สวัสดีค่ะชาว Dek-D สำหรับใครที่อยากเรียนต่อป.ตรี สาขาล้ำๆ ในเมืองที่เด่นทั้งเรื่องการเรียนและความทันสมัย วันนี้จะพาไปรู้จัก “พี่ปรานต์ - กิตติวรภัทร” ศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่เรียนจบป.ตรี Artificial Intelligence: Systems and Technologies (AISTN) จาก The Chinese University of Hong Kong (CUHK) มหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชีย // บอกเลยว่าเหมือนมาก่อนกาล เพราะเรียนวิศวะ AI ก่อน ChatGPT จะบูมในไทยอีก!)
ที่สำคัญคือพี่ปรานต์ได้รับ offer ทุนเต็มจำนวน ซึ่งซัปพอร์ตให้ใช้ชีวิตนักศึกษาได้เต็มแม็กซ์ ต่อยอดไปเจอประสบการณ์อีกหลายต่อที่คุ้มเกินคาด ถ้าพร้อมแล้ว เราไปเริ่มลุยพาร์ตแรกกัน!
Note: เตรียมพบ "พี่ปรานต์" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair เพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98) จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair งานนี้ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)
*พบพี่ปรานต์ได้วันเสาร์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.

. . . . . . .
Part 1:
จุดเริ่มต้น & พิชิตทุนเต็ม
มหาลัยท็อปของฮ่องกง
จากเด็กกิฟต์วิทย์สู่ CUHK
สวัสดีครับ “ปรานต์” นะครับ จบมัธยมห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้เรียนพวกฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แบบแอดวานซ์มากๆ แล้วได้เรียนวิชาคอมพ์กับภาษา C ด้วย ซึ่งผมว่าน่าจะต่อยอดได้เยอะ แล้วมีโจทย์มาให้ฝึกแก้ตลอดครับ
ถามว่าทำไมถึงเลือกฮ่องกง? ช่วงที่ต้องสมัครมหาวิทยาลัย ผมยื่นหลายที่มากรวมถึงอเมริกา แล้วอาจารย์แนะแนวก็ให้ข้อมูลผมว่า The Chinese University of Hong Kong (CUHK) ที่ ฮ่องกง มีทุนค่าเรียน 100% ด้วยนะ ประจวบเหมาะที่โรงเรียนผมเคยมีรุ่นพี่ไปเรียนต่อที่นั่นพอดี ซึ่งตอนอาจารย์บินไปเยี่ยมมหาลัย รุ่นพี่และเจ้าหน้าที่เค้าก็ดูแลเทกแคร์ดีมากกกจนทางมหาลัยประทับใจสุดๆ อาจารย์ที่โรงเรียนผมเลยมั่นใจว่าถ้าส่งพวกผมไปเรียน ก็คงได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมเหมือนกัน
สมัครยิ่งเร็ว โอกาสได้ทุนยิ่งสูง
(เตรียมโพรไฟล์ยังไงให้โดดเด่น?)
หลักๆ คือมีอาจารย์ช่วยแนะนำ + ปรึกษาเพื่อนที่ยื่นด้วยกันในปีนั้นครับ ข้อดีคือเราแค่สมัครเรียนไปตามขั้นตอนปกติ แล้วมหาลัยจะพิจารณาทุน Merit-based ให้โดยอัตโนมัติจาก GPA และ Portfolio เป็นหลัก ทริกสำคัญคือถ้ายื่นเร็วตั้งแต่รอบ Early หรือ Regular จะมีโอกาสได้ทุนมากกว่า
ผมยื่นด้วยเกรดเฉลี่ยรวม GPA 3.98 คะแนน IELTS 7.5 และ SAT 1450 ไม่มีพอร์ตที่พุ่งตรงด้าน AI แต่มีเกรดวิชาภาษา C และเน้นนำเสนอด้าน Leadership & Management เพราะเคยเป็นหัวหน้าห้อง ทำชมรมกับจิตอาสามาเยอะครับ

จริงๆ ไม่จำเป็นว่าต้องเกรดสูงมากถึงจะได้เข้าเรียนนะครับ เพราะมหาลัยเค้าจะเน้นมองหาคนที่เรียนด้วย ทำกิจกรรมด้วย มีประสบการณ์แบบ well-rounded ถ้าใครไม่มีผลงานด้าน Research หรือนวัตกรรม AI ก็นำเสนอให้กรรมการเห็นความตั้งใจและประสบการณ์ทำกิจกรรม หรือถ้ามีความสามารถด้านอื่นอย่างดนตรี ศิลปะ ภาษา วิทย์สุขภาพ ฯลฯ ก็หยิบมาเป็นจุดแข็งได้ // ผมว่าถ้ามีจะยิ่งได้เปรียบด้วยซ้ำ เพราะทุกวันนี้ AI ถูกนำไปใช้ในทุกอุตสาหกรรม และมหาลัยยังให้อิสระในการลงเรียน เช่น บางคนเรียนวิศวะแต่ไปลงวิชาดนตรีเพิ่ม แล้วมาต่อยอดทำโปรเจกต์แนว AI x Music ก็มี
ทั้งนี้ทั้งนั้น ตอนสัมภาษณ์เค้าจะค่อนข้างเช็กสกิล Math เพราะทุกคนจะมีพื้นฐานจากโรงเรียนอยู่แล้ว ยิ่งถ้าจะเข้าเรียน Computer Science (CS) จะได้เจอทุกเทอม ถ้าพื้นฐานไม่แน่นอาจเหนื่อยพอสมควรครับ

