Trisorn in France! พกแพสชันเด็กทุนแบงก์ชาติ ลุยป.โท-เอก เศรษฐศาสตร์ « Paris School of Economics »

Bonjour ชาว Dek-D! ใครที่เล็งเดินเส้นทางวิจัยสายเศรษฐศาสตร์ หรือมีความฝันอยากคว้าทุนรัฐบาลไปเรียนต่อในสภาพแวดล้อมที่ทั้งเข้มข้นทางวิชาการ และฮีลใจได้ในวันที่ฟาดกับ thesis จนเหนื่อยหอบ วันนี้เราจะขอพาไปรู้จักกับ “พี่ฟร้อง-ไตรสรณ์ ถิรชีวานนท์” ศิษย์เก่าป.ตรี คณะเศรษฐศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) ม.ธรรมศาสตร์ และ นักเรียนทุนแบงก์ชาติ ศึกษาต่อระดับป.โทและเอกที่ « Paris School of Economics » หรือ PSE สถาบันเศรษฐศาสตร์ชั้นนำระดับโลก ณ​ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

การไปเรียนในสถาบันที่เป็นแหล่งรวมหัวกะทิด้านเศรษฐศาสตร์ระดับโลกจะดุเดือดแค่ไหน ชีวิตเด็กภาคอินเตอร์ในฝรั่งเศสเป็นยังไงบ้าง แล้วอะไรคือนิยามใหม่ของ “ประเทศที่พัฒนาแล้ว” ที่ค้นพบหลังจากมาเจอปารีสของจริง?

Alors… on y va​, ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลยค่ะ!
(*วลีชวนลุยในภาษาฝรั่งเศส ให้ความหมายประมาณ “Let’s go”)

. . . . . . .

1

จุดเริ่มต้นที่ธรรมศาสตร์
สู่แพสชันด้านนโยบายสาธารณะ

สวัสดีครับ “ฟร้อง” นะครับ ย้อนไปช่วงเรียนมัธยมต้นและปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โชคดีที่มีกลุ่มพี่ๆ ศิษย์เก่าแวะเวียนมาติววิชาเศรษฐศาสตร์กัน ทำให้ผมเริ่มประทับใจและอินกับด้านสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงนั้นผมเดินสายแข่งตอบปัญหาเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ ม.ต้น จนถึง ม.ปลาย เลยได้ลองอ่านหนังสือของอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) อยู่หลายเล่ม

และยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่ามหา’ลัยนี้มีของ

หลังจากรู้ว่ามีหลักสูตร Bachelor of Economics (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) เรียนที่ม.ธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ใกล้บ้านผม ก็ลุยยื่นอันดับ 1 เลยครับ //จริงๆ ค่าเทอมค่อนข้างสูง แต่ตอนรุ่นผมในปี 2559 ถ้าสอบติดและคะแนนสูงอันดับ 1-5 ของคณะ จะได้ทุนเรียนฟรีเต็มจำนวนจนจบป.ตรี ช่วยให้เบาไปมาก

ม.ธรรมศาสตร์ เปิดสอนคณะเศรษฐศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยแรกของไทย ถ้าย้อนไปดูตามประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญและนักวิชาการดังๆ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเกี่ยวพันกับที่นี่เยอะมาก รวมถึงท่านอาจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย

เข้ามาถึงก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่อบอวลด้วยความรักสังคมจริงๆ สิ่งที่ประทับใจสุดคืออาจารย์คณะครับ เขาเก่งและฉลาดคิดไว ส่วนเพื่อนๆ แต่ละคนก็เก่งและกล้าโต้แย้งด้วยเหตุผล น่าจะเหมือนกับมหา’ลัยชั้นนำหลายแห่งที่สภาพแวดล้อมช่วย push ให้เราเก่งขึ้นตลอด ส่วนนอกคลาสผมจะชอบนั่งรถตู้ไปลงวิทยาเขตรังสิตเพื่อทำกิจกรรม ทั้งละครเวที หรือออกค่ายอาสา ผมรู้สึกตัวเองใช้ชีวิตนักศึกษาคุ้มอยู่เหมือนกันนะ!

