你好 หนีห่าวค่ะชาว Dek-D สำหรับน้องๆ ที่หลงใหลศิลปะ วัฒนธรรม และอยากสัมผัสชีวิตเรียนจริงในแดนมังกร วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก “พี่หลิง” เด็กไทยที่เริ่มต้นจากโครงการร่วมไทย-จีน ก่อนบินไปเริ่มปีปรับภาษาและคณิตแบบเข้มข้น แล้วสอบเข้า ป.ตรี สาขา Cultural Industry Management ภายใต้ School of Arts ของ Peking University หรือ “เป่ยต้า” (北京大学) ที่ขึ้นแท่นมหาวิทยาลัยเบอร์ต้นของจีน
หลายคนอาจยังไม่คุ้นว่าสาขา “การจัดการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม” คืออะไร เรียนประมาณไหน หรือคณะศิลปกรรมศาสตร์ของเป่ยต้าจะโหดสมคำร่ำลือจริงไหม วันนี้เราชวนพี่หลิงมาแชร์ให้ฟังตั้งแต่ค่ายซัมเมอร์ปักกิ่งที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิต การสอบเข้าโครงการปรับพื้นฐานภาษา ไปจนถึงชีวิตปี 1-4 ที่ทั้งหนักทั้งสนุกแบบสุดทาง ระดับที่นั่งเรียนไปก็กดดันไป แต่โลกก็ค่อยๆ เปิดกว้างขึ้นทุกวัน
พร้อมแล้วไปเริ่มพาร์ตแรกกันเลยค่ะ
. . . . . . . .
เมื่อเมืองปักกิ่งเปลี่ยนเส้นทางชีวิต
เบนเข็มจากวิทย์ & ติดโครงการปรับภาษา
เริ่มต้นจากโครงการจุฬาฯ x เป่ยต้า
จริงๆ แล้วตอนแรกจีนไม่ได้อยู่ในลิสต์เลยค่ะ หลิงเรียนวิทย์คณิตที่เชียงใหม่ เตรียมตัวไปทางสายแพทย์เเละวิทยาศาสตร์ เหมือนเส้นทางเริ่มชัดแล้ว จนกระทั่งช่วง ม.6 เทอมหนึ่ง ปี 2019 ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปค่ายซัมเมอร์ที่ปักกิ่ง แล้วพอไปถึงคือชอบมากๆ ปักกิ่งเป็นเมืองที่สวย ผู้คนน่ารัก และได้เปิดโลกหลายอย่าง จนเริ่มคิดว่าถ้ามีโอกาสอยากกลับมาเรียนที่นี่อีกให้ได้
ด้วยความที่ครอบครัวเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ได้เรียนภาษาจีนมาตั้งแต่เด็ก ถึงสกิลภาษาตอนนั้นจะยังไม่แข็งแต่ถือเป็นโอกาสดีในการกลับมาฝึกให้จริงจังขึ้น เเละครอบครัวก็สนับสนุนเต็มที่
พอดีกับช่วงนั้นโรงเรียนประชาสัมพันธ์โครงการของ Peking University ที่ร่วมกับม.จุฬาฯ แล้วโรงเรียนหลิงก็เป็นศูนย์สอบ เลยตัดสินใจสมัครไปค่ะ ขั้นตอนคือสอบข้อเขียนที่ศูนย์สอบประจำภาคและสอบสัมภาษณ์ที่ม.จุฬาฯ -สำหรับของหลิงจะต้องเรียนปรับภาษาก่อนหนึ่งปีค่ะ พอเรียนถึงปลายปีถึงจะมีจัดสอบ 统考* เพื่อใช้ยื่นเข้าป.ตรี มหาวิทยาลัยปักกิ่ง โดยพิจารณาจากผลการเรียนช่วงปรับภาษา คะแนนสอบ และความสอดคล้องระหว่างวิชาที่เรียนกับสาขาที่อยากเข้า
“统考” (tǒngkǎo) คือ การสอบกลางสำหรับนักเรียนต่างชาติที่เรียนจบปีปรับภาษา (预科 yùkē) และต้องการเข้าเรียนต่อป.ตรี ในประเทศจีน กรณีถ้าไม่ผ่านสอบ 统考ต้องเรียนซ้ำอีกปี หรือถ้าเลือกที่จะไปเรียนต่อที่มหา'ลัยอื่นๆ ก็นำผลสอบเเละผลการเรียนไปยื่นประกอบการสมัครได้ค่ะ (เพื่อนหลิงมีเคสนี้เหมือนกัน)

. . . . . . . .
