สวัสดีค่ะชาว Dek-D ใครที่กำลังวางแผนไปเรียนต่อต่างประเทศโดยเฉพาะสายสังคมศาสตร์และการเมือง วันนี้เราจะพาไปรู้จัก “พี่อีเกิ้ล” (Eagle) นักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตร Politics, Philosophy and Economics หรือ PPE ที่ Deakin University แคมปัส Burwood เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นอกจากจะติดม.ที่เล็งไว้ ยังได้ทุนเต็มจำนวนตลอดระยะเวลาเรียนด้วย
บรรยากาศการเรียนสาขานี้จะท้าทายแค่ไหน สังคมและการใช้ชีวิตในเมืองที่อากาศแปรปรวนสุดๆ จะเป็นอย่างไร ตามมาเก็บข้อมูลและทริกดีๆ กันเลยค่าา

. . . . . . . .
ก้าวแรกสู่ออสเตรเลีย
และมิชชันคว้าทุน 100%
ชวนทักทายผู้อ่าน
สวัสดีค่ะทุกคน ชื่อ 'อีเกิ้ล' (Eagle) นะคะ ย้อนกลับไปตอนมัธยม เราเรียนหลักสูตรนานาชาติ IB (International Baccalaureate) ที่ Regent’s International School Bangkok ค่ะ ระบบนี้จะให้เราเลือกเรียน 6 วิชาตลอด 2 ปี ก่อนสอบปลายหลักสูตร ซึ่งเราเลือกภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ธุรกิจ และเศรษฐศาสตร์ พร้อมลงวิชาดนตรีเพิ่ม
ตอนนั้นเราเลือกเรียนต่อ ออสเตรเลีย เพราะเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก และการเดินทางกลับไทยสะดวก ใช้เวลาบินแค่ประมาณ 7-8 ชั่วโมง และมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในด้านและสาขาวิชาเฉพาะต่าง ๆ ที่ติดอันดับโลกด้วยค่ะ
ส่วนตัวตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่าอยากเรียนที่ “เมลเบิร์น” เลยตัดสินใจเลือก Deakin University เพราะหลักสูตรที่นี่เน้นการลงมือทำ (Hands-on Experience) นอกจากนี้อีเกิ้ลยังลองได้ทักไปคุยกับรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ ทุกคนใจดีและยินดีให้คำแนะนำมากๆ ทำให้เรายิ่งมั่นใจและตัดสินใจยื่นสมัครที่นี่ค่ะ