ส่วนมากคนที่เข้ามาเรียน BE จะอยากได้มุมมองกว้างๆ ไปต่อยอด ซึ่งที่นี่ก็มี Tracks ให้เลือกหลากหลาย เรียนแบบเข้มข้น ตอนไปเรียนสักปี 2-3 ก็เริ่มได้อ่านตำราเศรษฐศาสตร์มาตรฐานเดียวกับที่มหา’ลัยระดับโลกใช้กันแล้ว

พอผมรู้ตัวว่าอยากเป็นนักวิจัยสายวิชาการแบบเต็มตัว ก็เลยเลือก Track ที่ได้เจอคณิตศาสตร์และสถิติหนักๆ รวมถึงเรียนวิชาขั้นสูงต่างๆ ทำให้พอผมไปต่อปริญญาโทปี 1 เทอม 1 ที่ฝรั่งเศส ผมเลยรู้สึกค่อนข้างชิล เพราะมหา’ลัยเตรียมพื้นฐานให้แน่นมากจริงๆ ครับ

. . . . . . .

2

ปักหมุดทุนแบงก์ชาติ
ลุยวิจัยเศรษฐศาสตร์ที่ PSE (Paris)

ผมมีแผนต่อป.เอกเพื่อเป็นนักวิจัย เลยเริ่มมองหาประเทศที่มีทุนสนับสนุนและมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อกับสายวิชาการ แต่ยังไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องฝรั่งเศสเท่านั้น จนกระทั่งลองไปดูสถิติของนักศึกษาที่จบป.เอกจาก Top U. ของโลกว่าเขาเรียนป.โทจากที่ไหนกันมาบ้าง

ผมพบว่าคนที่จบจาก Paris School of Economics หรือ PSE ไปต่อ MIT และ Harvard กันเยอะมาก เลยคิดว่า PSE จะเป็นสปริงบอร์ดที่ดีถ้าวันนึงเราเกิดอยากไปอยู่จุดนั้นบ้าง

แล้วก็เป็นอีกครั้งที่หนังสือช่วยพาผมมาเจอมหาวิทยาลัยที่ใช่ ช่วงเรียน BE ผมสนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ ตั้งคำถามว่าทำไมบางประเทศถึงรวย แต่อีกประเทศกลับจน ช่วงที่โตมาเราก็มักจะได้ยินคนพูดถึงเรื่องทุนผูกขาดหรือนายทุนอยู่เรื่อยๆ  

แล้วนักเศรษฐศาสตร์ที่ผมชื่นชอบอย่าง Philippe Aghion สามารถโยงสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันได้ และอีกท่านคือ Thomas Piketty ผู้เขียนหนังสือ Capital in the Twenty-First Century ที่พูดถึงความเหลื่อมล้ำเหมือนกัน ประมาณว่าถ้าปล่อยปัญหานี้ต่อไปจะต้องกลายเป็นปัญหาระดับโลกแน่ๆ และกลายเป็นว่าทั้งสองท่านคือศาสตราจารย์ที่ PSE นี่แหละครับ

เจอทางแยกของชีวิต เมื่อติดสองทุน

ช่วงนั้นผมสมัครทั้งทุนรัฐบาลฝรั่งเศส Eiffel Excellence Scholarship ทุนอานันทมหิดล และทุนแบงก์ชาติสำหรับบุคคลภายนอก ผลคือติดทุน Eiffel (ถ้าเลือกรับก็จะไปเรียนที่ Toulouse) และทุนแบงก์ชาติ (ทุนนี้จะให้ลิสต์สถาบันที่สมัครได้ ผมก็เลยยื่น PSE แล้วก็ได้รับตอบรับเข้าเรียน)

