Bonjour! สวัสดีค่ะชาว Dek-D สำหรับใครที่สนใจเรียนต่อสายกฎหมาย หากลองเปิดทำเนียบอาจารย์ชื่อดังในไทย จะพบว่ามีหลายท่านสำเร็จการศึกษาจากประเทศฝรั่งเศส เหตุผลสำคัญคือที่นี่เปรียบเสมือนต้นน้ำของระบบ Civil Law ซึ่งมีอิทธิพลต่อกฎหมายไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก แถมยังมีประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง หรือจะเรียกว่าเป็นห้องทดลองทางการเมืองของโลกเลยก็ไม่เกินจริงค่ะ
สำหรับสตอรี่เด็กนอกวันนี้ เราได้รับเกียรติจาก “พี่เต้ย-อานันท์ กระบวนศรี” ข้าราชการสำนักงานศาลปกครอง ผู้คว้าทั้งทุนรัฐบาล ก.พ. และทุนรัฐบาลฝรั่งเศส (Franco-Thai) มาแชร์เส้นทางการทำงานและรีวิวการเรียนกฎหมายมหาชนถึง 3 ใบจากประเทศฝรั่งเศส
ความพีคคือการเรียนที่นี่ไม่ได้มีความยากแค่เนื้อหา แต่ต้องเผชิญกับการเขียนงานวิชาการที่ใช้โครงสร้าง “ทวินิยม” (Dualism / Plan Binaire) หรือตรรกะวิธีคิดสไตล์ฝรั่งเศสที่มองว่าทุกสิ่งบนโลกต้องหาร 2 ลงตัวเสมอ ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสความโหดหินแต่โคตรมีเสน่ห์ของระบบการศึกษาฝรั่งเศส บทสัมภาษณ์นี้เราจึงขอจำลองโครงสร้างทวินิยมมาใช้เล่าเรื่อง ถือเป็นการเสิร์ฟ Hors d'œuvre (ออร์เดิร์ฟ) เรียกน้ำย่อยเบา ๆ
ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเริ่มภาค 1 กันเลย!
Note: เตรียมพบ "พี่เต้ย" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair เพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98) จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair งานนี้ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)
*พบพี่เต้ยได้วันเสาร์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.

ภาค 1
จุดเริ่มต้นและกำแพงด่านแรก
บทที่ 1 จากแพสชันวัยเด็กสู่วิถีกฎหมายมหาชน
ส่วนที่ 1 จุดเปลี่ยนจากกฎหมายธุรกิจสู่กฎหมายมหาชน
ย้อนไปตอนแรกเริ่ม ผมอยากเรียนรัฐศาสตร์ครับ เพราะตอนเด็กไปเจอหนังสือคู่มือรัฐประหารของ "คุณโรม บุนนาค" บนชั้นหนังสือของคุณพ่อ เห็นปกสวยดีเลยหยิบมาอ่าน ทั้งที่เนื้อหาค่อนข้างซีเรียส แต่กลับเล่าสนุกมากเหมือนในหนัง ผมเลยรู้สึกอยากโตไปทำงานเป็นปลัดอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ ส.ส. นักการเมืองอะไรแบบนั้น แต่คุณพ่อผมจบนิติศาสตร์เลยอยากให้เรียนนิติศาสตร์แทน เพราะมองว่าเอาไปต่อยอดได้กว้างกว่า
พอเข้าเรียนนิติฯ ม.ธรรมศาสตร์ ผมเจออาจารย์ที่เก่งและสอนดีมาก เลยรู้สึกว่าเรียนอะไรก็สนุกไปหมด ตอนนั้นจะขึ้นปี 4 กำลังไฟแรง ก็อยากได้งานดี ๆ เติบโตเร็ว ๆ ท้าทายความสามารถ มีเงินใช้เยอะ ๆ จนได้โอกาสไปฝึกงานสายกฎหมายธุรกิจ In-House ใน บริษัทเอกชนที่มีชื่อเสียงของประเทศ ได้เรียนรู้และจับงานเรื่องบริษัท ทุนเรือนหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ ภาษี การแข่งขันทางการค้า ฯลฯ
ผมเจองานท้าทายมาก แต่พอทำไปถึงจุดนึงก็มานั่งตกผลึกกับตัวเองว่า ผมยังต้องทำงานอีก 40+ ปีเลยนะ! ผมไม่ค่อยอยากจะทุ่มเททรัพยากรชีวิตของผมทั้งหมดไปกับการเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับองค์กร/ใครคนใดคนหนึ่ง ถ้างานผมมันพอจะมีประโยชน์อยู่บ้างก็อยากจะให้มันมี Impact ในวงกว้างต่อส่วนรวมมากกว่า
แล้วสงสัยว่าไฟในตอนเด็กที่สนใจเหตุการณ์บ้านเมืองคงกลับมาลุกโชนอีกครั้งมั้งครับ ทำให้ผมอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย อย่างน้อยก็ให้ถึงมาตรฐานเดียวกันกับหลักวิชาที่เราเล่าเรียนมา ผมเลยมุ่งไปสมัครเรียนปริญญาโทกฎหมายมหาชนแทน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “รัฐ” แนวคิดประชาธิปไตย นิติรัฐ กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง การบริหารราชการแผ่นดิน การควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ฯลฯ
แนวทางนี้น่าจะตรงกับรสนิยมของผมมากกว่าพวกกฎหมายธุรกิจ วินาทีที่ตัดสินใจคือเลือกเรียนกฎหมายมหาชนเป็นอันดับ 1 แบบไม่มีแผนสำรองเลย ปกติแล้วเลือกได้ 2 ลำดับ ผมเลือกลำดับเดียวเลย ตั้งใจว่าถ้าไม่ติดก็จะพับแผนปริญญาโทไปเลยครับ
การที่ผมตัดสินใจช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อตอนนั้น (จนถึงตอนนี้) ผมยังคงคิดว่าตัวเองตัดสินใจถูกต้องและค่อนข้างโชคดีเลยนะครับ เพราะประสบการณ์ส่งเสริมให้ชีวิตเราเจริญก้าวหน้าไปพร้อม ๆ กับได้ทำงานในพรมแดนที่เราสนุกไปกับมันด้วย เพราะโลกของเรา รู้อะไรก็ไม่เท่า "รู้งี้" ครับ
จริง ๆ ผมมาถึงจุดนี้ได้เพราะอาศัยแต้มบุญสูงมาก ซึ่งถือว่าเสี่ยงเกินไปครับ จากประสบการณ์ทำงาน ผมเลยอยากแนะนำให้น้อง ๆ เลือกที่เรียนจาก "สาขาที่ชอบ" เป็นตัวตั้ง แล้วค่อยหาลู่ทางไปเรียนต่อ อย่าเอาประเทศเป็นหลัก เพราะปลายทางของเราคือการทำงานไปทั้งชีวิต ส่วนช่วงเวลาเรียนเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ แค่ 1-4 ปี หรืออย่างมากก็ไม่เกิน 10 ปีเท่านั้น หากเราเลือกสาขาที่ใช่ ต่อให้ประเทศนั้นจะอยู่ยากแค่ไหน เราก็จะมีความสุขกับสิ่งที่เรียน เมื่อเลือกสาขาได้แล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือเรื่องทุน ผมย้ำเสมอว่าการศึกษาคือการลงทุน และการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ การรับทุนมาพร้อมเงื่อนไขผูกพันระยะยาว เราจึงต้องศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ควรอ่านให้ขาดว่าหน่วยงานที่เราต้องกลับมาใช้ทุนนั้นตรงกับจริตและสไตล์การทำงานของเราไหม ถ้าสำรวจแล้วว่าใช่ค่อยลุย ไม่ใช่มีทุนอะไรเปิดก็สอบไปก่อน อยากให้ลองคำนวณความเสี่ยงดูว่าผลตอบแทนในระยะยาวจะคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องแลกหรือเปล่าครับ สำหรับคนที่สนใจทุนภาครัฐ ต้องยอมรับว่างานราชการรายได้อาจไม่หวือหวาเท่าเอกชน แต่หากทำอย่างเต็มที่ สิ่งที่จะได้รับกลับมาคือความมั่นคงและความภาคภูมิใจ จริง ๆ แล้วงานภาครัฐที่ท้าทายมีอยู่เยอะมาก อย่างกระทรวงการคลัง พาณิชย์ หรือพลังงาน ที่ดูแลทั้งเรื่องธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ และสัมปทานต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญที่เราสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อขับเคลื่อนประเทศได้เช่นกันครับ |