รีวิวสมัครเรียน เขียน SOP ให้ปัง!
ถ้าเป็นกรณีของอีเกิ้ลที่จบ IB ก็สมัครค่อนข้างสะดวก เพราะใช้ผลการเรียนยื่นได้เลย (แต่ละวิชาเต็ม 7 คะแนน) ส่วน SOP ใช้เฉพาะตอนสมัครทุน
ตอนนั้นอีเกิ้ลได้รับ Deakin Vice-Chancellors International Scholarship ทุนค่าเล่าเรียน 100% ซึ่งเป็นเด็กไทยคนแรกที่ได้รับทุนนี้ ภูมิใจมากค่ะ
สำหรับตอนสมัครเรียน เราต้องใช้ SOP, Recommendation Letter 2 ฉบับ และ CV ในการสมัคร หลังผ่านรอบแรกก็จะมีสัมภาษณ์ต่อ ส่วน IELTS ทางมหาวิทยาลัยยกเว้นให้ตอนสมัครเรียนค่ะ แต่เรายังต้องใช้ยื่นขอวีซ่าอยู่ดีนะคะ
ส่วนที่ใช้เวลานานสุดคือการเขียน SOP ขอทุน เราใช้เวลากว่า 6 เดือน ค่อยๆ คิด ดราฟต์ แก้ไข และอ่านทวนหลายๆ รอบ
Tips:
- สำคัญสุดคือการทำให้กรรมการเห็นว่า เราเป็นใคร สนใจอะไร ทำไมถึงเลือกทุนนี้ และทำไมถึงอยากเรียนคณะนี้ที่ Deakin U.
- อย่าเขียนแนะนำตัวแบบทั่วๆ ไป ลองหยิบเรื่องหรือโปรเจกต์ที่สะท้อนตัวตนมาเล่า ว่ามันสำคัญกับเรายังไง และทำไมถึงทำให้รู้สึกคลิกกับสาขานี้
- เขียนให้กระชับ น่าอ่าน และเป็นตัวเองที่สุด อ่าน SOP ของคนอื่นเพื่อหาไอเดียได้ แต่อย่าใช้ AI เขียน
- เลี่ยงการเล่าเรื่องเศร้าเพื่อเรียกคะแนนความสงสาร
- ถ้าไม่ได้มีผลงานกิจกรรมเยอะ ก็เล่าความหลงใหลในวิชาเรียนแทน อธิบายว่าทำไมถึงชอบ และเชื่อมโยงให้เห็นว่าอยากนำความรู้ไปทำอะไรต่อในอนาคต
หนึ่งในโปรเจกต์ที่อีเกิ้ลเลือกเล่าใน SOP คือการทำรายการทีวีสอนภาษา
เราเคยทำรายการสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆ ทาง Thai PBS อยู่ประมาณ 3-4 ปี ใช้กีตาร์กับฟลุตแต่งเพลงสอดแทรกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ จุดเริ่มต้นคือไปออดิชันเป่าฟลุต แต่โปรดิวเซอร์เห็นว่าเราร้องเพลง เล่นดนตรี และแต่งเพลงได้ เลยชวนมาจัดรายการ
สุดท้ายอีเกิ้ลก็หยิบโปรเจกต์นี้มาเล่าใน SOP เพราะสะท้อนทั้งแพสชันด้านดนตรีและการทำประโยชน์เพื่อสังคม

. . . . . . . .
เจาะลึกชีวิตเด็ก PPE ในรั้ว Deakin
เรียนจบ IB ไปเจอป.ตรี เป็นยังไงบ้าง?
รีวิวภาพรวมและสไตล์การสอน
ตอนนี้อีเกิ้ลกำลังเรียนป.ตรี Politics, Philosophy and Economics (PPE) ซึ่งที่ Deakin เพิ่งเปิดได้ประมาณ 3 ปี ถือว่าเป็นหลักสูตรใหม่และกำลังมาแรง
- จุดเด่นคือการเรียนที่เชื่อมทั้งการเมือง ปรัชญา และเศรษฐศาสตร์เข้าด้วยกัน เพราะทั้ง 3 ศาสตร์เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่แนวคิดของผู้คนไปจนถึงการทำงานของสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งในปีแรกจะได้เรียนพื้นฐานจากทั้ง 3 ด้าน ก่อนเลือกโฟกัสสาขาที่สนใจในปี 2 อย่างอีเกิ้ลเองเลือกเน้น Economics ลงด้านนี้ไป 4-5 วิชาต่อปี
- การเรียนส่วนใหญ่เป็นเลกเชอร์ งานกลุ่มไม่เยอะ แต่ทุกวิชาจะมี Reading List ให้อ่านล่วงหน้าก่อนมาอภิปรายในคลาส (อาจารย์คาดหวังให้ใช้เวลา Self-study ประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวิชาต่อสัปดาห์)
- โดยทั่วไปจะเรียนเทอมละ 4 วิชา ต้องอ่านเยอะและมี Essay หลายชิ้นที่เดดไลน์ใกล้กัน โดยส่วนตัวอีเกิ้ลที่ผ่านระบบ IB มาก่อน กลับรู้สึกว่าชีวิตมหาวิทยาลัยค่อนข้างชิล เพราะระบบการเรียนยืดหยุ่นขึ้น และยังแบ่งเวลาทำพาร์ตไทม์สาย Retail ไปพร้อมกันได้ เพียงแค่ต้องวางแผนและจัดการเดดไลน์ด้วยตัวเอง เพราะไม่มีใครคอยตามเหมือนตอนมัธยม
- ช่วงแรกที่ท้าทายที่สุดคือภาษาอังกฤษสำเนียงออสซี่ที่พูดเร็วและรวบคำ โดยเฉพาะคนที่มาจากแถบชนบท แต่ข้อดีคือหลายมหาวิทยาลัยมี English Program ให้เรียน และถ้าได้คุยกับเพื่อนชาวออสซี่บ่อยๆ ก็ช่วยพัฒนาทักษะการฟังได้มากค่ะ
ตัวอย่างวิชาเรียน
วิชาที่ชอบที่สุดกลับไม่ใช่สาย PPE โดยตรง แต่เป็น Critical Thinking ที่กำหนดให้เรียนในปีแรกค่ะ วิชานี้สอนให้คิดวิเคราะห์ผ่านเรื่องใกล้ตัว อย่างการดูคลิปเหตุการณ์จริงแล้วชวนกันวิเคราะห์ว่าแต่ละฝ่ายใช้เหตุผลสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือควรสื่อสารอย่างไรให้คนฟังเข้าใจมากขึ้น
ในคลาสนี้อาจารย์จะชวนคุยและถามความเห็นตลอด เลยรู้สึกสนุก และเป็นวิชาที่เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงค่ะ
ส่วน Politics ปีแรกจะปูพื้นฐานเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง (Ideology) และการเมืองของแต่ละประเทศ ก่อนต่อยอดไปสู่ประเด็นเฉพาะทาง เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับ AI ในขณะ Philosophy จะเน้นการวิเคราะห์แนวคิดและผลกระทบต่อสังคม ส่วน Economics จะลงลึกเรื่องเศรษฐกิจในระดับประเทศและระดับโลกมากกว่าธุรกิจทั่วไปค่ะ

