รีวิวทุนรัฐบาลสิงคโปร์ (ASEAN Scholarship) ฉบับ ‘พี่แพท’ เรียนเดือด กิจกรรมฉ่ำ สู้ชีวิตแบบ 300%

ถ้าพูดถึงทุนรัฐบาลสิงคโปร์อย่าง ASEAN Scholarship ภาพในหัวของหลายคนน่าจะเป็นเด็กเรียนเก่งระดับเทพ ระบบการศึกษาที่เป๊ะเวอร์ และการแข่งขันสุดเข้มข้น ซึ่งบอกเลยค่ะว่าติ๊กถูกทุกข้อ! จนบางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่า 1 วันของเด็กทุนสิงคโปร์มี 24 ชั่วโมงเท่าพวกเราจริงๆ ใช่มั้ยนะ?

วันนี้เราจะพาไปเปิดเส้นทางการเรียนของ “พี่แพท” เด็กทุน ASEAN Scholarship ที่ใช้ชีวิตอยู่ในระบบการศึกษาสิงคโปร์มาตั้งแต่ระดับ Secondary School จนถึง Junior College และกำลังจะเริ่มต้นชีวิตเฟรชชี่ในรั้วมหาวิทยาลัย

เบื้องหลังก้าวใหญ่ๆ ของเด็กทุน 1 คน เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความกดดัน ความรู้สึกเหมือนตัวเองยังเก่งไม่พอ แต่ก็เป็นรสชาติความเป็นผู้ใหญ่ที่ได้เยือนกันตั้งแต่วัยเรียน // จะน่าสนใจขนาดไหน ไปเริ่ม Chapter 1 กันเลย!

. . . . . . . .

1
แนะนำตัวสั้นๆ

สวัสดีค่ะ "แพท" นะคะ ก่อนที่จะได้ทุน ASEAN Scholarships แพทเรียน EP อยู่ที่สาธิต มศว ปทุมวันค่ะ แล้วปีที่สมัครทุนก็เป็นช่วงโควิดพอดี ทุกอย่างเลยเปลี่ยนไปเยอะมาก ทั้งการสอบ การสัมภาษณ์ รวมถึงรูปแบบการเรียนด้วย

ก่อนจะไปถึงจุดนั้น จริงๆ Dek-D เคยติดต่อแพทรีวิวตอนเพิ่งสอบติดทุนนี้สดๆ ร้อนๆ และมาแชร์ตั้งแต่การเตรียมตัวสอบ ข้อสอบจริง ชีวิตช่วงปรับตัว รวมถึงบรรยากาศการเรียนในสิงคโปร์ร่วมกับรุ่นพี่ทุนคนอื่นๆ ด้วย ใครที่กำลังสนใจสนามทุนนี้อยู่ อาจลองอ่านควบคู่กันได้ จะช่วยเห็นภาพเส้นทางตั้งแต่ก่อนจนถึงหลังติดทุน ก่อนเริ่ม Chapter ต่อในบทสัมภาษณ์ Part II นี้ค่ะ

อ่านรีวิวพิชิตทุนอาเซียนที่นี่

โน้ตถึงน้องๆ ที่สนใจทุนอาเซียน

ใครที่กำลังเตรียมตัวตั้งแต่ช่วงประถมปลายจนถึงมัธยมต้น แพทมีทริกการเตรียมตัวมาฝากค่ะ ด่านแรกเค้าจะคัดคนจากหลักพันให้เหลือหลักร้อยด้วย "เกรดและพอร์ต" เพราะฉะนั้นควรเก็บพอร์ตให้ครบ 3 ด้าน (ทุกด้านสำคัญเท่ากันหมด พยายามอย่าให้มีด้านไหนดร็อป)
 

  1. Volunteer (จิตอาสา): สิงคโปร์ชอบพอร์ตด้านนี้มากๆๆๆ ในไทยมีให้ทำเยอะเลยค่ะ อย่างแพทเคยไปทำกับมูลนิธิกระจกเงาเป็นประจำ หรือพวกมูลนิธิอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าก็มี ลองเสิร์ช Google หาแนวที่ตัวเองอินได้เลย
     
