สวัสดีค่าชาว Dek-D มีใครที่กำลังมองหาทุนเรียนต่อป.โทที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่ไหมคะ? นอกจากทุนมง (MEXT Scholarship) หรือทุนตรงจากมหา’ลัยแล้ว ยังมีอีกทุนที่ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ ตั๋วเครื่องบิน อุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยเงื่อนไขคือต้องกลับมาทำงานที่ประเทศไทยอย่างน้อย 2 ปีหลังเรียนจบเท่านั้น!
วันนี้จะพาไปอ่านเรื่องราวของ "พี่หมิว" ที่ได้ไปศึกษาปริญญาโทที่ Graduate School of International Development (GSID) ที่ Nagoya University ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่การสมัครเรียน ชีวิตการเรียนและความเป็นอยู่ ไปจนถึงการทำงานหลังจบ พร้อมทริคพิชิตทุนการศึกษา ADB-JSP (Asian Development Bank-Japan Scholarship Program) ฉบับพี่หมิวกันเลยค่ะ~
. . . . . . . .
1
จุดเริ่มต้นจากนิติฯ มธ.
สู่เส้นทางป.โทสาย Development
“เราเคยอยู่ในช่วงที่ไม่แน่ใจว่าอยากทำอาชีพอะไร รู้แค่ว่าตัวเองชอบสิ่งที่มีตรรกะ (Logic) รองรับ อยากลองทำอะไรใหม่ ๆ ชอบพูดคุยและหาโอกาสช่วยเหลือผู้คน เพราะทุกครั้งที่ได้ทำงานอาสาหรือลงชุมชน นอกจากเราจะได้ ‘ให้’ แล้ว ยัง ‘ได้’ เรียนรู้สังคมจากมุมใหม่ ๆ ได้ตกตะกอนถึงปัญหาของบ้านเรา และคิดถึงวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้น เลยเลือกใช้ชีวิตแบบตัดช้อยส์ คือไม่ต้องเดินตามค่านิยมว่าเราน่าจะไปทางไหน แต่ลองทุกอย่างที่สนใจก่อน แล้วค่อย ๆ ดูว่าเราชอบทำอะไรและเหมาะกับทางเดินไหนบ้าง แต่ถ้าถามว่าอยากไปต่อด้านกฎหมายโดยตรงเหมือนเพื่อน ๆ หลายคนในคณะไหม ก็ยังไม่ใช่”
หลังจากเรียนนิติฯ ม.ธรรมศาสตร์จบและทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ไม่กี่ปี ก็มีโอกาสไปอบรมระยะสั้นที่ประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับธุรกิจ SMEs และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก Japan International Cooperation Agency หรือ JICA
พี่หมิวเล่าถึงประสบการณ์ครั้งนั้นว่าเปิดโลกมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสโลกของความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้เห็นองค์กรจากหลายประเทศทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาสังคม เหมือนเชื่อม “จุด” ที่ตัวเองสนใจมาตลอด จนกลายเป็นภาพของการพัฒนาระหว่างประเทศ
หลังจากกลับมา พี่หมิวก็มองหาโอกาสเรียนต่อต่างประเทศด้านนี้อย่างสม่ำเสมอ กระทั่งได้พบกับ Graduate School of International Development (GSID) ที่ Nagoya University และทุนการศึกษา ADB-JSP (Asian Development Bank-Japan Scholarship Program)
.jpeg)
. . . . . . . .
2
ปักหมุด GSID และทุน ADB-JSP
International Development อาจไม่ใช่สาขาที่ทุกคนจะอธิบายได้ทันทีว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร แต่หากพูดถึง "ประเทศพัฒนาแล้ว" ในแถบบ้านเรา ญี่ปุ่นคงเป็นหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง
Nagoya University ตั้งอยู่ในเมืองแห่งนวัตกรรม และยังเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของญี่ปุ่นที่เปิดสอนด้าน International Development โดยมีพันธกิจในการศึกษาวิธีรับมือกับปัญหาสังคมที่โลกกำลังเผชิญ และสร้างสังคมน่าอยู่อย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีทุนเต็มจำนวนสำหรับนักศึกษาต่างชาติอย่าง ADB-JSP ที่พี่หมิวได้รับด้วย
มารู้จักหลักสูตรและทุนนี้กันก่อนค่ะ
เปิิดไฮไลต์คณะ GSID ของ Nagoya U.
