‘เบสท์-น้ำพันช์’ รีวิวเส้นทางเด็กทุนขงจื่อ (CIS) เรียนต่อสายการสอนภาษาจีนที่ปักกิ่ง & เซี่ยงไฮ้

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ใครที่อยากไปเรียนสายการสอนภาษาจีนถึงประเทศต้นกำเนิด น่าจะเคยได้ยินชื่อ “ทุนขงจื่อ” หรือ CIS (Confucius Institute Scholarship) กันมาบ้าง เพราะเป็นหนึ่งในทุนเรียนต่อจีนที่ได้รับความนิยมในหมู่นักศึกษาไทย ด้วยจุดเด่นที่ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าประกันสุขภาพ และค่าครองชีพรายเดือน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาภาษาจีนและสัมผัสวัฒนธรรมจีนแบบฉ่ำๆ ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ได้อัปสกิลการสื่อสารเต็มที่~

วันนี้เราจะพาไปรู้จัก 2 รุ่นพี่ 2 เส้นทาง นั่นคือ “พี่เบสท์” นักศึกษารัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ที่หลงใหลประวัติศาสตร์จีน ก่อนจะคว้าทุนไปเรียนที่ Renmin University และ Shanghai International Studies University (SISU) และ “พี่น้ำพันช์” สาวเอกภาษาจีนจาก ม.บูรพา ที่อยากสัมผัสภาษาและวัฒนธรรมต้นตำรับด้วยตัวเอง จึงสมัครทุนไปลุย SISU เมืองเซี่ยงไฮ้เช่นเดียวกัน

เส้นทางการสมัครทุนเป็นยังไง ชีวิตในมหา'ลัยจีนต่างจากที่คิดแค่ไหน และการไปใช้ชีวิตต่างแดนให้อะไรกลับมาบ้าง ตามไปเริ่มกันเลยค่ะ!

. . . . . . . .

Chapter 1: จุดเริ่มต้นคนละขั้ว 
แต่มาลงตัวที่ภาษาจีน

พี่เบสท์:

ที่บ้านผมไม่มีเชื้อสายจีนเลยครับ แต่ตอนเด็กชอบดูหนังจีนกำลังภายใน แล้วก็ชอบประวัติศาสตร์อยู่แล้ว เลยหันมาสนใจภาษาจีน ซึ่งด้วยความที่เป็นตัวอักษรภาพ อาจทำให้หลายคนรู้สึกยากและเริ่มถอดใจ แต่อาจเพราะผมเป็นคนชอบเขียน ชอบคัด (+ชอบศิลปะด้วยมั้ง) เลยเรียนมาได้เรื่อยๆ

จนกระทั่งเข้าป.ตรี ผมเลือกคณะรัฐศาสตร์ เอกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ม.ธรรมศาสตร์ แต่ลงเรียนวิชาโทภาษาจีนวิชาโท จีนศึกษาไปด้วยครับ

พี่น้ำพันช์:

ส่วนพันช์เริ่มเรียนตอน ม.2 เพราะอยากได้ภาษาอื่นเพิ่มค่ะ พอมาเรียนก็พบว่าวัฒนธรรมจีนก็น่าสนใจเหมือนกัน แล้วคิดว่าคงจะดีนะถ้าเกิดฟังเพลง ดูซีรีส์ได้แบบไม่ต้องรอ subtitle ก็เลยพยายามหาอะไรที่เป็นภาษาจีนมาดูมาฟังตลอด ถ้ายากสุดคิดว่าเป็นเรื่องการจำศัพท์ มีคำใหม่ๆ มาตลอด บางช่วงรู้สึกว่าสมองเต็ม รับไม่ไหวแล้วววว 555 แต่พยายามฮึบๆ เขียนย้ำให้ตัวเองเห็นบ่อยๆ เพราะภาษาจีนเหมือนรูปภาพ เห็นบ่อยแล้วจะค่อยๆ จำได้มากขึ้น

ช่วงที่เรียน ม.ปลาย เลือกเข้าสายศิลป์-จีนที่โรงเรียนชลกันยานุกูล และตอนป.ตรี เลือกเรียนคณะภาษาจีนที่ ม.บูรพา เพราะใกล้บ้านและมีหลักสูตร Double Degree ที่จะให้เราไปเรียนมหา’ลัยในจีนด้วย แต่โชคไม่ดีเจอโควิด-19 เลยอยู่ไทยยาวๆ จนจบปี 4 เลยค่า

. . . . . . . .