  2. Leadership (ความเป็นผู้นำ): พยายามรับบทบาทผู้นำให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าห้อง ลูกเสือ หรือเหรัญญิก แต่ถ้าไม่มีตำแหน่งให้ทำจริงๆ ก็ลุยสร้างโปรเจกต์ขึ้นมาเองแล้วเป็นคน Lead เลยค่ะ
     
  3. Academic (วิชาการ): สิงคโปร์ชอบเด็กแข่งมากๆ เค้าดูความกระตือรือร้นในการหาความรู้ใส่ตัว ลงแข่งไปเลยค่ะ! ทั้งวิทย์คณิต เพชรยอดมงกุฎ ดีเบต ภาษาอังกฤษ หรือโอลิมปิกวิชาการอย่าง SASMO และ Australian Math Competition เค้าจะชอบเด็กแข่งมาก เพราะหลักสูตรที่นี่เหมือนแข่งอยู่ตลอดเวลา

ส่วนการเตรียมตัวสอบ จะมี 3 วิชาคือ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และ ปัญหาเชาว์ (Aptitude Test) โดยเลขกับอังกฤษเค้าจะเทสต์ความรู้ระดับ Sec 2 เพราะเราจะต้องเข้าไปเรียนต่อ Sec 3 ค่ะ สามารถเข้าไปดู Syllabus เนื้อหาที่จะสอบได้ในเว็บไซต์ของ MOE เพื่อเตรียมตัวได้เลย และแนะนำให้ลองเอาโจทย์แข่งขันมาแซมๆ ฝึกทำด้วยนะคะ  
 

ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคนที่มีความฝัน ลุยให้เต็มที่เลยค่ะ!

 

. . . . . . . .

เจาะลึกชีวิต Sec 3 
ในรั้ว Tanjong Katong Girls’ School

สำหรับก้าวแรกในฐานะเด็กทุน ASEAN Scholarship เริ่มต้นขึ้นที่ระดับ Secondary 3 หรือเทียบเท่ากับช่วงมัธยม 3 ของไทยค่ะ โรงเรียนที่แพทไปอยู่คือ Tanjong Katong Girls School หรือ TKGS ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่มีประวัติยาวนานและดังเรื่องกิจกรรมมากๆ

ภาพรวมการเรียน: ดิสคัสฉ่ำ สอบฉ่ำกว่า

ช่วง Sec 3 ถึง 4 จะฟีลคล้ายโรงเรียนไทยเลย คือมีอาจารย์เดินมาสอนในคลาสและทำโจทย์ไปพร้อมกัน แต่สิ่งที่ทำให้เด็กไทยหลายคนเหนื่อยกันเยอะคือวิชาภาษาอังกฤษค่ะ ที่สิงคโปร์ยากมากกก ขนาดคนพูดเป็นภาษาแม่ยังบ่นเหนื่อย เพราะเค้ามองว่าแกรมมาร์คือพื้นฐานที่ทุกคนต้องเป๊ะเป็น Default เค้าจะไม่มานั่งเทสต์แกรมมาร์ตรงๆ แต่จะเทสต์การใช้ Usage และคลังคำศัพท์ Vocab ที่โหดเอาเรื่อง เด็กทุนไทยน่าจะตุยตรงนี้กันเยอะ

เวลาสอบเขียน Essay จะต้องเขียนยาวภายในเวลาที่จำกัด ซึ่งรูปแบบการเขียนมีหลายแบบมาก เช่น

  • Narrative เล่าเรื่องจากประสบการณ์ เช่น การแก้ปัญหาเวลาเจอสถานการณ์ที่ไม่ถูกกับเพื่อน เค้าต้องการดูว่าเราเล่าและสื่อสารออกมาได้ดีแค่ไหน
  • Discursive การอธิบายความเห็นในเรื่องต่างๆ ให้เห็นภาพชัดเจน
  • Argumentative เราต้องพรีเซนต์ทั้งสองด้านของประเด็นนั้นๆ เช่น คิดว่าการบ้านดีหรือไม่ดี เราก็ต้องเขียนวิเคราะห์ทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งจะต้องมีมากกว่า 3 ย่อหน้าค่ะ

