ปีนี้เอเชียมาแรง! ส่องอันดับมหาวิทยาลัยโลกปี 2027 จาก QS World University Rankings

สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D วันนี้ พี่วุฒิ มาพร้อมกับผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดย  “QS World University Rankings 2027” ที่เพิ่งประกาศกันสดๆ ร้อนๆ ซึ่งปีนี้ขอสปอย์ไว้เลยว่า #ทีมเอเชีย มาแรงมากกกก

แต่ก่อนจะไปดูอันดับรายชื่อมหาวิทยาลัยที่ติดโผในปีนี้ เรามาเช็กลิสต์เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการจัดอันดับนี้กันก่อนดีกว่า

. . . . . . . .

ทำไมถึงต้องเช็ก Rankings ของ QS?

QS Quacquarelli Symonds (QS) คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาชั้นนำจากสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการจัดอันดับที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากทั้งนักศึกษา ผู้ปกครอง มหาวิทยาลัย และนายจ้างทั่วโลก โดยมักถูกใช้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดคุณภาพและชื่อเสียงของสถาบันอุดมศึกษา และสะท้อนถึงชื่อเสียงทางวิชาการ งานวิจัย และความพร้อมในการทำงานของบัณฑิต

ดังนั้น สำหรับน้องๆ ที่กำลังวางแผนไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรเลือกเรียนต่อที่ไหนดี มีมหาวิทยาลัยไหนที่ตอบโจทย์กับเป้าหมายการศึกษาและเส้นทางระยะยาวของเราบ้าง การเช็กผลการจัดอันดับของ QS ถือว่าเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจได้ดีเลยครับ 

. . . . . . . .

จัดอันดับแต่ละที มีตัวชี้วัดอะไรบ้าง?

ต้องบอกว่า QS World University Rankings ปี 2027 ถือเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ครับ เพราเค้าได้ประเมินสถาบันอุดมศึกษามากกว่า 8,000 แห่งทั่วโลก และได้คัดมหาวิทยาลัยกว่า 1,504 แห่งจาก 106 ประเทศและเขตการศึกษาเข้าสู่การจัดอันดับประจำในปีนี้ โดยมีเกณฑ์และสัดส่วนการให้คะแนนดังนี้

การชี้วัด (Indicator)

สัดส่วน
ชื่อเสียงทางด้านวิชาการ (Academic Reputation)30%
การอ้างอิงผลงานทางวิชาการ (Citations per Faculty)20%
การยอมรับจากนายจ้าง (Employer Reputation)15%
ผลลัพธ์การจ้างงาน (Employment Outcomes)5%
สัดส่วนอาจารย์ต่างชาติ (International Faculty Ratio)5%
เครือข่ายการวิจัยระหว่างประเทศ (International Research Network)5%
ความหลากหลายของนักเรียนต่างชาติ (International Student Diversity)0% *
สัดส่วนนักศึกษาต่างชาติ (International Student Ratio)5%
สัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา (Faculty Student Ratio)10%
ความยั่งยืน  (Sustainability)5%

 

*Note:

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปีนี้มี International Student Diversity (ISD) เป็นตัวชี้วัดใหม่ที่ QS เพิ่งเพิ่มเข้ามา แต่ยังให้น้ำหนัก 0% ในการคำนวณอันดับรวมของปีนี้ เพื่อทดลองเก็บข้อมูลและประเมินผลก่อนนำมาใช้จริงในอนาคต
 

Q: แล้ว International Student Ratio กับ International Student Diversity  ต่างกันยังไง? 