- หนึ่งใน 6 มหาวิทยาลัยชั้นนำและทรงเกียรติที่สุดของญี่ปุ่น (อ้างอิง QS World University Rankings 2027)
- สถาบันแห่งแรกของญี่ปุ่นที่เปิดสอนด้าน International Development ในระดับบัณฑิตวิทยาลัย (Graduate School)
- จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ 100%
- 70% เป็นนักศึกษาต่างชาติจากมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก
- ปัจจุบันมี 5 โปรแกรมหลักที่มุ่งเน้นการทำความเข้าใจปัญหาสังคมและการพัฒนาประเทศ ได้แก่
- Economic Development Policy and Management
- Peace and Governance
- Inclusive Society and State
- Education and Human Resource Development
- Poverty and Social Policy

รู้จักทุน ADB-JSP
- ทุนการศึกษาที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1988 โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น
- มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรจากประเทศสมาชิกกำลังพัฒนาที่เป็นประเทศผู้กู้ของ ADB ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ให้มีความรู้และทักษะเพื่อนำกลับไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิด
- ครอบคลุมสาขาวิชา Science and Technology / Economics, Business and Management / Development Studies ซึ่ง GSID อยู่ในกลุ่มนี้ / Law and Public Policy
- ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมโครงการ 25 แห่งในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดย 15 แห่งตั้งอยู่ในญี่ปุ่น และ GSID, Nagoya University เป็นหนึ่งในนั้น
ทุนครอบคลุมอะไรบ้าง
- ค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนตลอดระยะเวลาการศึกษา
- ค่าครองชีพสำหรับกินอยู่และที่พัก โดยปีการศึกษา 2025 ให้ 147,000 เยน หรือประมาณ 29,900 บาทต่อเดือน และอาจปรับตามความเหมาะสมในแต่ละปี
- ค่าอุปกรณ์การเรียน
- ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ 1 รอบ
- ค่าประกันสุขภาพ
- อาจมีเงินสนับสนุนงานวิจัย คอร์สภาษา หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับการพิจารณา
Note: ไม่มีข้อผูกพันต้องใช้ทุนคืน แต่ผู้รับทุนต้องกลับไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศบ้านเกิดหลังสำเร็จการศึกษา โดยทั่วไปต้องทำงานในประเทศอย่างน้อย 2 ปี
วิธีการสมัคร
- สามารถสมัครเรียนคณะ GSID และ ADB-JSP รวมกันได้เลย ไม่ต้องสมัครแยก
- สำคัญมาก! เกณฑ์ในแต่ละปีอาจจะแตกต่างกัน ควรตรวจสอบจากระเบียบการของปีที่จะสมัครอีกครั้ง
เอกสารที่ต้องใช้ (ทั้ง GSID และทุน ADB-JSP)
- ใบสมัคร, รูปถ่ายผู้สมัคร, สำเนาพาสปอร์ต
- Transcript และ Diploma
- เอกสารรับรองการจ้างงานและรายได้ของผู้สมัครและครอบครัว (มีเกณฑ์กำหนดรายได้ขั้นสูง)
- Curriculum Vitae (CV)
- ใบคะแนนการทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ
∟ TOEFL iBT/iBT Home Edition 79 ขึ้นไป หรือ
∟ TOEFL Essentials 8.5 ขึ้นไป หรือ
∟ Revised TOEFL Paper-delivered Test 550 ขึ้นไป หรือ
∟ IELTS Academic 6 ขึ้นไป หรือ
∟ Duolingo 110 ขึ้นไป - Recommendation Letter จำนวน 2 ฉบับจากบุคลากรในมหาวิทยาลัยหรือบริษัทของผู้สมัคร
ประสบการณ์การทำวิจัย หรือ การทำงาน (ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์การทำงานอย่างน้อย 2 ปีหลังจบปริญญาตรี และอายุไม่เกิน 35 ปี) - Research Proposal อธิบายหัวข้องานวิจัยที่อยากทำ, Background, ความสำคัญ, วิธีการศึกษา (ภาษาอังกฤษไม่เกิน 1,600 คำ หรือ ภาษาญี่ปุ่นไม่เกิน 4,000 ตัวอักษร)
- Statement of Purpose **ใช้สำหรับการยื่นสมัครมหาวิทยาลัย** เรียงความอธิบายเหตุผลที่อยากเข้าศึกษาหลักสูตร GSID หัวข้อวิจัยที่อยากทำ และประสบการณ์การทำงานหรืองานวิจัย (ภาษาอังกฤษไม่เกิน 600 คำ หรือ ภาษาญี่ปุ่นไม่เกิน 1,500 ตัวอักษร)
เอกสารแต่ละประเภทมีวิธีการส่งไม่เหมือนกัน มีทั้งที่ให้ส่งทางอีเมล หรือ ไปรษณีย์ อย่าลืมตรวจสอบอย่างละเอียดและเผื่อเวลากรณีส่งไปรษณีย์ด้วยนะ
ไทม์ไลน์การสมัครคร่าว ๆ (ปีการศึกษา 2027)
- เปิดรับสมัคร: วันที่ 1-30 มิถุนายน 2026
- สอบปากเปล่าออนไลน์สำหรับผู้ที่ผ่านรอบ Screening : 10 กันยายน 2026
- ประกาศผู้ผ่านการคัดเลือก: ต้นเดือนธันวาคม 2026
- เปิดเรียน: วันที่ 1 เมษายน 2027
คำแนะนำการสมัคร ฉบับพี่หมิว
ขั้นตอนที่ใช้เวลามากและท้าทายที่สุดสำหรับพี่หมิวคือ Research Proposal เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญในการพรีเซนต์ความสนใจด้านงานวิจัยของตัวเอง อธิบายให้เห็นว่างานวิจัยที่เสนอมีความเชื่อมโยงและสามารถต่อยอดเพื่อการพัฒนาประเทศได้อย่างไร รวมถึงศึกษาด้วยว่ามหาวิทยาลัยที่ยื่นสมัครมีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในหัวข้อที่เราอยากทำวิจัยหรือไม่
ส่วนคะแนนภาษาอังกฤษ หากผ่านเกณฑ์ก็มีโอกาสแล้ว ไม่จำเป็นต้องสูงมากก็ได้ และสำหรับใครที่ยังไม่มั่นใจหรือไม่มีประสบการณ์ พี่หมิวก็อยากให้ลองยื่นดูก่อน เพราะทุนนี้เปิดโอกาสให้คนที่กล้าลอง พร้อมเรียนรู้ และมีแพสชันในการพัฒนาประเทศ (อีกทั้งยัง prioritize ผู้สมัครที่ไม่เคยศึกษาต่อต่างประเทศด้วย)
ยกมือถามเพิ่ม: ทุนให้มาพอไหม? ต้องออกเงินตัวเองเพิ่มหรือเปล่า?
สำหรับพี่หมิว ทุนการศึกษา ADB-JSP ถือว่าเพียงพอ เพราะเมืองนาโกย่าไม่ได้มีค่าครองชีพสูงมากเมื่อเทียบกับเมืองอื่นที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ค่าที่พักอยู่ในราคาที่ค่อนข้างเข้าถึงได้ทั้งหอพักในมหา’ลัยและที่พักข้างนอก รวมถึงเงินสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นครอบคลุมอยู่ในทุนทั้งหมดค่ะ
. . . . . . . .
3
2 ปีในรั้ว GSID, Nagoya U.