โดยรวมแพทแฮปปี้มากเพราะเป็นคนชอบเขียน ชอบบรรยาย และสนุกทุกครั้งที่ได้แชร์ไอเดีย ตอนดิสคัสเวลาเรียนก็จอยสุดๆ อาจารย์จะคอยถามความเห็นให้เราได้ถามตอบกันตลอด

ชีวิตติดสปีดก่อนสอบ O-Level 
(ฉบับโควตาเด็กดีเบต)

ช่วงก่อนสอบ O-Level เดือดมากเพราะเจอไป 7 ถึง 8 วิชา ต้องแบ่งเวลาอ่านให้ทัน โจทย์อาจจะมาเป็นคำถามให้เลือกทำ 1 ใน 3 ข้อ

ด้วยความที่แพทเข้าโรงเรียนด้วยโควตา DSA (Direct School Admissions) Debate ซึ่งเป็นการยื่นพอร์ตเข้าโรงเรียนโดยตรง จึงจำเป็นที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของทีมเเข่งดีเบตของโรงเรียน หลังเลิกเรียนประมาณ 16:30 ก็ต้องไปซ้อมต่อ บางช่วงมีแข่งด้วยก็ยิ่งซ้อมหนักมากกกค่ะ บางทีลากยาวถึง 3 ถึง 4 ทุ่ม โชคดีที่หอพักใกล้โรงเรียนมาก เดินกลับได้สบายๆ เลยรอดมาได้

นอกจากการเรียนแล้ว สกิลสำคัญที่ได้ฝึกไว้เตรียมรับมือคือการดูแลตัวเองเป็นระบบมากขึ้น จากที่เมื่อก่อนไม่ค่อยคิดอะไรมาก พอเวลาอยู่คนเดียวต้องทำเองหมดและต้องวางแผนล่วงหน้า แม้กระทั่งเรื่องซักผ้า เช่น ถ้าหยอดตู้ตอนนี้ต้องใช้เวลาอีกชั่วโมง 40 นาที ระหว่างนั้นเราไปทำอะไรได้บ้าง แล้วจะกลับมาเก็บผ้าทันมั้ยนะะ เรื่องเล็กๆ พวกนี้แหละค่ะที่ช่วยฝึกให้บริหารเวลาและสลับ Task ในหัวได้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

. . . . . . . .

แต่ละวันแต่ละเดย์ของ JC
ของจริงเมื่อก้าวสู่ Junior College

หลังจากเรียนจบ Sec 4 จากรั้ว TKGS ก็ถึงเวลาขยับขึ้นสู่ Junior College หรือ JC ค่ะ ซึ่งแพทเลือกเข้าเรียนที่ Anglo-Chinese Junior College หรือ ACJC

“ถ้าให้พูดตรงๆ คือไม่มีใครเตรียมตัวทันสำหรับความยากของ JC หรอกค่ะ เพราะเป็นการก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่มาก! ระบบเค้าไม่อยากให้เด็กไปช็อกตอนเข้ามหาวิทยาลัย เลยให้มาช็อกล่วงหน้าตั้งแต่ตอน JC แทน"

 

ช่วงปีแรกยอมรับเลยว่าแทบไม่รู้ว่าอาจารย์กำลังสอนอะไรอยู่ เราไม่ชินทั้งเนื้อหาและโครงสร้างการเรียน แต่โชคดีที่โรงเรียนมีระบบให้จองเวลา Consult แบบ 1:1 ได้ ซึ่งแพท book คิวไปหาอาจารย์บ่อยมาก แต่ก็ต้องบริหารเวลาดีๆ ไม่ให้ไปชนกับตารางซ้อมดีเบตที่แน่นสุดๆ ด้วยเหมือนกัน

ระบบการเรียนช่วงนี้จะเน้น Independent Learning หรือการเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นหลัก โครงสร้างจะแบ่งเป็น 2 พาร์ตใหญ่ๆ คล้ายกับมหาวิทยาลัยเลย คือ

  • Lecture มีทั้งแบบเข้า Hall ใหญ่ไปฟังอาจารย์บรรยายพร้อมกันทั้งระดับชั้น และแบบออนไลน์ที่เราต้องเข้าไปดูคลิปล่วงหน้า เพื่อทำความเข้าใจก่อนไปเรียนคาบต่อไป
  • Tutorial ห้องเรียนจะเล็กลงมาเหลือประมาณ 20 ถึง 30 คน อาจารย์จะเน้นเฉลยโจทย์ที่เราไปทำเป็นการบ้านมา และเกิดการ Discuss กันในจุดที่ยังสงสัย