ผมคิดหนักมากเพราะทุนแบงก์ชาติมีเงื่อนไขผูกพันค่อนข้างยาว สมมติเรียนโทกับเอกรวม 6 ปี ก็ต้องกลับมาทำงานใช้ทุนประมาณ 12 ปี แต่ทุน Eiffel ไม่มีข้อผูกมัดตรงนี้

แต่ประสบการณ์ทำงานเป็นนักวิจัยที่ “สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย “ (TDRI) ทำให้ผมเห็นภาพเชื่อมกันตั้งแต่งานวิชาการ งานวิจัย ไปจนถึงนโยบายจริงๆ ว่าสุดท้ายองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ถูกนำไปใช้ตัดสินใจเรื่องอะไรในประเทศบ้าง เราอยากพาตัวเองไปอยู่ในเส้นทางและ ecosystem แบบไหน นั่นทำให้ผมตัดสินใจรับทุนแบงก์ชาติครับ

ผมว่าพาร์ตที่เตรียมตัวหนักคือรอบข้อเขียน ข้อสอบออกโดยสำนักงาน ก.พ. ครับ ถ้าจำไม่ผิดจะมีวิชาภาษาอังกฤษ การอ่านจับใจความ และคณิตศาสตร์ ตอนนั้นมีรุ่นพี่ BE ที่เคยได้ทุนเขาแนะนำว่าให้ฝึกทำโจทย์เยอะๆ เพราะข้อสอบนี้คือเราต้องทั้งเร็วและแม่น

และอีกส่วนที่ผมว่าสำคัญที่สุดจริงๆ คือรอบสัมภาษณ์ เราต้องรู้จักตัวเองให้ลึกซึ้ง ตอบให้ได้ว่าทุนนี้จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายชีวิตเรายังไง และต้องเข้าใจบริบทของหน่วยงานที่เราไปสมัครด้วย อย่างแบงก์ชาติเขาดูแลด้านนโยบายการเงิน เรื่องดอกเบี้ย เสถียรภาพเศรษฐกิจ หรือระบบการเงินของประเทศ เราก็ควรพรีเซนต์ให้กรรมการเห็นภาพชัดเจนว่า ความรู้ที่เรากำลังจะไปเรียนมานั้น จะสามารถนำกลับมาช่วยพัฒนาองค์กรหรือช่วยเหลือสังคมได้อย่างไรบ้างครับ

. . . . . . .

3

รีวิวคลาสเศรษฐศาสตร์ในดงหัวกะทิ
Paris School of Economics (PSE)

ภาพรวมและความเข้มประมาณไหน

*ป.โทที่นี่ใช้เวลาเรียน 2 ปีครับ ส่วนป.เอก 3 ปี ตอนนี้ผมอยู่ช่วงครึ่งหลังของ ป.เอกแล้ว

ความเข้มข้นกับความลึกของเนื้อหาต่างจากตอนป.ตรีเยอะเลยครับ ปีแรกของป.โทเราจะได้เรียน Foundation ซึ่งเป็นรากฐานของทฤษฎี รวมถึงคณิตศาสตร์และสถิติที่จำเป็นสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าเราตั้งคำถามว่าทำไมคนถึงเลือกสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง แล้วถ้าคนมักเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง คำถามต่อมาคือ “อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด” และเราจะพิสูจน์เรื่องพวกนี้ทางวิชาการยังไงให้รัดกุม

ผมรู้สึกประทับใจวิธีสอนของอาจารย์ที่นี่มาก ถึงจะเป็น Lecture-based แต่สมมติวิชาไหนมีคณิต อาจารย์จะไม่เสียเวลาแก้โจทย์ตาม Step ในห้อง เพราะเขามองว่าเรื่องนี้เราไปฝึกเองได้ สิ่งที่อาจารย์เน้นมากกว่าคือไอเดียว่าทฤษฎีที่เราเรียน สามารถใช้อธิบายและตอบคำถามอะไรได้ในโลกความจริง เหมือนคำพูดประโยคนึงที่ผมชอบมาก ก็คือ "วิชาการเกิดมาเพื่ออธิบายโลกแห่งความจริง” ไม่ใช่แค่เรื่องฟุ้งๆ ครับ