ส่วนที่ 2 ฝรั่งเศส ห้องทดลองทางการเมืองและต้นน้ำกฎหมายไทย
ผมมองว่าฝรั่งเศสเหมือนห้องทดลองทางการเมืองของโลกที่ผ่านการลองผิดลองถูกมายาวนาน ผ่านระบอบราชาธิปไตย สาธารณรัฐ การแบ่งแยกดินแดน และสงครามมาสารพัด อย่างยุคของ “นโปเลียน โบนาปาร์ต” (Napoleon Bonaparte) คนทั่วไปอาจนึกถึงภาพนักรบที่ยิ่งใหญ่ แต่ในมุมมองกฎหมาย นโปเลียนคือ Organization ขั้นเทพที่ออกแบบบ้านเมืองให้เป็นระเบียบ พระองค์นำกฎหมายที่เคยกระจัดกระจายมารวมกันเป็นประมวลกฎหมาย ซึ่งถือเป็นต้นตำรับสำคัญของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรของโลกใบนี้ครับ
สำหรับประเทศไทย กฎหมายฝรั่งเศสมีความเป็นญาติสนิทชิดเชื้อกับกฎหมายไทยมาก ๆ เพราะสมัยรัชกาลที่ 5 เราต้องปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยเพื่อป้องกันการตกเป็นเมืองขึ้น การจะแสดงให้ต่างชาติเห็นว่าไทยทันสมัยแล้วคือต้องมีกฎหมายที่ทันสมัย ตอนนั้นเราเลยจ้างที่ปรึกษากฎหมายชาวฝรั่งเศสอย่าง “จอร์จ ปาดู” (Georges Padoux) และ “เรอเน กียอง” (René Guyon) เข้ามาช่วยร่างกฎหมายเลยไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่ เวลาอ่านกฎหมายไทยบางครั้งเราจะได้กลิ่นนมเนยไวน์แดงของฝรั่งเศสติดมาด้วย
การได้มีโอกาสไปเรียนที่นั่นจึงเหมือนไปอ่าน Source code ของกฎหมายบ้านเรา ที่ไทยเราหลาย ๆ เรื่องมาก ๆ ถอดแบบของฝรั่งเศสมาใช้แบบเป๊ะ ๆ การที่เราได้เข้าไปทำความเข้าใจเจตนารมณ์จริง ๆ จากครูบาอาจารย์ระดับต้นน้ำ ก็จะทำให้เราเข้าใจกฎหมายไทยในส่วนที่รับอิทธิพลตะวันตกเข้ามามากขึ้นครับ
ความเจ้าระเบียบขั้นสุดของฝรั่งเศสอีกอย่างคือ ในขณะที่ไทยผมเข้าไป Update กฎหมายที่เว็บของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรามีประมวลกฎหมายแค่ 8 เล่มเท่านั้น แต่ที่ฝรั่งเศสมีประมวลกฎหมายเกือบ 80 เล่ม (Update มีนาคม 2569 มี 77 เล่ม)

