตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีห้า แถมมีรีเช็กชื่อทุกวันด้วยนะคะ ถ้าเจ้าหน้าที่มาตรวจแล้วไม่เจอตัวอยู่ในห้องก็จะโดนตัดคะแนนทันที // ความพีคคือช่วงใกล้สอบบางคนยอมใช้วิธีอพยพไปใช้ชีวิตโต้รุ่งในห้องสมุดแบบข้ามวันข้ามคืน อ่านหนังสือยันเช้า อาบน้ำแปรงฟันกันในห้องน้ำของห้องสมุดนั่นแหละ เพราะกลับเข้าหอไม่ได้แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงนะว่าถ้าโดนสุ่มตรวจที่หอแล้วไม่เจอตัวก็คือโดนตัดคะแนนอยู่ดี (สู้ชีวิตกันสุดๆ)

บวกกับความที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่บนเขา ถ้าวางแผนตารางเรียนไม่ดี การต้องวิ่งจากตึก A ไปตึก B ในเวลาเปลี่ยนคาบแค่ 15 นาทีคือเหนื่อยหอบมาก ยิ่งช่วงหน้าหนาวนี่คือสุดยอดมากคุณพี่ หอในของมุกอยู่บนยอดเขา แต่โบสถ์ (Chapel) ที่มหาลัยบังคับให้เข้าทุกสัปดาห์ดันอยู่ตรงตีนเขาหน้ามหาลัย แล้วคลาสเริ่ม 8 โมงเช้า มุกต้องแหกตาวิ่งลงจากเขา พอหิมะตกทางเดินก็ลื่นมาก หลายคนจวนตัวกลัวไม่ทันก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “กลิ้งลงมา” ในที่สุดก็ถึงโบสถ์ในสภาพที่ยังไม่ค่อยตื่นดี

ปิดท้ายด้วยเรื่องการลงทะเบียนเรียน หรือที่คนเกาหลีเรียกว่า “ซูกัง” ก็เป็นอีกด่านที่ลำบากตั้งแต่เริ่มต้น เพราะระบบไม่ได้ล็อกวิชาตามชั้นปีไว้ให้ นักศึกษาต้องแย่งกันกดเพื่อจัดตารางเอง ถ้าปีไหนดวงกุดกดวิชาบังคับไม่ทัน ก็มีโอกาสต้องขยายเวลาเรียนไปถึง 5 ปีได้นะ แต่ต้องแอบย้ำนิดนึงว่าทั้งหมดนี้อิงจากประสบการณ์ในปีของมุกซึ่งผ่านมานานแล้ว กฎระเบียบและระบบต่างๆ ในยุคนี้อาจจะมีเปลี่ยนไปบ้างแล้วก็ได้ค่ะ

. . . . . . . .

Chapter 3

Wrap-up รีวิวชีวิต 4 ปี
ฉบับเด็กทุนป.ตรีคณะบริหารธุรกิจ

ไม่มีเลือกเอก-โท แต่ปั้นลงวิชาเพื่อปั้น Transcript ได้

คณะที่มุกเรียนมีคลาสภาษาอังกฤษค่อนข้างเยอะ เลยสามารถเรียนจนจบได้โดยไม่ต้องลงภาคภาษาเกาหลีเลยค่ะ สัดส่วนการเรียนจะเป็นเลกเชอร์ประมาณ 60% ที่เหลือคือโปรเจกต์เยอะมาก และต้องพรีเซนต์บ่อยสุดๆ แล้วยิ่งปีสูงเนื้อหาก็แอดวานซ์ขึ้น โชคดีที่มุกพอมีพื้นฐานจากตอนเรียนเตรียมอุดมฯ มาบ้าง เช่น พวกวิชาบัญชีพื้นฐาน

