ถ้าวันหนึ่งรู้ว่าสิ่งที่เรียนมาไม่ใช่ เราจะกล้าหักพวงมาลัยไหม?
สำหรับ ‘พี่ชาน-ชนวีร์ สุวรรณศรี’ คำถามนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต จากเด็กสถาปัตย์ฯ สู่วันที่ตัดสินใจหักพวงมาลัยเข้าสู่โลกธุรกิจเต็มตัว ลุยงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง CP, Google, Lazada ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง Assistant Vice President (AVP) ที่ KBank และปัจจุบันพี่ชานกำลังศึกษาต่อ MBA ที่ Columbia Business School โรงเรียนธุรกิจระดับโลกในกลุ่ม M7 ด้วยทุนองค์กรแบบเต็มจำนวน!
ถ้าใครกำลังลังเลว่าจะเดินต่อบนเส้นทางเดิม หรือกล้าหันไปเลือกเส้นทางที่ใช่กว่า รวมถึงอยากรู้ว่าคนระดับโลกคิดและทำงานกันยังไง มาฟังสตอรี่และวิธีคิดแบบ Work Smart ไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

. . . . . . . .
Part 1
สมองซีกซ้ายในโลกสถาปัตย์
และสมการเปลี่ยนชีวิต
สวัสดีครับ ตอนป.ตรี ผมเลือกเรียนคณะสถาปัตย์จุฬาฯ เพราะตอนเด็กชอบเล่นเกม The Sims และชอบวาดรูปมากครับ ผมโชคดีที่แม้คุณพ่อคุณแม่จะเป็นหมอทั้งคู่ แต่ก็ไม่ได้บังคับว่าจะต้องเรียนตามเขา พอผมขอฉีกแนวมาเข้าสถาปัตย์ เขาก็ให้อิสระและแค่ขอให้คงผลการเรียนให้ดี
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนปี 3 ครับ ช่วงนั้นผมรับงาน Freelance แล้วเกิดตกผลึกได้ว่า เราชอบด้านดีไซน์เพราะอยากมีบ้านสวยๆ เป็นของตัวเอง แต่ไม่ได้อยากทำบ้านตามใจคนอื่น ทีนี้โจทย์เลยเปลี่ยน เพราะถ้าอยากมีบ้านสวยต้องมีเงินก่อน ฝั่งธุรกิจน่าจะตอบโจทย์เป้าหมายนี้ได้ดีกว่า
เพื่อลุยเป้าหมายใหม่ ผมเริ่มลงแข่งทำเคสธุรกิจเพื่อสร้างผลงานและเลือกฝึกงานในตำแหน่งการพัฒนาธุรกิจ (Business Development) ของบริษัทอสังหาฯ จนได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับโปรเจกต์ของ One Bangkok ช่วงปี 2016 เป็นการปูทางสร้างโปรไฟล์ให้สามารถสมัครงานในฝั่งธุรกิจหลังเรียนจบ

. . . . . . . .