A: คือเดิมที QS ดูเพียงว่า "มีนักศึกษาต่างชาติกี่คน" แต่ตัวชี้วัดใหม่จะดูเพิ่มว่า นักศึกษาต่างชาติเหล่านั้นมาจาก "หลากหลายประเทศ" แค่ไหน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น

  • มหาวิทยาลัย A มีนักศึกษาต่างชาติ 20% แต่มาจาก 3 ประเทศเป็นหลัก 
  • มหาวิทยาลัย B มีนักศึกษาต่างชาติ 20% เท่ากัน แต่มาจาก 80 ประเทศ 

ซึ่งถ้าเทียบกันแบบนี้ จะเห็นว่า B มีความเป็นนานาชาติที่หลากหลายและลึกมากกว่า แม้ว่าจะมีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์เท่ากันก็ตาม 

ศึกษารายละเอียดการจัดอันดับ

. . . . . . . .

20 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกโดย QS ปี 2027

อันดับสถาบันประเทศ  
1  Massachusetts Institute of Technology (MIT)   สหรัฐอเมริกา
2  Imperial College London  อังกฤษ
= 2Stanford University  สหรัฐอเมริกา
University of Oxford   อังกฤษ
5Harvard Universityสหรัฐอเมริกา
6   University of Cambridge  อังกฤษ
7California Institute of Technology (Caltech)  สหรัฐอเมริกา
= 8ETH Zurich - Swiss Federal Institute of Technology  สวิตเซอร์แลนด์ 
= 8  UCL  อังกฤษ 
10National University of Singapore (NUS)  สิงคโปร์ 
11 The University of Hong Kong ฮ่องกง
12Nanyang Technological University, Singapore (NTU)  สิงคโปร์ 
13Peking University  จีน
14Tsinghua University  จีน
15University of Pennsylvania  สหรัฐอเมริกา
= 16Cornell University  สหรัฐอเมริกา
= 16Yale Universityสหรัฐอเมริกา
18The Chinese University of Hong Kong (CUHK)ฮ่องกง
19The University of New South Wales (UNSW Sydney)  ออสเตรเลีย
= 20Johns Hopkins Universityสหรัฐอเมริกา
= 20University of California, Berkeley (UCB)สหรัฐอเมริกา
Photo Credit: Unsplash
Photo Credit: Unsplash

ภาพรวมทั่วโลกปีนี้ เป็นยังไงบ้าง?

แนวโน้มสำคัญของ QS Rankings ในยุคใหม่คือ มหาวิทยาลัยที่ดี ไม่ได้วัดแค่ผลงานวิจัย แต่ต้องสร้างบัณฑิตที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน และมีบทบาทด้านความยั่งยืนด้วย ซึ่งอย่างที่บอกไปว่าว่าปีนี้ทั่วโลกก็มีการแข่งขันกันดุเดือดมากขึ้น แม้ว่า Top Rank อาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าก็มีหลายแห่งที่มาแรงสุดๆ 

Big4 อาจไม่ได้เป็นผู้เล่นหลักอีกต่อไป

ถ้าพูดถึงประเทศยังครองสัดส่วนขนาดใหญ่ในตลาดวงการศึกษาต่างประเทศ แน่นอนว่าก็ยังคงเป็น Big4 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา แต่ล่าสุด QS ระบุว่าส่วนแบ่งดังกล่าวกำลังค่อยๆ ลดลง เพราะว่ากำลังเผชิญกับความท้าทายของมหาวิทยาลัยจากเอเชียที่กำลังมาแรงมากขึ้นเรื่อยๆ 

โดยปีนี้ Massachusetts Institute of Technology (MIT)  ยังรักษาแชมป์ครองหัวตารางอย่างเหนียวแน่น พร้อมกวาดไป 100 คะแนนเต็ม ตามมาด้วยอันดับ 2 ที่ครองร่วมกันอย่าง Imperial College London และ Stanford University ที่ขยับขึ้นจากอันดับที่ 3 ในปีที่แล้ว นอกจากนี้ Caltech ได้อันดับดีขึ้น โดยไต่สู่อันดับที่ 7 (จากอันดับ 10 ปีที่แล้ว) รวมถึง Yale University ในอันดับที่ 16 (จาก 21 ปีที่แล้ว)