ชวนพี่ฟร้องรีวิวสัก 2 วิชาที่ประทับใจ

วิชา Microeconomics II จริงๆ ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่าวิชาที่อาจารย์สอนได้ดีที่สุด มักเป็นวิชาที่ยากที่สุด 55555 วิชานี้อาจารย์เข้าใจเนื้อหาลึกและถ่ายทอดออกมาได้ดีมากๆ แต่คนตกเยอะเพราะเนื้อหายากจริง เด็กเศรษฐศาสตร์ได้ยินคำนี้จะรู้กัน

และวิชา International Trade หรือการค้าระหว่างประเทศ อาจารย์ไม่ได้มานั่งสอนแค่ทฤษฎีเพียวๆ แต่สอนว่าเราควรใช้ทฤษฎีไหนไปอธิบายปรากฏการณ์อะไรในโลกจริง อย่างเช่นเวลาเปิดประเทศ ทำไมบางบริษัทถึงโตขึ้นมาก แต่บางบริษัทกลับหดตัวเล็กลง เป็นต้น

การได้เรียนในคลาสนี้ทำให้ผมนึกภาพออกว่านักวิจัยระดับโลกเขามีกระบวนการคิดและถกเถียงประเด็นต่างๆ กันยังไงบ้าง ในขณะเดียวกันผมว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะประเทศไทยเติบโตมาได้จากการค้าระหว่างประเทศเป็นหลักครับ

อยู่ท่ามกลางสังคมยอดมนุษย์ Pro Max

พูดตามตรง เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าตัวเองก็พอตัวแหละ แต่พอไปถึงที่นั่นถึงรู้เลยว่ายังมีคนเก่งกว่าเราอีกเต็มไปหมด และข้อดีของ PSE คือค่าเรียนถูกมาก ตอนรุ่นผมน่าจะประมาณ 300 ยูโรต่อปี แต่ชื่อเสียงทางวิชาการแข็งแรงจนดึงดูดคนเก่งจากหลายประเทศ ทั้งเลบานอน เม็กซิโก บราซิล เยอรมนี อิหร่าน ฯลฯ บางคนเคยทำงานแบงก์ชาติมาแล้วด้วยซ้ำ ผมรู้สึกขอบคุณมหา’ลัยมากที่รวมคน background หลากหลายขนาดนี้มาไว้ในที่เดียวได้ครับ

โดยรวมช่วงปี 1 มีการบ้านและงานกลุ่มแทบทุกสัปดาห์ ผมเอาตัวรอดได้เพราะรับมือกับคณิตไหว จำได้ว่าแทบไปสิงหอเพื่อนทุกคืน ช่วยกันแก้โจทย์ยันตีสองตลอด 5555 แต่สนุกมากนะ ผมชอบบรรยากาศแบบนี้ ข้อดีอีกอย่างคือปารีสไม่ได้ใหญ่เกินไป ต่อให้ออกจากหอเพื่อนดึกแค่ไหน ปั่นจักรยานประมาณ 30 นาทีก็กลับถึงหอตัวเองแล้ว

พอขึ้นปี 2 คลาสจะเล็กลงเหลือหลักสิบ เพราะทุกคนเริ่มแยกสายเฉพาะทาง เช่น เศรษฐศาสตร์การพัฒนา เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หรือเศรษฐศาสตร์อุตสาหการ ส่วนผมเลือกสายเศรษฐศาสตร์มหภาคและการค้าระหว่างประเทศครับ

ข้อสอบ & วัฒนธรรมต่อรองเกรด

ทั้งยากและมีโอกาสเจอการออกข้อสอบแบบ random ครับ สมมติเราเรียนมา 6 บท อาจารย์อาจจะหยิบมาออกสอบแค่ 1 ถึง 2 บทก็ได้ ใครที่เป็นสายเก็งข้อสอบรับรองว่ามีสิทธิ์น้ำตาไหล