Part 2
พนักงาน Tech ระดับโลก
Intensive Course ที่ Google และ Lazada
ก้าวแรกหลังเรียนจบ
ผมได้ทุนของสถานทูตอเมริกา สมัครโครงการ YSEALI ไปแลกเปลี่ยนที่ University of Connecticut ที่อเมริกาครับ แล้วเริ่มทำงานที่แรกเป็น Management trainee ที่ CP แต่หลังจากนั้นผมก็ยังรู้สึกว่ายังไม่เจอที่ที่เหมาะกับตัวเอง เลยตัดสินใจหยุดพัก 2 เดือนเพื่อทบทวนว่าเราเหมาะกับอะไรกันแน่
จนได้จังหวะที่ Google เปิดรับสมัครตำแหน่งที่ต้องการคนมีทักษะ Creativity ผสมกับ Marketing และเข้าใจ Business ซึ่งตรงกับโปรไฟล์ที่ผมสะสมมาพอดีเลย
หลังจากสัมภาษณ์ไปราวๆ 5-6 รอบ ผมก็ได้เข้าทำงานตำแหน่ง Marketing Specialist หน้าที่หลักคือการทำให้คนไทยใช้งานโปรดักส์ต่างๆ ของ Google และ YouTube มากขึ้น (ผมเป็นทีมที่พา YouTube Premium เข้ามาเปิดตัวในไทยด้วยครับ)
รู้จักโครงการ YSEALI
โครงการ Young Southeast Asian Leaders Initiative (YSEALI) เป็นทุนแลกเปลี่ยนระยะสั้นที่สนับสนุนโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำรุ่นใหม่ในอาเซียนอายุ 18-25 ปี หรือ 25-35 ปี ในกลุ่ม Professional Fellows ได้เดินทางไปศึกษาดูงานและพัฒนาทักษะด้าน Civic Engagement, Environmental Issues หรือ Social Entrepreneurship ณ มหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย
นี่สินะบรรยากาศทำงานในโลก Avengers
ทำงานที่ Google เหมือนเข้าคอร์สเร่งรัด ที่สอนให้ผมคิดและทำงานด้วยมาตรฐานระดับ International บรรยากาศรอบตัวมีแต่ยอดมนุษย์ ทุกคนที่ทำงานด้วยฉลาด วางแผนดี ทำงานเก่งทุกคน
มีวัฒนธรรมองค์กรหลายอย่างที่ผมชอบ เช่น
- ที่นี่ใช้ Google Calendar เป็นหลัก ถ้าโปรเจกต์เราจำเป็นต้องให้ใครเข้ามาร่วมตัดสินใจ ก็สามารถกดส่ง Invite หาเขาได้ทันทีถ้าเหตุผลสมควร
- เรื่อง Efficiency และการเคารพเวลา ถ้าลงตารางไว้ว่าประชุม 11:00 ถึง 12:00 ทุกคนจะเข้าและจบประชุมตรงเวลา เกินเวลาได้มากที่สุดไม่เกิน 2 นาที
- คนที่นี่คุยกันเรื่อง Growth กันตลอด Performance เพิ่ม 25% ทุก quarter การทำงานเหมือนวิ่งผลัด 4x100
- ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานทั้งหมด
จากมดตัวเล็กสู่ Team Maker
พอมีประสบการณ์ที่ Google ก็ไม่มีใครมาตั้งคำถามแล้วว่าจบสถาปัตย์มาจะทำนอกสายได้มั้ย
ผมเริ่มงานที่ Lazada ตอนปี 2020 คราวนี้บทบาทผมเปลี่ยน ได้เริ่ม initiate โปรเจกต์ต่างๆ เอง ได้ลองคุมโปรเจกต์ที่ใหญ่ขึ้น จนหน้าที่ขยายไปถึงการสร้างทีม ต้องสัมภาษณ์รับคนเข้าทำงานและพัฒนาทักษะของน้องๆ ในทีม ผมต้องคอยตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า ถ้าทีมทำผิดเป็นเพราะเราบรีฟงานไม่เคลียร์หรือเปล่า หรือถ้าเราลงไปดูรายละเอียดเยอะไปจะกลายเป็น Micromanage ไหม
ถ้าถามว่าสนุกหรือท้าทายมากกว่ากัน ผมว่าใช่ทั้งหมดเลย ที่ Lazada ผมมีโอกาสได้ทำงานหลายตำแหน่ง หลายโปรเจกต์ และย้ายทีมเพื่อเพิ่มความรู้ความสามารถของตัวเอง
. . . . . . . .