Photo by Rodrigo Kugnharski on Unsplash

Photo by Koshu Kunii on Unsplash
หลาย ๆ เรื่องบ้านเรากว่าจะผลักดันให้ออกมาเป็นพระราชบัญญัติสักฉบับก็เลือดตาแทบกระเด็น ที่นั่นเขาเอาพระราชบัญญัติหลายฉบับในหมวดหมู่เดียวกันมาทำเป็นประมวล ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อม ประมวลกฎหมายพลังงาน ประมวลกฎหมายภาพยนตร์ ประมวลกฎหมายกีฬา หรือประมวลกฎหมายการท่องเที่ยว ฯลฯ สะท้อนว่าประเทศนี้ให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบสังคมขนาดไหน
การเรียนกฎหมายที่ฝรั่งเศสจึงไม่ใช่การเรียนแค่ตัวบทแห้ง ๆ แต่กฎหมายคือเครื่องมือที่สะท้อนและโอบอุ้มโครงสร้างรัฐ เศรษฐกิจ และจิตวิญญาณของคนฝรั่งเศสไว้แบบสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ประเทศหนึ่งจะทำได้แล้วครับ
บทที่ 2 การปรับตัวกับกำแพงภาษาและตรรกะทวินิยม
ส่วนที่ 1 ภารกิจพิชิตภาษาฝรั่งเศสระดับ B2
สำหรับผม ฝรั่งเศสเป็นเหมือนความฝันหรือนิทานที่ไม่มีทางเป็นจริงเลยครับ ถ้าย้อนเวลาไปบอกตัวเองตอนเด็กว่าจะได้ไปเรียนต่อที่นั่น ผมคงไม่มีทางเชื่อแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก ๆ ด้วยเหตุนี้ ก่อนได้ทุนผมจึงมีพื้นฐานภาษาฝรั่งเศสเป็นศูนย์เลย แถมตอนสอบทุน ก.พ. มีเงื่อนไขว่าต้องได้คะแนน IELTS ขั้นต่ำ 6 แต่ผมสอบครั้งแรกได้แค่ 5 ถึงกับต้องยอมกู้เงินสหกรณ์ฯ มาลงเรียนภาษาอังกฤษ หมดไปเยอะมากครับกว่าจะสอบผ่าน
การศึกษาคือการลงทุนจริง ๆ ครับ แพงมากด้วย ! และก็หมดเวลาด้วยครับ ผมเลยไม่ได้เตรียมความพร้อมเรื่องภาษาฝรั่งเศสเท่าไหร่เลยก่อนบิน แต่พอไปถึงประเทศฝรั่งเศส สถานการณ์บีบคั้นของจริงก็เริ่มขึ้น ผมมีเวลาแค่ประมาณ 6-7 เดือนในการสอบภาษาฝรั่งเศสให้ผ่านระดับ B2 เพื่อให้ยื่นสมัครมหาวิทยาลัยได้ทัน เรียกว่าดิ้นรนและเหนื่อยที่สุดในชีวิต สถานการณ์บีบจนชีวิตไม่มีความสุขเลย
เมืองที่ผมไปเรียนภาษาคือเมือง Grenoble ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมือง Geneva สวิตเซอร์แลนด์เลยครับนั่งรถไฟไป-กลับยังได้ ยังนึกเสียดายเลยว่าตอนนั้นการเรียนกดดัน จนผมรู้สึกไม่มีอารมณ์และโอกาสจะไปเที่ยวเลย แต่สุดท้ายก็ผ่านมาจนได้ครับ
ส่วนที่ 2 วัฒนธรรม "ทวินิยม" ที่ทุกอย่างต้องหารสอง
เรื่องใหญ่ที่ทำเอาผมช็อกและต้องทำการบ้านหนักมาก คือที่ฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับระเบียบวิธีคิด (Methodology) มากพอ ๆ กับความรู้ เคยมีวิชาหนึ่งที่ผมเข้าสอบด้วยความรู้เต็มหัว มั่นใจมากว่าถ้าตอบที่ไทยคือได้ A แน่ ๆ ขั้นต่ำต้องได้ 18 เต็ม 20 แน่นอนครับ แต่ปรากฏว่าอาจารย์ฝรั่งเขาให้ได้คะแนนมาแค่ 6 เต็ม 20 เพราะอาจารย์มองว่าเป็นการตอบแบบท่องจำและไม่มีการวิเคราะห์ต่อยอดแบบ “ตกผลึกความคิด” จริงๆ จุดตายของผมคือการไม่ได้ใช้โครงสร้างวิธีคิดแบบ ทวินิยม (Dualism) หรือ Plan Binaire ที่ถูกต้องครับ
คนฝรั่งเศสถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าอะไรก็ตามในโลกนี้ต้องหารสองลงตัว งานเขียนหนึ่งชิ้นจึงต้องแบ่งเป็น 2 ภาค 2 บท เสมอ ความยากขั้นกว่าคือทั้งสองส่วนนั้นต้องเข้าคู่กันอย่างมีตรรกะด้วยนะครับ เช่น “หลัก vs ข้อยกเว้น”, “เงื่อนไข vs ผลกระทบ”, “รูปแบบ vs เนื้อหา” หรือ “นิตินัย vs พฤตินัย” “เหตุ/ผล” “ก่อน/หลัง” “ข้อดี/ข้อเสีย” “ทั่วไป/พิเศษ” “รูปแบบ/เนื้อหา” “ความเหมือน/ความต่าง” “สนับสนุน/ขัดแย้ง” “สิทธิ/หน้าที่” “องค์ประกอบกฎหมาย/ผลทางกฎหมาย” “เนื้อหาแห่งสิทธิ/การบังคับตามสิทธิ” “โครงสร้าง,ที่มา/ อำนาจหน้าที่”
Whatttttt ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!

แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้ชินกันง่าย ๆ สมมติหนังสือทั่วไปอาจจะแบ่งเป็น 5 ภาค ภาคละ 20 หน้า แต่ถ้าเป็นสไตล์ฝรั่งเศสจะจับหารสอง เหลือ 2 ภาค ภาคละ 50 หน้า แล้วใน 50 หน้านั้นก็จะถูกหารสองซอยย่อยลึกลงไปเรื่อย ๆ เช่น บทที่ 1.1.1.1
ไม่ว่าจะเป็นการเขียนรายงาน สอบ หรือทำวิทยานิพนธ์เราต้องจัดโครงสร้างแบบ Plan Binaire เสมอ สำหรับผมตอนสอบปากเปล่าประมวลความรู้ (Grand Oral) ยากสุดเพราะต้องคิดโครงสร้างแบบนี้หน้างาน เป็นการวัดผลว่าจะเรียนจบไหม มีเวลาคิดแค่ 1 ชั่วโมง แล้วต้อง Present อีก 30 นาที ถามตอบอีก 30 นาที รวมเป็น 2 ชั่วโมง ครับ โหดหินมาก ๆ ส่วนตอนเลกเชอร์ ไม่ว่าจะมีกี่หน้าก็ต้องมานั่งจับเข้าโครงก้างปลา (เข้าใจอย่างเดียวไม่พอ) ส่วนตอนเขียนเล่มวิทยานิพนธ์ เอาจริง ๆ แค่วางโครงให้หารสองลงตัวได้สำเร็จ นั่นแหละที่ยากที่สุด พออาจารย์เคาะผ่าน ก็รู้สึกเหมือนขาข้างนึงก้าวไปรับปริญญาแล้ว
หลังจากผ่านจุดนั้นมาได้ผมกลับชอบเสน่ห์ของวิธีคิดแบบนี้มาก ขนาดตอนทำงานที่ต้องเขียนบทความ เขียนหนังสือ ผมยังหยิบโครงสร้างการเขียนแบบนี้มาใช้เสมอเลยครับ
ภาค 2
สถาบันแห่งความขลัง
และอนาคตที่ต้องสร้างเอง
บทที่ 1 สองปารีส จากตำนานดั้งเดิมสู่วิสัยทัศน์แห่งอนาคต
ส่วนที่ 1 Paris-Panthéon-Assas มหาวิทยาลัยกฎหมายตำนานเก่าแก่
ระบบการศึกษาระดับสูงของฝรั่งเศสจะใช้วิธีนับตัวเลขครับ เอาแบบเข้าใจง่าย ๆ คือเริ่มนับจากปริญญาตรี 3 ปี เรียกว่าระดับ Bac +1 +2 และ +3 ส่วนปริญญาโทเขาจะแยกเรียนเป็น 2 ใบอย่างชัดเจนครับ คือปริญญาโทปีแรก Master 1 เท่ากับ Bac +4 และปริญญาโทปีที่สอง Master 2 เท่ากับ Bac +5
ดังนั้นนักศึกษาไทยที่จบปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี มหาวิทยาลัยที่ฝรั่งเศสจะเทียบวุฒิให้เท่ากับ Bac +4 หลายคนจึงเลือกกระโดดไปเรียน Master 2 หรือปริญญาโทใบที่สองเลยครับ แต่อาจารย์ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพในไทยท่านแนะนำว่าให้เริ่มเรียนประกาศนียบัตรชั้นสูงก่อน ไม่ต้องรีบกระโดดข้ามขั้น
ผมเลยตัดสินใจเริ่มเรียนประกาศนียบัตรกฎหมายปกครองชั้นสูง (Diplôme supérieur de l'université (DSU) mention Droit administratif) ที่ มหาวิทยาลัยปารีส-ปองเตอง-อัสซาส (Université Paris-Panthéon-Assas) ซึ่งเทียบเท่ากับปริญญาโท Master 1 ครับ หลักสูตรนี้ช่วยปูพื้นฐานให้แน่นขึ้นมาก เพราะถ้าผมกระโดดไปเรียนชั้นสูงเลยตั้งแต่ปีแรกน่าจะขิตแน่นอน การเรียนใบนี้จึงเปรียบเสมือนกันชนที่ให้เวลาผมได้ปรับตัวเข้ากับระบบการศึกษาของฝรั่งเศสก่อน แล้วปีต่อมาผมถึงค่อยสมัครเข้าเรียน Master 2 ตามสูตรครับ