รีวิววิชาตัวตึง: เมื่อ Bio ลึกเท่าแพทย์ปี 2 
และภาษาอังกฤษยากแบบ Pro Max

เราต้องเรียน 3 วิชาบังคับ + เลือกลง 4 วิชาหลัก (JC มีตัวเลือกมากขึ้น) แพทเลือกเรียนผสมระหว่าง Science และ Arts ค่ะ

  • Biology (H2): โห ยากกว่าตอน O-Level แบบคนละโลกเลย ว่ากันว่า A-Level สิงคโปร์คือยากที่สุดในโลก  (จากที่คุยเพื่อนเราบอกว่าเนื้อหาเท่ากับที่เค้าเรียนแพทย์ปี 2 ที่ไทย) เนื้อหาจะลึกไปถึงระดับเซลล์และกระบวนการเล็กๆ ในร่างกาย เช่น ไวรัส Influenza เข้าสู่ร่างกายยังไงจนถึงขั้นแพร่กระจาย

    ตอนเรียนรู้สึกสนุกมากและได้ความรู้เน้นๆ (แต่ถ้าใครไม่ชอบก็คือเกลียดเลยนะคะ 555) ส่วนตัวแพทต้องจดโน้ตเวอร์ชันที่ตัวเองอ่านแล้วเข้าใจ แต่ก็รู้สึก Thankful มากที่ได้มาเจออะไรแบบนี้สักครั้งในชีวิต
  • Chemistry (H2): เป็นอีกหนึ่งวิชาปราบเซียน ที่ยากมากก เเต่ก็ถือว่าทำให้เเพทรู้สึกโชคดีที่ได้มาอยู่ในระบบการศึกษาที่เพียบพร้อม ทั้งด้านอุปกรณ์เเล็บต่างๆ ไปจนถึงหลักสูตรที่ตั้งใจสอนให้เด็กเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เเค่เรียนเพื่อบอกว่าเรียนเเล้ว ได้ทำเเล็บเจ๋งๆเยอะเลยค่ะ
     
  • English Literature: แพทมองว่าวิชานี้เบาที่สุดในบรรดาวิชาที่ลงเรียน เพราะส่วนตัวชอบอ่านและวิเคราะห์ความคิดตัวละคร // ภายในเวลา 2 ปีแพทเรียนหนังสือไปทั้งหมด 6 เล่ม มีทั้งแนวเนื้อเรื่อง บทกลอน และบทละคร โรงเรียนแพทให้เรียนวรรณกรรมยุค Postcolonial แล้วก็มีผลงานของ Shakespeare ด้วย ภาษากลอนมาเต็มเลยค่ะ อาจารย์แต่ละท่านจะแยกกันสอนตามความถนัด เพื่อเทรนให้เรามีสกิลวิเคราะห์สดๆ ไว้ไปทำข้อสอบพาร์ต Unseen ให้รอด
  • General Paper (GP): อันนี้คือภาษาอังกฤษฉบับ Pro Max ปกติทุกคนจะรู้กันว่าภาษาอังกฤษระดับ O-Level คือจุดสูงสุดแล้ว แต่พอขึ้น JC เค้าอัปเกรดความยากด้วยการเอาข่าวปัจจุบันมารวมกับการเขียน Essay การจะรอดวิชานี้ได้คือต้องเป็นคนที่อ่านข่าวเยอะมากๆ เพราะเวลาเขียนข้อโต้แย้ง เราต้องดึง Example จากชีวิตจริงในหัวมาซัปพอร์ต ตรงนี้แหละที่รู้สึกว่าสนุกมากกกก และที่สำคัญคือทุกเคสที่เรายกมาอ้างอิง อาจารย์เค้าเอาไป Fact-check หมดเลยนะคะ เป็นอีกวิชาที่เด็กตุยกันบ่อยสุดๆ