Chapter 2

เจาะลึกดีเทลทุนขงจื่อ 
ด่านเอกสาร & Study Plan


ทุนขงจื่อคืออะไร

  • ทุนขงจื่อ (Confucius Institute Scholarship - CIS) เป็นทุนการศึกษาที่จัดตั้งขึ้นโดยสถาบันขงจื่อของสาธารณรัฐประชาชนจีน เหมาะกับนักศึกษาต่างชาติที่สนใจสายการสอน/สายวิชาการ ให้ได้มาซึมซับภาษาและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง
  • สวัสดิการจัดเต็ม: ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าประกันสุขภาพ และค่าใช้จ่ายรายเดือน โดยระดับปริญญาตรีจะได้เดือนละประมาณ 2,500 หยวน ปริญญาโท 3,000 หยวน และปริญญาเอก 3,500 หยวน ที่สำคัญคือไม่ต้องใช้ทุนคืน
  • คุณสมบัติเบื้องต้น: ต้องไม่ใช่พลเมืองจีน อายุระหว่าง 16-35 ปี สุขภาพกายและจิตใจดี ไม่มีประวัติอาชญากรรม และมีคะแนนสอบ HSK กับ HSKK ตามเกณฑ์ที่ทุนกำหนด
  • สามารถเช็กอัปเดตเกณฑ์คะแนนและระเบียบการรับสมัครได้ทางเว็บไซต์ทางการของทุนขงจื่อ หรือติดต่อศูนย์แนะแนวเรียนต่อจีนอย่าง Chinese Abroad Study Center (CASC) ได้โดยตรงค่ะ

พี่เบสท์:

จริงๆ ตอนเขียน Study Plan ผมแอบเริ่มไม่ถูกเหมือนนะครับ ตามไปอ่านแนวทางจากกลุ่มคนขอทุนใน Facebook Group ทำให้เริ่มจับทางได้ว่าเราไม่ต้องเขียนแบบยิ่งใหญ่ๆ กรรมการเค้าจะสนใจเหตุผลที่เราอยากเรียน + แนวทางการนำความรู้ไปต่อยอด  (เขียนเรียลๆ ครับ ถ้าเขียนเวอร์เกินไป ผมว่ากรรมการดูออกนะ)

 ของผมก็เขียนตรงๆ เลยว่าอยากพัฒนาทักษะการพูด เพราะดูจากคะแนนสอบแล้วยังรู้สึกว่าเป็นจุดอ่อนอยู่ การได้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ภาษาจีนทุกวันน่าจะช่วยได้มากที่สุด 

และอีกเรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ ทุนขงจื่อสมัครตรงเองไม่ได้ครับ ต้องยื่นผ่านสถาบันขงจื่อในไทยก่อน รอบแรกที่ผมไปปักกิ่งปี 2561 ยื่นผ่านสถาบันขงจื่อของจุฬาฯ (แค่สอบวัดระดับภาษาผ่านก็สมัครได้แล้ว) ส่วนรอบที่สองตอนไปเซี่ยงไฮ้ปี 2567 ยื่นผ่านของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ (มีขั้นตอนสัมภาษณ์เพิ่มเข้ามา) แล้วเกณฑ์ของแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกัน  หรือ บางสถาบันก็มีพาร์ตเนอร์กับมหา'ลัยในจีนโดยตรง ทำให้มีโอกาสถูกเลือกมากขึ้น

หลังจากนั้นสถาบันขงจื่อจะออก Recommendation Letter รับรองคุณสมบัติให้ก่อน ถึงจะส่งเอกสารเข้าระบบส่วนกลางของจีนได้ ผมเลยแนะนำว่าเรื่องเอกสารต้องเช็กให้ละเอียด โดยเฉพาะ Transcript หรือเอกสารราชการต่างๆ ต้องประทับตราให้ครบครับ

พี่น้ำพันช์:

พันช์สมัครทุนหลักสูตร 1 ปีของ SISU ใช้คะแนน HSK 5 ค่ะ ขั้นตอนเตรียมเอกสารไม่ได้ยากมาก เพราะทุนระยะสั้นจะมี checklist มาให้ค่อนข้างชัด ถ้าเตรียมครบก็เหลือแค่รอผลเลย ส่วนพาร์ตที่พันช์ให้ความสำคัญที่สุดคือ Study Plan เล่าความตั้งใจว่าถ้าได้ไปแล้วอยากเรียนอะไร อยากใช้ชีวิตแบบไหน

แต่เข้าใจเลยว่าการรอผลนี่ทรมานจริงงงง ตอนนั้นเหมือนใช้ชีวิตไปลุ้นไป ปีที่ยื่นเป็นปีแรกๆ ที่ประกาศผล 2 รอบ พอรอบแรกไม่มีชื่อก็เริ่มถอดใจแล้ว ถึงขั้นเตรียมหางานทำต่อเลย