สังคมในคลาสและระบบซัปพอร์ตสุดปัง
ที่ผ่านมาอีเกิ้ลยังไม่เคยรู้สึกกดดันเลยค่ะ ทั้งเพื่อนและอาจารย์เฟรนด์ลี่มากกก ข้อดีของการไม่ใช่มหาวิทยาลัยใหญ่ ก็คือเราได้คุยกับอาจารย์แบบใกล้ชิดในคลาส Seminar ทุกคนเปิดกว้างและรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษาเสมอ อย่างวิชา Politics ที่หลายคนมีมุมมองทางการเมืองต่างกัน อาจารย์ก็จะไม่ตัดสินว่าความคิดไหนผิดหรือถูก แต่ชวนทุกคนวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนเหตุผลร่วมกัน
หากรู้สึกเครียดหรือสุขภาพจิตเริ่มแย่ มหาวิทยาลัยยังมี Student Support Center ให้ขอคำปรึกษาฟรี แต่ส่วนตัวอีเกิ้ลยังไม่เคยใช้บริการ เพราะแฮปปี้กับการเรียนและบรรยากาศที่นี่มาก เพื่อนๆ หลายคนก็รู้สึกเหมือนกันว่าอาจารย์ใส่ใจนักศึกษามากๆ
ส่วนเพื่อนในสาขา PPE ส่วนใหญ่เป็นคนออสเตรเลีย ตอนนี้มีนักศึกษาประมาณ 300 คน แต่เด็กอินเตอร์มีแค่ 2 คน เด็กออสซี่หลายคนมักอยู่กับกลุ่มเพื่อนเดิมหรือค่อนข้างเก็บตัว แต่แนะนำว่าถ้าอยากรู้จักเพื่อนใหม่ วิธีที่ง่ายที่สุดคือเข้าชมรมค่ะ ที่ Deakin มีให้เลือกเยอะ เช่น Environment Club, ASEAN Club, International Club และ Music Club ช่วงที่มีเวลาก็สามารถไปเข้าร่วมได้