สรุป Ranking สาขา Artificial Intelligence @ CUHK
QS World University Rankings by Subject 2025
- Data Science & Artificial Intelligence อันดับ 19 ของโลก
U.S. News Subject Rankings 2025–2026
- Artificial Intelligence อันดับ 7 ของโลก
- Computer Science อันดับ 7 ของโลก
Times Higher Education Subject Rankings 2026
- Computer Science อันดับ 34 ของโลก
Shanghai Ranking Global Ranking of Academic Subjects 2025
- Artificial Intelligence อันดับ 40 ของโลก
- Computer Science & Engineering อันดับ 13 ของโลก
. . . . . . .
Part 2
ก้าวใหม่ของเรา
กับมหาวิทยาลัยบนเขา
ช่วงแรกลำบากหน่อย แล้วก็ค่อยๆ คุ้นเคย
ผมไปเรียนตอนที่ฮ่องกงเพิ่งผ่านเหตุการณ์ประท้วงใหญ่มาหมาดๆ + มาตรการโควิดยังเข้ม ผมต้องกักตัว 21 วันตั้ง 2 รอบ กว่าจะเรียน On-Campus จริงๆ ก็ปี 2 เทอม 1 เลยครับ
ก่อนหน้านี้เคยมาเที่ยวฮ่องกง ภาพจำก็น่าจะเหมือนหลายๆ คนคือเป็นเกาะไฮเทคๆ เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าและแหล่งชอปปิง แต่พอมาเรียนครั้งนี้ต่างสิ่งที่เคยเจอตอนเที่ยวแบบลิบลับ เพราะมหาวิทยาลัยผมอยู่นอกเมือง แถมตั้งอยู่บนเขาด้วย

ผมค้นพบว่าคนฮ่องกงแข็งแรงมากกก เพราะเค้าเดินกันเยอะเป็นปกติในทุกช่วงวัย อย่างผมมาเรียนอย่างน้อยต้องมีวันละ 6,000 ก้าว ด้วยความที่อยู่ไทยเดินน้อย ช่วงแรกเราอาจรู้สึกลำบากครับ แต่พอเดินไปเรื่อยๆ กลับรู้สึกสบาย โดยเฉพาะหน้าหนาวที่ยาวนานประมาณ 6 เดือน เราจะรู้สึกเหมือนเดินในห้องแอร์เย็นๆ ถนนดีๆ ความปลอดภัยสูง บางคนก็ทริกของตัวเองที่ช่วยทุ่นเวลาเดินทางบ้าง เช่น จะเดินไปขึ้นลิฟต์ตรงไหนได้ หรือรอรถบัสที่จะมีเป็นรอบๆ
// อยู่ที่นี่ถึงไม่มีรถก็เดินไปได้ทุกที่ แล้วดึกแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวไม่มีรถกลับ ส่วนใหญ่นักศึกษาจะชอบนั่งรถไฟใต้ดิน MTR เพราะทั้งสะดวกสบาย ปลอดภัย และมีส่วนลดนักศึกษา 50% นอกจากนี้จะเป็นรถบัส มินิบัส และแทรม
นอกจากเรื่องการเดินทางแล้ว ชีวิตประจำวันของเด็กต่างชาติในฮ่องกงก็มีรายละเอียดที่ต้องปรับตัวเหมือนกันครับ อย่างเรื่องภาษาจีน ผมมาพร้อมพื้นฐานน้อยนิด ถึงเราจะเรียนเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษล้วน แต่มหาลัยจะมีภาษาจีนเป็นวิชาบังคับด้วย แต่เรียนไม่ยากขนาดนั้น และทำให้เราใช้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้นด้วย
หรืออย่างเรื่องค่าครองชีพ แน่นอนครับที่ฮ่องกงสูงกว่าไทย แต่อยู่สักพักเราจะเริ่มรู้วิธีประหยัด เช่น กินข้าวโรงอาหาร ทำกับข้าวเองในหอ หรืออยู่หอในมหาลัย ฯลฯ ยิ่งตอนนี้ฮ่องกงกก็เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติสามารถทำงานในมหาลัย หรือ หางานที่ตรงสาย ทำควบคู่ระหว่างเรียนได้ด้วย ก็จะช่วยเบาค่าใช้จ่ายได้ครับ