    เวลาสอบตอน A-Level จะมีคำถามให้เลือกตอบเยอะกว่าตอน O-Level โดยแต่ละข้อจะเจาะฟีลด์สังคมที่ต่างกัน อย่างของแพทเจอให้เลือก 1 ใน 8 คำถาม เค้าให้เวลาเขียน 1 ชั่วโมงครึ่ง แพทปั่นไป 5 หน้ากระดาษ A4 เลยค่ะ มือหงิกของแท้ แล้วภาษาที่ใช้ก็ต้องมีความแพรวพราวด้วย
     
  • Project Work: คล้ายๆ โครงงานที่ไทย ความพีคคือเค้าจะใช้วิธีสุ่มเพื่อนในกลุ่มให้ แล้วมาช่วยกันคิดโปรเจกต์ตั้งแต่ต้นจนจบ มีทำ Survey ด้วย แต่โชคดีที่รุ่นแพทเปลี่ยนเกณฑ์เป็นแบบ Pass/Fail แล้วค่ะ
     
  • Mandarin Chinese (Mother Tongue): เป็นอีกวิชาที่ไม่เบาเลยนะคะ (ไม่มีวิชาไหนได้พักหายใจทั้งนั้น 555) เราต้องเรียนภาษาจีนกลางสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ชั่วโมง ขนาดแพทเลือกลง Chinese B ที่เค้าบอกว่าง่ายสุดแล้ว พอไปเรียนจริงๆ ก็ยังยากอยู่ดี แต่ข้อดีคือระบบให้เกรดเป็นแค่ Pass/Fail อีกเช่นกัน ขอแค่ประคองตัวให้สอบผ่านก็พอค่ะ เเต่ส่วนมากเด็กทุนไทยจะเลือกเรียนไทยค่ะ ก็จะไม่ต้องมากังวลตรงนี้

เรียนหนักปาร์ตี้ฉ่ำ!

ถัดจากเรื่องเรียนที่ไม่มีวิชาไหนให้พักหายใจหายคอ ขอแวะมารีวิวเรื่องเพื่อนและสังคมใน JC กันบ้างค่ะ ถ้าย้อนไปตอน Sec 3 ทุกคนจะโฟกัสกับการเตรียมสอบ O-Level เป็นหลัก บรรยากาศเลยแอบตึงเครียดและไม่ค่อยได้ออกไป Hang out กันเท่าไหร่

แต่พอตัดภาพมาที่ JC คือคนละโลกเลยค่ะ ฟีลเหมือนได้เป็น Freshy ในมหาวิทยาลัย ทุกคนคือเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเจอกัน ได้รับน้องและทำความรู้จักเพื่อนใหม่ สังคมเปิดกว้างและหลากหลายกว่าตอน Sec มากๆ ปีแรกเลยเป็นช่วงที่เฮฮาที่สุด มีนัดสังสรรค์ ปาร์ตี้ เม้าแตกฉ่ำๆ แล้วโรงเรียนที่อยู่ก็ขึ้นชื่อเรื่องความ Outgoing สูงมากกกก นักเรียนมีการรวมกลุ่มจัดทริปไปเที่ยวกันเองตลอด

ถามว่าสนุกไหม สนุกมากกก แต่เอาจริงๆ คือแอบเหนื่อยค่ะ 555555 พลังเพื่อนล้นเหลือจนบางทีตามแทบไม่ทัน แต่ก็ถือเป็นสีสันที่ชุ่มชื่นหัวใจ ช่วยบาลานซ์ความเครียดจากการเรียนหนักได้ดีสุดๆ

บทบาท Vice President สภาหอ

หลายคนถามว่าเรียนก็เดือดแล้ว ทำไมยังอาสารับหน้าที่นี้เพิ่มอีก อันที่จริงการทำงานที่หอไม่ค่อยมีขอบเขตที่ชัดเจนว่างานเราจบกี่โมง สามารถพักได้กี่โมง เพราะเรามีหน้าที่ที่สำคัญ เเละถ้าหากว่านักเรียนในหอกำลังต้องการซัพพอร์ต เราก็จะพยายามช่วยตลอด แต่ในมุมกลับกันสิ่งนี้ช่วยฮีลใจได้มากจากการได้นั่งคุย แลกเปลี่ยนปัญหา และช่วยเหลือเพื่อนๆ เด็กทุนด้วยกัน เป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยดึงเราออกมาจากความเครียดและกองหนังสือได้ดีเลยค่ะ

. . . . . . .