เรียนเข้มข้นกับสังคม Supporter อันดับ 1
รีวิว Campus Life ญี่ปุ่นกับเพื่อนร่วมห้องจากทั่วโลก
ช่วงแรกอาจต้องปรับตัวบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ตั้งแต่เรื่องกำแพงภาษา เพราะคนนอกมหา’ลัยส่วนใหญ่ใช้ภาษาญี่ปุ่น การทำความเข้าใจกฎระเบียบในสังคม เช่น การทำสัญญาเช่าบ้าน การทิ้งขยะ ฯลฯ รวมถึงการใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ เพราะ GSID มีนักศึกษาต่างชาติมากถึง 80% จากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก เช่น เนปาล เซเนกัล อุซเบกิสถาน อัฟกานิสถาน แคเมอรูน และเกือบทุกประเทศในเอเชีย เรียกได้ว่าเป็นห้องเรียนในอุดมคติที่จะได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อน ๆ จากทั่วโลก
นอกจากบรรยากาศการเรียนแล้ว GSID ยังมีระบบซัปพอร์ตที่ทำให้การใช้ชีวิตในญี่ปุ่นอุ่นใจขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็น
- มีระบบ Mentorship จับคู่รุ่นพี่กับเด็กใหม่เพื่อช่วยให้การปรับตัว โดยเฉพาะนักศึกษาต่างชาติ เป็นไปอย่าง smooth และอุ่นใจมากขึ้น เมนเทอร์จะคอยดูแลตั้งแต่พาไปซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์ ไปจนถึงให้คำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ ที่เด็กใหม่สงสัย
- ชุมชนคนไทยที่อบอุ่นเกินคาด มหา'ลัยและพื้นที่ใกล้เคียงยังมีชุมชนคนไทยที่ค่อนข้างแน่นแฟ้น คอยส่งต่อข่าวสารและซัปพอร์ตกัน เช่น แชร์ข้อมูลหอพัก ช่วยกันเรียน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งในปี 2 พี่หมิวยังได้รับการโหวตให้เป็นประธานเมือง ทำหน้าที่จัดกิจกรรมและเสริมสร้างเครือข่ายของนักเรียนไทยและคนไทยในนาโกย่าและจังหวัดใกล้เคียง โดยพี่หมิวเล่าว่า ปาร์ตี้บาร์บีคิวรวมคนไทยในแถบนาโกย่า คือหนึ่งในความทรงจำโปรดเลยค่ะ
- เครือข่ายเด็กทุน ADB-JSP ที่พร้อมซัปพอร์ตกัน มีการจัด Conference เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับงานวิจัย รวมถึงเจ้าหน้าที่มหา’ลัยที่พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยประสานขั้นตอนต่าง ๆ ดูแลกันตั้งแต่วันสมัคร ตลอด 2 ปีที่เรียน ไปจนถึงวันจบการศึกษาเลยค่ะ
- Study Room มากกว่าห้องอ่านหนังสือ GSID Nagoya University ยังมี Study Room ที่นักศึกษาจะมีโต๊ะประจำสำหรับอ่านหนังสือ ทำงานวิจัย หรือนั่งชิลล์ ๆ ก็ได้ // พอนึกย้อนกลับไป สิ่งนี้ไม่เพียงอำนวยความสะดวก แต่ยังเป็น Community Space ที่ทุกคนมารวมตัวกันเรียน ติวหนังสือ และช่วยกันดูแลความสะอาดของพื้นที่ จนค่อย ๆ รู้สึกผูกพันกับที่นี่โดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ~
.jpeg)

รีวิวการเรียน International Development
ศาสตร์การพัฒนา ถอดโมเดลญี่ปุ่น สู่การพัฒนาบ้านเกิด
หนึ่งในวิชาแรก ๆ หลังเข้า GSID คือ Introduction to International Development พาเราไปรู้จักกับทฤษฎีและแนวทางเบื้องต้นของการวิจัยด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ ถือเป็นการปูพื้นฐานและทำความเข้าใจประเด็นการพัฒนาในระดับนานาชาติ