ปีแรกผมเรียนที่ที่ Paris-Panthéon-Assas เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่มีรากเดียวกับ Sorbonne ในวงการนิติศาสตร์ฝรั่งเศสถือว่าเป็นสายหลักและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งเลยครับ มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในย่าน Latin Quarter ซึ่งเป็นย่านชนชั้นนำดั้งเดิมของปารีส บรรยากาศมีความขลังและแพงแบบสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยมากครับ อาคารเรียนและห้องสมุดให้ความรู้สึกเหมือนในหนัง อย่างออกซ์ฟอร์ดหรือเคมบริดจ์เลย
การเรียนช่วงนี้ผมได้เรียนวิชาแกนพื้นฐาน เช่น ภาษาฝรั่งเศสสำหรับนักกฎหมาย กฎหมายมหาชนเบื้องต้น กฎหมายเอกชนเบื้องต้น กฎหมายปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งวิชาเหล่านี้ตอบโจทย์คนทำงานศาลปกครองแบบผมมาก เพราะได้ฝึกคิดวิเคราะห์จากคดีในตำนานจริงจากอาจารย์ในตำนานจริง ๆ
โครงสร้างคลาสเรียนจะมีทั้งห้องเลกเชอร์ใหญ่ที่สอนโดยอาจารย์ผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นอาจารย์ของอาจารย์เราที่ไทยอีกทีหนึ่งครับ และห้องเรียนขนาดเล็กที่เป็นคลาสสัมมนาหรือวิธีวิจัย คลาสเล็กนี้มักจะสอนโดยนักศึกษาปริญญาเอกที่กำลังเตรียมตัวเป็นอาจารย์ ทำให้เคี่ยวเข็ญรายละเอียดได้ลึกและใกล้ชิดกับนักศึกษามากขึ้น มีการสั่งงานกลุ่มและเขียนระเบียบวิธีวิจัยส่งตรวจเป็นรอบ ๆ ครับ ผมได้ฝึกระเบียบวิจัยทางนิติศาสตร์ของฝรั่งเศสก็ห้องเล็กนี่แหละ เราเน้นฝึกวิธีคิดครับ ไม่ได้เน้นธงคำตอบ เหมือนกับเขาสอนให้เราตกปลาเป็น แทนที่จะยื่นปลามาให้เรา

Photo by Kreshen on Unsplash
ส่วนที่ 2 Paris–Saclay มหาวิทยาลัยกฎหมายแห่งอนาคต
ใบที่สอง (Master 2) ของผมคือปริญญาโท กฎหมายมหาชนทางธุรกิจ (Droit public des affaires) ที่ มหาวิทยาลัยปารีส-ซาเคล (Université Paris-Saclay) ครับ สาขานี้จริง ๆ ก็คือกฎหมายมหาชนนั่นแหละ แต่เน้นศึกษากฎหมายในมิติที่รัฐลงมาทำเอง/กำกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น กิจการพลังงาน ไฟฟ้า ประปา คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่อย่างเรื่อง Data ทำให้ผมได้เห็นว่ากฎหมายมหาชนไม่ได้มีแค่เรื่องการใช้อำนาจปกครองสั่งการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการที่รัฐเข้าไปเป็นผู้เล่นในตลาดด้วย
มหาวิทยาลัยแห่งนี้เกิดจากการควบรวมมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยและโรงเรียนชั้นสูงของฝรั่งเศสหลาย ๆ แห่งเข้าด้วยกันเพื่อส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันในเวทีระดับโลก เป็นนโยบายของรัฐบาลที่อยากจะ Make France Great Again เขาอยากจะให้เป็น Silicon Valley ของฝรั่งเศสครับ เพราะเมื่อก่อนหลายร้อยปีมาแล้วประเทศต่าง ๆ ส่งคนเก่ง ๆ มาเรียนที่ฝรั่งเศส แต่ช่วงหลังมานี้ก็ต้องยอมรับว่า ฝรั่งเศสมีแรงดึงดูดสู้กลุ่ม Oxbridge ของอังกฤษ หรือ Ivy League ของอเมริกาไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องทุน
จริง ๆ มันเป็นค่านิยมการศึกษาที่ต่างกันครับ เมื่อก่อนยุโรปเขามองว่าการศึกษาคือ “บริการสาธารณะ” คือ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ไม่ใช่ “สินค้าพาณิชย์” เลยไม่ได้อะไรมากมายกับ Ranking กับเรื่องการแข่งขัน ปล่อยให้ประเทศอื่นเขาบ้าไป แต่หลัง ๆ มานี่เหมือนจะต้านทานกระแสนิยมไม่ไหวครับ ต่อต้านไม่ได้ก็เข้าร่วมซะเลย
ผมคิดว่าปีนี้สนุกที่สุดครับ คงเพราะเราเริ่มได้ภาษาแล้ว พวกกฎหมายพื้นฐานและวิธีคิดทางกฎหมายก็พอเข้าใจมากขึ้น แถมเนื้อหายังน่าสนใจมาก ๆ