Part 3
ฟิตลุย GMAT 2 เดือน
คว้าทุน KBank สู่ CBS (M7)
ขยับมาจับงานสาย Finance ที่ KBank
ช่วงท้ายๆ ที่ Lazada ผมทำโปรเจกต์พิเศษด้าน Growth ของ Financial Product พอดี หลังจากนั้นได้ Offer จาก KBank ให้มาดูแล User Growth โดยเน้นตลาดเวียดนามเป็นหลัก ซึ่งเป็นตลาดที่ไม่คุ้นเคย ผมก็เลยอยากออกนอก Comfort Zone ตัวเองไปลองลุยตลาดใหม่ครับ
คำนวณความคุ้มค่าฉบับคนเนิร์ด
MBA เป็นเป้าหมายที่ผมเคยทดไว้ในใจเสมอว่าอยากจะเรียนต่อ เพราะเราไม่ได้จบปริญญาตรีตรงสาย ช่วงทำงานแรกๆเลยเกิดคำถามกับตัวเองว่าเรามีความรู้ตรงไหนที่เราพลาดไปหรือเปล่า หรือตัวเองไม่รู้ในเรื่องไหน การไปเรียนต่อ MBA นอกจากจะอุดรอยรั่วตรงนี้ได้ยังทำให้เราพัฒนาไปอีกขั้น
แต่พอทำ Excel คำนวณความคุ้มค่า ลองเอาค่าเรียน 10 กว่าล้านรวมกับรายได้ที่ต้องหายไป 2 ปี แล้วดูว่าต้องได้เงินเดือนเท่าไหร่ ต้องทำงานที่อเมริกาต่อกี่ปีถึงจะคืนทุน หรือถ้าต้องกลับมาทำงานที่ไทยจะวางแผนการเงินยังไง
พอมาทำงานที่ KBank โครงการ KBank Young Scholarship ตอบโจทย์ผมที่สุด เพราะเป็นทุนเต็มจำนวนสำหรับทั้งพนักงานในองค์กร และบุคคลทั่วไปที่อายุไม่เกิน 30 ปี ให้เรียนต่อ Top U โดยที่ระหว่างเรียนยังได้รับค่าที่พัก ค่ากินอยู่ และเงินเดือน (เฉพาะพนักงาน KBank) ด้วย และเมื่อกลับมาก็สามารถเลือกฝ่ายที่ KBank กำลังโฟกัสอยู่ เพื่อไดรฟ์ให้ธนาคารชนะในตลาดได้จริงๆ ถือเป็นเงื่อนไขที่ Win-Win สำหรับทุกฝ่ายมากครับ
ทุน KBank Scholarship ทุนการศึกษาธนาคารกสิกรไทย เปิดรับสมัครเป็นประจำทุกปี โดยแบ่งเป็น
- Young Scholarship สำหรับน้องๆ ที่จบปริญญาตรีและเริ่มทำงาน
- Annual Scholarship สำหรับบุคคลภายนอก/พนักงานที่มีประสบการณ์ทำงาน เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน และญี่ปุ่น
กลยุทธ์ปั้นคะแนน GMAT และเขียน Essay ในเวลาจำกัด
กว่าจะได้ทุนก็มีทั้งรอบ Essay, Workshop และ Interview ครับ
ผมเคยทดอยู่ในหัวไว้ว่าวันหนึ่งเราน่าจะอยากเรียนต่อ เลยพยายามสร้างโปรไฟล์ไว้ พอถึงเวลาจริง Timeline ค่อนข้างกระชั้นชิดมาก มีเวลาไม่กี่เดือน ผมอ่าน GMAT Focus ประมาณ 2 เดือน ได้คะแนน 665 แล้วใช้เวลาเขียน Essay อีกประมาณ 2-3 สัปดาห์เพื่อสมัครเข้า Top U