สหรัฐอเมริกา ยังคงมีระบบอุดมศึกษาแข็งแกร่งที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งตลาดนักศึกษาต่างชาติของอเมริกาลดลงจากประมาณ 28% เหลือราว 16% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยและข้อจำกัดด้านนโยบายต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา 

สหราชอาณาจักร (UK) ยังคงเป็นมหาอำนาจด้านการศึกษา แต่ด้วยนโยบายวีซ่า ข้อจำกัดด้านการพำนักหลังเรียนจบ รวมถึงความไม่แน่นอนต่างๆ ก็อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาต่างชาติต้องพิจารณากันมากขึ้น

ออสเตรเลีย มีภาพรวมที่สดใสมากในปีนี้ โดยมหาวิทยาลัยออสเตรเลียกว่า 58% มีอันดับดีขึ้น และที่น่าสนใจคือ UNSW Sydney ได้ขึ้นแท่นเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของออสเตรเลียเป็นครั้งแรก (#19 ของโลก) แซง University of Melbourne (#22) ได้สำเร็จ 

แคนาดา ยังคงโดดเด่นด้าน Sustainability และคุณภาพชีวิตของนักศึกษา โดยปีนี้มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศที่ติดอันดับ ได้แก่ McGill University (#30) University of Toronto (#32) และ University of British Columbia (#45) 

Photo Credit: Unsplash
Photo Credit: Unsplash

#ทีมเอเชีย จากเป็นรอง เตรียมครองตลาดโลก?

หลายปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยจากทวีปเอเชียมาแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยใน Top 20 ปีนี้ติดโผไปแล้ว 6 แห่งด้วยกัน ซึ่งนี่อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า “ศูนย์กลางการศึกษาของโลกกำลังขยับมาทางเอเชียมากขึ้น” 

สิงคโปร์ ที่โดดเด่นในเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทำให้มีคะแนนด้านความเป็นนานาชาติที่สูงมาก อีกทั้งยังขึ้นชื่อว่าเป็น ‘Employability Hub’ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ จึงทำให้บัณฑิตเป็นที่ยอมรับในการจ้างงานสูง โดยปีนี้ National University of Singapore (NUS) ยังคงเป็นหนึ่งเดียวในเอเชียที่ติด Top 10 ต่อเนื่อง รวมถึง Nanyang Technological University (NTU Singapore) ที่โหดไม่แพ้กัน ครองอันดับที่ 12 ของโลกตามมาติดๆ 

จีน มหาอำนาจแดนมังกรเติบโตทางสายวิชาการสุดๆ และเตรียมก้าวสู่การเป็นหัวแถวอย่างเต็มตัว เพราะทั้งภาครัฐและเอกชนต่างร่วมกันลงทุนด้านงานวิจัย การพัฒนาด้าน STEM, AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเต็มสูบ โดยมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Peking University (#13) และ Tsinghua University (#14) มีอันดับที่ดีกว่าปีที่แล้วทั้งคู่เลยครับ

ฮ่องกง ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพวิชาการและมหาวิทยาลัยมีความเป็นนานาชาติสูงมาก แถมโดดเด่นในเรื่องความเชื่อมโยงกับตลาดจีนและตลาดโลก จึงทำให้บัณฑิตล้วนได้รับการยอมรับในการจ้างงานสูง โดย The University of Hong Kong ยังคงครองอันดับที่ 11 และที่มาแรงมากๆ คือ The Chinese University of Hong Kong (CUHK) ซึ่งทะยานสู่อันดับที่ 18 ของโลก (จากอันดับ 32 ในปีที่แล้ว)

เกาหลี ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน เป็นอีกจุดหมายยอดฮิตของนักเรียนไทย ซึ่งล้วนโดดเด่นด้านงานวิจัยและเป็นที่ยอมรับระดับโลกในสาย STEM และสายสังคมศาสตร์ โดยปีนี้มีหลายมหาวิทยาลัยติด Top 100 ของโลก ได้แก่ 