CUHK กับระบบ Collegiate System
อุ่นใจเรื่องที่พัก & ซัปพอร์ตรอบด้าน
จุดเด่นอีกอย่างของ CUHK คือเราใช้ระบบ Collegiate System รูปแบบคล้าย Oxford Cambridge นั่นคือนักศึกษา ป.ตรี ทุกคนจะต้องมีคอลเลจที่สังกัด ระบบนี้จะดูแลครอบคลุมทั้งเรื่องความเป็นอยู่และหอพัก (ข้อดีคือเป็นมหาลัยอยู่นอกเมือง พื้นที่และหอเลยเยอะกว่าโซนอื่นๆ)
แต่ระบบหอพักที่นี่จะมี 2 แบบนะครับ
- Fully Residential College ถ้าเลือกแบบนี้จะบังคับและการันตีหอพักมหาลัย 100% ไปตลอดหลักสูตร ไม่ว่าจะเรียน 4 ปีหรือบางคณะอย่างแพทย์ที่เรียน 6 ปี ก็ครอบคลุมหมด
- Non-fully Residential College เราจะได้รับ Assign จากมหาลัย (เลือกได้แต่มหาลัยจะดูความเหมาะสมและโควตาอีกที) ซึ่งผมได้ไปอยู่ที่ Chung Chi College เค้าจะไม่ได้บังคับว่าต้องอยู่หอพักตลอด 4 ปี แต่เค้าจะการันตีหอพักให้เด็กต่างชาติ 3 ปี (ถ้าเป็นเด็กฮ่องกงเค้าจะได้การันตีแค่ 1 ปี) ส่วนผมเองพออยู่หอครบ 3 ปี ก็ไปแลกเปลี่ยนตอนปี 3 เทอม 1 ส่วนปี 1 เทอม 1 เรียนที่บ้านเพราะเจอช่วงโควิด-19 ครับ โควตาเลยลงตัวเป๊ะๆ
แต่ส่วนมากถ้าเด็กต่างชาติต้องการอยู่ครบ 4 ปี จะใช้วิธีทำกิจกรรมชมรมของคอลเลจเยอะๆ หรือทำเกรดดีๆ เพื่อเป็นคะแนนช่วยในการขอหอพักให้ครบตลอดช่วงที่เรียน ผมว่าเด็กต่างชาติที่นี่แทบไม่มีปัญหาเรื่องหอพักเลย
ขอแชร์จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมสังกัด Chung Chi College ซึ่งเป็น Non-residential College จุดเด่นคือเป็นคอลเลจที่ใหญ่ที่สุด มีนักศึกษารวมกันกว่า 4,000 คนจากหลายเชื้อชาติ และเป็นคอลเลจที่มีนักศึกษาต่างชาติมากที่สุดด้วย
ตอนแรกผมก็แอบคิดเหมือนกันว่าคนเยอะขนาดนี้จะหาคอนเน็กชันยากหรือเปล่า แต่พอเข้าไปอยู่จริงกลับไม่เป็นแบบนั้นเลย ผมได้เข้าไปเป็นทีมงานจัดกิจกรรม Clubs ของนักศึกษาต่างชาติ ที่ตั้งใจสร้างพื้นที่ให้หลายวัฒนธรรมมาเจอกัน ทำให้ได้รู้จักเพื่อนใหม่เยอะมาก ทั้งเด็กอินเตอร์ เด็กจีนแผ่นดินใหญ่ และเพื่อนฮ่องกงเอง
นอกจากเรื่องที่พัก (ผมอยู่มาหลายหอมาก) แต่ละคอลเลจก็จะมีสวัสดิการไม่เหมือนกัน บางที่จัดทริปพาไปเปิดโลกข้างนอก บางที่มีสัมมนาให้ฟังทุกวีค หรือบางที่ก็มี High table dinner หรูๆ ให้เข้าร่วม แล้วยังมีบทบาทครอบคลุมถึงวิชาเรียนในกลุ่ม General Education อย่างพวกโปรเจกต์จิตอาสา (Service Project Learning) การทำวิจัย ทำโปรเจกต์ และวิชาที่จะช่วยเรื่องการปรับตัวเข้ากับมหาลัยครับ
เมกเฟรนด์ยากแค่ไหน ในสังคมที่ฮ่องกง?
เด็กฮ่องกงเกินครึ่งมาจากโรงเรียน Local School และที่นี่ก็ไม่ได้แยก International College ด้วย หลายคนเลยอาจจะดูเกร็งๆ เวลาเจอเด็กต่างชาติ (คล้ายๆ กับคนไทยเหมือนกันครับ) แต่สำหรับคณะวิศวะที่ผมเรียนถือว่าต่างชาติเยอะ ถ้ารวมเด็กจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยก็ราวๆ 30%
ผมว่าถ้าเป็นสาย Extrovert แล้วกล้าไปทักทายก่อนก็หาเพื่อนไม่ยากเท่าไหร่ ถึงแม้เด็กวิศวะหลายคนจะไม่ได้ชวนคุยเก่งมาก แต่วิธีของผมคือเลือกไปลงวิชาที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเยอะ เลยรู้จักเพื่อนหลายเมเจอร์ เช่น นิเทศฯ หรือศิลปกรรม เค้าก็มักจะชวนคุย ชวนทำกิจกรรม หรือดึงเราไปทำ Group Project ด้วยกันอยู่บ่อยๆ