และที่ฝรั่งเศสก็จะชอบออกข้อสอบพลิกแพลงหรือหลุดจากเนื้อหาไปไกล เพื่อนบางคนอาจมองว่าไม่แฟร์ แต่ฝรั่งเศสจะคล้ายไทยที่มองว่าถ้าเราเข้าใจจริงๆ จะต้องประยุกต์ได้

อีกเรื่องที่เซอร์ไพรส์ผมมากๆ คือที่ฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมการต่อรองเกรด ถ้าเป็นคนไทยเวลาเจอข้อสอบยากหรือสอบตก ก็อาจต้องก้มหน้ายอมรับสภาพ แต่นักเรียนที่นี่จะรวมตัวกันไปคุยกับอาจารย์ตรงๆ เลยเพื่อถกเถียงเรื่องวิธีการให้เกรด หรือถามหาความยุติธรรมในการออกข้อสอบ ซึ่งอาจารย์เขาก็พร้อมรับฟังนะครับ ไม่ได้ปิดกั้นหรือมองว่าเป็นเรื่องเสียมารยาทเลย

. . . . . . .

4
ความท้าทายใหม่แบบสับ
ก้าวสู่วิจัยระดับป.เอก!

ถ้าป.โท เราจะได้เรียนควบคู่กับการทำวิจัย พอขึ้นป.เอก ชีวิตก็แทบกลายเป็นงานวิจัยเต็มตัว Coursework มีไม่เยอะ เน้นเข้าสัมมนา ฟังคนอื่นถกเถียง แลกไอเดีย หรือเสนอข้อโต้แย้งกลับไป

ตอนแรกผมสนใจเรื่องแรงงาน แต่พออ่านข่าว อ่านงานวิจัย และรับข้อมูลใหม่เรื่อยๆ สุดท้ายก็เปลี่ยนหัวข้อแบบ 360 องศา ผมหันมาสนใจเรื่อง Productivity หรือผลิตภาพแทน เพราะรู้สึกว่าถ้าประเทศอยากรวยขึ้น การศึกษาอย่างเดียวอาจยังไม่พอ รัฐก็ต้องช่วยผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงด้วย คำถามวิจัยของผมเลยกลายเป็นว่า ภาครัฐควรทำยังไงให้อุตสาหกรรมไทยโตขึ้น

สำหรับผมการทำวิจัยคล้ายกับการทำอาหาร ถ้าต้องทำผัดกะเพราทุกวันก็กินได้แหละ แต่ถ้ามีโอกาสได้ลองทำ Beef Wellington ประสบการณ์การเรียนรู้ก็คงจะท้าทายและสนุกกว่าเยอะ

การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนสิ่งที่เราสนใจจริงๆ เป็นโอกาสที่ไม่ได้หาได้ง่ายๆ ซึ่งที่ PSE เองก็เสิร์ฟบรรยากาศวิชาการให้แบบเข้มข้น มหา’ลัยจะเชิญนักวิจัยระดับโลกมาบรรยายทุก 2-3 สัปดาห์ อย่างเช่นนักเศรษฐศาสตร์หลักของ WTO (World Trade Organization) หรือบางครั้งนักศึกษาก็มีโอกาสข้ามไปฟังสัมมนาที่ Sciences Po ครับ

. . . . . . .

5

เสน่ห์ภาษาฝรั่งเศส 
และโครงสร้างประโยคที่เปลี่ยนมุมมองความรัก

ถ้าอยู่ในคลาส ตอนเรียนและคุยกับเพื่อนหรืออาจารย์เราจะใช้ภาษาอังกฤษกันตลอด และคลาสปริญญาโทมีนักเรียนแลกเปลี่ยนเยอะด้วยครับ การที่เรียนจบจาก BE ช่วยให้สื่อสารภาษาอังกฤษได้คล่อง อาจมี gap นิดหน่อยแต่โชคดีเพื่อนค่อนข้างใจเย็น เลยค่อยๆ ปรับตัวได้