แล้ววันนั้นประมาณสองทุ่ม อยู่ๆ อีเมลก็เด้งขึ้นมา พอเปิดอ่านปุ๊บแบบ “เฮ้ยยยย” กรี๊ดลั่นบ้าน เพราะติดรอบสองจริงๆ จากนั้นคือไฟลนก้นค่ะ! เพราะมหา'ลัยจะเปิดเทอมต้นกันยายนแล้ว เหลือเวลาแค่ 2-3 อาทิตย์ในการจัดการทุกอย่าง ทั้งเอกสาร วีซ่า แล้วก็เรื่องเดินทาง สุดท้ายก็ได้บินไปเซี่ยงไฮ้ช่วงกันยายน 2023 แต่ไปถึงช้ากว่าเพื่อนประมาณ 1-2 อาทิตย์ค่ะ

. . . . . . . .

Chapter 3
บุกห้องเรียนแดนมังกร
สถาบันดังด้านการสอนที่ Renmin & SISU

พี่เบสท์:

ผมเคยได้ทุนขงจื่อ 2 รอบครับ รอบแรกไปเรียนที่ Renmin University ที่ปักกิ่ง ส่วนรอบล่าสุดได้มาเรียนที่ SISU ที่เซี่ยงไฮ้ เลยมีโอกาสเห็นทั้ง 2 เมืองที่มีสไตล์ของตัวเองชัดเจน

ตอนอยู่ปักกิ่ง ผมเรียนที่ Renmin University อยู่ 1 เทอม มหา'ลัยนี้เด่นด้านสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แล้วก็ปรัชญา ถ้าให้นึกภาพง่ายๆ ก็ฟีลคล้ายธรรมศาสตร์บ้านเราเลยครับ บรรยากาศคือดีมากๆ อยู่แถวเมืองเก่า มีทั้งกำแพงโบราณ ต้นไม้ใหญ่ แล้วก็ตึกที่ผสมสถาปัตยกรรมจีนกับตะวันตก เดินเล่นได้เพลินๆ แต่จะมีปัญหาก็แค่ตอนหน้าหนาว หนาวจนน้ำในท่อเป็นน้ำแข็ง มหา’ลัยต้องถอดหัวฝักบัวออกเพื่อกันท่อแตก ใช้ชีวิตลำบากไปช่วงนึง!

จากที่อยู่มาผมชอบเรื่องผู้คนที่สุด เพื่อนคนจีนและเพื่อนต่างชาติเก่งกันมาก จนเราเหมือนอยู่สภาพแวดล้อมที่ผลักดันตัวเองให้พัฒนาตลอดเวลา แล้วอาจารย์ก็ดีจนรู้สึกคุ้มที่ได้มาเรียน อย่างท่านนึงที่จบจากม.ปักกิ่ง เวลาสอนรากศัพท์หรือที่มาของคำ เค้าจะเล่าจนเราเห็นภาพได้เลยครับ

พอมีโอกาสได้ทุนอีกรอบ ผมเลยอยากลองมหา'ลัยที่เด่นด้านภาษาโดยเฉพาะ และตัดสินใจเลือกที่ SISU ในเซี่ยงไฮ้ครับ  ผมว่าเค้าจัดระบบดีมาก แบ่งเลเวลชัดเจน แล้วจะมีวิชาอื่นๆ อย่างประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การแปล รวมถึงวิชาเกี่ยวกับตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ให้เลือกเรียนด้วย ซึ่งผมก็เลือกลงเพราะอยากเข้าใจเมืองที่ตัวเองมาอยู่ให้มากขึ้น

สิ่งที่ชอบคืออาจารย์มักหยิบคำที่ความหมายใกล้กันมาสอนเปรียบเทียบ ทำให้เห็นรายละเอียดของภาษาที่ตอนเรียนอยู่ไทยไม่ค่อยได้สังเกต บางเรื่องเป็นจุดเล็กๆ ที่พอมีคนอธิบายแล้วถึงร้องอ๋อเลยครับ ส่วนในห้องก็มีเพื่อนหลายชาติ โดยเฉพาะเพื่อนเวียดนามนี่ขยันมาก จนกลายเป็นแรงกดดันดีๆ ให้เราต้องขยันตามไปด้วย

พี่น้ำพันช์:

ของพันช์ได้ทุนขงจื่อครั้งแรกก็มาเรียนที่ SISU เพราะเคยเอารายชื่อมหา'ลัยไปปรึกษาเหล่าซือที่คณะ แล้วคุณพ่อก็ช่วยดูอีกทีว่าเมืองไหนเดินทางสะดวก ขนส่งดี แล้วก็ปลอดภัย สุดท้ายเลยมาลงที่เซี่ยงไฮ้ ส่วน SISU ก็เป็นชื่อที่อาจารย์หลายคนแนะนำตรงกัน เพราะเด่นด้านภาษาอยู่แล้ว

พอมาเรียนจริงก็รู้ว่าโอ้ว ภาษาจีนไม่ง่ายเลยค่ะ! 