เอาจริงๆ แค่ได้เรียน "กฎหมายเก่าๆ" ของฝรั่งเศส ก็เหมือนได้เห็นอนาคต "กฎหมายใหม่ๆ" ของไทยแล้ว เพราะเรายังตามหลังเขาอยู่มากในแง่ความร่ำรวยทางกฎหมาย แต่ที่ Saclay ผมได้เรียน "กฎหมายใหม่ๆ" ของฝรั่งเศสเลยครับ ด้วยความเป็นประเทศเจ้าระเบียบ เขาเลยมองอนาคตไปไกลมากแล้วเขียนกฎหมายดักเอาไว้ก่อนเลย
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือวิชาบริการทางเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ (les services d’intérêt économique general (SIEG)) ซึ่งปีนั้นอาจารย์นำกฎหมายพลังงานมาสอนครับ ตอนแรกผมคิดว่าน่าเบื่อ ทำไมต้องเรียนเรื่องบิลค่าน้ำค่าไฟที่ดูเป็นชีวิตประจำวันจ๋าๆ ไม่ค่อยว้าวเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วความใกล้ตัวนี่แหละที่สำคัญ เพราะเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยมีคนศึกษาจริงจัง พอได้เรียนก็รู้สึกว่าเซ็กซี่มากๆ เป็นตัวอย่างที่ดีของการผูกขาด และการใช้ทักษะทางกฎหมายมาประนีประนอมความความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์พื้นฐาน 2 เรื่อง คือ หลักบริการสาธารณะ และหลักการแข่งขันอย่างเสรี ที่ปะทะกันอยู่ตลอดเวลา
ถ้าเราเป็นศาล จะจัดการข้อพิพาทเหล่านี้ยังไง สหภาพยุโรปเรียกร้องให้เปิดเสรีทางพลังงาน เพราะมองว่าระบบราชการเทอะทะ ไม่ทันสมัย ทำให้การบริหารกิจการไฟฟ้าไม่มีประสิทธิภาพและค่าไฟแพงเพราะขาดการแข่งขัน แต่ฝรั่งเศสเองก็อยากเก็บกิจการผูกขาดไว้ เพราะเชื่อว่ารัฐใช้อำนาจมหาชนแทรกแซงเศรษฐกิจได้ดีกว่าปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมของกลไกตลาด เขาให้เหตุผลว่าเพื่อไม่ให้ค่าไฟแพงนี่แหละ รัฐเลยต้องเข้ามาแทรกแซง เพื่อให้การจัดทำบริหารสาธารณะของรัฐเป็นไปอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ต่อเนื่องไม่ขาดสาย และสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
ตอนที่ผมเรียน ความตึงเครียดทางกฎหมายยังไม่หนักเท่าทุกวันนี้นะครับ ตอนนี้ผมเห็นภาพเลยว่าอาจารย์มองเห็นอนาคตจริงๆ เพราะหลังจากผมเรียนจบไม่นาน โลกต้องเผชิญกับโควิด-19 เศรษฐกิจทรุด เงินเฟ้อรุนแรง ตามมาด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่จำกัดการส่งออกก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการแข่งขันด้าน AI ในปัจจุบันที่ต้องการไฟฟ้ามหาศาลและเสถียรตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นไปตามกลไกตลาดครับ เมื่อความต้องการสูงแต่กำลังผลิตไม่พอ ราคาก็เลยพุ่งสูง
ความรู้ที่ได้ก็ส่วนหนึ่งครับ แต่ผมคิดว่าที่สำคัญกว่าคือเขาฝึกวิธีคิด อาจารย์สอนเราตลอดเวลาทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว เขาจะไม่บอกตรง ๆ ว่าอะไรคืออนาคต แต่จะบอกว่าต้องทำยังไงถึงจะมองเห็นอนาคต และจะเตรียมความพร้อมรับมือกับสิ่งเหล่านั้นยังไงมากกว่าครับ

Photo by Louis Paulin on Unsplash
บทที่ 2 การเดินทางของเจ้าชายน้อย
ส่วนที่ 1 Toulouse Capitole เมืองการศึกษาที่ให้เวลาตั้งคำถามกับตัวเอง
ใบสุดท้ายคือปริญญาเอก กฎหมายมหาชน ที่ มหาวิทยาลัยตูลูส กาปิตอล (Université Toulouse Capitole) รอบนี้ไปเรียนด้วยทุน Franco-Thai ของรัฐบาลฝรั่งเศส เมืองที่ผมไปเรียนนี่นอกจากกฎหมายแล้วเขาก็มีชื่อเสียงเรื่องเครื่องบินกับอวกาศนะครับ เลยมีสัญลักษณ์เกี่ยวกับ “เจ้าชายน้อย” (Le Petit Prince) เช่น ดาว B - 612 หลาย ๆ จุดในเมืองเลย

นึกย้อนไปแล้วชีวิตปริญญาเอกผมก็เหมือนการเดินทางของเจ้าชายน้อยนะครับ เพราะเป็นการเดินทางที่ “โดดเดี่ยว” อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ของตัวเอง แล้วก็หมั่นรดน้ำพรวนดินดูแล “ต้นกุหลาบ” เพียงต้นเดียว ซึ่งก็คือ “วิทยานิพนธ์” ของผมไม่มีผิด
วิทยานิพนธ์เป็นงานที่ต้องทุ่มเทพลังชีวิตทั้งกายและใจสูงมากครับ เป็นช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้ตัวเอง ฝึกวินัย ความอดทน และการจัดการความเครียด ถือเป็นจุดสูงสุดในชีวิตการศึกษา ถ้าเปรียบเป็นเกมก็เหมือนกำลังเผชิญหน้ากับ Last Boss แล้วครับ