. . . . . . .
Part 3
เจาะลึกสายเรียนสุดล้ำ
Engineering in AI: Systems & Technologies
เข้ามาเรียน AI ในยุคเปลี่ยนผ่านแบบไม่ตั้งใจ
ตอนนั้นเรื่อง AI ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากกกเลยครับ ผมเข้ามาเป็นนักศึกษารุ่น 2 ของโปรแกรม Artificial Intelligence: Systems and Technologies (AISTN) แล้วไม่น่าเชื่อว่าตอนผมอยู่ปี 3 เทอม 2 จะเป็นช่วงที่เทคโนโลยีนี้บูมขึ้นมาแบบสุดๆ เพราะการเข้ามาของ ChatGPT พอดี
หลายคนอาจจะสงสัยว่าหลักสูตร AI ของ CUHK นิ่งหรือยัง จริงๆ มหาลัยสอนด้านนี้มานานแล้วครับ เพียงแต่ AI เป็นสาขาที่เพิ่งแยกออกมาจาก Computer Science และ Computer Engineering อีกทีนึง แล้วคัดเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ AI มาให้เราเรียนแบบเน้นๆ
ตรงนี้ขออธิบายนิดนึงครับ หลายคนอาจจะสับสนเพราะ AI ดูเป็นคำศัพท์ครอบจักรวาล ถ้าดูตามสื่อส่วนมากมักจะเอาไป AI ไปผูกกันหุ่นยนต์ แต่จริงๆ AI เป็นระบบที่เราสร้างให้ฉลาดและคิดคล้ายมนุษย์ ในขณะที่ Machine Learning เป็นส่วนหนึ่งของ AI อีกที และเป็นระบบที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ด้วยตัวเอง ซึ่งที่ CUHK จะให้เราเรียนเจาะลึกถึงเบื้องหลังของระบบพวกนี้เลย แล้วให้เราเลือกเจาะต่อว่าอยากเอาความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ทางไหน
ปี 1 ปูพื้นฐานสุดโหด คณิตศาสตร์ 5 เทอมรวด
รูปแบบการเรียนจะแล้วแต่วิชาครับ ถ้าเป็นวิชาทั่วไปอย่าง Programming จะนั่งฟังเลกเชอร์ แล้วมี TA คอยพาเขียนโค้ดไปทีละสเต็ป และสามารถยกโน้ตบุ้คเครื่องเดียวไปนั่งทำโปรเจกต์ได้จากทุกที่
แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น ช่วงปี 1 จะได้เรียนพื้นฐาน Math กับ Programming แน่นมากๆ วิชากลุ่มพื้นฐาน 5 ตัวจะหนักไปทางคณิตศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ มีทั้ง Calculus 1-2 และ Linear Algebra ฯลฯ กว่าจะเก็บคณิตศาสตร์ครบ 6 ตัวก็ปาไป 4-5 เทอม!
นอกจากนี้ก็มีเรียนฟิสิกส์ และวิชา Introduction to AI หรือ Machine Learning วิชาพื้นฐานพวกนี้สำคัญมากก เพราะจะช่วยเซ็ตเสาเข็มต้นแรกให้เราเข้าใจคอนเซปต์และมองเห็นภาพรวมว่าอนาคตจะไปทางไหนต่อ แล้วตอนปี 1 อาจารย์ให้พรีเซนต์นวัตกรรม AI บนโลกที่ไม่ซ้ำกัน กลุ่มผมก็เลือกทำเรื่อง AI in Healthcare หาข้อมูลเรื่อง Cancer Detection ช่วยจับว่าคนไข้มีโรคนี้จริงมั้ย พอได้สืบค้นข้อมูลเองเราก็จะเข้าใจลึกซึ้งขึ้นครับ
ปี 2-3 ลุยโปรเจกต์จริง เน้นประยุกต์ใช้ให้ตอบโจทย์ตลาดงาน
พอขึ้นปี 2-3 บรรยากาศจะสนุกและเน้นการประยุกต์ใช้มากขึ้นครับ ถ้าเป็นคอร์สเนื้อหาหนักๆ อย่าง Deep Learning จะเน้นทำความเข้าใจทฤษฎีและพวก Algorithm แต่ผมจะชอบไปลงวิชาแนว Project-based เยอะมากๆ ด้านล่างนี้คือตัวอย่างวิชาที่ผมลงนะครับ
- วิชา UX/UI: อาจารย์จะให้ลองทำ Prototype ขึ้นมา แล้วพรีเซนต์ Demo ให้ดูเลย
- วิชา Social Media Information: เอาข้อความในโซเชียลหรือบล็อกต่างๆ มาวิเคราะห์เจาะลึกว่าบทความนี้สื่ออารมณ์แบบ Positive, Negative หรือ Neutral
- วิชา Music Information Retrieval: เอา Data มาวิเคราะห์เกี่ยวกับเพลง เช่น ปัจจัยอะไรที่มีผลต่อความสนใจของคนฟังเพลง Pop ประเภทนี้

ปี 3-4 เลือก Stream ที่ใช่
พอขึ้นปี 3-4 เราจะเริ่มเน้นเฉพาะทางได้แล้ว แต่ละเมเจอร์จะมี Stream (เหมือนกับ Track) ให้เลือกว่าเราอยากเรียนเรียนความสนใจ (Concentration) ด้านไหน เค้าจะมีจัดหมวดวิชาไว้ชัดเจน ซึ่งของสาขา AI จะมีตัวเลือก 4 ด้านครับ
- Biomedical Intelligence (เน้นทำ AI ทางการแพทย์)
- Intelligent Multimedia Processing (Computer Graphics, วิเคราะห์ข้อมูล Database, UX/UI)
- Large-scale Artificial Intelligence - Theory and Systems (สายทฤษฎีจ๋าๆ สร้าง Model ใหม่)
- Intelligent Manufacturing and Robotics (สายกลไก หุ่นยนต์)
เราสามารถเลือก Stream หรือถ้าใครอยากเรียนแบบ General แล้วเก็บวิชาให้ครบทั้ง 4 ด้านเลยก็ได้เหมือนกัน อย่างผมเองเลือก Stream เป็น Intelligent Multimedia Processing เพราะสนใจงานด้าน Information เผื่อในอนาคตจะทำงานเป็นที่ปรึกษา (Consultant) หรือทำวิจัยเฉพาะทางด้าน UX/UI
Note: สำหรับเด็กต่างชาติ ทางมหาลัยจะมีระบบ Learning Enhancing Officer คอยเป็นผู้ช่วยแนะนำเรื่องการปรับตัวและการเรียนด้วย ผมเข้าไปปรึกษาทุกเทอมเลยว่าลงวิชาแบบนี้ดีมั้ย ครบตาม Requirement ที่จะจบหรือยัง ถ้ามีเรื่องไหนที่เค้าตอบได้ไม่หมด ทางเจ้าหน้าที่มหาลัยจะหารุ่นพี่มาช่วยแนะนำเพิ่มเติม ซึ่งผมเองก็เคยได้รับโอกาสไปเป็นรุ่นพี่คอยให้คำแนะนำน้องๆ ด้วยครับ


