สวัสดีค่ะชาว Dek-D สำหรับน้องๆ ที่เล็งทุนระดับม.ปลายในต่างประเทศ วันนี้เราจะขอพาไปรู้จักกับ “พี่เนอร์ส-ภูริมาศ” เด็กสายศิลป์ภาษาจีนจาก รร.ระยองวิทยาคม ที่เคยพลาดฝันจากทุนแลกเปลี่ยนและทุน UWC ครั้งแรก แต่เลือกฮึบสู้จนติดทุนเต็มตอนสมัครครั้งที่ 2 และได้ไปเยือนโรงเรียนนานาชาติที่มีฉากหลังเป็นทุ่งสะวันนาที่ UWC East Africa ที่ประเทศแทนซาเนียสำเร็จ
ประสบการณ์เรียนระบบ IB สุดเข้มข้น กับชีวิตที่แตกต่างในอีกซีกโลกแบบใหม่แบบสับ (แบบแทบจะหาอ่านรีวิวไม่ได้) ไปจนถึงเส้นทางสมัครทุนปริญญาตรีเรียนต่ออเมริกา จะเป็นยังไงบ้าง? แล้วโครงการนี้น่าจะตอบโจทย์เรามั้ย? ไปหาคำตอบกันเลยค่ะ

. . . . . . . .
จุดเริ่มต้นความฝัน
อยากเป็นเด็กนอกตั้งแต่ประถม
ตั้งแต่เด็กคุณแม่แนะนำให้ลองอ่านรีวิวเรียนต่อต่างประเทศตามเว็บไซต์ อย่าง Dek-D ค่ะ ตอนนั้นเลยมีความฝันอยากเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนแล้วก็เรียนต่อต่างประเทศมาก คิดไว้ว่าถ้าอายุถึงเกณฑ์เมื่อไหร่จะได้สานฝันตัวเอง จนในที่สุดก็ยื่นสมัครและติดโครงการแลกเปลี่ยนนึง แต่ค่าโครงการสูงมากจนต้องเบรกความฝันไว้ก่อน และเรียนต่อสายศิลป์ภาษาจีน ที่รร.ระยองวิทยาคม
แต่ความฝันเรียนต่อนอกยังอยู่นะคะ จนอยู่มาวันนึงบทความรีวิวเด็กทุน UWC บน Dek-D ก็เด้งขึ้นฟีดและเด้งขึ้นในหัว เนอร์สเลยลองเข้าไปอ่านรายละเอียดกับเงื่อนไขสมัคร พบว่าทุนนี้ใช่เรามากกก และ Financial Aid ดีด้วย

สถาบัน United World Colleges หรือ UWC เป็นเครือข่ายโรงเรียนหนานาชาติ 18 แห่งทั่วโลกที่ส่งเสริมการศึกษาเพื่อสันติภาพและอนาคตที่ยั่งยืน โดยเปิดรับสมัครนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากกว่า 150 ประเทศมาเรียนร่วมกันผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการประจำชาติ
ตอนนั้นเตรียมตัวเกือบครึ่งปี ทั้งเก็บพอร์ตกิจกรรม พัฒนาภาษาอังกฤษ และอีกหลายๆ ด้าน พอทาง UWC เปิดรับสมัคร ก็ลุยยื่นเลย และได้ผ่านเข้าไปถึงรอบสัมภาษณ์
แต่พอประกาศผล Final กลับไม่มีชื่อเราอยู่ในนั้น TT
พอรู้แบบนั้นก็ผิดหวัง เฟลไปหลายเดือน แต่รู้ว่าชีวิตต้องเดินหน้าต่อ ช่วงปิดเทอมคุณแม่ก็ส่งไปเรียนคอร์สภาษาอังกฤษที่อินเดีย แล้วพอเปิดเทอม สายศิลป์-จีนที่เนอร์สเรียนเค้าก็มีข้อกำหนดให้ไปเรียนที่ประเทศจีน 4 เดือนด้วย กลายเป็นช่วงนั้นได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะมากค่ะ
. . . . . . . .
พลาดหวังครั้งแรกไม่เป็นไร
สู้ใหม่กับการสมัคร UWC รอบ 2
หลังจากคิดมาสักพัก ก็ตัดสินใจยื่นสมัคร UWC อีกรอบ ช่วงน้้นยุ่งเป็นพิเศษ ทั้งงานจากโรงเรียนไทย จากที่จีน และเตรียมใบสมัคร UWC ไปด้วย
แต่ในที่สุดก็มีข่าวดีค่ะ การสมัครครั้งที่ 2 ที่ตัดสินใจลุยต่อทำให้เนอร์สได้มาถึงจุดนี้ ช่วงที่สอบสัมภาษณ์กรรมการก็ถามเราด้วยว่าทำไมถึงอยากลองยื่นอีกรอบล่ะ เนอร์สจำขึ้นใจเลยค่ะ ตอนนั้นตอบไปว่า ในเมื่อเรามีโอกาสสมัครได้แล้ว จะมีเหตุผลอะไรที่เนอร์สไม่ลองคว้าโอกาสล่ะ และเราก็ไม่มีอะไรจะเสียด้วย
ตอนที่ยังไม่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ UWC ก็รู้สึกแล้วว่า Mission และ Value ของโรงเรียน ที่จะผลิตคนคุณภาพให้กับสังคม ตรงกับเป้าหมายของเนอร์สในตอนนั้นพอดีเลยค่ะ