สำหรับผมมองว่าการเขียน Essay กับการสัมภาษณ์ก็เป็นสกิลอย่างหนึ่ง เราฝึกได้เหมือนสกิลอื่นๆ เวลาจะเขียนหรือสัมภาษณ์ ผมก็พยายามคิดว่าอีกฝั่งเขาอยากเห็นอะไร แล้วหันด้านที่ตรงกับเขาเข้าไป โดยที่ยังรักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้
ในรอบสัมภาษณ์ หลายคำถามมาจากโปรไฟล์ที่เราส่งไป เช่น ทำไมถึงย้ายงาน ทำไมถึงเลือกทางนี้ ฯลฯ ซึ่งผมว่าการปั้นคำตอบในดูสวยๆหน้างานดูไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง สุดท้ายเราต้องตอบจากประสบการณ์ของตัวเอง ถ้าเขาถามต่อหรือไม่เห็นด้วย เราก็อธิบายว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น แล้วเล่าว่าเราเคยเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันในการทำงานยังไง
ผมไม่ค่อยกังวลว่าจะตอบถูกหรือผิด แต่พยายามตอบให้เป็นตัวเองที่สุด ถ้าเป็นที่ที่ใช่ คุณใช่สำหรับเขา คุณจะได้สิ่งนั้นเอง
ทำไมถึงปักหมุดที่ Columbia Business School
เรียนทั้งทีก็อยากไปให้สุดครับ ถ้าที่อเมริกาจะมีชื่อ ‘M7’ หรือ Magnificent 7 ซึ่งก็คือเครือข่าย MBA ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Harvard, Stanford, Wharton, Columbia, Booth, Kellogg และ MIT Sloan
ผมค่อนข้างเอนเอียงมาทางอเมริกาอยู่แล้ว เพราะเคยมีโอกาสมาแลกเปลี่ยนมาก่อน แล้วชอบบรรยากาศการเรียนที่ทุกคนกล้ายกมือพูด กล้าถาม แล้วไม่มีใครตัดสินว่าเราพูดถูกหรือผิด
สุดท้ายก็เลือก Columbia Business School และเลือก January Term* หรือ J-Term ที่ Columbia สหรัฐอเมริกา เพราะเป็นหลักสูตร 18 เดือนที่เหมาะกับคนมีประสบการณ์ทำงานแล้ว (ไม่มีบังคับฝึกงาน) เลยเหมาะกับคนที่ตั้งใจกลับไปทำงานต่อ แถมโลเคชันยังตั้งอยู่ใจกลาง New York ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกและมีเครือข่ายศิษย์เก่าคนไทยที่แข็งแกร่งมากครับ

. . . . . . . .
Part 4
รีวิวการเรียนในคลาสระดับโลก
ห้องเรียนที่เต็มไปด้วยตัวตึง
“ในคลาสมีลูกหลานเจ้าของธุรกิจใหญ่ นักการเงินจาก Wall Street แล้วก็คนที่ผ่านงานจากบริษัทชั้นนำทั่วโลก ตอนเรียนแต่ละคนลุกขึ้นมาดีเบตสาดข้อมูลใส่กันแบบจริงจังสุดๆ”
ในห้อง J-Term ของผมมีประมาณ 250 คน มาจากเกือบ 50 ประเทศ เฉลี่ยประเทศละไม่กี่คน คนไทยบางคนโตที่ต่างประเทศจนพูดไทยไม่ได้เลยก็มี
ในห้องมีครบทุกสายครับ คนจาก Big Tech, Founder, คนสาย Wall Street, Crypto guy หรือ ทายาท Family Business เวลาเรียนเคสเดียวกัน แต่ละคนก็มองปัญหาคนละแบบ เพราะพื้นฐานและประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่เหมือนกันเลย