รวมอาจารย์ Top Quality โปรไฟล์สุดโหด
อาจารย์ที่นี่เก่งด้านวิจัยและนวัตกรรมมากๆ แต่ละท่านมีพื้นฐานการทำรีเสิร์ชเฉพาะทางและได้รางวัลระดับโลกมาเยอะ เค้าจะเล่างานวิจัยของตัวเองและเอากรณีศึกษาที่ทำจริงมาแชร์ให้ฟัง เช่น อาจารย์วิชา Algorithm เค้าสามารถออกข้อสอบใหม่และพลิกแพลงโจทย์เพื่อชาเลนจ์พวกผมตลอดเวลา ไม่สามารถจำแพตเทิร์นจากสไลด์ไปตอบได้เลย ต้องเข้าใจจริงๆ ไม่งั้นไม่รอด
พอขึ้นปี 4 ที่ต้องทำ Final Year Project อาจารย์ที่ปรึกษาก็จะคอยดูแลตั้งแต่โครงร่าง ทำรีวิว ไปจนถึงทำเดโมและรีพอร์ต แต่เค้าจะคาดหวังให้เรา Take lead ด้วยตัวเอง วางแผนและสืบหาข้อมูลเอง โดยมีอาจารย์คอยไกด์และหารีซอร์สมาเติมเต็มให้
ดูโครงสร้างหลักสูตรที่นี่


. . . . . . .
Part 4
ต่อให้เรียนหนักแค่ไหน
เด็กฮ่องกงก็ไม่มีทางทิ้งกิจกรรม!
ชีวิตมหาลัยผมอัดแน่นตลอดเลยครับ การไปเรียนต่อที่ฮ่องกง สังคมวัยรุ่นที่นี่เค้าจะแอคทีฟกันมากๆ ใช้คติ Work hard, play harder คือเอาให้สุดทั้งเรื่องเรียนและกิจกรรม ต่อให้เรียนเหนื่อยแค่ไหนเค้าก็ยังแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมกันอยู่ดี ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีอะไรให้ทำเยอะมาก ก็เลยหล่อหลอมให้เด็กต่างชาติอย่างเรากล้าลุยและอินไปกับเค้าด้วย อย่างน้อยก็ต้องออกไปเปิดประสบการณ์ ดูว่ามีแหล่งเที่ยวหรือกิจกรรมนอกมหาลัยอะไรน่าสนใจบ้าง
ส่วนไฮไลต์ชีวิตมหาลัยของผมก็จัดเต็มทุกช่วงปีเลยครับ อย่างตอนปี 1-2 ช่วงปิดเทอมซัมเมอร์ผมก็เลือกลงเรียนที่มหาลัยและอยู่แฮงเอาต์กับเพื่อนๆ นอกเหนือจากการเรียน ผมยังมีโอกาสเข้าไปจอยทีมผู้จัดงาน (Organization Team) ได้ทำอะไรสนุกๆ เยอะมากก (ตอนปี 3-4 ทำคอนเสิร์ตของวิศวะด้วย)

พอขึ้นปี 2 ก็เริ่มไปหาประสบการณ์จริงด้วยการฝึกงานช่วงปิดเทอม และปิดท้ายความคุ้มค่าตอนปี 3 ผมได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เกาหลีในช่วงเทอม 2 ลากยาวทับช่วงซัมเมอร์ไปเลย รู้สึกเลยว่าได้ใช้ชีวิตนักศึกษาแบบครบทุกรสชาติและคุ้มค่าสุดๆ ครับ!
ข้อมูลภาพรวมระบบ College ของ CUHK
ข้อมูลหอพักและการเลือก College สำหรับนักศึกษา ป.ตรี: Colleges and Hostels