ต่อด้วย Japan’s Development Experience ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับนักศึกษาทั้ง 5 สาขา โดยโฟกัสเส้นทางการพัฒนาของญี่ปุ่นว่า ประเทศพัฒนามาได้อย่างไร ใช้วิธีไหน และเผชิญอุปสรรคอะไรบ้าง นี่จึงเป็นอีกเสน่ห์ของการเรียน International Development ที่ GSID เพราะนอกจากจะได้ศึกษาประเด็นในระดับโลกแล้ว ยังได้ถอดบทเรียนจากญี่ปุ่น ประเทศพัฒนาแล้วที่อยู่ไม่ไกลจากไทย
นอกจากนี้ยังมีวิชาที่น่าสนใจให้เลือกเรียนตามสาขาที่เราเลือก เช่น Law and Development Studies, Comparative Asian Legal System, International Economic Law, Competition Law, The Law of the United Nations, International Cooperation Law, Peacebuiling, Poverty Reduction Strategies ไปจนถึง Academic Writing Skills และอื่น ๆ อีกมากมาย
พี่หมิวเล่าว่าชอบบรรยากาศในคลาส Discussion ที่เปิดกว้างให้นักศึกษาวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ พร้อมยกกรณีศึกษาจากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือประเด็นทางการเมือง พร้อมกับคอนเฟิร์มว่าที่นี่การเรียนเข้มข้นมากกก ตลอด 2 ปีเรียนทั้งหมด 14 วิชา (ไม่รวม Seminar) แต่สามารถวางแผนตารางเรียนได้เอง โดยพี่หมิวเลือกเก็บวิชาเรียนทั้งหมดไว้ในปี 1 เพื่อให้ปี 2 โฟกัสการทำ Thesis ได้เต็มที่ค่ะ
Student HandbookSeminar System ดูแลทุกระดับประทับใจตลอดการทำวิจัย
อีกหนึ่งจุดเด่นของการเรียนป.โทที่ญี่ปุ่นคือ Seminar System คลาสเรียนขนาดเล็กสำหรับการทำวิจัยที่มีทุกเทอม เพื่ออัปเดตความคืบหน้า ปรึกษา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน ๆ รวมถึง Supervisor ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นอย่างใกล้ชิด (และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ Research Proposal ในใบสมัครสำคัญมาก เพราะหัวข้อที่เราเสนอจะต่อยอดมาเป็นงานใน Seminar เลยค่ะ)
Fieldwork เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง
อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Fieldwork การลงพื้นที่ภาคสนามทั้งในญี่ปุ่น (Domestic Fieldwork) และต่างประเทศ (Overseas Fieldwork) อย่างพี่หมิวเคยไปทำวิจัยที่เกาะ Palawan ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อศึกษาเรื่องการบริหารจัดการท้องถิ่น การท่องเที่ยว และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ลงพื้นที่จริง และต่อยอดงานวิจัยในระดับที่ลึกขึ้น

การเรียนนิติฯ มธ. มีความเชื่อมโยงหรือส่วนที่ช่วยให้การเรียนที่ GSID สมูทขึ้นไหมคะ ?
“คิดว่ามีส่วนเชื่อมโยงกันอยู่บ้างค่ะ เพราะนิติศาสตร์สอนให้เราถึก 55555 อ่านเยอะ เขียนเยอะ เพราะกว่า 10 วิชาที่เรียนใน GSID ส่วนใหญ่ก็เน้นการเขียนเหมือนกัน นิติฯ ยังสอนให้เราคิดอย่างมีตรรกะ หา logic หาต้นเหตุ ปัจจัย ผลลัพธ์ และพิจารณาองค์ประกอบรอบด้านก่อนจะตัดสินอะไร ซึ่งเป็น skills ที่นำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลาย ๆ สถานการณ์ รวมถึงการเรียนที่ GSID โดยเฉพาะเวลาเรียน Case Studies
อีกอย่างคือความรู้จากนิติฯ มธ. ยังนำมาต่อยอดในวิชา Law and Governance ที่ GSID ได้ด้วย เป็นการใช้กฎหมายในอีกมุมหนึ่ง ส่วนการเรียนด้านการพัฒนาประเทศก็เหมือนเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ เป็นจักรวาลของศาสตร์การพัฒนาที่ทำให้ได้มองโลกกว้างกว่ามุมมองด้านกฎหมายเดิม ๆ เลย”
.jpeg)
. . . . . . . .
4
จบแล้วไปทำอะไร ?