ในห้องมีเพื่อนหลายสัญชาติมาก ทั้งรัสเซีย เวียดนาม มาดากัสการ์ รวมถึงฝั่งยุโรปกับอเมริกา มหา'ลัยจัดเต็มทุกทักษะทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน สปีดการเรียนค่อนข้างเร็ว ศัพท์ไต่ไปถึงระดับ HSK 5-6 มีเรียนคำศัพท์กับสแลงที่คนจีนใช้จริงเยอะ (บางคำตอนอยู่ไทยใช้ตลอด แต่พอมาอยู่จริง คนจีนฟังปุ๊บก็รู้เลยว่าเป็นภาษาในตำราค่ะ)  ส่วนเหล่าซือที่สอนน่ารักมากกกก เราสามารถถามสิ่งที่สงสัยได้ตลอด  แล้วมีวิธีสอนที่ทำให้เด็กต่างชาติจากหลายประเทศเข้าใจพร้อมกันได้

. . . . . . . .

Chapter 4

เรียนฉ่ำ เที่ยวฉ่ำ
สำรวจเมืองและวัฒนธรรม 2 เมืองใหญ่

พี่น้ำพันช์:

เจอ Culture Shock พอสมควรนะคะ เซี่ยงไฮ้จริงๆ ไม่เหมือนภาพที่เคยเห็นในซีรีส์ 100% แต่ที่รู้สึกได้ทันทีคือเมืองเค้าพัฒนาไปไกลมาก ทุกอย่างดูสะอาด เป็นระเบียบ แล้วก็มีเทคโนโลยีเต็มไปหมด อย่างตู้รับอาหารที่พอไรเดอร์เอาข้าวมาส่ง ระบบก็จะส่งแจ้งเตือนให้เราไปสแกนเปิดตู้รับเอง สะดวกมาก

วิถีชีวิตของผู้คนก็น่ารักและเป็นกันเอง พันช์เป็นคนชอบคุยอยู่แล้ว เวลาออกไปซื้อของ ทำกับข้าว หรือหาร้านกินข้าว ก็ชอบชวนคุณป้าขายผัก อาม่าตามร้านอาหารคุยเล่น สตอรี่แต่ละคนน่าสนใจทั้งนั้นเลย

นิสัยอย่างนึงที่ติดกลับมาด้วยคือ กลายเป็นคนชอบเดินค่ะ 5555 ตอนอยู่จีนเดินเยอะมาก ชอบไปเดินสวนสาธารณะ ดูวิถีชีวิตคนจีน เค้าใส่ใจสุขภาพกันจริงๆ ในสวนจะมีทั้งคนเต้นแอโรบิก เล่นกีฬา เต้นลีลาศกันคึกคักไปหมด บางวันวงแหวนเดินใน Apple Watch หมุนครบ 4 รอบเลย เดินจนชิน รู้ตัวอีกทีกลายเป็นคนแอคทีฟไปแล้ว 

พันช์เองจะชอบตระเวนหาร้านโลคอลแถวเซี่ยงไฮ้ กินแทบทุกแนว โดยเฉพาะอาหารทะเล สดมาก แต่ราคาแอบแรงเหมือนกัน 555 แล้วบางทีก็ได้ฝึกฟังภาษาถิ่นเซี่ยงไฮ้ไปด้วย ซึ่งยากกว่าที่คิดเยอะเลย

(แว้บไปเที่ยวเฉิงตูมาค่าา)
(แว้บไปเที่ยวเฉิงตูมาค่าา)

พี่เบสท์:

เซี่ยงไฮ้ขึ้นชื่อเรื่อง City Walk มากครับ ผังเมืองเค้าถูกออกแบบมาตั้งแต่ยุคเขตเช่าของตะวันตก ถนนเชื่อมกันเป็นตาราง เดินง่าย แล้วคนก็ชอบออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านกันจริงๆ ทั้งนั่งคาเฟ่ แต่งตัว เดินเล่น ถ่ายรูป // อาจารย์ที่เคยสอนผมยังบอกเลยว่าคนเซี่ยงไฮ้ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มาก ก็เลยทำให้ค่าครองชีพสูงตามไปด้วย