แลกเปลี่ยนที่ Korea University
จัดเต็มทั้งเรียนและเที่ยวแบบได้ทุนเต็ม
ช่วงปี 3 เทอม 2 ลากยาวถึงซัมเมอร์ (มีนาคม - มิถุนายน) ผมได้ไปแลกเปลี่ยนที่ Korea University ประเทศเกาหลีใต้ครับ ครูแนะแนวเคยแนะนำว่ามาเรียนเมืองนอกทั้งทีก็ควรหาโอกาสไปแลกเปลี่ยนด้วย ซึ่งเข้าทางเลยครับ เพราะจุดขายของ CUHK คือการทำ MOU กับมหาลัยทั่วโลกไว้เยอะมาก ทำให้มีทั้งโควตาและทุนสนับสนุนให้นักศึกษาบินไปเปิดประสบการณ์กันทุกปี
ตอนนั้นผมก็สมัครไปเกาหลีครับ ได้ทุนสนับสนุนจากมหาลัยมาประมาณ 7-8 หมื่นบาท ค่าเทอมไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพราะยังคงได้รับสวัสดิการทุนเต็มจำนวนจาก CUHK (ถ้าใครเลือกไปแลกเปลี่ยนแถวยุโรปก็จะได้ทุนเยอะกว่านี้ตามสัดส่วนค่าครองชีพด้วยนะ) ส่วนสาเหตุที่ผมเลือกไปเกาหลีใต้เพราะที่นั่นเค้าดังเรื่อง Machine Learning มากครับ อย่างเช่นการสร้างโมเดลอย่าง AlphaGo
แต่การจะไปแลกเปลี่ยนมหาลัยระดับท็อปได้ โปรไฟล์เราก็ต้องแข็งพอสมควร ต้องใช้ทั้ง GPA ต้องผ่านการสัมภาษณ์ และต้องมี Recommendation จากอาจารย์ด้วย ผมเลยเริ่มเตรียมตัวมาตั้งแต่ปี 1 โดยเข้าไปปรึกษา Learning Enhancing Officer เค้าก็แนะนำว่าเกรดช่วงปี 1-2 มีผลมากๆ และถ้าจะขอให้อาจารย์เขียนรับรองให้ เราก็ควรเลือกอาจารย์ที่สนิทและรู้จักเราจริงๆ
ผมแพลนวิชาเรียนไว้ล่วงหน้าหมดเลย ทำให้ตอนไปเรียนที่เกาหลีแล้วกลับมา ก็สามารถ Transfer หน่วยกิตกลับมาได้ทุกวิชา ทำให้เรียนจบตามกำหนดเวลาพอดีโดยไม่ต้องยืดเวลาจบครับ



เด็กจีนเก่งจัด ฮ่องกงสายอัด เกาหลีสายซุ่ม
ปกติคนไปแลกเปลี่ยนอาจจะไม่เน้นเรียนหนักมากอยู่แล้ว ส่วนผมเลือกลงวิชาการครึ่งนึง พวก Machine Learning กับ Data Science ทำให้ได้เห็นว่าอาจารย์ที่นั่นเค้าทำวิจัยประมาณไหน
ส่วนอีกครึ่งผมลงวิชาแนวภาษากับวัฒนธรรมเกาหลี เพราะมีเรียนไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางแล้ว พอไปถึงก็ตั้งใจจะโอนหน่วยกิตที่เรียนกลับฮ่องกง สุดท้ายเลยได้ Minor วิชาภาษาเกาหลีเพิ่มอีกครับ // ตอนแรกที่บ้านก็แอบเอ๊ะเหมือนกันว่าไปเรียนถึงฮ่องกงแต่ทำไมเรียนไมเนอร์เกาหลี? แต่ผมมองว่าเป็นประสบการณ์ที่ยูนีคดีนะ 5555
พอไปเรียนจริงๆ บรรยากาศแอบต่างนะครับ ถ้าเทียบจากความรู้สึก ตอนอยู่ฮ่องกงผมเห็นเด็กจีนแผ่นดินใหญ่จะตั้งใจเรียนมากกก คะแนนพุ่งปรี๊ดตลอด ส่วนเด็กฮ่องกงจะเน้นอ่านหนังสือจัดเต็มช่วงใกล้สอบ พอมาอยู่เกาหลี ในคลาสจะมีทั้งเด็กเกาหลีและเด็กต่างชาติ เวลาเรียนในห้องเด็กเกาหลีอาจจะดูกล้าๆ กลัวๆ ไมค่อยกล้าตอบคำถาม แต่พอถึงช่วงสอบหรือทำโปรเจกต์ เค้าทำผลงานออกมาได้ดีมากจนงง คือถ้าเป็นวีคสอบหรือปั่นโปรเจกต์ เด็กเกาหลีจะทิ้งทุกอย่างแล้วมาโฟกัสกับตรงนี้แบบจริงจังสุดๆ เลยครับ