สำหรับ BBA ที่นี่จะไม่มีแบ่ง Track หรือ Specialization ชัดเจนระบุในใบปริญญานะคะ ปีแรกๆคุยกับเพื่อนที่เรียนเมืองไทยแล้วเพื่อนถามว่าเราเลือกเอกอะไรโทอะไร เราก็บอกว่า “ไม่มีนะ อยากลงอะไรก็ลงเลย” (!!!!) แล้วรุ่นพี่ที่นี่เค้าก็แนะนำมาว่าถ้าอยากให้ในใบเกรดดูมีทิศทาง เห็นว่าเราสนใจด้านไหนเป็นพิเศษ เราต้องวางแผนจัดตารางลงเรียนเองให้เหมือนเป็น Master ด้านนั้นไปเลย

ส่วนตัวมุกสนใจด้านการตลาด กับ สื่อโฆษณา เลยจัดตารางให้ตัวเองเป็นเหมือนเอก Marketing แล้วก็ข้ามไปลงเรียนวิชาพวกสื่อโฆษณาคณะนิเทศศาสตร์ (Communication & Media) จนได้ดีกรี ระบุเป็นวิชาโท (Minor) ในใบปริญญามาด้วยค่ะ ให้ฟีลเหมือนเอาความรู้ด้านโฆษณามาใช้กับการตลาด เพื่อให้รู้สึกว่าใบเกรดนี้ หรือ ใบปริญญาจะสามารถนำเสนอตัวตนเราตอนสมัครงานได้ว่าเราเป็น Expert หรือสนใจสายนี้เป็นพิเศษจริงๆ นะ

อัดแน่นตั้งแต่ปีแรก เก็งกิเดสแต่กวาด A ล้วน

ปี 1 มุกใส่เต็มและทำได้ดีที่สุดจนกวาด A ทุกวิชา เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะเจอการเรียนที่หนักขนาดไหนสำหรับเด็กต่างชาติ แถมต้องรักษาเกรดเพื่อให้ไม่หลุดทุนด้วย ปีแรกมุกลงวิชาพื้นฐานให้ครบพวก Introduction to Marketing, Finance, Operation และ HR เพื่อปูทางให้ขยับไปผ่าน requirement ไปลงคลาสอื่นในปีถัดๆ ไปได้ง่ายขึ้น

ส่วนวิชาที่ประทับใจสุดๆ ขออวยยศให้ Intro. to Accounting ค่ะ อาจารย์เกาหลีจบจากอเมริกา เรียบร้อยและน่ารักมากกก เค้าค่อยๆ อธิบายระบบบัญชีสากลจนเราเข้าใจ ถ้างงก็เดินไปถามหลังคาบได้ตลอดแบบไม่เคยทิ้งเด็ก เราชอบถึงขนาดตามลงทะเบียนเรียนกับอาจารย์ท่านนี้ไปทั้งหมด 3 ตัว

ตัวเลือกวิชาเราจะมากขึ้นตอนปี 2 มุกคิดว่าถ้าเรียนอยู่ไทยก็คงเลือกเรียนนิเทศฯ แต่พอมาเรียน BBA ใจก็ยังรักทางนี้อยู่~ เลยข้ามไปลงเรียนวิชาเลือกของนิเทศฯ รู้สึกสนุกดีค่ะ เจอวิชาแนวๆ โฆษณาที่อาจารย์พาไปดูกองถ่ายจริงๆ ที่สตูดิโอ ได้ลองถ่าย Ads จริง ทำคลิปและตัดต่อเองด้วย

 คลาส Accounting
 คลาส Accounting
คลาส Branding จากทีม YG
คลาส Branding จากทีม YG

พอปี 3 วิชาของคณะจะเริ่มแอดวานซ์ขึ้นมีตัวบังคับเป็น Microeconomics และ Macroeconomics แต่วิชาเรียนรวมๆ จะน้อยลงเพราะเราอัดแน่นไปตั้งแต่ปี 1-2 แล้ว ซึ่งปีท้ายๆ มหาลัยมีโควตาเอาชั่วโมงฝึกงานมานับเกรดได้ด้วย (แต่ในวงเล็บว่านักเรียนต่างชาติจะมีกำหนดจำนวนชั่วโมงที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย และ ประเภทวีซ่าของแต่ละคนด้วยนะคะ) มุกเลยเน้นออกไปหาประสบการณ์นอกห้องเรียนและทำกิจกรรมรัวๆ