ทำไมปักหมุดที่แทนซาเนีย?
ตอนแรกลิสต์ UWC East Africa (หรือ UWC Tanzania) เป็นตัวเลือกสุดท้ายเลย แต่หลังจากได้ฟังอีกมุมน่าสนใจจากเพื่อนที่มาสมัครด้วยกันว่า “ถ้าจบจากแอฟริกาคงเท่มากๆ เพราะคงมีเด็กไทยส่วนน้อยจบจากที่นั่น” ก่อนสัมภาษณ์เนอร์สก็ขยับมาเป็นอันดับบนสุดเลยค่ะ // ตอนนั้นบอกกรรมการไปว่าอยากเจอ The Big Five สัตว์ป่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งห้าของแอฟริกาค่ะ (พอไปถึงก็ได้เจอจริงๆ ด้วยนะ)
จะบอกว่าเป็นชะตาชีวิตหรือพรหมลิขิตก็ไม่เกินจริง เพราะแทนซาเนียเคยเป็นดินแดนนอกสายตาและดูไกลตัวเรามาตลอด แต่เราเลือกมาเจอเรื่องราวแบบที่ไม่น่าจะหาได้จากที่ไหนอีก แล้วไม่เคยนึกเสียใจที่เลือกแคมปัสนี้เลยค่ะ

. . . . . . . .
การปรับตัวครั้งใหญ่
ในดินแดนอันไกลโพ้น
ด้วยความที่ UWC เป็นโรงเรียนนานาชาติที่รวมเด็กจากหลากหลายประเทศ การมี Culture Shock จึงเป็นเรื่องปกติค่ะ ช่วงแรกเนอร์สค่อนข้างอึ้งกับการที่เพื่อนต่างชาติใส่รองเท้าจากข้างนอกเดินเข้าห้องนอน แถมบางคนออกกำลังกายเสร็จก็ขึ้นเตียงเลย ส่วนมื้อเช้าก็แตกต่างจากบ้านเรา จากที่เคยกินข้าวแกงหรือหมูปิ้ง คนที่นี่กลับกินขนมปังเป็นหลัก แต่พออยู่ไปสักพักก็เริ่มปรับตัวได้
แม้จะมาจากคนละวัฒนธรรม แต่สิ่งที่ประทับใจคือทุกคนเคารพความคิดเห็น ขอบเขต และพื้นที่ส่วนตัวของกันและกันมาก ทำให้การใช้ชีวิตร่วมกันราบรื่นกว่าที่คิด
เคยเข้าใจว่าต้องร้อน แห้งแล้ง และลำบาก
ก่อนมาเนอร์สก็มีภาพจำเหมือนหลายคนว่าแอฟริกาต้องร้อน แห้งแล้ง และลำบาก มีแว้บนึงที่รู้สึกว่าคิดผิดมั้ยนะที่ไม่ได้ไปอยู่เมืองศิวิไลซ์แบบเพื่อนคนอื่น
แต่พอเครื่องบินแลนด์ดิ้งถึงแทนซาเนีย ภาพจำทั้งหมดก็เปลี่ยนไปเลยค่ะ แม้พื้นที่รอบๆ จะเป็นทุ่งสะวันนา แต่ในโรงเรียนกลับเขียวชอุ่มไปทั้งแคมปัส อีกทั้ง UWC East Africa ยังตั้งอยู่ที่เมือง Arusha ซึ่งเป็นบริเวณตีนเขา ทำให้อากาศเย็นสบาย ช่วงกลางวันประมาณ 25 องศา และอาจลดเหลือราว 15 องศาในตอนกลางคืน บางคืนฟ้าเปิดก็เห็นดาวเต็มท้องฟ้า แถมยังมีโอกาสเห็นทางช้างเผือกด้วย