รีวิวปรับภาษาวัดใจ หนักขนาดนี้ไหวป่ะ!
ปีแรกที่ไปถึงจีน หลิงเริ่มเรียนปรับภาษาที่ School of Chinese as a Second Language ซึ่งเป็นสถาบันคณะภาษาของเป่ยต้าค่ะ มีจัดแบ่งห้องตามระดับภาษา ตอนนั้นไปอยู่ห้อง 6 (ทั้งหมดมี 7 ห้อง)
บรรยากาศการเรียนจากประสบการณ์รู้สึกค่อนข้างจริงจัง ตอนนั้นสำหรับหลิง เพื่อนในคลาสตั้งใจเรียนมากกก เวลาเรียนแทบไม่เล่นเลย สำหรับหลิงไม่เป็นปัญหาแต่กลับกัคือผลักดันให้เราอยากพัฒนาตัวเองมากขึ้น สภาพแวดล้อมแบบนี้กลับช่วยให้โฟกัสได้ดี โดยเฉพาะปีนี้ที่ต้องใส่ใจผลการเรียนเป็นพิเศษเพื่อใช้ยื่นสมัครเข้าปริญญาตรีผ่านระบบ 统考 เเละเข้าศึกษาต่อคณะที่เราอยากเรียนต่อค่ะ
ต้องเล่าก่อนว่าหลิงเจอสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องเรียนออนไลน์ตั้งแต่ช่วงปรับภาษา จนถึง ป.ตรีปี 1 ไม่ได้เจอเพื่อนร่วมคลาสที่เรียนด้วยกัน ตารางเรียนส่วนมากเริ่มตั้งแต่ 08.00-18.00 น.(แล้วแต่วัน ไม่ได้ fix เวลาค่ะ) ส่วนการบ้านมีแทบทุกวัน วิชาหลักคือฟัง อ่าน และเขียน จากนั้นต้องลงวิชาเลือกตามสาขาที่จะเข้าตอน ป.ตรี เช่น Literature, Law, Economics หรือ Political Science ระหว่างปีมีสอบกลางภาคและปลายภาค สอบเสร็จในระบบจะมีคะเเนนเฉลี่ยของเเต่ละวิชา ทำให้เราสามารถประเมินได้ว่าเราอยู่ระดับไหน เลยทำให้รู้สึกกดดันอยู่บ้าง แต่ก็ช่วยให้ตั้งใจรักษามาตรฐานของตัวเองอยู่เสมอ
สำหรับหลิงวิชาที่ยากที่สุดคือ Literature (วรรณกรรม) เพราะมีภาษาจีนโบราณด้วย เราไม่ค่อยมีพื้นฐานตรงนั้นเลยต้องมาปรับพื้นฐานใหม่ค่ะ เวลาครูถามคำแปลหรือความหมายของกวี หลิงเครียดเลยยย เเต่ก็ผ่านมาได้ค่ะ ตอนนี้ก็เข้าใจวรรณกรรมของจีนมากขึ้น พื้นฐานก็ดีขึ้นเยอะ
ส่วนยากสุดสำหรับหลิงคือ Math (คณิต) บางสาขาที่เราจะเตรียมตัวสอบเข้าในป.ตรีไม่บังคับนะคะ แต่หลิงมีลงไปด้วยเพราะมีหลายสาขาที่สนใจต้องการคะเเนนคณิตศาสตร์ สิ่งที่ยากคือการสอนแตกต่างจากที่ไทยในหลายๆ บทเรียนที่เราอาจจะไม่มีพื้นฐานมาก่อน เช่น บางบทเรียนเราจะคุ้นเคยกับการได้สูตรมาหาคำตอบ แต่ที่นี่ให้คำตอบมาเลย แล้วให้เราอธิบายเหตุผลและพิสูจน์ว่าทำไมถึงได้คำตอบแบบนั้น // ใหม่มาก ไม่เคยเจอมาก่อน ต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มเลย
โดยรวมปีนี้หนักที่สุด แต่เห็นพัฒนาการด้านภาษาจีนชัดเจน ทั้งศัพท์ในสายต่างๆเช่น สายเศรษฐศาสตร์ การเมือง กฎหมาย รวมถึงการฝึกเขียนเปเปอร์และอ่านบทความเชิงวิชาการ ซึ่งช่วยให้พร้อมขึ้นเยอะสำหรับการเรียนระดับมหาวิทยาลัยค่ะ

สมัครเรียนต่อป.ตรี ในสาขาที่ไม่คาดคิด