  • ไปฝึกงานที่สถานทูตไทย (ฝั่งกระทรวงพาณิชย์) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ได้ทำ Business Matching และสามารถโอนหน่วยกิตกลับมาเป็นเกรดได้
  • รับทำซับไตเติลแปลไทยให้ช่องทำอาหาร และ ทำบริษัทโฆษณาภายใต้เครือ CJ ENM
  • ทำสัญญาทำงาน 3 เดือนที่ LINE Corp. (เข้าไปทำ LINE TV ในยุคนั้น) บรรยากาศการทำงานในองค์กรเกาหลีฟีลเหมือนอยู่มหาลัยเลย ต่างคนต่างทำงานเงียบๆ ไม่มีการบังคับทำ OT ความกดดันมีบ้างประปราย สื่อสารภาษาอังกฤษเป็นหลัก ทำให้มุกได้ใช้ภาษาเกาหลีแค่ระดับพื้นฐาน แอบเกร็งนิดนึงเวลาเค้าพูดเกาหลีใส่ 5555
  • เป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียนของ ‘สมาคมนักเรียนไทยในสาธารณรัฐเกาหลี (ภายใต้การสนับสนุนของ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล)’ แล้วก็ยังเป็น Vice-President ของกลุ่มนักเรียนต่างชาติในกลุ่มประเทศอาเซียน ‘Asean Korea Youth Network (ภายใต้การดูแลของ ASEAN-Korea Centre) ’

ตอนปี 4 คณะเราก็ไม่ต้องทำ Thesis เล่มหนาๆ ทำแค่โปรเจกต์จบประมาณ 5-10 หน้าแล้วก็ทำข้อสอบจบเลยค่ะ

ปะทะกับเจ้าแม่แห่ง Presentation ตลอดเวลาที่เรียน

ขอเล่าถึงพวกวิชา Marketing และ International Business ที่ต้องทำโปรเจกต์ค่ะ ตอนนั้นมุกหยิบเคสของ Starbucks มาวิเคราะห์ว่าแบรนด์ทำยังไงถึง Go Global ได้ขนาดนี้ พร้อมคิดแคมเปญมาต่อยอด

สิ่งที่ค้นพบจากการเรียนที่นี่คือ คนเกาหลีคือเจ้าแห่งการทำสไลด์ ตั้งแต่ยุคยังไม่มี AI เค้าทำ Artwork และ Presentation ออกมาดูดีและ Professional มากกกก พอเห็นแบบนั้นมันก็ยอมไม่ได้ละคนไทย ปกติก็ตั้งใจอยู่แล้ว คราวนี้ใส่อีกสุดฝีมือ เราใช้วิธีคิดภาพในหัวก่อนว่าจะพรีเซนต์ให้สไลด์ออกมาเป็นรูปแก้วและล้อไปกับ CI ของแบรนด์ สรุปคืออาจารย์ชมว่ามุก Wrap-up เนื้อหาได้ดี สไลด์สวย ตัวหนังสือไม่เยอะ และเล่าเรื่องได้สมูทมาก ภูมิใจอยู่นะ 555555