ผมรู้สึกแฮปปี้มากนะครับที่หลายๆ ด้านมีคนที่รู้เยอะกว่า รู้สึกคุ้มค่าเรียน 555 เราผ่านการทำงานมาระดับหนึ่ง มีประสบการณ์ที่แชร์ได้เหมือนกัน ทุกคนโตเกินกว่าจะเสียใจเวลามีคนเก่งกว่า ผมว่าความคุ้มมันไม่ได้อยู่แค่ที่เขาให้คำตอบเรา แต่อยู่ที่เราได้เห็นว่า เวลาเขาเจอปัญหา เขาจะตั้งคำถามยังไง เรื่องไหนควรสงสัย แล้วเรื่องไหนคนในวงการเขาไม่เสียเวลาสงสัยกันแล้ว
ช่วงแรกยอมรับเลยครับว่าแอบมี Imposter Syndrome อยู่เหมือนกัน กลัวไม่เท่ กลัวพูดผิด กลัวดีไม่พอ แต่สัปดาห์แรกเพื่อนก็คอมเมนต์ผมตรงๆ เลยว่า "ไอเดียชานดีมากนะ แต่จริงๆ พูดได้เลย ไม่ต้องรอให้เขาพูดจบแล้วค่อยยกมือก็ได้"
ที่นี่ไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนตอบถูก เขาอยากให้ทุกคนกล้าแสดงความเห็นมากกว่า สไตล์การสอนที่อเมริกาคือเขา Encourage ให้ทุกคน Participate อยู่แล้ว ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็ยกมือถามได้เลย ไม่มีใครมองว่าเป็นคำถามแปลก อาจารย์หลายคนจะพูดว่า "Good Question!" หรือถ้ามีคำถามที่อาจารย์ยังไม่มีข้อมูล ณ ตอนนั้น เขาก็จะบอกตรงๆ ว่า "ตอนนี้ผมรู้ประมาณนี้นะ เดี๋ยวขอกลับไปหาคำตอบก่อน" แล้วคาบถัดไปก็กลับมาอธิบายต่อ
จิ๊กซอว์ธุรกิจที่ต่อกันทั้งหลักสูตร
สำหรับโครงสร้างหลักสูตรจะเริ่มจาก Core Class เช่น Finance, Marketing, Accounting และ Strategy มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้คนที่มีประสบการณ์ทำงานแล้ว ยื่นขอ waive วิชาที่ถนัดได้ แต่ผมไม่ได้ขอเลย เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้จบสาย Business มาโดยตรง ยังมีจิ๊กซอว์บางชิ้นที่ไม่มี เลยอยากเริ่มจากพื้นฐานให้ครบ
ผมชอบที่อาจารย์แต่ละวิชาคุยกันครับ สมมติเราเพิ่งเรียน Finance มา พอเข้า Strategy อาจารย์ก็จะหยิบเรื่องนั้นมาใช้ต่อเลย หรือบางทีก็โยงไป Accounting กับ Marketing ต่อกันให้เราเห็นภาพธุรกิจทั้งระบบ
พอเข้าสู่ช่วง Elective มีให้เลือกเยอะทั้ง Venture Capital, Startup, Marketing, Finance แล้วก็อีกหลายสาย เยอะจนเข้าใจคำว่า Paradox of Choice เลย เราต้องวางแผนว่าช่วงเวลา 18 เดือนนี้เราอยากใช้ไปกับอะไรบ้าง เพราะวิชาที่น่าลงเต็มไปหมด!