. . . . . . . .
เปิดเรื่องประทับใจสุดในเมลเบิร์น
1. ความอิสระและการพึ่งพาตัวเอง (Independence)
วัยรุ่นที่นี่หลายคนเริ่มทำงาน หาเงิน และวางแผนชีวิตเองตั้งแต่อายุ 18 ปี ส่วนตัวเราเอง พอไกลบ้าน ก็ไม่มีคนคอยซัปพอร์ตเหมือนตอนอยู่ไทย // อาจจะท้าทายแต่ก็ทำให้เติบโตขึ้นมากค่ะ
2. ทุกคนกล้าที่จะเป็นตัวเอง
เมลเบิร์นเป็นเมืองที่มีความหลากหลายสูงค่ะ ทุกคนจะมีสไตล์และตัวตนของตัวเอง เราเลยรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะดูแตกต่างหรือแปลกแยกค่ะ

3. ธรรมชาติและกิจกรรมมีให้ฮีลใจตลอดปี
- มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูใบไม้ผลิที่อากาศกำลังดี ในเมืองมีอีเวนต์หมุนเวียนตลอดปี ส่วนสายธรรมชาติก็มีครบ ทั้งสวนสาธารณะ เส้นทาง Great Ocean Road, เกาะ Phillip Island, Rainforest รวมถึงเส้นทางเดินป่าอีกหลายแห่ง
- หลายอีเวนต์เปิดให้เข้าฟรี เราสามารถหากิจกรรมทำหรือออกไปพักผ่อนได้โดยไม่ต้องใช้งบเยอะค่ะ


แต่ประเด็นคือที่เมลเบิร์นน่ะะะ!
- ห้างปิดเร็วเกิ๊น (ประมาณ 5 โมงเย็นเงียบแล้ว) พระอาทิตย์ตกตอน 6 โมงเย็น หลังจากนั้นไม่รู้ว่าจะเดินเล่นที่ไหน 5555
- สภาพอากาศที่แปรปรวนสุดๆ ชนิดที่แพลนอะไรล่วงหน้าไม่ได้เลย บางวันฝนตกทั้งวันก็มี เราต้องเตรียมพกทั้งร่ม แว่นตากันแดด และเสื้อกันหนาวติดตัวไว้ตลอดค่า
ทริกบริหารค่าครองชีพแบบไม่ตึงเกินไป
สำหรับค่าเช่าห้องแบบแชร์ในย่าน Burwood อยู่ที่ประมาณ 800-900 AUD/เดือน (18,400-20,700 บาท) ส่วนค่ากิน รวมค่าเน็ตและค่าเดินทาง อยู่ที่ประมาณ 1,000 AUD/เดือน (23,000 บาท) อีเกิ้ลมีวิธีประหยัดคือเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารเอง ทำให้ค่าอาหารเหลือประมาณ 500 AUD/เดือน (11,500 บาท)
*อ้างอิงค่าเงิน 1 AUD ≈ 23 บาท


. . . . . . . .
ทิ้งท้ายถึงน้องๆ ว่าที่ทีมออส
ตั้งแต่ย้ายมาเรียนที่นี่ เราได้ฝึกตัดสินใจและรับผิดชอบชีวิตตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานพาร์ตไทม์ควบคู่กับการเรียน ทำให้ต้องวางแผนเวลาและจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นทักษะที่ได้ใช้ทุกวันค่ะ
สำหรับน้องๆ ที่สนใจเรียนสายสังคมศาสตร์และการเมืองที่ออสเตรเลีย เราแนะนำให้เริ่มจากศึกษาทุนของแต่ละมหาวิทยาลัยก่อน เพราะเว็บไซต์ของแต่ละแห่งมีรายละเอียดและเงื่อนไขค่อนข้างครบ ถ้าสนใจทุนรัฐบาลก็มีหลายโครงการให้เลือก เช่น Australia Awards - MAP เรียนต่อระดับปริญญาโท
ถ้าใครมีข้อสงสัยเรื่องการหาทุนหรือการเขียน SOP ก็ทักมาคุยกันได้เลย ยินดีช่วยแชร์ประสบการณ์ค่า
Deakin University MELBOURNE Burwood Campus Tour
0 ความคิดเห็น