ระหว่างดูข้อมูลเรียนต่อ ก็บังเอิญมาเจอสาขา Cultural Industry Management พูดตามตรงตอนแรกไม่รู้เลยว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร เพราะยังไม่ค่อยมีคณะแนวๆ นี้เปิดสอนในไทย แต่พอลองอ่านดูก็พบว่าเป็นสาขาที่น่าสนใจมากของ School of Arts ของเป่ยต้า เรียนผสมผสานระหว่าง Business + Arts และปูพื้นฐาน Theory ของศิลปะหลายๆ สาขา เช่น การเต้น การวาด ประวัติศาสตร์ของศิลปะเเต่ละทวีป ยุคสมัยต่างๆ ของศิลปะ รวมถึงเน้นไปที่การบริหารจัดการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ตั้งแต่วงการภาพยนตร์ ดนตรี การแสดง งานนิทรรศการ ไปจนถึงโครงการด้านการสื่อสารวัฒนธรรมของจีนกับต่างประเทศ
ตอนนั้นรุ่นพี่ที่จีนหลายๆ คนก็แนะนำว่าเป็นคณะที่ค่อนข้างดีเลยในประเทศจีน เพราะประเทศให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เเละส่วนตัวเราก็ค่อนข้างชอบอะไรที่เป็น Art + สนใจเรียนด้านบริหาร เลยตัดสินใจยื่นสมัคร และสุดท้ายก็ติดทั้งมหาวิทยาลัยและทุนรัฐบาลจีน CSC เลยค่ะ
. . . . . . . .
Cultural Industry Management
4 ปีเรียนไปร้อยกว่าวิชา
หลักสูตรรวมทั้งหมดประมาณ 142 หน่วยกิต ภาพรวมคณะนี้เรียนกว้างมาก ครอบคลุมแทบทุกด้านของวงการศิลปะและบันเทิง ตั้งแต่เบื้องหลังโรงละคร การกำกับภาพยนตร์ การเขียนบท การแสดง การผลิตละครเวที หรือโอเปร่า ไปจนถึงงานด้านพิพิธภัณฑ์และอีเวนต์ขนาดใหญ่ รุ่นพี่บางท่านก็ได้กลับมาทำงานในสายสื่อบันเทิง เช่น iQIYI, GMM หรือบริษัทโพรดักชันที่ร่วมงานกับจีน

ปี 1 ปูพื้นฐานว่าศิลปะและวัฒนธรรม
ปีหนึ่งเป็นช่วงที่หลิงได้เรียนพื้นฐานด้านศิลปะและวัฒนธรรมแบบแน่นที่สุดค่ะ เช่น Introduction to Art Theory、Music Theory、Introduction to Theatre of Art、 Filmology、ประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกและตะวันออก ฯลฯ พอได้เรียนจริงก็เริ่มเห็นว่าผลงานแต่ละชิ้นที่มีมาและสะท้อนความคิดของผู้คนแต่ละยุคยังไงบ้างค่ะ // บางคลาสสอนเป็นภาษาอังกฤษ ต้องอ่านเอกสารและเขียนบทวิเคราะห์เยอะ โดยเฉพาะวิชาที่ให้เปรียบเทียบศิลปะของโลกตะวันตกกับตะวันออก
หนึ่งในวิชาที่ชอบคือ ศิลปะการแสดง เพราะได้เรียนรู้เเละเห็นเบื้องหน้าเเละเบื้องหลังของการเเสดงต่างๆ เช่น ละครเวที ละครเพลง โอเปร่า การเต้น ฯลฯ ทำให้เข้าใจว่ากว่าจะเกิดการแสดงหนึ่งครั้งต้องผ่านหลายขั้นตอน เวลาไปดูโชว์จริงก็จะอินและตั้งใจสังเกตรายละเอียดกว่าเดิม นอกจากนี้หลิงก็ไปเลือกลงวิชาแนวจิตวิทยาและ Arts Management ซึ่งช่วยให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นที่จะได้ทำงานร่วมกันค่ะ
ปี 2 ขยับเข้าเรื่องศิลปะและการจัดการ
พอขึ้นปี 2 หลิงเริ่มปรับตัวกับชีวิตใน ม.ปักกิ่ง ได้แล้ว ความหนักยังมีเหมือนเดิมแต่น้อยลงเยอะ~ ช่วงสอบหลิงกับเพื่อนๆ จะไปรวมตัวกันที่ห้องสมุด นั่งอ่าน ปั่นงานจริงจังสุดดด เห็นเพื่อนจากหลายประเทศสู้ ก็รู้สึกมีกำลังใจไปด้วย ในขณะเดียวกันก็มีโมเมนต์หัวเราะกับเพื่อน มีทริปเที่ยวคลับบ้างตามสไตล์เด็กต่างชาติค่ะ
ส่วนเรื่องตารางเรียนที่โรงเรียนจะให้เราเลือกและจัดสรรเองเลย เราก็จะเลือกวิชาก่อนเเต่ละวิชาก็จะมีจำนวนการรับคนที่จำกัด บางวิชาที่เราอยากเรียนก็ต้องไปแย่งในระบบกับเพื่อนๆ เเล้วดูว่าผลการเลือกของระบบจะออกมาเป็นยังไง ตอนนี้มองกลับไปก็สนุกเเละตื่นเต้นดี