ไปอยู่แทนซาเนีย เป็นยังไงบ้าง?
ผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตเรียบง่ายและเป็นมิตรกับชาวต่างชาติมาก แม้บางครั้งจะโดนทักว่าเป็นคนจีนหรือญี่ปุ่นก็ตาม ส่วนอาหารก็อร่อยกว่าที่คิด มื้อโปรดของเนอร์สคือ Chips Mayai เฟรนช์ฟรายส์ทอดกับไข่เจียว และ Mishkaki ที่ว้าวตั้งแต่ลองครั้งแรก!
เมือง Arusha เป็นเมืองสโลว์ไลฟ์ ของใช้จำเป็นมีครบ รวมถึง Asian Mart และร้านอาหารจีนไว้ให้พอหายคิดถึงบ้าน แม้การเดินทางจะไม่ได้สะดวกเหมือนบ้านเรา แต่ก็มี Uber และ Bolt ให้ใช้ ส่วนรถสาธารณะที่นักเรียนใช้ได้คือ Bajaji รถสามล้อที่ให้ฟีลคล้ายรถตุ๊กตุ๊กบ้านเรา และที่สำคัญถ้าใครอยากเก็บประเทศใกล้ๆ Arusha อยู่ห่างจากประเทศเคนยาแค่ราวๆ 5 ชั่วโมง ตอนนั้นมีโอกาสข้ามไปเที่ยวด้วย เอาให้คุ้มค่ะ



. . . . . . .
มหากาพย์รีวิวระบบเรียน IB
เจาะลึกเข้มข้น (จนขอบตาดำ)
ขอเกริ่นก่อนค่ะว่า IB หรือ International Baccalaureate เป็นระบบการเรียนหลักสูตรนานาชาติ ที่ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกว่ามีมาตรฐานสูงในด้านการคิดวิเคราะห์และการค้นคว้าวิจัยด้วยตนเอง
ระบบ IB จะกำหนดให้นักเรียนต้องเลือกวิชาจากใน 6 กลุ่ม ได้แก่ Language and Literature (ภาษาวรรณกรรม), Language Acquisition (ภาษาที่สอง), Humanities (สังคมศาสตร์), Sciences (วิทยาศาสตร์), Mathematics (คณิตศาสตร์) และ The Arts (ศิลปะ หรือจะเลือกวิชาอื่นจากหมวดข้างต้นมาแทนก็ได้
โดยเราต้องเลือกระดับเข้มข้นหรือ Higher Level 3 วิชา แล้วก็ระดับมาตรฐานหรือ Standard Level อีก 3 วิชา นอกจากนี้ยังมีแกนบังคับที่ต้องทำคือ เขียน Extended Essay รายงานความยาว 4,000 คำในวิชาที่เราอยากทำ, เรียนวิชา Theory of Knowledge ที่ฝึกให้เราหาคำตอบเกี่ยวกับหลักการความรู้ และทำกิจกรรม CAS (Creativity, Activity, Service) เพื่อเก็บชั่วโมงกิจกรรมนอกห้องเรียนค่ะ