บทเรียนชีวิตเด็กทุนสิงคโปร์
เหมือนสาดน้ำเย็นใส่หน้า!

หลังจากผ่านสมรภูมิการเรียนที่ดุเดือดมา สิ่งที่แพทรู้สึกว่ามีค่ามากๆ นอกเหนือจากความรู้ในห้องเรียน คือมายด์เซ็ตในการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยค่ะ

เมื่อความล้มเหลวคือเรื่องปกติ

ถ้าถามว่าได้ Life Lesson อะไรจากทุนนี้ชัดเจนที่สุด คำตอบคือทุนนี้สอนให้เราเรียนรู้ที่จะล้มเหลว ระบบการศึกษาที่ไทยมักจะผูกกับความสำเร็จ เด็กทุนแทบจะไม่เคยล้มเหลวเรื่องการเรียนมาก่อน เอาคุณค่าไปผูกไว้ที่ผลการเรียนและเหรียญรางวัล แต่พอมาสิงคโปร์เหมือนโดนสาดน้ำเย็นใส่หน้าฉ่ำๆ ทำให้เราตระหนักได้ว่าในชีวิตจริงคนเราอาจจะล้มถึง 99 ครั้งเพื่อที่จะสำเร็จแค่ครั้งเดียวก็ได้

แพทเรียนรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ Sec 3 เทอมแรกที่ได้เกรดไม่สวย และคะแนน O-Level ก็ไม่ได้สูงอย่างที่หวัง ยอมรับว่าช่วงแรกเป็นแผลในใจที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ความล้มเหลวกลับเปลี่ยน mindset ตอนเรียน JC ไปโดยปริยาย เราเริ่มมองว่าความล้มเหลวคือค่าตั้งต้น (Default) ที่ต้องเจอเป็นเรื่องปกติ ถ้าสอบได้คะแนนดีก็คือโบนัส แต่ถ้าไม่ได้ก็คือเรื่องธรรมดา

คุณภาพชีวิตหลักล้าน
และสังคมแบบ Mind Your Own Business

ความประทับใจและประสบการณ์ที่ได้จากการมาใช้ชีวิตที่นี่ น่าจะไม่มีอะไรมาแทนได้แล้วค่ะ ถ้าให้รีวิวแยกเป็นเรื่องๆ จะประมาณนี้เลย

  • คุณภาพชีวิตและการเดินทาง: สะดวก ชีวิตไม่ได้ถูกลิมิตเพราะรถติดเลย สามารถจัดแพลนชีวิตทำอะไรได้เต็มที่ ประเทศมีความปลอดภัยและสะอาดมาก คุณภาพชีวิตคนเดินถนนคือดีเยี่ยม รถเมล์หรือซอกมุมเล็กๆ ก็เข้าถึง ทางเท้าเค้าสร้างมาให้อย่างดี ฝนตกเยอะก็มีทางร่มให้เดิน แถมมีจักรยานให้เช่าเยอะมาก ปั่นแล้วฟินสุดๆ ค่ะ
     
  • วัฒนธรรมและผู้คน: คนสิงคโปร์เป็นระเบียบมาก น้อยมากที่จะเห็นคนแทรกคิว แต่เราก็ต้องฝึกไม่ให้ใจบางนะคะ เพราะคนที่นี่จะเป็นสไตล์ Mind your own business ตราบใดที่ไม่ใช่ปัญหาของเค้าก็อย่ามาสนใจเรา เสน่ห์ความ Nice ความกันเองแบบ Small Talk สไตล์ไทยอาจจะหาไม่ได้ที่นี่ค่ะ
     
  • สังคมที่วัดกันด้วยฝีมือ: ข้อดีของ Culture แบบนี้คือ สังคมเค้าไม่มีอคติหรือการเมืองใดๆ ทุกอย่างโปร่งใส ขึ้นอยู่กับศักยภาพและผลการเรียนของเราล้วนๆ!