ถ้าเป็นวิชาบังคับของคณะตอนนั้นส่วนมากจะเริ่มที่แปดโมงเช้าเหมือนเดิม ด้วยความที่เราอยากเก็บหน่วยกิตเร็วๆ เลยลงเรียนไปเยอะ จนบางวันก็ลากยาวถึงสองทุ่มสามทุ่มตามวิชาที่ลง ซึ่งเป็นจังหวะที่ทำให้เราเริ่มรู้แล้วว่าสายไหนตัวเองถนัด และควรจัดตารางอ่านหนังสือยังไงถึงจะไหว
โครงสร้างวิชาปี 2 จะขยับจากทฤษฎีล้วนๆ ไปสู่ “ศิลปะ + การจัดการ” มากขึ้น เทอมแรกยังมีวิชาทฤษฎีศิลปะต่างๆ แต่จะเริ่มมองศิลปะในเชิงวิเคราะห์ เช่น ทำไมผลงานหนึ่งถึงมีความหมายแบบนี้ หรืออยู่ภายใต้กรอบคิดของทฤษฎีไหน การดูงานศิลปะไม่ได้จบที่คำว่าสวยหรือไม่สวย แต่ต้องตอบให้ได้ว่าเพราะอะไร
พอถึงเทอมสอง วิชาสายจัดการจะเริ่มเด่นขึ้น เช่น Principle of Marketing, Visual Culture และ History of Chinese Art ที่ช่วยให้เห็นภาพรวมของ “Cultural Industry” ว่าศิลปะ ธุรกิจ และสังคมสัมพันธ์กันยังไง ทั้งในมุมผู้ผลิตและผู้ชม สิ่งที่เสพในชีวิตประจำวัน เช่น ภาพยนตร์ นิทรรศการ หรือโชว์ต่างๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้ทั้งหมด
จริงๆ วิชาประวัติศาสตร์ศิลปะสนุกกว่าที่คิดอีก หลิงชอบที่อาจารย์ใช้ของจริงหรือภาพถ่ายของโบราณวัตถุให้ดูร่วมกัน เช่น ภาพเขียนบนผนัง ถ้ำ ประติมากรรม หรือเครื่องเงินจากยุคต่างๆ แล้วชวนวิเคราะห์ว่า รายละเอียดแบบนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับสังคม ความเชื่อ หรือผู้คนในยุคนั้น บางทีก็โยงไปถึงบทกวีหรือบันทึกเก่าๆ ทำให้รู้สึกได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของจีนผ่านงานศิลปะมากกว่าเรียนศิลปะเพียวๆ

ปี 3 เน้นเจาะลึกวิชาชีพ
ปีสามเป็นช่วงที่ใช้งานร่างกายหนักมากกกก คาบเรียนส่วนใหญ่เริ่ม 8 โมงเช้า บางวันลากยาวถึง 4 ทุ่ม เวลาว่างกลายเป็นช่วงปั่นงานปั่นโพรเจกต์ หรืออ่านหนังสือที่ห้องสมุด
เนื้อหาการเรียนเจาะลึกไปอีกและเห็นอาชีพแบบจับต้องได้กว่าเดิมค่ะ หลักๆ คือวิชาศิลปะและการจัดการที่เข้มข้นกว่าเดิม เช่น วิชา Art Museum Studies ทำความเข้าใจระบบพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่การคัดเลือกผลงาน การจัดวาง ไปจนถึงวิธีสื่อสารเนื้อหาให้ผู้ชมเข้าใจ อีกตัวที่เรียนแล้วสนุกคือ Introduction to Creative Management วิชาที่พาไปสำรวจธุรกิจสร้างสรรค์หลากแขนง ตั้งแต่ภาพยนตร์ ซีรีส์ ไปจนถึงกรณีศึกษาด้านเมืองสร้างสรรค์อย่าง “ฮาร์บิน” ว่าเมืองหนึ่งจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมได้อย่างไรบ้าง
The Basics of Nonline Film Editing ก็เป็นอีกวิชาที่สนุกเพราะได้เรียนตัดต่อแบบจริงจัง ต้องส่งหนังสั้นเป็นโพรเจกต์ปิดท้าย ส่วน Cultural Policy and the Markets ช่วยให้เข้าใจกลไกของอุตสาหกรรมศิลปะ ทั้งด้านลิขสิทธิ์ พฤติกรรมผู้บริโภค การตลาด และการออกแบบนิทรรศการให้ตรงกับกลุ่มผู้ชม