ส่วนตัวผมรู้สึกตัวเองโดนเซี่ยงไฮ้ตกมากกว่าปักกิ่งนะ แต่โซนที่ชอบที่สุดกลับไม่ใช่ไว่ทาน (外滩) ผมชอบฝั่งซีอั้น (West Bund; 西岸) มากกว่า บรรยากาศดี คนไม่เยอะ ช่วงเย็นนั่งดูพระอาทิตย์ตกคือชิลมากกก แล้วยิ่งผมเป็นคนชอบรีวิวอาหารด้วย ก็ยิ่งสนุกกับการเดินหาร้านอร่อยตามที่คนท้องถิ่นแนะนำ เดินกันเพลินเลยครับ

. . . . . . . .

Chapter 5

Before & After 
สิ่งที่จีนให้ติดตัวเพื่อก้าวเดินต่อ

พี่เบสท์:

ช่วงแรกอย่างเหนื่อยครับ เพราะผมพยายามแปลทุกคำที่ได้ยิน แต่พอใช้ไปเรื่อยๆ สมองจะเริ่มจับจุดได้ จับใจความได้เร็วและฟังทันมากขึ้น  จนหลังกลับมาจากปักกิ่ง ผมรู้สึกตัวเองภาษาดีขึ้นแบบก้าวกระโดด (โดยเฉพาะสกิลการฟัง) ข้อดีคือที่นั่นเค้าจะใช้ภาษาจีนกลางมาตรฐานจริงๆ ฟีลเหมือนเสียงในแผ่นที่โรงเรียนเปิดตอนสอบครับ

อีกอย่างที่ชอบทำตอนอยู่ปักกิ่ง ก็คือการออกไปเดินสำรวจเมืองทุกบ่าย ผมเคยเดินจากมหา'ลัยไปถึงวังต้องห้ามด้วยครับ ตอนนั้นเป็นช่วงใบไม้ร่วงพอดี ต้นแปะก๊วยทั้งเมืองเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง สวยมาก~ (ทางมหา'ลัยจะมีเหมือนบัดดี้คอยช่วยดูแล เค้าก็พาเราไปเดินเที่ยวอีกครับ ได้สัมผัสชีวิตแบบ local จริงๆ)

ปัจจุบันผมทำงานดูแลลูกค้าฝั่ง Corporate ของธนาคารแห่งหนึ่งในไทย แล้วได้รู้ว่าภาษาอังกฤษสำคัญมากเหมือนกัน (ใช้ประมาณ 70-80%) แต่ข้อดีคือเวลาเจอเอกสารหรือสัญญาภาษาจีน ผมอ่านเข้าใจได้ทันที ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์เหมือนเมื่อก่อนครับ

ช่องทางติดตามพี่เบสท์

พี่น้ำพันช์:

ย้อนกลับไปวันที่ออกเดินทาง บินไปร้องไห้ไปเลยนะคะ~ ตอนนั้นอายุ 24 แล้ว แต่ยังกลัวการเปลี่ยนแปลงมากกก กลัวว่าไปแล้วจะอยู่ได้ไหม ต้องเจออะไรบ้าง แล้วเรากำลังจะไปใช้ชีวิตคนเดียวจริงๆ

แต่พอไปถึงแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นเยอะ การอยู่จีนทำให้ต้องจัดการทุกอย่างเองหมด เวลาเจอเรื่องยากๆ ก็จะชอบบอกตัวเองว่า “นี่ไง ทำได้ป้ะหล่ะะะ ไม่มีพ่อแม่คอยช่วยแล้วนะ” 555 พอผ่านไปได้แต่ละเรื่องก็รู้เลยว่าเราเก่งขึ้นจริงๆ

ถ้ามีอะไรอยากฝากถึงคนที่กำลังจะยื่นทุน พันช์ว่าอย่าเพิ่งกลัวเกินไปค่ะ ตอนสมัครเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง แต่ถ้าไม่ได้ลองก็คงไม่มีทางรู้ สุดท้ายก็ไปเจอประสบการณ์หลายอย่างที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เจอ // ขอส่งกำลังใจให้น้องๆ ที่อยากไปเรียนที่จีนทุกคนเลยค่ะ~

. . . . . . . .

น้องๆ สามารถติดตามรายละเอียด ประกาศรับสมัครทุน และเกณฑ์คะแนนสอบวัดระดับภาษาจีน HSK/HSKK ล่าสุดได้ที่เว็บไซต์หลักของสถาบันขงจื่อ หรือศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศจีน เช่น Chinese Abroad Study Center (CASC) เพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าได้เลยนะคะ~

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น