มีอีกช็อตนึงตอนพรีเซนต์งานโฆษณาที่มุกตัดต่อวิดีโอเอาเพื่อนมาเล่นเอง อาจารย์ก็ชมว่าจังหวะพรีเซนต์น่าสนุก จนมีเพื่อนคนต่างชาติ ยกมือถือขึ้นมาถ่ายวิดีโอตอนเราพรีเซนต์เก็บไว้เลย เราก็งงๆ แต่ตอนนั้นก็แอบภูมิใจเล็กๆ ว่า “แกกกกก เห็นยังคนไทยก็เก่งนะเว้ย” แถมเพื่อนคนเกาหลีก็มักจะแปลกใจที่มุกพูดภาษาอังกฤษได้ดีจนโดนทักว่าโตที่ต่างประเทศหรือเปล่า ฉีดยาสุดๆ แต่มันก็ถือเป็นความภูมิใจเล็กๆ ที่ได้โชว์ศักยภาพของเด็กไทยให้เพื่อนต่างชาติเห็นค่ะ

. . . . . . . .

Chapter 4

เมื่อฉันเป็น Extrovert สุดจัด
ท่ามกลางสังคม Introvert (*not all*)

แอบเล่า Culture Shock เล็กๆ 
ทั้งในและนอกรั้วมหาลัย

***** ต้องย้ำและดอกจันไว้ตัวโตๆ เลยนะคะว่า อันนี้เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัว และเป็นเรื่องที่มุกเจอเมื่อหลายปีมาแล้วค่ะ บริบทสังคมยุคนี้อาจจะเปลี่ยนไปเยอะแล้ว เอามาเล่าสู่กันฟังเป็นกิมมิกขำๆ ค่า 5555 *****

ด้วยความที่เรา Extrovert เต็มร้อย เพื่อนกลุ่มหลักๆ เลยจะเป็นแก๊งเด็กต่างชาติ กับเพื่อนคนเกาหลีที่โตเมืองนอกซะเยอะ Culture Shock อย่างแรกเลยคือสาวเกาหลีดื่มเก่งมาก แต่มุกไม่ใช่สายดื่ม ไม่ค่อยจอยการเข้าผับจ๋าๆ เท่าไหร่ ก็จะเน้นไปร้านที่มีโต๊ะนั่งเม้าท์กับเพื่อนได้ หรือฟีลร้าน Overseoul ที่พอลุกไปเต้นขยับตัวจอยๆ ได้นิดนึงแทน

กิจกรรมฮีลใจสำหรับเราคือการเดินเล่น เพราะเกาหลีคือประเทศแห่งการเดินจริงๆ เดินทางสะดวกมาก มุกชอบไปเดิน City Tour หาที่แปลกใหม่ ไปดูงาน Art หรืองานเทศกาลต่างๆ ไปคนเดียวบ้าง ไปกับเพื่อนบ้าง รู้สึกปลอดภัยและสบายใจค่ะ บางทีก็ชอบไปชวนคุณป้าคุณยายแถวนั้นคุยเล่น เค้าก็จะเป็นมิตรน่ารักเข้าถึงง่ายนะ แต่พอเค้าเริ่มจับสังเกตสำเนียงเราได้ว่าไม่ใช่คนเกาหลีแน่ๆ ก็จะแอบทำหน้าแปลกใจนิดนึง อ้าว เธอไม่ใช่คนเกาหลีหรออออ !

แต่ก็ต้องยอมรับว่าในยุคนั้น คนเกาหลีอาจจะยังมีมุมมองต่อชาวต่างชาติที่ผสมๆ กัน ทั้งคนที่เปิดรับและคนที่ยังไม่ค่อยคุ้นชิน (เราเคยมีตอนที่คุยภาษาอื่นกับเพื่อนบนรถบัสแล้วโดนคุณลุงคุณป้าดุเสียงดังใส่เหมือนกัน) อีกอย่างคือยุคนั้นคนเกาหลีมีความแพ้เสียงในหัว แอบสะดุ้งบ้าง ถือว่าเป็นสีสันการสู้ชีวิตในต่างแดนไปอีกแบบค่า