รายวิชาทางการตลาดหรือการจัดการมักให้งานกลุ่ม เช่น วิเคราะห์องค์กรด้านศิลปะหรือวัฒนธรรม รวมถึงโจทย์ให้ตีความเพลงหรือบทกลอนที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อดูว่าความหมายยังครบถ้วนแค่ไหน ถือว่าได้ทั้งฝึกคิดและทำงานร่วมกับเพื่อนต่างชาติจริงๆ
หนึ่งในวิชาที่หลิงประทับใจคือ Introduction to Creative Management ที่จะเรียนรู้ว่าศิลปะกับวัฒนธรรมสื่อสารกันยังไงในแต่ละสังคม เช่น หลิงเคยทำกรณีศึกษา “ละครสั้นจีนที่บูมในไทย” แล้วพบเหตุผลว่าคนยุคนี้ใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ เลยชอบคอนเทนต์สั้น กระชับ ตัวละครใกล้ตัว พล็อตไม่ซับซ้อน และตอบสนองอารมณ์ของผู้ชมได้ทันที
พอเรียนหลายวิชาในปีนี้ หลิงเริ่มมองเห็นเส้นทางของตัวเองชัดขึ้นว่าเหมาะกับงานเบื้องหลังมากกว่า เพราะได้ใช้ทั้งการคิดวิเคราะห์ การเล่าเรื่อง การจัดการ และความรู้ด้านการตลาดมาร้อยรวมกันเป็นภาพเดียว ปีสามเลยกลายเป็นปีที่ทำให้เข้าใจอย่างจริงจังว่าตัวเองอยากเดินไปไหนในโลกของ Cultural Industry ค่ะ

ปีท้ายๆ คือช่วงเวลาแห่งการลงสนามจริง!
ช่วงปีท้ายหลิงได้เอาความรู้จากหลายปีที่ผ่านมาไปใช้กับงานจริงค่ะ เป็นช่วงที่ค่อนข้างหนักแต่รู้สึกว่าทุกอย่างที่เรียนและทำงานมาทั้งหมดคุ้มค่ามากค่ะ
นอกจากทำวิทยานิพนธ์ หลิงได้ “ฝึกงาน” แบบจริงจัง 2 ครั้ง (ฝึกตั้งแต่ปีสาม แต่บางคนเริ่มตั้งแต่ปีแรกเลย เพราะที่นี่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทำงาน) เราได้ไปเจอหน้างานจริงทั้งการจัดกิจกรรม ประสานงาน ไปจนถึงช่วยคิดงานให้ทีม งานแต่ละอย่างต้องมองหลายด้าน ทั้งการสื่อสาร การเล่าเรื่อง และการทำให้ผู้ชมเข้าใจสิ่งที่อยากสื่อได้ตรงจุด
ฝึกงานครั้งแรกที่เมืองเฉิงตู ตำแหน่ง Strategy Assistant Intern ที่บริษัท Chengdu Sports Industry ซึ่งเป็นเบื้องหลังของงานกีฬาใหญ่ระดับประเทศอย่าง ATP 250 Tennis Open หน้าที่คือช่วยวางแผนกลยุทธ์ หาสปอนเซอร์ และดูภาพรวมการจัดงานให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เห็นกระบวนการทำงานเบื้องหลังที่ละเอียด
และอีกครั้งฝึกงานในบริษัท ByteDance ตอนสมัครต้องยื่นพอร์ตและสัมภาษณ์ 2 รอบ สุดท้ายได้เข้าไปฝึกตำแหน่ง Game Advising & Design Intern และช่วยดูด้าน Operation ของเกม “Crystal of Atlan” โดยเข้าไปดูแลการตลาดในต่างประเทศ ทั้งโซนไทย ยุโรป อเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
งานจะมีตั้งแต่การออกแบบและตรวจคอนเทนต์ให้เหมาะกับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เช่น ดูดีไซน์โฆษณา ตรวจภาษาไทยให้ถูกต้อง และคุมโทนภาพให้เข้ากับรสนิยมของคนไทย โฆษณาหลายชิ้นของตลาดไทยหลิงเป็นคนดูแลทั้งงานตรวจภาษาและงานครีเอทีฟค่ะ งานค่อนข้างเข้มข้นแต่บรรยากาศอิสระ มีสวัสดิการดีและพี่ๆ ทีมงานใจดี ทุกคนตั้งใจทำงานเหมือนกัน รู้สึกเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากๆ

. . . . . . .