  • #38 Seoul National University (เกาหลีใต้)
  • #39 The University of Tokyo (ญี่ปุ่น)
  • #42 Yonsei University (เกาหลีใต้)
  • #52 Korea University (เกาหลีใต้)
  • #54 National Taiwan University (NTU) (ไต้หวัน)
  • #64 Kyoto University (ญี่ปุ่น)
  • #65 KAIST (เกาหลีใต้)
  • #95 The University of Osaka (ญี่ปุ่น)
  • #97 Institute of Science Tokyo  (ญี่ปุ่น)

ตัวแทนจากอาเซียนนอกจากสิงคโปร์ที่ติดอันดับสูง ประเทศใกล้บ้านเราอย่าง มาเลเซีย ก็มี Universiti Malaya (UM) ที่ติดอันดับ 56 ของโลก และยังมีอีก 4 มหาวิทยาลัยที่ติด Top 200 ได้แก่ 
 

  • #128 Universiti Sains Malaysia (USM)
  • #130 Universiti Kebangsaan Malaysia (UKM)
  • #138 Universiti Putra Malaysia (UPM)
  • #158 Universiti Teknologi Malaysia 

แล้วประเทศไทย เป็นยังไงบ้างนะ?

สำหรับภาพรวมมหาวิทยาลัยในประเทศไทยยังทรงตัว แต่ก็ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการจ้างงานบัณฑิต งานวิจัย และความยั่งยืน แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วเอเชีย (เห็นได้จากประเทศด้านบนที่กล่าวไป) การก้าวสู่ Top 200 ของโลกยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของไทยที่ต้องอาศัยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลายด้านพร้อมกัน 

โดยปีนี้มี 13 มหาวิทยาลัยที่ติดใน 1,500 อันดับแรก (จากปีที่แล้วมี 15 แห่ง) ว่าแล้วก็มาส่องมหาวิทยาลัยไทยที่ติดอันดับ QS University Rankings 2027 กันครับ

ปี 2027ปี 2026 มหาวิทยาลัย/สถาบัน
212221จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
345358มหาวิทยาลัยมหิดล
= 555526มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
= 555551มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
721-730701-710มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
851-900851-900มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
901-950901-950มหาวิทยาลัยขอนแก่น
1001-1200901-950มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
1201-14001201-1400สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
1401+1201-1400มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
1401+1401+มหาวิทยาลัยศิลปากร
1401+1201-1400มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
1401+1401+มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

 

สำหรับใครที่อยากดูผลการจัดอันดับแบบเต็มๆ สามารถเข้าไปส่องกันได้ที่เว็บไซต์ https://www.topuniversities.com/world-university-rankings กันได้เลยนะครับ โดยน้องๆ สามารถเลือกฟิลเตอร์การค้นหาได้ทั้ง การจัดอันดับระดับภูมิภาค การจัดอันดับในประเทศ หรือจะดูผลย้อนหลังปีก่อนๆ ก็ได้เช่นกันครับ


Source: 
https://www.topuniversities.com/world-university-rankings https://www.qs.com/insights/qs-world-university-rankingshttps://www.qs.com/insights/world-university-rankings-methodology https://www.qs.com/en-us/rankings-performance 
 

. . . . . . . .

สำหรับใครที่มองหาโอกาสโกอินเตอร์ ตอนนี้มีหลายทุนกำลังเปิดรับสมัคร
ตามไปเช็กกันต่อได้เลยที่ "โปรแกรมค้นหาทุนเรียนต่อนอก by Dek-D" 

ติดตามทุนต่อนอกง่ายๆ กับ Dek-D  

พี่วุฒิ
พี่วุฒิ - Columnist มนุษย์ 4 มิติผู้หลงใหลในเพลงเกาหลี ชาเนสที และหมูกระทะ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น