แต่ถ้านอกคลาสจะเป็นเหมือนอีกโลกนะครับ เพราะฝรั่งเศสเป็นชนชาติที่ภูมิใจกับภาษาตัวเองมากๆ ถ้าเราพูดไม่ได้เลย ชีวิตประจำวันจะยากพอสมควร เข้าโรงหนังก็แทบไม่มีซับไตเติลอังกฤษ เลยเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ได้มาฝึกภาษาฝรั่งเศสแบบไม่คาดคิด จนถึงสื่อสารเบสิกและจ่ายตลาดได้สบายๆ

และผมยังเห็นด้วยที่หลายคนบอกว่าภาษาฝรั่งเศสโรแมนติกมาก อย่างพอยต์เล็กๆ เวลาพูดคำว่าฉันคิดถึงคุณ หรือ I miss you ปกติในภาษาฝรั่งเศสเขาจะเอากรรมมาวางไว้ข้างหน้า เขียนเป็นประโยคว่า Tu me manques ซึ่งถ้าแปลตรงตัวเป๊ะๆ คือ “คุณทำให้ฉันคิดถึง” เหมือนเปลี่ยนโฟกัสไปที่ผู้รับแบบเต็มๆ

นอกจากนี้ การได้มาเรียนภาษา ฝึกฟังเพลงฝรั่งเศส เรียนรู้วรรณกรรมของเขา ก็เป็นสีสันที่ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้มาสัมผัสครับ

. . . . . . .

6

รีวิวปารีสแบบโนฟิลเตอร์
และนิยามของ “เมืองเจริญแล้ว” ที่เปลี่ยนไป

1.  ภาพในฝันและวันลงเครื่อง

ก่อนมาผมคิดว่าเมืองเจริญต้องเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า ทุกอย่างดู Modern ใหม่กริบและอลังการไปหมด แต่พอมาถึงจริงสถานีรถไฟหลายแห่งกลับดูเก่าๆ (มอมแมมอยู่) ถนนก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร จนแอบสงสัยเหมือนกันว่า “เอ๊ะ แล้วความเจริญอยู่ตรงไหนเนี่ย”

แต่พอได้ใช้ชีวิตและคุยกับเพื่อนฝรั่งเศสมากขึ้น มุมมองผมก็เปลี่ยนไป 

ความเจริญของคนที่นี่อาจไม่ใช่ตึกสูงหรือห้างใหญ่ แต่คือการที่พ่อแม่พาลูกไปเดินสวนสาธารณะได้ในวันหยุด ค่าเช่าบ้านไม่แพงจนกดดันชีวิต น้ำประปาดื่มได้ และเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะสะดวกมาก

2. เมืองที่เดินแล้วมีชีวิตชีวา

หลังจากเจอวิชาเศรษฐศาสตร์และการทำวิจัยหนักๆ มาทั้งวัน พอเดินออกจากห้องทำงาน ได้เห็นฟ้าสวยๆ เห็นสถาปัตยกรรมตึกในปารีส รู้สึกฮีลใจมากครับ!

ปารีสเป็นเมืองที่เดินแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวา คนที่นี่ชอบออกมานั่งคาเฟ่ คุยกัน อ่านหนังสือ หรือแค่นั่งมองคนเดินผ่านไปมาก็เพลินแล้ว บรรยากาศไม่ได้เร่งรีบตลอดเวลา จนพออยู่ไปเรื่อยๆ ผมก็เริ่มติดนิสัยออกไปเดินดูเมืองเหมือนกัน ช่วงไหนเครียดๆ ก็ชอบเช่าจักรยานของเมืองปั่นเล่น เดือนนึงจ่ายประมาณ 300 กว่าบาทเอง บางวันก็กลับมาเล่นเครื่องดนตรีเล็กๆ ที่ซื้อติดหอไว้