ตารางเรียนแน่น
เรื่องกิจกรรมก็ไม่แพ้กัน!
ถึงการเรียนที่เป่ยต้าจะหนัก แต่หลิงก็ทำกิจกรรมหลายอย่างค่ะ
- เป็นกัปตันทีมบาสหญิงของคณะ ดูทั้งการซ้อม การแข่ง การวางแผนทีม และลงแข่งเองด้วย
- ช่วงมีงาน Exhibition ก็ไปช่วยอาจารย์ดูสถานที่กับช่วยทีมบรรยาย แล้วก็มีช่วงที่เป็น Head of Marketing ของชมรม SICA ดูอินสตาแกรมของชมรม ทำโปสเตอร์ใน WeChat แล้วก็วางแผนกิจกรรมกับเพื่อนๆ เหมือนได้ลองทำงานครีเอทีฟกับงานจัดการไปพร้อมกันเลยค่ะ
- มีโพรเจกต์ทำงานศิลปะของหลิงเองค่ะ แล้วงานชิ้นนั้นถูกเลือกไปจัดแสดงใน Exhibition ของมหาวิทยาลัย ก่อนจะถูกนำไปโชว์ทั่วประเทศ ทั้งดีใจและภูมิใจมากๆ ค่ะ
พอรวมเรียนหนักกับกิจกรรมทุกวัน โดยเฉพาะปี 2-3 ที่ตารางแน่นสุดๆ บางวันเลิกสี่ทุ่ม แล้วไปกินข้าวเสร็จกลับมาอ่านหนังสือต่อกับเพื่อนจนถึงตี 3-4 พอพระอาทิตย์ขึ้นก็นอนแป๊บเดียวแล้วตื่นมาเรียนต่อ เหนื่อยจริงนะคะ แต่ก็รู้สึกว่าใช้ชีวิตคุ้มแบบที่นึกย้อนไปแล้วไม่เสียดายเลย คิดถึงเพื่อนๆ มากๆ ด้วย~~
กิจกรรมยังทำให้เราขยายวงเพื่อนไปอีกไกล ทำให้ได้ฝึกภาษาอังกฤษและภาษาจีนแบบธรรมชาติ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและมุมมองกันตลอด ซึ่งช่วยเสริมตอนฝึกงานเกี่ยวกับตลาดต่างประเทศได้ด้วย







. . . . . . .