อยากสัมผัสชีวิตเด็กอินเตอร์?
ต้องมาลอง Summer Camp ดูครับ
สำหรับน้องๆ ม.ปลายที่อยากรู้ว่าการเรียนต่างประเทศเป็นยังไง ผมแนะนำให้ลองมาเข้าค่าย Summer Camp ดูครับ มหาลัยในฮ่องกงหลายที่จะมี อย่างที่ CUHK เองจะเป็นค่าย 2 สัปดาห์ (ตอนผมอยู่ปี 4 ก็เคยไปเป็น Chief Camp Counsellor ดูแลน้องๆ ด้วยนะ) ค่ายนี้มีค่าใช้จ่ายเรตหลักหมื่น แต่ผมว่าถ้ามาได้ก็คุ้ม แล้วถ้าใครยื่นสมัครเร็วก็มีโอกาสได้รับส่วนลดอีก
รูปแบบค่ายคือในช่วง 4 วัน 3 คืนแรกจะเป็นกาพาทัวร์ทำความรู้จักวัฒนธรรม (Cultural Tour) โดยวันแรกเด็กต่างชาติจะบินมาก่อน แล้ววันที่สองเด็กฮ่องกงจะเข้ามา มีการทำกิจกรรมรับน้อง แบ่งกลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อย หลังจากนั้นอีก 10 วันจะเป็นการเรียนวิชาตามสาขาที่เราสนใจจริงๆ
มหาลัยอยากจำลองให้เห็นว่าการเรียนกับอาจารย์ชื่อดังเป็นยังไง เราจะได้เจอเพื่อนหลากหลายเชื้อชาติ ช่วงเช้าเรียนทฤษฎี บ่ายเข้าแล็บลงมือทำจริง โดยมีรุ่นพี่คอยเป็นไกด์และเป็น TA ให้ พอจบคอร์สก็จะได้ Certificate (ทุกวิชาถ้าสอบหรือพรีเซนต์ผ่าน แล้วสมัครติดเข้ามาเรียนจริงๆ ก็ได้เทียบโอนได้วิชาละ 1 หน่วยกิตด้วยนะ)
บรรยากาศในค่ายดีมากครับ เราจะได้แชร์ห้องกับรูมเมตตลอด 2 สัปดาห์ เลิกเรียนก็ไปแฮงเอาต์ กินข้าว เล่นบอร์ดเกม มูฟวี่ไนต์ คาราโอเกะไนต์ หรือเล่นเกมสืบสวนตามฐานที่ต้องช่วยกันไขคดี อันนี้ผมว่าเป็นไฮไลต์เลย ได้เจอเพื่อนทั้งจากเกาหลี พม่า อินโดนีเซีย ถือเป็นการทดลองใช้ชีวิตในมหาลัยก่อนตัดสินใจเรียนระยะยาว แถมได้คอนเน็กชันกลับไปเพียบเลย
จากข้อสังเกตของผมเอง รู้สึกช่วงหลังๆ เด็กเวียดนามและอินโดนีเซียมาแรงสุดๆ อย่างอินโดนีเซียถึงขั้นมีทุนซัมเมอร์แคมป์ส่งเด็กหัวกะทิมาเลย ส่วนเวียดนาม ตอนผมอยู่ปี 4 ก็ได้ไปเดินสายโปรโมตมหาลัยถึง 5 เมืองหลักๆ จากรุ่นผมที่มีเด็กเวียดนามทั้งฮ่องกงแค่ 1-2 คน ตอนนี้มากันปีละเป็นร้อยคนแล้ว ผมเลยอยากมาแชร์ให้เด็กไทยรู้ว่ามีกิจกรรมเจ๋งๆ แบบนี้อยู่ ถ้าใครพร้อมก็อยากให้ลองยื่นสมัครกันเยอะๆ โอกาสดีๆ รออยู่รอบตัวเราเพียบเลยครับ
ข่าวดี! ใครอ่านถึงตรงนี้แล้วใจเต้น ตอนนี้ CUHK Summer Institute (SI) ประจำปี 2026 กำลังเปิดรับสมัคร
ค่ายซัมเมอร์ 2 สัปดาห์เต็ม (11-24 กรกฎาคม 2026) สำหรับน้องๆ ชั้น ม.5 (หรือเทียบเท่า Grade 11 / Year 12 ที่เตรียมเข้ามหาลัยในปี 2027) จากทั่วโลก ให้ได้มาทดลองใช้ชีวิตในมหาลัยระดับท็อปของเอเชีย พร้อมจัดเต็มไฮไลต์เด็ดๆ ที่รับรองว่าคุ้มค่าสุดๆ
- เรียนจริง ได้หน่วยกิตจริง: เลือกลงเรียนระดับ ป.ตรี ได้ถึง 2 วิชา (เช้า-บ่าย) มีหลากหลายสายมากๆ ทั้งจากคณะ Arts, Education, Law, Medicine, Science, Social Science, Business และสามารถเก็บหน่วยกิตไว้เทียบโอนตอนเป็นนักศึกษาของ CUHK ได้ด้วย
- ได้ลองสัมผัสชีวิตนักศึกษาในแคมปัสสวยๆ เข้าพักที่หอมหาวิทยาลัยกับเพื่อนต่างชาติ มาพร้อมทริปเปิดโลกวัฒนธรรมและ City tour แบบจัดเต็ม // แค่คิดก็สนุกแล้ววววว~
- มีทุนส่วนลดค่าค่าย: ใครโพรไฟล์ปัง มีสิทธิ์ลุ้นรับ Merit Awards เป็นส่วนลดค่าธรรมเนียมโครงการถึง 50%
Timeline สมัครค่าย
- รอบ Early-Bird & ลุ้นทุน Merit Award หมดเขต 27 มีนาคม 2026
- รอบทั่วไป (General Deadline) หมดเขต 10 เมษายน 2026
ใครอยากฟังรายละเอียดค่ายแบบเจาะลึก ทาง CUHK ยังมีจัด Online Briefing Session (รอบบรรยายภาษาอังกฤษ) ในวันที่ 12 และ 25 มีนาคม 2026 นี้ด้วย (ลงทะเบียนที่นี่)