International Development สำคัญยังไงในยุคปัจจุบัน
ถือเป็นคำถามยอดฮิตของหลายคนที่กำลังวางแผนเรียนต่อป.โทเพื่อเปิดโอกาสสู่เส้นทางอาชีพที่หลากหลายขึ้น สำหรับผู้ได้รับทุน ADB-JSP จะมีเงื่อนไขให้กลับมาทำงานพัฒนาประเทศบ้านเกิดอย่างน้อย 2 ปีหลังสำเร็จการศึกษา
การเรียน International Development ไม่ได้กำหนดเส้นทางอาชีพตายตัว แต่เป็นศาสตร์ที่ช่วยให้เราเข้าใจปัญหาสังคมและบริบทของแต่ละประเทศ ทุกบทเรียนชวนให้นักศึกษาคิดต่อว่าจะนำองค์ความรู้ไปประยุกต์กับบ้านเกิดอย่างไร ที่น่าสนใจคือ แม้จะเรียนอยู่ต่างประเทศ แต่กลับได้ทำความเข้าใจประเทศไทยมากขึ้น
นักศึกษาสามารถเลือกเน้นในสาขาที่สนใจจากทั้งหมด 5 โปรแกรม ได้แก่
- Economic Development Policy and Management;
- Peace and Governance;
- Inclusive Society and State;
- Education and Human Resource Development และ
- Poverty and Social Policy
นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้ว ตลอดการเรียนที่ GSID นักศึกษายังได้วิเคราะห์ Case Studies ฝึกตั้งคำถาม วิเคราะห์รากปัญหา และทำวิจัยจริง เพื่อนำไปสู่การออกแบบ Solution ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายสถานการณ์
#เล่าสู่กันฟัง เส้นทางหลังจบการศึกษาฉบับพี่หมิว
หลังจบการศึกษา พี่หมิวกลับมาประเทศไทยและเริ่มฝึกงานกับ Delegation of the European Union to Thailand (คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย) มีโอกาสทำงานด้านการส่งเสริมความร่วมมือทางการทูต นับเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายนี้ ก่อนจะไปฝึกงานต่อที่ Kenan Foundation Asia องค์กร NGO ในตำแหน่ง Grants and Contracts Specialist ดูแลด้านกฎระเบียบ สัญญา และความร่วมมือด้านการศึกษา STEM & TVET กับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งเป็นงานที่ได้นำความรู้จาก GSID มาใช้โดยตรง เพราะพี่หมิวเลือกเรียนในสาขาที่เน้นด้านกฎหมายและการพัฒนาประเทศให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง
ต่อมาพี่หมิวได้กลับมาทำงานที่ Delegation of the European Union to Thailand อย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากตำแหน่ง Finance and Contracts Assistant ก่อนเติบโตสู่ Programme Manager, European Commission’s Service for Foreign Policy Instruments, Regional Team Asia/Pacific จนถึงปัจจุบัน
หลัก ๆ จะดูแลงานด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำงานร่วมกับหลายประเทศ ลงพื้นที่ บริหารโครงการ และแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง จึงเป็นงานระดับนานาชาติที่ได้ใช้ Technical Knowledge จาก GSID อย่างเต็มที่
.jpg)
. . . . . . . .