วิธีฮีลใจสไตล์แพท

  • วงการปีนผาเข้าแล้วออกยาก: พอขึ้น JC แพทเริ่มปีนผาแบบจริงจัง ถึงขั้นสมัคร Membership บังคับตัวเองให้ไปเข้ายิมอย่างน้อยเดือนละ 4 ครั้ง ทริกคือถ้าไม่ไปจะเสียดายตังค์ฟรีเป็นพัน ถือเป็นการบังคับตัวเองให้ออกกำลังกายและพักผ่อนไปในตัว ซึ่งสังคมคนปีนผาที่นี่ก็น่ารักมากกก
  • สิงตู้เกม Arcade: งานอดิเรกสุดโปรดคือการไปเล่นตู้เกม โดยเฉพาะเกม maimai ที่ไทยก็ฮิตเหมือนกัน (ได้เจอสังคมใหม่ๆ นอกโรงเรียนด้วย)
     
  • Experience สไตล์ Local: ถ้าใครมีโอกาสได้มาสิงคโปร์ นอกจากการไปเที่ยว Gardens by the Bay หรือ Merlion แล้ว แพทอยากให้ลองแวะทานอาหารใน Hawker Centre จะได้เห็นประสบการณ์จริงเลยว่าคนที่นี่เค้าใช้ชีวิตกันแบบไหน

    ถ้าที่ดังๆ ก็จะมี Newton Food Centre หรือถ้าชอบแนวฮิปๆ ลองไปเดินตามตรอกซอกซอยอย่าง Haji Lane ที่นี่จะมีขายเสื้อผ้ามือสอง ขายกล้องดิจิทัล พอตกกลางคืนก็จะมีบาร์ ฟีลเดินเล่นสยามซอย 3 บ้านเราเลย

. . . . . . . .

Next Station
เรียนจบไปไหนต่อ?

ตอนที่ให้สัมภาษณ์กับทาง Dek-D แพทสอบเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาค่ะ ตอนนี้เพิ่งเรียนจบหมาดๆ และกำลังรอผลคะแนนออกเพื่อดูว่าจะยื่นเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนดี

ถ้าพูดถึงแพลนเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย สำหรับเด็กทุน ASEAN พอจบ A-Level ส่วนมากจะมีเส้นทางให้ไปต่อประมาณนี้ค่ะ

สำหรับเด็กทุน ASEAN พอจบ A-Level ส่วนมากเส้นทางจะมีประมาณนี้ค่ะ

  • กลับไปเรียนต่อที่ไทย: ไปสอบ TGAT หรือ TPAT เพิ่ม หรือถ้ายื่นเข้าคณะฝั่งอินเตอร์ในไทย บางที่ก็สามารถใช้คะแนน A-Level หรือ IELTS ยื่นได้เลย
  • เรียนอยู่ต่อหรือไป UK: ถ้าอยากเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนมากเด็กทุนจะยื่นขอทุนเรียนต่อที่ UK หรือสิงคโปร์ค่ะ เพราะระบบ A-Level มาจากฝั่งนั้นอยู่แล้ว เราก็เลยสามารถใช้คะแนนที่มียื่น Apply ได้เลย
  • มุ่งหน้าไปฝั่ง US (อเมริกา): โอกาสไปฝั่งนี้อาจจะน้อยกว่าหน่อย เพราะการเรียน JC สองปีมีความเข้มข้นสูงมากจนแทบไม่มีเวลาไปเตรียมสอบ SAT เลย ถ้าไม่ได้วางแพลนเนิ่นๆ ตั้งแต่ช่วง Sec 3 ก็อาจจะต้อง Take gap year เพื่อเตรียมตัวค่ะ

ส่วนเป้าหมายของแพทเอง สนใจอยากเรียนต่อด้าน Environmental Science เพราะค้นพบล้วว่าตัวเองรู้สึกอินและสนใจเรื่องสภาพอากาศมากเป็นพิเศษ

ประสบการณ์ตลอด 4 ปีที่สิงคโปร์เป็นสิ่งที่หล่อหลอมและสอนอะไรแพทเยอะมากจริงๆ หวังว่าเรื่องราวทั้งหมดที่แพทเอามาแชร์ในวันนี้ จะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ ที่กำลังสนใจทุน ASEAN Scholarship หรืออยากเรียนต่างประเทศนะคะ แพทขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่มีความฝัน ลุยให้เต็มที่และทำให้ดีที่สุดเลยค่าา

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น