ถ้าถามว่าเรียนเข้มแค่ไหน?
ต้องบอกว่า “มากกก!” อาจจะเรียนไม่กี่วิชาแต่เจาะลึกทั้งหมด แถมยังต้องทำ IA (Internal Assessment) ซึ่งเป็นรายงานวิจัยย่อยของแต่ละรายวิชาส่งด้วย
ช่วงแรกๆ ที่ไปถึงยังไม่ชิน เรียนตามไม่ทัน จากเด็กที่เรียนโรงเรียนไทยมาทั้งชีวิตแถมได้เป็นท็อปห้อง แต่พอมาอยู่ที่นี่กลับกลายเป็นเด็กกลางๆ ซะงั้น + ต้องปรับตัวอีกเยอะมาก ทั้งต้องอ่านหนังสือหนักกว่าคนอื่นแถมต้องแบ่งเวลาเข้าสังคม ใช้เวลาเดือนกว่าๆ ถึงจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง
หนึ่งสิ่งที่ท้าทายเนอร์สมากที่สุดคงเป็นเรื่องภาษาค่ะ ด้วยความที่โรงเรียนรวมเด็กจากรอบโลก ภาษาอังกฤษก็เลยเป็นตัวกลางเดียวในการสื่อสาร แต่ตอนนั้นสกิลภาษาเนอร์สคือเป็นศูนย์เลย หลังๆ ก็เริ่มปรับตัวและเข้ากับเพื่อนได้มากขึ้น โดยมีคุณครูแต่ละวิชาแล้วก็คุณครู Inclusion คอยช่วยเหลือ
เจาะลึกวิชาเรียน
วิชาที่เนอร์สเลือกเรียนระดับ Higher Level มีตัวแรกคือ English B เป็นภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่สองค่ะ สำหรับนักเรียนที่สกิลภาษายังไม่เชี่ยวชาญมาก ด้วยความที่ถือเป็นภาษาที่สอง คุณครูก็ช่วยซัพพอร์ตในห้องเรียนได้ดีเลย ไม่มีการกดดันใดๆ ทั้งสิ้น ทางโรงเรียนจะมีแผนก Inclusion คอยไกด์เรื่องเรียนให้กับนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเรื่องภาษาโดยเฉพาะค่ะ
ต่อมาคือ Geography วิชานี้สนุกมาก ด้วยความที่เพื่อนๆ มาจากรอบโลกทำให้เราได้ศึกษา Case Study จากทั่วโลก แล้วยังค้นพบว่าตัวเองชอบด้านนี้ด้วย
ตัวที่สามคือ Visual Arts เนอร์สลงไปเพราะคิดว่าจะง่าย 5555 เพราะส่วนตัวชอบงานประดิษฐ์กับวาดรูปอยู่แล้ว แต่พอเอาเข้าจริงต้องมีงานวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์เยอะมาก แต่ข้อดีคือได้ลองทำงานและใช้เทคนิคใหม่ๆ โดยมีครูคอยเสนอแนะให้งานออกมาสมบูรณ์แบบขึ้น

ส่วนวิชากลุ่ม Standard Level มี Thai เป็นวิชาแบบ Self-taught หรือเรียนด้วยตัวเองค่ะ เนอร์สเลือกเรียนวิชาภาษาและวรรณกรรมไทย ในหลักสูตรบังคับว่าต้องอ่านหนังสือทั้งหมด 7 เล่มแล้วนำมาเขียนวิเคราะห์ หนังสือบางเล่มทั้งชีวิตเนอร์สไม่คิดว่าจะอ่านก็ได้มาอ่านในวิชานี้ เช่น ข้างหลังภาพ, คำพิพากษา, เจ้าชายน้อย แต่หลังจากอ่านจบเนอร์สพบว่าหนังสือทั้งหมดนี้คือสุดยอดบทประพันธ์เลย
วิชาต่อมาคือ Mathematics สาย Applications and Interpretation เค้าลือกันว่าง่ายสุดแล้ว แต่เนอร์สว่าไม่ 5555 อาจเพราะแพ้ทางเองด้วย และเนอร์สเลือกสาย AI ซึ่งเน้นใช้คณิตศาสตร์ในการปรับใช้เข้ากับสิ่งต่างๆ แทนที่จะเป็นการคำนวณเพียวๆ

ตัวสุดท้ายคือ ESS หรือ Environmental Systems and Societies เป็นวิชาที่ผสมผสานระหว่าง Humanities กับ Sciences ค่ะ เราจะเรียนวิชาวิทยาศาสตร์แค่นิดหน่อยพอเป็นพื้นฐาน แต่จะไปเน้นหนักด้านสิ่งแวดล้อมกับสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อมและวิธีแก้ไข
แล้วยังมีทริป Bio and ESS พาไปทำการทดลองและศึกษาธรรมชาติที่น้ำตก Napuru ได้เรียนรู้จากสถานที่จริง สนุกสุดๆ เลยค่ะ เสียอย่างเดียวคือไปช่วงหน้าฝน กลางคืนฝนตกหนักน้ำท่วมเต็นท์จนนอนไม่ได้เลย