ขอเล่าตัวอย่างสัก 3 วิชา
วิชาที่ผมชอบคือ Leadership ครับ ในคลาสจะไม่ได้เรียนแค่เรื่องการบริหารคน แต่จะมีเรื่อง Negotiation อยู่ด้วย อย่างอาจารย์จะกำหนด Case Study แล้วแบ่งกลุ่มให้เลยว่า คุณเป็นบริษัท A คุณเป็นบริษัท B จากนั้นก็ไปเจรจากันว่าจะปิดดีลยังไง
ตอนเริ่มคุยแต่ละฝ่ายจะรู้ข้อมูลแค่ฝั่งตัวเอง เลยต้องค่อยๆ คุย ค่อยๆ ถาม เพื่อหาว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรจริงๆ บางอย่างเราไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่อีกฝ่ายอาจอยากได้มาก ถ้าหาจุดนั้นเจอ การต่อรองก็จะง่ายขึ้น พอจบอาจารย์ก็จะเฉลยว่าแต่ละบริษัทมีเงื่อนไขอะไร แล้วทุกคนก็ได้เห็นว่าทำไมแต่ละกลุ่มถึงเลือกตัดสินใจไม่เหมือนกัน
อีกวิชาที่ผมชอบคือ Financial Statement Analysis and Valuation เรียนกับ Prof. Kalash Jain วิชานี้เอาความรู้จาก Core Class มาเชื่อมกันหมด ทั้ง Finance, Accounting, Strategy ทำให้เราอ่านงบการเงินของบริษัท ดูคู่แข่ง ดูตลาด แล้ววิเคราะห์จนเห็นภาพธุรกิจทั้งหมด จนสามารถตัดสินใจได้ว่าหุ้นบริษัทนี้ควรจะมีราคาเท่าไหร่ Upside ขนาดไหน ควรซื้อหรือไม่ วิชานี้ผมลงช่วง Block Week ใส่เต็มตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น 1 อาทิตย์เต็มๆ อาจารย์สอนเข้มข้นมีแต่เนื้อไม่มีน้ำ ด้วยสปีด 1.5x กลับบ้านก็ต้องทำงาน ไปอ่านเคสของวันถัดไป เรียกได้ว่าเรียนจบต้องนั่งเฉยๆพักสมองเป็นวันเลย
ส่วนสายการเงิน ผมแนะนำ Corporate Financial Management ของ Prof. John Moon ครับ วิชานี้เป็นตัวต่อยอดของคลาส Finance พื้นฐาน สอนโดย Managing Director ของ JP Morgan อาจารย์สอนทั้งจากเนื้อหาและประสบการณ์ ในบริษัทระดับโลก บางการตัดสินใจก็ไม่ได้มีแค่เรื่องกำไรขาดทุน มีการซื้อบริษัทอื่นเพื่อตัดคู่แข่ง เพื่อแย่งคน มีการตัดสินใจผิดพลาด หรือยอมขาดทุนเพราะรู้ข้อมูลบางอย่างมา ทำให้เราสามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆในชีวิตจริงได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ตามตำรา Finance ที่ assume ว่าทุกคนจะเลือกทางที่ดีที่สุดให้ตัวเองเสมอ อินไซต์ระดับโลกที่หาฟังจากไหนไม่ได้

ตารางเรียนของนักเรียนแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางวันเรียนเช้า บางวันเรียนบ่าย เรียนเย็น ทำให้ช่วงเที่ยงเป็นเวลาที่นักเรียนทุกคนว่างตรงกัน มหาวิทยาลัยและชมรมต่างๆ จึงจัด Session ให้เราไปเข้าร่วมฟรี จะเลือกสาย AI, FinTech หรือ Business ก็ได้ แล้วแต่วันนั้นสนใจอะไร
หลายครั้ง Guest Speaker ก็เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทหรือผู้บริหารระดับโลก บางคนถือโปรเจกต์ใหญ่ที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอยู่จริงๆ อย่าง Henry Kravis ผู้ร่วมก่อตั้ง KKR หนึ่งในบริษัท Private Equity ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็เคยมาบรรยายที่ Kravis Hall ซึ่งเป็นอาคารที่ตั้งชื่อตามเขานั่นแหละ
บางวันก็เลือกยากเหมือนกันครับ เพราะอีเวนต์ดีๆ ชนกันหมด ต้องเลือกระหว่างความรู้ คอนเน็กชัน หรือบางงานมีข้าวให้!
อีกช่วงที่ผมชอบคืองานปฐมนิเทศ ตอนนั้น Prof. Sheena Iyengar เจ้าของงานวิจัยเรื่อง Paradox of Choice มาพูดด้วยตัวเอง ทั้งที่เป็นทฤษฎีที่เราเห็นคนอ้างอิงกันมาตลอด พอได้ฟังเจ้าของงานวิจัยอธิบายที่มาของไอเดียและวิธีคิด ก็รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการอ่านหนังสือหรือดูคลิปเลย
ถ้าถามว่าช่วงไหนเหนื่อยที่สุด?
