5 วิธีคุยกับพ่อแม่ให้เข้าใจ ในวันที่เลือกคณะไม่ตรงกัน

ปัญหายอดฮิตที่หลายๆ บ้านอาจเคยเจอ คือ "การมีความเห็นไม่ตรงกัน" โดยเฉพาะในช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ลูกๆ ของแต่ละบ้าน จะต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง แต่ในบางครั้งคณะที่ลูกอยากเรียน อาจไม่ใช่คณะที่พ่อแม่อยากให้เรียน เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง ทำให้ความเห็นที่ไม่ตรงกันนี้ ก็กลายเป็นความอึดอัด ความกดดัน หรือการถกเถียงภายในครอบครัว  ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามมองหาทางที่ดีที่สุดจากมุมมองและประสบการณ์ของตัวเอง

 ในบทความนี้พี่น้ำได้รวบรวม 5 วิธีคุยกับพ่อแม่ยังไง ในวันที่เราเลือกคณะไม่ตรงใจมาให้น้องๆ ได้อ่านกันแล้วค่ะ

5 วิธีคุยกับพ่อแม่ให้เข้าใจ ในวันที่เลือกคณะไม่ตรงกัน


1 .เตรียมข้อมูลคณะ /มหาวิทยาลัยที่เราสนใจให้พร้อม ก่อนเริ่มอธิบายเหตุผล

ในหลายครั้ง ผู้ปกครองก็มักจะชอบถามเราว่า "ทำไมถึงอยากเรียนคณะนี้" การที่เราตอบแค่ว่ามันเป็นความชอบ หรือมันเป็นความฝันตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่ได้อธิบายให้ผู้ปกครองเห็นภาพในอนาคตหลังจากที่เราเรียนจบไปแล้ว เราจะทำอาชีพอะไรต่อ?  ก็อาจจะไม่พอ สิ่งที่พ่อแม่กังวลจริงๆ คืออนาคตหลังจากที่น้องๆ เรียนจบไป เนื่องจากบางคณะ/ บางสาขามีขอบเขตที่กว้างมาก และไม่ได้มีอาชีพที่รองรับแบบเจาะจง เช่น คณะอักษรศาสตร์/ มนุษย์ศาสตร์ ถือได้ว่าเป็นคณะที่ไม่ได้มีอาชีพตายตัวมารองรับ ซึ่งในมุมมองของผู้ปกครองก็อาจจะคิดว่ามันไม่ค่อยมั่นคง

ขณะเดียวกันบางคณะที่จบมามีอาชีพที่รองรับก็จริง แต่การแข่งขันสูง  เช่น คณะนิติศาสตร์/รัฐศาสตร์  ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ก็ทำให้ผู้ปกครองอยากเลือกคณะที่ตัวเองเห็นว่ามั่นคงอย่างเช่น คณะแพทยศาสตร์ พยาบาล เภสัชศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ ให้กับลูกๆ ของตัวเองมากกว่ายอมให้ลูกเลือกคณะที่มองแล้วดูมีทางเลือกน้อย + ไม่ค่อยมั่นคง

อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมากคือ "เรื่องค่าใช้จ่าย" เพราะการเรียนมหาวิทยาลัยตลอด 4-6 ปี มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าที่พัก และค่าจิปาฐะอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องพิจารณาร่วมด้วย

ดังนั้น น้องๆ ควรเตรียมข้อมูลของคณะและสาขาที่ตัวเองสนใจให้พร้อม ทั้งเรื่องหลักสูตรที่ต้องเรียน ทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมไปถึงเส้นทางอาชีพในอนาคตหลังจากเรียนจบ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่ออธิบายให้พ่อแม่เห็นว่าเราวางแผนไว้สำหรับอนาคตของเราไว้แล้ว และไม่ได้เป็นการเลือกที่ใช้แค่ความรู้สึก แต่เป็นการเลือกแบบที่มีเหตุและผลมารองรับแล้วนั่นเองค่ะ


2. I-Message เครื่องมือง่ายๆ ที่ช่วยให้เข้าใจกัน

I-Message เป็นหนึ่งในวิธีการพูดจากความรู้สึก และมุมมองของตัวเราเอง แทนการพูดในลักษณะที่โทษอีกฝ่าย เช่น การพูดว่า "หนูรู้สึกว่า..." "หนูคิดว่า..." เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเรากำลังต้องการจะอธิบายให้ฟัง ไม่ได้อยากเถียง หรือตำหนิท่าน ซึ่งการสื่อสารแบบนี้จะช่วยลดโอกาสปะทะทางอารมณ์ ยกตัวอย่างเช่น "ทำไมพ่อแม่ไม่เข้าใจหนูเลย" น้องๆ อาจจะเปลี่ยนวิธีการพูดมาเป็น " หนูรู้สึกว่าคณะนี้มันเหมาะกับหนู และสามารถต่อยอดสิ่งที่เรียนมาได้กับหลายๆ อาชีพ" แล้วน้องๆ ค่อยๆ อธิบายเหตุผลของตัวเองต่อ ก็จะทำให้บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปได้ด้วยดีนั่นเองค่ะ