. . . . . . . .
แต่ละวันแต่ละเดย์
ชีวิตเด็ก UWC แทนซาเนียก็ประมาณเนี้ย~
1. เปิดโหมดพึ่งพาตัวเอง 100%
จากตอนอยู่ไทยที่สะดวกสบายมาก ทั้งเรื่องงานบ้าน เวลาหิวก็กด delivery ห้างก็มีให้เดินตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่ตัดภาพหลังจากย้ายมาอยู่ที่แทนซาเนีย ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เราต้องทำทุกอย่างเอง ทั้งซักผ้า ทำกับข้าว และจัดการชีวิตประจำวัน (แม้จะอาจใช้เวลาปรับตัวสักพัก แต่พอผ่านไปสักพักก็รู้เลยว่าสกิลการใช้ชีวิตอัปรัวๆ ค่ะ)
อีกเรื่องที่ค่อยๆ เรียนรู้คือภาษา Swahili ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของแทนซาเนียและเคนยา คำที่ได้ยินบ่อยที่สุดคงหนีไม่พ้น Hakuna Matata ที่แปลว่า “ไม่มีปัญหา” ฟังบ่อยจนติดหู แล้วก็กลายเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของการใช้ชีวิตที่นี่เลย
2. ชมรมฮีลใจ โปรเจกต์สอนภาษาให้เด็กท้องถิ่น
หนึ่งในกิจกรรม (Clubs/CAS) ที่เนอร์สชอบที่สุดคือ English Teaching at Loskito School ค่ะ เราจะไปสอนภาษาอังกฤษและจัดกิจกรรมสันทนาการให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนท้องถิ่น เพื่อช่วยพัฒนาทักษะภาษาและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม โดยจะไปทุกวันพุธหลังเลิกเรียนจนถึงประมาณ 6 โมงเย็น
สิ่งที่ได้กลับมาคือความอิ่มเอมใจ ทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มและแววตาของเด็กๆ ก็รู้สึกว่าสิ่งที่เรามีสามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้ และมีความหมายมากค่ะ
นอกจากชมรมนี้แล้ว ในโรงเรียนก็ยังมี Rotary Club, Basketball Club, Gardening Club, Map Drawing Club และ Student Media Team อีกค่ะ หลากหลายสุดๆ!



3. บ้านหลังที่สองใน UWC
ทุกปีการศึกษา ครูใหญ่ของแต่ละแคมปัสจะชวนเด็กๆ ในหอไปกินข้าวที่บ้าน ส่วนใหญ่เป็นปาร์ตี้ BBQ ที่คุณครูลงมือทำเอง ส่วนพวกเราก็ช่วยกันเป็นลูกมือ เนอร์สประทับใจมาก เพราะรู้สึกว่าคุณครูตั้งใจทำความรู้จักและเข้าใจตัวตนของนักเรียนแต่ละคนแบบจริงจัง
สำหรับหอพักของที่นี่เรียกว่า Boma เป็นหอพักรวมชาย-หญิง แต่ละหอมี Common Area อยู่ตรงกลางไว้สำหรับอ่านหนังสือ นั่งเล่น หรือทำอาหารด้วยกัน ส่วนห้องพักจะอยู่กันห้องละ 4 คน คละนักเรียนจากหลากหลายชาติ เลยเหมือนได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ ทุกวัน
เนอร์สโชคดีมากที่ได้อยู่กับรูมเมตชาวแคเมอรูนตลอด 2 ปี แม้จะมีทะเลาะหรือไม่เข้าใจกันบ้างเรื่องการใช้ชีวิต แต่สุดท้ายก็กอดคอผ่านทุกอย่างมาด้วยกันได้ค่ะ





นอกจากรูมเมตแล้ว ยังมีกลุ่ม Asian Fam (Asian Family) เพราะเด็กเอเชียถือเป็นประชากรกลุ่มน้อยในโรงเรียน เราเลยรวมตัวกันทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน และญี่ปุ่น บางครั้งก็นัดทำอาหาร ต้มหม้อไฟ จัดปาร์ตี้วันเกิด ปูเสื่อนอนดูดาวกลางสนามหญ้า หรือฉลองตรุษจีนกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วยกัน
การได้อยู่ท่ามกลางคนที่มีวัฒนธรรมคล้ายกัน แถมยังได้ชวนเพื่อนๆ ในหอมาเรียนรู้วัฒนธรรมเอเชียด้วย รู้สึกภูมิใจในความเป็นเอเชียของตัวเองมากๆ เลยค่า