ปล. ถ้าใครหยิบมือถือขึ้นแชะรูปตอนฟ้าเปิด ผมว่าแดดฝรั่งเศสไม่เหมือนที่อื่นจริงๆ ภาพจะออกมาไม่ยม ถ่ายยังไงก็ดูโรแมนติก

3. มายด์เซ็ตของการเป็นคนธรรมดา (บ้างก็ได้)

ปกติถ้าเป็นชนชั้นกลางธรรมดาที่ต้องประหยัดหรือชักหน้าไม่ถึงหลัง อาจมีบ้างที่เผลอรู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรพลาดไปในชีวิต แต่พอมาอยู่ปารีส ผมรู้สึกว่าชุดความคิดแบบนี้เบาลงเยอะ

สังคมที่นี่ให้คุณค่ากับความเสมอภาคสูง คนจำนวนมากใช้ชีวิตเรียบง่าย โฟกัสที่ความสุข และไม่ได้รู้สึกผิดที่ตัวเองไม่ได้รวย ผมชอบความคิดที่ว่าเราเป็นคนธรรมดาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมุ่งตรงดิ้นรนเข้าหาความสำเร็จตลอดเวลา

4. เสพศิลป์ระดับโลกด้วยงบประหยัด

ชีวิตที่นี่มีอะไรให้เรียนรู้เยอะมาก ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องมีเงินเยอะๆ ถึงจะเข้าถึงความสุนทรีย์ระดับโลกได้ครับ อย่างที่ปารีสมีทั้งหอศิลป์ โรงโอเปร่า และคอนเสิร์ตกระจายอยู่เต็มไปหมด // ยิ่งถ้าอายุต่ำกว่า 28 ปี หลายที่เปิดให้เข้าชมได้ในราคาที่ถูกมากๆ บางคอนเสิร์ตแค่ 8 ถึง 9 ยูโร แล้วยังมีความอินเตอร์สูง ตั้งแต่แนวอียิปต์ จีน บราซิล ไปจนถึงอาเซอร์ไบจานเลยครับ

5. แฟชั่นคือภาษาที่ใช้สื่อสาร

ผมสังเกตว่าคนฝรั่งเศสชอบแสดงออก แล้วการแต่งตัวสำหรับเขาก็เหมือนภาษารูปแบบหนึ่ง ถ้า Overall Look ไปด้วยกัน มีธีม หรือมี message บางอย่างที่อยากสื่อ คนที่นี่จะใส่ใจกับรายละเอียดพวกนี้มาก (จนหลังๆ ผมก็เริ่มสนุกกับการแต่งตัวขึ้นมาเหมือนกันครับ)

6. สวัสดิการรัฐที่ทำให้คนธรรมดาหายใจโล่งขึ้น

รัฐช่วยเรื่องปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างเยอะ ทั้งค่าไฟ ค่ารักษาพยาบาล หรือสวัสดิการช่วงเศรษฐกิจแย่ แน่นอนว่าทุกอย่างมีต้นทุน คนที่นี่ก็เสียภาษีสูงจริง บางคนโดนหัก 60-70% เหมือนกัน

แต่ในมุมของผมที่เป็นนักศึกษารายได้น้อย ก็ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเยอะพอสมควร อย่างค่าห้อง รัฐช่วยประมาณ 20% โอนเข้าบัญชีทุกเดือน ส่วนโรงอาหารนักศึกษาก็มื้อนึงประมาณ 3 ยูโร ได้ครบทั้งข้าว ผลไม้ ของหวาน บางช่วงลดเหลือแค่ยูโรเดียวด้วยนะครับ

CAF (Caisse d’Allocations Familiales) กองทุนของฝรั่งเศสที่มีสวัสดิการช่วยเหลือค่าเช่าที่พักให้กับนักศึกษาทุกคนรวมถึงชาวต่างชาติ ช่วยลดภาระค่าครองชีพรายเดือนได้เป็นอย่างดี


CROUS หน่วยงานดูแลสวัสดิการนักศึกษาในฝรั่งเศส มีบริการ Resto U หรือโรงอาหารนักศึกษาที่เสิร์ฟอาหารครบมื้อในราคาประหยัด และยังมีหอพักราคานักศึกษาคอยให้บริการด้วย

. . . . . . .