ผมว่าน่าจะเป็นช่วง Core Class ครับ เพราะตารางค่อนข้างแน่น เรียนกันตั้งแต่เช้าถึงเย็น แล้วช่วงสอบก็สอบติดกันหลายวัน มีรอบที่ผมต้องสอบ 9 โมงเช้าทุกวันต่อเนื่อง 5 วัน วิชาละ 4-5 ชั่วโมง พอสอบเสร็จแล้วกลับมาอ่านหนังสือเตรียมสอบวิชาถัดไป วนแบบนี้ไปทั้งสัปดาห์
ระบบการให้เกรดก็เป็นเรื่องท้าทายครับ ทุกวิชาจะอิงกับผลการเรียนของทั้งคลาส เวลาเรียน Finance ก็ต้องแข่งกับเพื่อนที่ทำงานสายการเงินโดยตรง บางคนมาจาก Wall Street บางคนทำ Investment Banking หรือ Private Equity มาก่อน พออยู่ในห้องเดียวกันก็ทำให้เรารู้เลยว่ามาตรฐานของคลาสสูงแค่ไหน
แต่พอเรียนไปสักพัก ผมก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยากเอาเกรดกลับบ้านอย่างเดียว สิ่งที่อยากได้มากกว่าคือความรู้ ประสบการณ์ แล้วก็โอกาสที่หาไม่ได้จากที่อื่น บางทีถ้ามัวแต่กังวลเรื่องคะแนน เราก็อาจไม่ได้ลองลงวิชาที่ท้าทาย หรือพลาดโอกาสดีๆ ที่มหาวิทยาลัยมีให้ระหว่างเรียนครับ
อีกห้องเรียนที่ชื่อว่า Club
ที่ Columbia มีชมรมน่าจะเกือบ 100 ชมรมครับ ไม่ได้มีแค่สาย Business แต่มีทั้งชมรมตามเชื้อชาติหรือประเทศ อย่าง European Business Association, Japanese Business Association หรือ Southeast Asian Business Association ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนประเทศนั้นก็เข้าได้
ส่วนชมรมตามความสนใจก็มีเยอะมาก ทั้ง AI Club, Venture Capital Club, Wine Society Club, Cocktail Club หรือ Coffee & Tea Club อย่าง Wine Society ก็เคยเชิญเจ้าของไร่องุ่นหรือผู้ผลิตไวน์มาคุยกับนักศึกษาโดยตรง แล้วเราก็ได้ชิมไวน์ที่อายุมากกว่าตัวเองในราคานักศึกษา
ผมเองก็เข้าร่วมหลายชมรม เช่น AI Club, ASEAN Business Club ซึ่งไม่ได้เข้าไปเป็นแค่สมาชิก เพราะถ้าสนใจจริงเราก็รับบทบาทเพิ่มได้ อย่างตอนนี้ผมก็มีตำแหน่งเป็น Vice President ของ Blockchain and Fintech Club และ Chief of Staff ของ Southeast Asian Business Association ครับ
นอกจากนี้ผมได้เข้าร่วม Hermes Leadership Society ซึ่งเป็นชมรมตัวแทนนักศึกษาของ Columbia Business School มีโอกาสช่วยพาทัวร์มหาวิทยาลัย ต้อนรับนักศึกษาใหม่ แล้วก็มีส่วนร่วมในการคัดเลือกนักเรียน MBA รุ่นถัดๆ ไป ว่าคนแบบไหนจะเข้ากับ Culture ของมหาวิทยาลัย (ส่วนนึงผมสมัครคลับนี้เพราะจะได้รับการฝึกสัมภาษณ์คน น่าจะได้ใช้แน่ๆ กับงานในอนาคต)

. . . . . . . .