4. ทริป OP เดินป่าสุดทรหด แบกเป้สิบโลขึ้นเขา
ช่วงปฐมนิเทศ ทางโรงเรียนจะจัดกิจกรรม Pamoja Walk เป็นการเดินป่าระหว่างแคมปัส Arusha กับ Moshi เจอทั้งอากาศร้อน พายุทราย และอากาศหนาวตอนกลางคืน เรียกได้ว่าทรหดสุดๆ แต่ก็ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนจากอีกแคมปัส และสนิทกับเพื่อนในแคมปัสตัวเองมากขึ้น


ด้วยความที่แทนซาเนียมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ กิจกรรมนอกห้องเรียนของ UWC East Africa เลยมีเอกลักษณ์มาก โดยเฉพาะ Outdoor Pursuits (OP) ที่พาไปเดินป่า ตั้งแคมป์ ปีนเขา ซาฟารี หรือแม้แต่ทริปดำน้ำ
ส่วนเนอร์สเคยไปทริป North Pare แบกเป้หนักเกือบ 10 กิโล เดินขึ้นเขา กางเต็นท์เอง ห้องน้ำก็ไม่ได้พร้อมเท่าไหร่ พอเดินถึงยอดเขาก็ภูมิใจแหละ แต่ขอเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายพอค่ะ เหน่ยยยย


และนอกจากกิจกรรม OP แล้ว วันหยุดสุดสัปดาห์ โรงเรียนก็มักพาออกไปทำกิจกรรมนอกแคมปัส ทั้งไปซูเปอร์มาร์เก็ต ตลาด Mitumba หรือทริปซาฟารี ปีนเขา และเที่ยวน้ำตกแบบแอดเวนเจอร์อีก exclusive สุดๆ ค่ะ!

5. งานวิ่ง 24 ชั่วโมง และรับบทตากล้องประจำแคมปัส
กิจกรรมอีเวนต์ที่เนอร์สประทับใจที่สุดคือ 24 Hours Run ค่ะ เป็นงานระดมทุนเพื่อมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนรุ่นต่อไป กติกาคือแต่ละทีมต้องผลัดกันวิ่งเก็บรอบ (Laps) ให้ได้มากที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง
งานนี้จัดที่ UWC Moshi Campus ซึ่งเป็นอีกแคมปัสของโรงเรียน เลยได้โอกาสไปเจอเพื่อนๆ ต่างแคมปัสด้วย จริงๆ แล้วเป้าหมายลึกๆ ของเนอร์สคืออยากไปหาเพื่อนมากกว่าไปวิ่งค่ะ 555 แถมยังได้นอนกางเต็นท์อีกแล้ว ((ดูเหมือน UWC จะชอบให้นักเรียนนอนเต็นท์เป็นพิเศษนะคะ))