สะดวกสบายแบบไปสุด
ทุกวันหยุดก็ไปเที่ยวยับ
ที่จีนหลิงประทับใจเรื่องความสะดวกสบายที่สุดค่ะ จีนเป็นประเทศที่ประยุกต์เทคโนโลยีให้ชีวิตประจำวันสะดวกรวดเร็วและเป็นระบบ ไม่ว่าจะคมนาคม การสั่งอาหาร หรือธุรกรรมต่างๆ ทำในมือถือเครื่องเดียวได้เลย
แล้วถ้าพูดถึงจีนแน่นอนว่าต้องมีเรื่องเที่ยวค่ะ~ วันหยุดส่วนใหญ่หลิงใช้ไปกับการเดินทาง ช่วงปิดเทอมบางรอบไม่ได้กลับไทย ก็ถือโอกาสไปดูเมืองต่างๆ เช่น
- “ฮกเกี้ยน” (มณฑลฝูเจี้ยน: 福建省 Fújiàn Shěng) เพราะคนไทยเชื้อสายจีนจากที่นี่เยอะ เมืองมีวัฒนธรรมอบอุ่น เรียบง่าย เหมือนบ้านจริงๆ ทั้งวัด ร้านอาหาร และวิถีชีวิตผู้คน ไม่ต่างจากคนจีนที่มาอยู่เมืองไทยเลยค่ะ
- “เฉิงตู” (成都 Chéngdū) เป็นเมืองที่ไปฝึกงานแล้วประทับใจมากค่ะ คนท้องถิ่นเฟรนด์ลี่ ค่อนข้างน่ารักเลยตรงไปตรงมา ทำให้การสื่อสารง่ายขึ้น หัวหน้างานก็ใจดีและคอยดูแลดี อาหารอร่อยถูกปาก เมืองก็สะอาดและสวยแบบมีเอกลักษณ์ด้วย มีธรรมชาติที่สวยมากๆ ด้วย
- “ซินเจียง” (新疆 Xīnjiāng) คือที่สุดของธรรมชาติ หลิงจำได้ว่ามีคนเคยพูดว่า “ถ้าชีวิตนี้เคยไปซินเจียง จะไม่คิดว่าเมืองอื่นสวยอีกเลย” พอมาถึงเชื่อทันทีค่ะว่าไม่เกินจริง! สวยทุกมุมทุกทาง มีทั้งทะเลสาบ 赛里木湖, อุทยานเซี่ยถ่า (夏塔), ทุ่งหญ้านาราที (那拉提草原) ฯลฯ ธรรมชาติอลังการสุดๆ อากาศดี ผู้คนน่ารัก วิถีเรียบง่าย เป็นทริปที่รู้สึกเหมือนได้พักใจจริงๆ
- “ปักกิ่ง” (北京 Běijīng) ถึงการแข่งขันจะสูงแต่ยังเป็นนัมเบอร์วันในใจค่ะ 555 ปักกิ่งคือสถานที่ที่หลิงมาเรียนและใช้ชีวิต ค่อยๆ รู้จักตัวเอง ทำให้ที่นี่ให้ฟีลเป็นเหมือนบ้านที่มีแต่ความทรงจำดีๆ เต็มไปหมด
นอกจากนี้ก็ยังเมืองหลายๆเมืองที่อยากเเนะนำให้ทุกคนลองไปเที่ยวค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Inner Mongolia 内蒙古、ฮาร์บิน 哈尔滨、ฉางฉุน 长春、ฌวี่ยเหมิน 厦门、กวางโจว广州、เซินเจิน深圳、ยูนนาน云南、ฉงชิ่ง 重庆 เมืองเหล่านี้ที่หลิงเคยไปสัมผัสมาค่อนข้างดีเลยค่ะ ทุกที่มีเสน่ห์เป็นของตัวเองมากๆ








. . . . . . . .
เติบโตท่ามกลางผู้คน เมืองใหญ่
และหลายบททดสอบในชีวิต
ตอนเรียนที่จีนยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมาก เพราะประเทศใหญ่ คนเก่งเยอะ ทุกอย่างรวดเร็วไปหมด แต่ตลอดหลายปีทำให้หลิงได้เห็นว่าทุกคนมีจังหวะของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเทียบกับใครหรือกับตัวเองในอดีต แค่ไม่หยุดเรียนรู้ มองทุกเรื่องเป็นการผจญภัย และรู้ว่าตัวเองยังพัฒนาอะไรได้อีกบ้าง สุดท้ายจะทำให้เห็นโลกในมุมกว้าง พร้อมทั้งเข้าใจทั้งตัวเองและคนรอบข้างยิ่งขึ้น
สิ่งที่ทำให้ช่วงเวลานี้มีความหมายมากคือผู้คนที่ได้เจอ หลิงมีเพื่อนสนิทจากหลายประเทศที่อยู่ด้วยกันทั้งวันที่สนุกและวันที่เหนื่อย ผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมากๆ พอนึกย้อนถึงความทรงจำดีๆ ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่เคยหยุดคิดถึงเลยสักครั้ง ดีมากๆ และเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเลยค่ะ


0 ความคิดเห็น