หลักสูตรปริญญาเอกกฎหมายที่ฝรั่งเศสไม่มีเลกเชอร์แบบเติมความรู้แล้ว ระดับนี้เป็นการทำงานเต็มเวลา หลักๆ คือทำวิจัย เขียนเล่ม และสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ สิ่งที่ยากที่สุดตั้งแต่เริ่มต้นคือการหาอาจารย์ที่ปรึกษา เพราะอาจารย์แต่ละท่านมีโควตารับนักศึกษาจำกัด ถ้าหาที่ปรึกษาได้ก็เหมือนก้าวข้ามเส้นชัยไปแล้วหนึ่งก้าว ขั้นตอนนี้เราต้องเอาไอเดียไปขาย ทำเค้าโครงความคิดแบบทวินิยม เพื่อให้อาจารย์เชื่อว่าหัวข้อของเรามีคุณค่าและเรามีศักยภาพพอจะเขียนจนจบได้
หากงานเขียนระดับปริญญาโทคือการวิเคราะห์และสรุปความรู้ที่มีอยู่ งานระดับปริญญาเอกก็คือการสร้างความรู้ใหม่ โดยการสกัดความไม่รู้ออกไป
ผมโชคดีที่ได้ทำหัวข้อที่ดึงดูดใจจนนั่งติดโต๊ะคอมพิวเตอร์ได้นานๆ แรงใจจึงสำคัญพอๆ กับวินัย ผมอาจไม่ได้เขียนทุกวัน แต่ถ้านึกอะไรออกก็ต้องจดไอเดียไว้เรื่อยๆ เหมือนเรากำลังต่อจิ๊กซอว์ เวลาเรามีภาพใหญ่อยู่ในหัวแล้วว่าวันสุดท้ายหน้าตาจะเป็นอย่างไร ช่วงแรกภาพอาจจะเบลอหรือน่าเบื่อไปบ้างเป็นปกติ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็จะชัดเจนและสนุกขึ้น ผมเขียนๆ แก้ๆ และหารือกับอาจารย์อยู่ตลอด เผลอแป๊บเดียววิทยานิพนธ์ก็มีความยาวกว่าหนึ่งพันหน้า
จริงๆ ผมชอบการได้รับ Comment ด้วยซ้ำ เพราะยิ่งแก้งานก็ยิ่งดีขึ้นและช่วยปิดจุดบอดที่เรามองข้ามไป แต่ช่วงเวลาที่เหนื่อยจนแทบ "ใจจะขาด" กลับเป็นการรอคอยอาจารย์ที่ปรึกษาตอบกลับในทุกร่างที่เขียนส่งไป ต้องลุ้นว่าไอเดียจะผ่านไหม จะเหนื่อยฟรีหรือเปล่า บางครั้งอาจารย์ท่านยุ่งมากก็ต้องรอนานเป็นเดือน ทำให้ไม่รู้ว่าควรเขียนต่อดีไหม เพราะถ้าจุดเริ่มต้นผิดก็ต้องรื้อเขียนใหม่หมด
สุดท้ายแล้วผมว่านี่คือการต่อสู้กับตัวเอง เหมือนที่สุนัขจิ้งจอกบอกกับเจ้าชายน้อยว่า "เวลาที่นายเสียสละดูแลดอกกุหลาบ คือสิ่งที่ทำให้เห็นว่าดอกกุหลาบของนายมีความหมายยิ่งนัก" สิ่งนี้เองที่ทำให้วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีคุณค่าที่สุดในชีวิตผมครับ
พอถึงวันสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ (Defense) ส่วนที่หนักที่สุดคือช่วงที่กรรมการคนนอกตั้งคำถาม อาจารย์ที่ปรึกษาเคยเตือนไว้แล้วว่าเดี๋ยวนี้ปรับระเบียบใหม่ จบยากขึ้น ต้องมีกรรมการคนนอกและประเมินหลายขั้นตอน วันจริงผมก็โดนซัดหนักตามคาดครับ
หลังจากผ่านช่วงถามตอบ เขาก็เชิญผู้สอบออกจากห้องเพื่อให้กรรมการประชุมกัน จากนั้นก็เรียกเรากลับเข้าไป ประธานสอบประกาศว่า "ขอแสดงความยินดีด้วย นับแต่วันนี้เป็นต้นไปคุณมีศักดิ์และสิทธิตามกฎหมายที่จะใช้คำนำหน้าเรียกตัวเองว่า Doctorat en droit (Doctor of Laws) แล้ว"
เพื่อนฝูงที่มาฟังก็ปรบมือแสดงความยินดี ความรู้สึกผมตอนนั้นไม่ใช่ไม่ดีใจนะครับ ได้ใส่ชุดครุยประเพณีก็ภูมิใจแหละ แหม แต่ความรู้สึกตอนนั้นคือชาไปหมด เพราะเหนื่อยล้าจากการวิ่งมาราธอนมาอย่างยาวนาน เป็นความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกมากกว่า วินาทีที่ซาบซึ้งที่สุดจริงๆ คือตอนที่ได้โทรศัพท์กลับไปแจ้งข่าวดีที่บ้าน ตอนจบของนิทานเรื่องนี้คงเป็นตอนนั้นเองครับ


Photo by Siddhant Kumar on Unsplash
ส่วนที่ 2 จากสนามบินตูลูสถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ผมใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศสรวม ๆ ประมาณ 5 ปีครับ ยอมรับว่าทุกอย่างไม่ได้สวยงามไปเสียทั้งหมด ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากทำ หรืออยากย้อนกลับไปแก้ไขให้ดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้ทำ
ในตอนท้ายของการเดินทาง เมื่อเจ้าชายน้อยต้องกลับไปยังดาว B-612 เพื่อดูแลดอกกุหลาบ ระยะทางข้ามจักรวาลนั้นแสนไกล เขาจึงต้องทิ้ง “เปลือก” ไว้เบื้องหลัง เพื่อให้ “จิตวิญญาณ” ได้เดินทางกลับไปหาสิ่งที่เขารักและผูกพันอย่างแท้จริง
วันที่แพ็กกระเป๋าจากสนามบินตูลูสกลับไทย ผมต้องปรับใจอยู่นานครับว่าทุกอย่างจบลงแล้ว อะไรที่แบกไว้ไม่ไหวก็ต้องปล่อยไป ผมเลือกทิ้งความเครียดและความกดดันจากการเรียนไว้ที่นั่น อาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่ใจต้องการทั้งหมด แต่ผมก็ต้องยอมรับ รักษาแก่นสำคัญไว้และเดินหน้าต่อโดยทิ้ง “เปลือก” ไว้ที่นั่น
ในที่นี้ก็คือความไม่ภูมิใจในตัวเองในลักษณะที่เป็น “พิษงู” ผมคงไม่สามารถพิชิตกฎหมายมหาชนฝรั่งเศสเรียนรู้ได้ทุกอย่างทั้งหมดในเวลาแค่ 5 ปี แต่สิ่งที่ผมพกติดตัวกลับมา คือ "จิตวิญญาณ" ของนักเรียน วิธีคิดทางกฎหมาย ระเบียบวิจัยทางนิติศาสตร์ และความตั้งใจที่อยากจะใช้ความรู้กฎหมายมหาชนที่มีให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย การเรียนกฎหมายที่ฝรั่งเศสทำให้เห็นว่า กฎหมายไม่ใช่แค่ตัวอักษรบนกระดาษ แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยจัดระเบียบและแก้ปัญหาให้สังคม
เจ้าชายน้อยเลือกเดินทางไกลเพื่อกลับไปรับผิดชอบกุหลาบที่เขาผูกพัน ผมก็ต้องกลับประเทศไทย กลับมารับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน และนำความรู้ที่ได้จากทุนรัฐบาล (ภาษีประชาชน) มาใช้ตอบแทนสังคมชำระหนี้ทางใจในมุมที่ผมพอจะทำได้ครับ
ที่ถามว่าอะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จในการศึกษา ?ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ผมเปรียบตัวเองเหมือนคนที่พยายามสาน “ตะกร้า” เตรียมรอไว้ โดยไม่รู้หรอกครับว่าจะมีโอกาสหรือมีใครเอาส้มมาใส่ให้ตอนไหน หลายครั้งเป็นเรื่องของ “ดวง” ล้วน ๆ ที่ผมควบคุมไม่ได้เลย ทำได้เพียงเชื่อในการทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด เพื่อที่ว่าเมื่อโอกาสหล่นลงมา ตะกร้าของเราจะพร้อมรับมันไว้ได้ทันที เพื่อที่ตัวผมในอนาคตจะได้ไม่ต้องหันกลับมาเสียดายหรือโกรธตัวเองในอดีตได้ครับ |