7

ถอดรหัสอนาคตนักเศรษฐศาสตร์ยุค AI
และข้อความถึงคนมีความฝัน

แก่นแท้ของเศรษฐศาสตร์คือการพัฒนาชีวิตคน

จริงๆ แล้วเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากครับ และมักจะสัมพันธ์กับนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบกับชีวิตคนทุกวัน หนึ่งในตัวอย่างที่ผมรู้สึกว่าใกล้ตัวมากคือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่บ้านผมเองก็มีคนไม่สบาย พอมีนโยบายนี้เข้ามา ยาบางตัวก็ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ความเครียดในครัวเรือนก็ลดลงไปเยอะเลย

บางครั้งเศรษฐศาสตร์อาจจะดูเป็นเรื่องนามธรรม หรือเต็มไปด้วยกราฟกับสมการตัวเลขเต็มไปหมด แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราพยายามทำคือการทำความเข้าใจว่า นโยบายแบบไหนจะช่วยให้ชีวิตคนธรรมดาดีขึ้นได้จริงๆ

อาวุธใหม่ของนักเศรษฐศาสตร์ยุค AI

ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก AI เข้ามาเปลี่ยนเลนส์การทำงานหลายอย่าง ทักษะด้านการจัดการข้อมูลหรือ Programming อาจไม่ใช่จุดเด่นเพียงอย่างเดียวของนักเศรษฐศาสตร์อีกต่อไปแล้ว

สิ่งที่ผมมองว่าสำคัญมากขึ้นคือเรื่องของรสนิยมครับ เราต้องรู้ว่าอะไรคือโจทย์ที่สำคัญของสังคม และควรใช้เครื่องมืออะไรมาตอบโจทย์นั้น นักเศรษฐศาสตร์ในมุมมองของผมจึงไม่ใช่แค่คนที่คำนวณเลขเก่ง แต่ต้องเป็นนักคิดที่เข้าใจบริบทสังคมด้วย

นอกจากจะต้องตามเทรนด์เครื่องมือใหม่ๆ ให้ทันแล้ว เราต้องรู้ด้วยว่าจะใช้เครื่องมือเหล่านั้นไปเพื่ออะไร สำหรับผมเองโจทย์ที่สนใจที่สุดยังคงเป็นเรื่องการพัฒนาประเทศไทย การยกระดับคุณภาพชีวิต และการพยายามทำให้เศรษฐกิจไทยมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้นครับ

Message to the Dreamers 
"แม้ในวันที่ล้ม ก็อย่าลืมชื่นชมตัวเอง"

ท้ายนี้สำหรับน้องๆ ที่กำลังเหนื่อยหรือท้อกับการเตรียมสอบชิงทุน ชีวิตเรามีหลายเรื่องมากที่ควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือพยายามทำส่วนที่ควบคุมได้ให้ดีที่สุด อย่างน้อยก็เตรียมตัวให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

ตอนเด็กๆ เคยมีคนบอกผมว่า ถ้าฝันสูง เวลาตกลงมาจะเจ็บ ซึ่งเอาจริงๆ ก็เจ็บแหละครับ เวลาที่เราพลาดทุนหรือผิดหวังกับอะไรบางอย่าง แต่พอเวลาผ่านไปผมกลับรู้สึกว่า บางครั้งเราอาจจะถูกสอนให้มองแต่ข้างหน้ามากเกินไป จนลืมหันกลับมาดูว่าตัวเราเองเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว

ผมว่าการมี Ambition เป็นเรื่องที่ดีนะ แต่ระหว่างทางก็อย่าลืมมองสิ่งที่ตัวเองพยายามผ่านมาด้วยเหมือนกัน เพราะบางทีเราอาจจะเข้มงวดกับตัวเองเกินไปโดยไม่รู้ตัวครับ

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น