อีกงานที่ชอบคือ Sport Weekend มหกรรมกีฬาที่รวมโรงเรียนจากทั่วแทนซาเนียมาแข่งขันกันตลอด 3 วัน มีทั้งบาสเกตบอล วอลเลย์บอล จานร่อน ฟุตบอล และรักบี้ ถึงเนอร์สจะไม่ได้ลงแข่ง แต่ก็ได้ทำหน้าที่ในทีม Social Media คอยถ่ายภาพ อัดวิดีโอ ลงสตอรี และโปรโมตกิจกรรมผ่านโซเชียลของโรงเรียน
6. วีรกรรมเสี่ยงตาย แอบย่องข้ามรั้วหอกลางดึก
ทุกหอพักจะมีเวลาเคอร์ฟิวปิดประตูตอนประมาณ 4 ทุ่มค่ะ พวกกลุ่มเด็กแสบๆ จะชอบกระโดดข้ามรั้วหอไปนอนเล่นกับเพื่อนหออื่น โดยเฉพาะช่วงวันเกิดจะเป็นช่วงที่คนแอบหนีหอกันเยอะสุด ระหว่างทางที่ย่องไปก็ต้องคอยหลบซ่อนตามพุ่มไม้บ้าง แอบแถวราวตากผ้าบ้าง หรือซุกตัวตามมุมมืดๆ // ถือเป็นประสบการณ์ที่เสี่ยงตายและลุ้นระทึกม้ากกกก
. . . . . . .
จบ UWC แล้วไปไหนต่อ?
เล่าสเต็ปคว้าทุน Davis บินลัดฟ้าสู่อเมริกา
ช่วงสมัครมหาวิทยาลัยแอบเครียดเหมือนกัน แต่ UWC มี College Counselor คอยช่วยทั้งวางแผนและจัดการเอกสาร ปีนั้นยังตรงกับช่วง Travel Ban ของสหรัฐฯ คุณครูเลยช่วยหาแผนสำรองและทุนจากประเทศอื่นไว้ให้นักเรียนด้วย
ทีนี้ เนอร์สอยากแนะนำโครงการ Davis United World College Scholars Program ซึ่งเป็นโครงการทุนสำหรับศิษย์เก่า UWC ที่สนับสนุนให้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยพาร์ตเนอร์กว่า 90 แห่งในสหรัฐฯ ถ้าเราเลือกสมัครมหาวิทยาลัยในเครือข่ายและสอบติด ทาง Davis Scholarship ก็จะให้ทุนแบบไม่มีข้อผูกมัดหลังเรียนจบ แถมยื่นสมัครได้สูงสุด 10 มหาวิทยาลัย เนอร์สเลย **เดาว่า** การแข่งขันไม่ได้สูงมาก เพราะเป็นลักษณะทุนอัตโนมัติสำหรับเด็ก UWC



UWC จุดประกายแพสชันรัฐศาสตร์
เลยไปต่อกับป.ตรี Political Science
ด้วยความที่ไม่ชอบความวุ่นวายของเมืองใหญ่ เลยคิดว่า Trinity College เหมาะกับตัวเองค่ะ เพราะตั้งอยู่ที่เมือง Hartford รัฐ Connecticut ระหว่าง Boston กับ New York พอดี แถมยังมีรุ่นพี่คนไทยเรียนอยู่ด้วย
ตอนอยู่ UWC หลังได้เรียนวิชา Geography ที่ทำให้รู้ว่าตัวเองชอบสาย Humanities โดยเฉพาะการเมือง การปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เลยตัดสินใจเรียนต่อ ป.ตรี สาขา Political Science ส่วน Minor วางแผนเรียน Asian Studies เพราะเคยไปแลกเปลี่ยนที่จีนช่วงมัธยม ทำให้สนใจประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียเป็นพิเศษค่ะ

. . . . . . . .
Go with the flow
เลิกเป็นดาวเด่น ชีวิตไม่ยากขนาดนั้น
จริงๆ แล้ว UWC เปลี่ยนเนอร์สไปเยอะมาก โดยเฉพาะวิธีคิด เมื่อก่อนคิดว่าต้องเด่นสุดๆ ทั้งเรื่องเรียนและกิจกรรม แต่พอใช้ชีวิต 2 ปีที่แทนซาเนีย ก็เริ่มเข้าใจว่าการไม่ได้เป็นดาวเด่น ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง หรือชีวิตจะไม่ดีค่ะ
ทุกวันนี้เนอร์สใช้ชีวิตแบบ Go with the flow มากขึ้น ตราบใดที่เรายังมีความสุขและเดินในทางที่ถูกต้อง แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
อีกอย่างที่ UWC และทุน Davis มอบให้ คือทำให้เนอร์สรู้ว่าโอกาสมีค่ามากแค่ไหน กว่าจะมาถึงจุดนี้ มีทั้งคนที่คอยสนับสนุนและทุนที่ช่วยให้เราเดินต่อได้ ถ้ามีโอกาสก็อยากส่งต่อสิ่งที่ตัวเองได้รับให้คนอื่นบ้าง เหมือนกับวันนี้ที่ได้มาแชร์เรื่องราวกับ Dek-D
ถ้าใครกำลังเตรียมตัวสมัคร UWC หรือมีความฝันอยากเรียนต่อต่างประเทศ เนอร์สอยากบอกว่า ลองให้โอกาสตัวเองสักครั้งค่ะ อย่าเพิ่งตัดสินว่าทำไม่ได้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง เพราะบางครั้งโอกาสที่เปลี่ยนชีวิต อาจเริ่มจากการกล้าสมัครแค่นั้นเอง ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ๆ ค่ะ!

1 ความคิดเห็น
สุดยอดมากค่ะ