4
#รีวิวนาโกย่า
เมืองสบาย ๆ จะไปไหนก็สะดวก
มาฝั่งการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นกันบ้าง สำหรับพี่หมิวแล้ว ‘นาโกย่า’ เป็นเหมือนที่น่าอยู่ ชิลล์ ๆ ใช้ชีวิตง่าย เพราะไม่ได้อยู่ในตัวเมืองจนพลุกพล่านเกินไป แต่ก็เป็นพื้นที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงพอและมีสถานที่ที่ได้ใช้ชีวิตเยอะมาก ๆ เลยทีเดียวค่ะ
.jpeg)
ประเทศนี้ ชีเป๊ะมาก
หากต้องพูดถึงเรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่เราอาจจะต้องเตรียมใจมาก่อน ก็คงเป็นความ ‘เป๊ะ’ ในเรื่องของเวลาค่ะ ถึงแม้หลาย ๆ คนก็น่าจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังคงเป็นสิ่งที่พี่หมิวอยาก remind ว่าที่ญี่ปุ่น เวลานี้ก็คือเวลานี้ ไม่มีสาย และควรมาก่อนด้วยซ้ำ แต่มันก็ทำให้เราเข้าใจว่าภายใต้ความเป๊ะนี้ก็คือความเคารพที่มีต่อเวลาของคนอื่น และที่นี่ พอมันเป็นเรื่องปกติแล้ว ไม่มีคำว่า “นิดหน่อยปล่อยผ่าน” เพราะหลาย ๆ อย่าง เช่น เดดไลน์การส่งงานหรือการนัดเจอกับคนอื่นนั้น มีความสำคัญกับเราโดยตรงเลย
และยังมีเรื่องของกฎระเบียบสุดเป๊ะ เช่นเดียวกัน หากเขากำหนดกฎเกณฑ์มาแบบไหน เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำให้ได้แบบนั้น และยากมาก ๆ ที่จะมีข้อยกเว้นหรือการเจรจาต่อรอง เพราะทุกอย่างมี Manual และต้องดำเนินไปตามนั้นค่า
กินดี อยู่ดี ที่นาโกย่า
ใครสายกินต้องชอบเมืองนี้มาก ๆ เพราะอาหารอุดมสมบูรณ์สุดๆ ทั้งในมหา'ลัยที่เข้าถึงได้แบบราคาดี โภชนาการครบถ้วน ตัวเลือกเยอะ โดยเฉพาะมิโสะคัทซึ (หมูทอดมิโสะ) ที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองนาโกย่า
หนึ่งในสถานที่ฮีลใจของพี่หมิวก็เป็นร้านอาหารเหมือนกันคือ ร้าน Fujiyama55 เป็นร้านราเมงหม้อร้อนที่พี่หมิวและนักศึกษาหลาย ๆ คนชอบไปเวลาอยากกินราเมง และร้าน Haru Ten ซึ่งเป็นร้านของคุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นอยู่ใกล้กับมหาลัยและรักนักเรียนไทยและนักศึกษานานาชาติ เวลาที่คิดถึงครอบครัว อยากกินอะไรอร่อย ๆ หรือเลี้ยงฉลองเวลาส่งงานเสร็จหรือสอบเสร็จ ก็จะนึกถึงร้านทั้งสอง ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นร้านอาหารรสชาติดี ราคาดี แต่เป็นพื้นที่ในความทรงจำที่พี่หมิวอยากจะกลับไปกินหากมีโอกาสได้กลับไปที่ญี่ปุ่นอีก

.jpg)
ความสัมพันธ์นาโกย่า - ไทย มากกว่า 100 ปี!
นอกจากนี้ในนาโกย่ายังมีวัดนิตไตจิ (覚王山日泰寺 Kazuozan Nittai-ji Temple) ที่มีหออนุเสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นสถานที่ที่แสดงความสัมพันธ์อันดีระหว่างเมืองนาโกย่าและประเทศไทยที่มีมาอันเนิ่นนาน และใกล้ ๆ นี้ยังมีสวนโยคิโซะ (Yōkisō 揚輝荘) เป็นบ้านพักที่สร้างขึ้นไว้ตั้งแต่ยุคไทโช (ช่วงค.ศ. 1910-1930s) โดยอิโตะ จิโระสะเอะมง ทายาทรุ่นที่ 15 และผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้ามัตสึสะคายะ ซึ่งเป็นตระกูลมหาเศรษฐีที่ในอดีตคอยให้ทุนการศึกษาและที่พักแก่นักศึกษาต่างชาติในเอเชียรวมถึงนักเรียนไทยด้วย เรียกได้ว่าเมืองนาโกย่าเป็นเมืองที่สัมพันธไมตรีกับไทยเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และในช่วงที่พี่หมิวไปศึกษาต่อก็ยังมีการจัดกิจกรรมเชื่อมวัฒนธรรมญี่ปุ่น-ไทยเพื่อฉลองความสัมพันธ์ด้วยค่า
.jpeg)

2 ปีที่น่าจดจำกับมิตรภาพที่ได้กลับไปเต็มกระเป๋า
เรื่องผู้คน ทำให้นาโกย่าเป็นสถานที่ที่น่าจดจำมาก ๆ สำหรับพี่หมิวค่ะ แม้การเป็นเด็กต่างชาติที่มาใช้ชีวิตอยู่ญี่ปุ่นคนเดียวโดยที่ไม่รู้อะไร อาจทำให้พบเจออุปสรรคบ้าง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือมิตรภาพดี ๆ เพราะทุกครั้งจะมีคนญี่ปุ่นที่พยายามช่วยเหลืออย่างดี เพื่อนต่างชาติที่ทำให้ได้สัมผัสวัฒนธรรมและมุมมองใหม่ ๆ และพร้อมจะสู้ไปด้วยกัน รวมไปถึงคนไทยในนาโกย่าที่ทำให้เราได้อุ่นใจแม้อยู่ไกลบ้าน

. . . . . . . .