. . . . . . .
Note: ระหว่างเรียน ปริญญาเอก พี่เต้ยยังมีโอกาสรับตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนไทยในฝรั่งเศสและสมาคมนักเรียนไทยในยุโรป ภารกิจหลักคือการเชื่อมความสัมพันธ์และสร้างพื้นที่กลางให้นักเรียนไทยจากหลายประเทศในยุโรปได้มาเจอกันผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมฯ โดยเฉพาะงานประชุมวิชาการประจำปี
ใครสนใจติดตามข้อมูลสมาคมนักเรียนไทยในยุโรป (TSAE) สามารถเข้าไปดูได้ที่ https://tsae.eu และสมาคมนักเรียนไทยในฝรั่งเศสฯ (AETF) ที่ https://aetf-online.com
นอกจากบทบาทข้าราชการและนักเรียนทุนแล้ว "ปัจจุบันพี่เต้ยยังมีผลงานเขียนหนังสือวิชาการจำนวน 2 เล่ม เล่มล่าสุด คือ “ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายการคลัง” ที่กลั่นกรองความรู้และประสบการณ์จากการเรียนทั้งในไทยและต่างประเทศ แล้วถ่ายทอดออกมาในสไตล์ของตัวเอง
"ผมถือว่าตัวเองเป็นทั้งนักกฎหมายปกครองและนักกฎหมายการคลังในเวลาเดียวกัน เลยพยายามเขียนกฎหมายปกครองให้เข้าใจง่ายสำหรับนักกฎหมายการคลัง และเขียนกฎหมายการคลังให้เข้าใจง่ายสำหรับนักกฎหมายปกครอง ผมอยากเป็นเหมือนล่ามให้คน 2 ศาสตร์นี้คุยกันรู้เรื่อง นอกจากความสนุกแล้ว ผมรู้สึกอยากทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ เพราะมองว่าในตลาดยังไม่มีหนังสือแนวนี้ เลยคิดว่าตัวเองน่าจะเข้าไปเชื่อมโยงและสร้างความรู้ใหม่ ๆ ได้ การได้เป็นส่วนหนึ่งของนักกฎหมายที่ช่วยขยายพรมแดนกฎหมายมหาชนในประเทศไทย ถือเป็นความสำเร็จในชีวิตผมเลยครับ" |

พี่เต้ยยังฝากทิ้งท้ายไว้ว่า แม้น้อง ๆ ระดับมัธยมหรือปริญญาตรีที่ไม่ได้เรียนกฎหมายมาอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วอาจจะเข้าใจยาก คิดว่าคงจะยังไม่ถึงเวลาที่จะได้นำไปใช้ประโยชน์โดยตรง แต่อยากให้ลองมองในเชิงไอเดียมากกว่าว่า ทำไมพี่เต้ยถึงเลือกเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพราะในโลกที่ความรู้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่จะติดตัวเราไปตลอดชีวิตจึงไม่ใช่การท่องจำเนื้อหาให้เก่งที่สุด แต่คือ “ทรรศนะและวิธีคิด” ที่ผลักดันให้เรากล้ามองหาช่องว่างที่คนอื่นมองข้าม เพื่อบุกเบิกพื้นที่ใหม่ ที่เราสามารถนำสิ่งที่มีมาเชื่อมโยงและสร้างประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
สำหรับใครที่อยากตามไปเก็บความรู้และอ่านผลงานของพี่เต้ย สามารถหาอ่านได้ตามห้องสมุดมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สั่งซื้อกับสำนักพิมพ์โดยตรง หรือค้นหาตามแอปพลิเคชันร้านหนังสือชั้นนำได้เลยค่า~

The world is waiting,
and you’re warmly invited!
เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Box โกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair
งานนี้พบ "พี่เต้ย" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่ (ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตวามเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมน่าจะคลิกกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!
ความปังยังไม่หมดนะคะ ในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ, Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~
- Save the Date: 25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!
0 ความคิดเห็น