3. ช่วงเวลาก็สำคัญ เลือกเวลาคุยให้เหมาะสม

ใครว่าเวลาเราจะคุยอะไรสักอย่าง "ช่วงเวลา" ที่ใช้ไม่สำคัญ ซึ่งเป็นข้อที่หลายๆ คนชอบมองข้าม ซึ่งในความเป็นจริง เวลามีผลต่อการที่เราจะคุยเรื่องอะไรสักอย่างมาก เพราะต่อให้เราจะมีเหตุผลที่ดีแค่ไหน  แต่เราดันเลือกเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น ตอนที่กำลังเหนื่อยมากๆ ตอนกำลังทำงานยุ่ง หรือในช่วงที่ยังไม่พร้อมฟัง ก็อาจทำให้บทสนทนานั้นไม่ได้ดำเนินไปในทางที่เราคาดหวังนั่นเองค่ะ

ดังนั้น เราควรเลือกช่วงเวลาที่ทุกคนผ่านคลาย เช่น ช่วงหลังมื้ออาหาร หรือช่วงที่ไม่มีธุระเร่งด่วน เพื่อให้การพูดคุยเป็นไปได้อย่างราบรื่น และเพิ่มโอกาสในการเข้าใจกันมากขึ้นด้วยค่ะ


4. บางครั้งการฟังก็สำคัญกว่าการพูด

การพูดคุยที่ดีไม่ใช่แค่อธิบายความคิดของตัวเองแค่ฝ่ายอย่างเดียว แต่เราต้องเปิดใจรับฝั่งอีกฝ่ายด้วย ซึ่งเหตุผลหลักๆ ของผู้ปกครองมักจะชอบกังวลมีอยู่ 3 เรื่องคือ ความมั่นคง รายได้ และอนาคต ต่างจากเราที่จะยึดความชอบเป็นหลัก

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายน้องๆ หรือฝ่ายผู้ปกครองเอง ถ้ามีใครกำลังอธิบายก็ควรเปิดใจรับฟัง และไม่ควรรีบแย้งทันที เพราะเป็นการขัดจังหวะ ซึ่งจะทำให้บทสนทนาที่เกิดขึ้นเปลี่ยนเป็นการโต้เถียงมากกว่าการพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามจะสื่อสารออกมา ซึ่งระหว่างการพูดคุยก็ควรพูดกันด้วยความสุภาพและใจเย็น เพื่อให้การพูดขึ้นเป็นไปได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ ระหว่างการพูดคุยน้องๆ ควรสังเกตสีหน้า น้ำเสียง และท่าทีของผู้ปกครองด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจบรรยายกาศในตอนนั้นได้ดีขึ้น และรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราควรอธิบายต่อ หรือหยุดฟังก่อนนั่นเองค่ะ


5. อย่าใช้อารมณ์ในการคุยกัน

แม้ว่าเราจะคุยกันด้วยเหตุผล แต่บางครั้งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการโต้เถียงได้ เพราะเหตุผลของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน รวมทั้งเราก็อาจจะรู้สึกว่าเหตุผลนี้มันไม่ค่อยถูกต้อง หรือมันไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิดนั่นก็ไม่ผิด เพราะพื้นฐานแล้วเหตุผลของแต่ละคนมักจะมาจากมุมมอง ประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยเจอมา ทำให้เวลาเราคุยกับพ่อแม่อาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันได้

ดังนั้น เวลาที่เราคุยกับผู้ปกครอง จึงควรใช้ความสุภาพ และไม่พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ เพราะการคุยกันในครั้งนี้ ไม่ใช่คุยเพื่อเอาชนะ แต่เป็นการคุยเพื่อหาทางที่ทั้งตัวเรา และผู้ปกครองสบายใจและยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย ถึงแม่้ว่าความเห็นเราจะไม่ตรงกันก็ตาม

ขอบคุณข้อมูลจาก:https://dmhpd.dmh.go.thhttps://happychild.thaihealth.or.th/p/1enB6Suny
 

วิธีการที่พี่ยกตัวอย่างมาเป็นแค่แนวทางหนึ่งเท่านั้น น้องๆ หรืิอผู้ปกครอง สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเอง สุดท้ายนี้ พี่เป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคนที่กำลังเจอปัญหานี้อยู่ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ :-)

พี่น้ำ
พี่น้ำ - Columnist เด็กอักษร ชอบคิด ชอบเขียน และชอบติดตามข่าว TCAS

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น