. . . . . . .
Part 5: โลกการทำงานจริง
และอนาคตของ AI ในมุมมองสาย Tech
ถ้าเรื่อง Apply ผมว่าเด็กไทยสบายครับ!
ทุกวันนี้ถ้าคิดจะไปพัฒนา AI Model แข่งกับคนอื่นในเชิงทฤษฎี (Theory) อาจจะเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายมากครับ แต่ถ้าเราเน้นไปที่การประยุกต์ใช้งานหรือ Apply ผมมองว่าเราแข่งได้สบายเลย เพราะเด็กไทยเรามีพื้นฐานความรู้เฉพาะด้านในอุตสาหกรรมอื่นค่อนข้างแข็งแรง
ยกตัวอย่างในไทย ตอนนี้เทคโนโลยีเริ่มค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละด้าน อย่างฝั่ง NLP ก็เริ่มมีคนหันมาพัฒนาเพิ่มเติมมากขึ้น หรืออย่างวงการแพทย์บ้านเราก็ถือว่ายืนหนึ่งอยู่แล้ว พอเอาเทคโนโลยีเข้าไปประยุกต์ใช้ ก็เหมือนเอาเครื่องมือไปช่วยเสริมจุดแข็งให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นไปอีกครับ นอกจากนี้วงการการศึกษาก็เริ่มเอามาใช้เทรนและวิเคราะห์ข้อมูลกันมากขึ้น หรือถ้าใครสนใจอยากประยุกต์ใช้กับด้านการเกษตร (Agriculture) ก็ตอบโจทย์มาก เพราะประเทศเราแข็งแกร่งด้านนี้สุดๆ ครับ
ค้นหาความถนัดให้เจอ แล้วพุ่งเป้าไปให้ถูกที่
สิ่งสำคัญของการเรียนสาขาวิชานี้คือเราต้องรู้ว่าตัวเองสนใจเอา AI ไปจับกับอุตสาหกรรมไหน อย่างตอนที่ผมเรียนอยู่ฮ่องกง เคยทำโปรเจกต์แนว NLP กับอาจารย์ แล้วเจอปัญหาว่า Data ที่อาจารย์มีเป็นภาษากวางตุ้งและภาษาจีนตัวเต็มทั้งหมด พอเราไม่ได้ใช้ภาษานั้นเป็นหลัก ก็อาจจะช่วยงานได้แค่ระดับนึง เพราะเราไม่เข้าใจบริบทข้อมูลแบบลึกซึ้ง ผมเลยมองว่าถ้าใครอยากทำเฉพาะทางด้านภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษแบบ Universal การกลับมาทำที่ไทยแล้วค่อยต่อยอดจะตอบโจทย์กว่า
หรือถ้าใครสนใจแนว AI Music โอกาสที่ฮ่องกงอาจจะหายากนิดนึง แต่อาจจะมีบริษัทใหญ่อย่าง Huawei ให้ร่วมงานได้บ้าง แต่ถ้าอยากเปิดโอกาสให้กว้างขึ้นจริงๆ ผมแนะนำให้กระโดดไปเรียนต่อฝั่งยุโรปหรืออเมริกาเลย จะมีความหลากหลายรออยู่เยอะกว่ามากครับ
โอกาสหลังเรียนจบกว้างไกล แค่ต้องไม่หยุดอัปเดตตัวเอง
สุดท้ายพอเรียนจบ ผลลัพธ์คือเส้นทางอาชีพเปิดกว้างมากนะครับ ทุกวันนี้บริษัทต่างๆ ต้องการคนไปเป็น AI Consultant หรือ R&D เพื่อเอาเทคโนโลยีไปใช้ในองค์กร อย่างเพื่อนในรุ่นผม บางคนก็ไปเป็น Researcher ทำระบบตรวจจับโรคแบบเจาะลึก หรือบางคนก็ไปสาย Business Industry ทำโซลูชันซอฟต์แวร์ AI ให้ฝั่ง Banking และ Finance ไปเลย
ข้อดีคือเด็กโปรแกรมนี้จะถูกฝึกให้ชอบเรียนรู้และอัปเดตเทรนด์ตลอดเวลา เราจะหยุดเรียนรู้แค่ 4 ปีในมหาลัยไม่ได้เลยนะครับ เพราะศาสตร์นี้เปลี่ยนแปลงตลอด อย่างที่เห็นชัดๆ ว่าทุกวันนี้มี AI โมเดลใหม่ๆ คลอดออกมาเต็มบ้านเต็มเมือง แต่พอเรามีพื้นฐานแน่น ก็จะไม่มีปัญหาเวลาต้องไปอ่านทำความเข้าใจเปเปอร์วิจัยใหม่ๆ ครับ
นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ผมเล่าตอนแรกว่า ทำไมตอนสมัครเรียน AI แม้เราจะมีความสนใจด้านอื่นอย่างดนตรีหรือศิลปะ ก็สามารถหยิบมานำเสนอเป็นจุดแข็งและเอามาประยุกต์ใช้ได้ทั้งหมด ปัจจุบันผมเองก็ทำงานเป็นคนสอนเกี่ยวกับ CS และ AI ครับ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมกล้ายืนยันเลยว่า Scope การทำงานสายนี้กว้างมาก เราสามารถเอาความรู้ไปจับกับอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะทำวิจัยหรือต่อยอดธุรกิจ เด็กรุ่นใหม่ที่จบมาจะเห็นเลยว่าโอกาสและเส้นทางอาชีพเปิดกว้างและไปได้ทุกทางจริงๆ ครับ
. . . . . . . .

The world is waiting,
and you’re warmly invited!
เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Box โกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair
งานนี้พบ "พี่ปรานต์" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่ (ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมน่าจะเหมาะกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!
ความปังยังไม่หมดนะคะ ในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ, Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~
- Save the Date: 25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!
0 ความคิดเห็น