ปีแรกลุยชมรมเทควันโด & สู้ชีวิตกับพาร์ตไทม์ร้านอาหาร

พออยากหาเพื่อนคนเกาหลีจริงๆ ช่วงปี 1 มุกก็เลยลองไปเข้าชมรมเทควันโดค่ะ รุ่นพี่ในชมรมน่ารักมากกกก แล้วมีไปแข่งด้วยกันอีก ยิ่งทำให้รู้สึกว่าคนเกาหลีไม่ได้ Individual ไปซะทุกคน

นอกจากกิจกรรมในมหาลัย มุกก็อยากเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานและหาประสบการณ์ที่ถ้าอยู่ไทยคงไม่ได้ทำ นั่นคือ Part-time ร้านอาหารไทยค่ะ! ซึ่งบอกเลยว่าทรหดสุดๆ แต่ข้อดีคือทำให้เราเข้าใจการทำงานจริงในอีกมุม ได้เรียนรู้ว่าการเป็นลูกน้องเป็นยังไง เข้าใจจุดยืนของการทำงานบริการและการรับมือกับลูกค้า ถ้าในอนาคตเราโตไปมีลูกน้อง เราก็จะเข้าใจหัวอกเค้ามากขึ้น

สวมมงทูตการท่องเที่ยว (WOW Korea)

ช่วงราวปี 3-4 มุกมีโอกาสได้เข้าโครงการ WOW Korea Supporters จัดโดยองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) เพื่อเฟ้นหาชาวต่างชาติที่รักในเกาหลีใต้ มาร่วมผลิตคอนเทนต์โปรโมตสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเทศกาลต่างๆ ของเกาหลีผ่านโซเชียลมีเดีย ฟีลคล้ายๆ Influencer กลายๆ

โครงการนี้จะเน้นให้เราออกไปสำรวจหลายเมืองที่นักท่องเที่ยวน่าจะยังไปไม่ถึง แต่ขนาดห่างไกลนะคะ คนท้องถิ่นเค้าเตรียมต้อนรับขับสู้สุดๆ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่แย่ เราภูมิใจที่ครั้งหนึ่งเคยได้ถ่ายทอดสตอรี่น่าสนใจแบบนี้ แล้วยังเห็นด้วยว่ารัฐบาลเกาหลีจริงจังกับการผลักดันการท่องเที่ยวขนาดไหน

สังเกตว่าถึงวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์เกาหลีจะเคยโดนทำลายไปเยอะ แต่ประเทศเค้า Value สิ่งที่เค้ามีมากๆ เค้าตั้งใจนำเสนอสุดๆ ทั้งการเล่าเรื่อง หาข้อมูลมาจัดแสดง สนับสนุนทรัพยากรและอัดฉีดเงินในการเมนเทนสถานที่เพื่อให้คนได้เข้ามาเรียนรู้  ซึ่งตัวอย่างทริปที่มุกไปก็จะมีทำเนียบประธานาธิบดี "ชองวาแด" (Blue House) พื้นที่ประวัติศาสตร์อย่าง เขตปลอดทหาร DMZ บริเวณชายแดนเกาหลีเหนือและใต้ หรือพวกหมู่บ้านวัฒนธรรมพื้นเมืองที่เป็นกระท่อมๆ อย่าง หมู่บ้านอันดงฮาฮเว (Andong Hahoe Folk Village) เค้าก็รักษาและต่อยอดได้ดีมาก

. . . . . . .

Chapter 5

ความตั้งใจได้ผลิดอกออกผล
และอัปเกรดเป็นตัวเราที่สตรองขึ้น

งานแรกหลังจบ

มุกได้งานแรกเป็น Startup FinTech เกี่ยวกับการโอนเงินข้ามประเทศ งานแรกเป็นการทำ Strategy Marketing Campaign เค้าจะให้ชาวต่างชาติดูแลตลาดประเทศของตัวเอง (ของมุกดูทุกอย่างที่เกี่ยวตลาดไทยทั้งหมด) เลยทำให้บรรยากาศการทำงานสนุกมาก หัวหน้าเข้าใจความเป็นชาวต่างชาติและเปิดรับไอเดียสุดๆ คนไทยต้องการหรือไม่ต้องการอะไร เสียงของเราจะมีน้ำหนัก เค้าไว้ใจให้รับผิดชอบเลยเพราะรู้ว่าเราเข้าใจประเทศของเราดีที่สุด

ถ้าถามว่า 4 ปีที่อีฮวาให้อะไรบ้าง?