5
‘The Art of Doing It Scared’
ไม่ต้องรอพร้อมจน 100%
โอกาสเป็นของคนที่กล้ายื่น
“สุดท้ายนี้ สิ่งที่ที่อยากฝากถึงทุกคนที่กำลังวางแผนเรียนต่อต่างประเทศคือ ถ้าใจเราอยากไปก็อยากให้ลองยื่นไปก่อนค่ะ ต่อให้เรามีความลังเลอยู่บ้าง มันไม่ใช่หน้าที่ของเราเองที่จะตัดสินไปก่อนว่าเราคู่ควรกับสิ่งนี้ไหม เก่งพอไหม เพราะถ้าเรากล้ายื่น เขาก็กล้าให้ ไม่ต้องรอพร้อมทุกอย่าง ถ้าโอกาสมาแล้วก็อยากให้รีบคว้าเอาไว้เลย
ขั้นตอนการเรียนต่อต่างประเทศอาจจะเยอะมาก ๆ บางทีก็ซับซ้อนจนท้อ แต่อยากบอกว่าถึงแม้มันจะดูยาก แต่ทุกอย่างมันเตรียมได้ ถ้าเราค่อย ๆ ให้เวลากับมันและมุ่งมั่นกับเป้าหมายของเรา ขอเป็นกำลังใจให้ให้น้อง ๆ ทุกคนที่กำลังค้นหาตัวเอง เชื่อมต่อจุดในชีวิตของตัวเองด้วยใจที่รู้ว่าเราชอบอะไรและอยากทำอะไรโดยเริ่มต้นจากตัวเราเองค่ะ :)”
.jpeg)
ขอบคุณข้อมูลจาก
QS World University Ranking 2027 Japan https://www.topuniversities.com/world-university-rankings?countries=jp GSID Degree Programs Descriptions (คำอธิบายหลักสูตร)
https://www4.gsid.nagoya-u.ac.jp/en/education/course GSID Application Guidebook (เกณฑ์การสมัครเรียน)
https://www4.gsid.nagoya-u.ac.jp/_wp/wp-content/uploads/2026/04/MC1ApplicationGuidebook2027E.pdfADB-JSP Application Guidebook (for GSID Nagoya University)(เกณฑ์การสมัครเรียนสำหรับผู้สมัครทุน ADB-JSP)https://www4.gsid.nagoya-u.ac.jp/_wp/wp-content/uploads/2026/06/ADB_JSP_information2027-extended.pdf ADB-JSP Brochure
https://www.adb.org/publications/asian-development-bank-japan-scholarship-program-jsp-brochure ADB-JSP Homepage
https://www.adb.org/work-with-us/careers/japan-scholarship-program Course Syllabus GSID, Nagoya University
https://syllabus.adm.nagoya-u.ac.jp/data/2026/30_2026.html Student Handbook 2025
https://www4.gsid.nagoya-u.ac.jp/currentstudents/wp-content/uploads/sites/3/2025/03/2025GSIDE.pdf About Nittai-ji Temple
https://chillchilljapan.com/nittaiji-temple-symboliges-the-friendship-between-japan-and-thailand/
0 ความคิดเห็น