จริงๆ มีมากกว่าที่เคยจินตนาการไว้อีก ถ้าเราตั้งใจตามหาให้ลึกพอ มหาวิทยาลัยที่นี่ก็เหมือนพื้นที่ที่ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เราเติบโตขึ้นเป็นอีกเวอร์ชันหนึ่งของตัวเอง

วัฒนธรรมการทำงานและการแข่งขันที่เข้มข้นของเกาหลีทำให้เรารู้สึกว่าต้องพยายามก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ทั้งในฐานะนักเรียนอีฮวา เด็กทุน และเด็กต่างชาติที่มาเรียนในประเทศเค้า แล้วยิ่งทุน EGPP จะให้ค่าครองชีพเดือนละประมาณ 10,000 บาทค่ะ ซึ่งในยุคนั้นก็ต้องมีเติมเงินเองบ้างและขยันทำงานพิเศษช่วยเอา แต่ความคุ้มค่าคือช่วงซัมเมอร์ มุกสอบชิงทุนแลกเปลี่ยนของมหาลัยได้ไปเรียนที่เยอรมนีฟรีอีก ถือว่าเป็น 4 ปีที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้คุ้มค่าทุกเม็ดจริงๆ

หลังเรียนจบ ความโชคดีอย่างหนึ่งคือมีรุ่นพี่ชวนไปทดลองงานก่อนประมาณ 1 เดือน พอได้ลองทำงานจริง หัวหน้าคนเกาหลีก็ประทับใจวิธีการทำงานของเรา โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเขียนรีพอร์ต เราเขียนละเอียด มุกจะพยายามจัดข้อมูลให้เป็นระเบียบ อ่านง่าย แล้วก็สรุปประเด็นให้ชัด เป็นสกิลที่พยายามฝึกมาตลอดตั้งแต่ตอนเรียนค่ะ

แล้วคำถามที่มุกสงสัยตั้งแต่แรกว่า 
“ไส้ในเศรษฐกิจของเกาหลีเป็นยังไง”

พอได้มาเรียนและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ก็เหมือนเราได้เห็นคำตอบจากของจริง ทั้งวัฒนธรรมการทำงานที่รวดเร็ว การแข่งขันของธุรกิจ และวิธีที่บริษัทต่างๆ ปรับตัวเพื่อเติบโต เหมือนได้เห็นโมเดลเศรษฐกิจจากหน้างาน ไม่ใช่แค่จากในตำรา คำตอบนี้ค่อนข้างตรงกับสิ่งที่มุกอยากรู้ตั้งแต่ก่อนมาเรียนเลยค่ะ

สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังตามหาความฝัน มุกอยากบอกว่าเกาหลียังเป็นประเทศที่มีอะไรใหม่ ๆ ให้เราเรียนรู้อีกเยอะ หลายอย่างเป็นประสบการณ์ที่เราอาจไม่เคยคาดคิดมาก่อน ถ้ามีโอกาสก็อยากให้ลองออกไปสำรวจโลกดูนะคะ เชียร์อยู่ค่ะ ลุยเลย!

. . . . . . . .

The world is waiting, 
and you’re warmly invited!

เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Box โกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair 

 

งานนี้พบ "พี่ปรานต์" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่ (ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมน่าจะเหมาะกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!

 

ความปังยังไม่หมดนะคะ ในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ,  Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย 

มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~

  • Save the Date: 25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
  • Location: BITEC บางนา (EH98)
  • ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!
เช็กตารางรุ่นพี่และไฮไลต์ทั้งหมด
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น