Part 5
มากกว่า MBA
คือชีวิตที่ New York
ใช้ชีวิต
คำว่า Work hard, play hard น่าจะเป็นนิยามความเป็นเด็ก Columbia ได้ดีที่สุดครับ เหมือนทุกคนบ้าบิ่นที่จะเชื่อว่าคนๆ นึงสามารถเรียนหนังสือให้ได้ท็อปคลาส reach out ไปคุยกับ Management level ของบริษัทระดับโลกใน NYC ทำกิจกรรมในคลับ แล้วก็ออกไปเที่ยวใช้ชีวิตให้สุด โดยที่อย่างอื่นไม่พังได้ (ไหนๆ มาเรียน 1.5 ปีที่อเมริกาทั้งที ถ้าไม่เที่ยว ไม่ใช้ชีวิตเลย หลังจากนั้นก็จะทำงานไปตลอดแล้วนะ 555)
กิจกรรมหลังเลิกเรียนมีตั้งแต่การไปปาร์ตี้บน Penthouse ใจกลางนิวยอร์ก เดินหาของกินใน China Town นัดเล่นสเกตใน Central Park นัดสังสรรค์ที่บ้านเพื่อน วันหนึ่งเพื่อนก็ชวนไปเรียนพิลาทิส อีกวันนัดกินไวน์บนดาดฟ้าคอนโด ตัดภาพไปช่วงหน้าร้อนก็จะมีบาร์ลอยน้ำบนเรือเหล็กมาจอดเทียบท่าแม่น้ำ Hudson ข้างมหาวิทยาลัย เด็ก Columbia ก็เดินไปนั่งแฮงเอาต์กันหลังเลิกคลาส
ผมว่าถ้าคุณมีแพสชันด้านไหน New York มีให้หมด อย่างถ้าใครชอบละครเวที มหาวิทยาลัยก็มี Lottery Ticket สำหรับ Broadway ราคานักศึกษาให้ลุ้นกัน บางวันก็ชวนกันไปดูการแสดงหลังเลิกเรียน ส่วนใครชอบกีฬา ศิลปะ อาหาร ดนตรี ฯลฯ ไม่ว่าคุณมีแพสชันด้านไหน New York มีให้หมดครับ

คว้าโอกาส
ผมว่าข้อได้เปรียบของ Columbia คือเราอยู่ New York ซึ่งเป็นเมืองที่โอกาสเยอะมาก นอกจาก Guest Speaker ที่มหาวิทยาลัยเชิญมาแทบทุกวันแล้ว บางครั้งโอกาสดีๆ ก็เริ่มจาก Coffee Chat กับคนที่เพิ่งรู้จักนี่แหละครับ
อีกอย่างคือการเดินทางสะดวกมาก รอบเมืองมีสนามบินหลายแห่ง อยากบินไปหาเพื่อนที่เรียน Top U ที่อื่น แอบเข้าไปเรียนคลาสเขาก็ทำได้ หรือจะบินไปเที่ยวในอเมริกา หรือประเทศอื่นๆ ก็ไม่ยาก ผมเองก็มีโอกาสไป Road Trip ที่ Canada, Mexico แล้ว
มหาวิทยาลัยยังมีโปรแกรม Global Immersion ที่พาเราไปเรียนรู้ธุรกิจในหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่น จีน ไทย ยุโรป แอฟริกาใต้ ชิลี อาร์เจนตินา หรืออเมริกาใต้ บางทริปได้เข้าไป Company Visit แล้วก็ต่อเที่ยวได้เลย ทำให้เราได้เห็นทั้งวิธีคิดของแต่ละประเทศและการทำธุรกิจจริงไปพร้อมกัน
เปิดโลก
ผมว่าการอยู่ New York ทำให้เราได้เจอผู้คนใหม่ๆ อยู่ตลอด แล้วแต่ละคนก็พาเราไปรู้จักโลกอีกแบบ บางทีเราคิดว่าเรารู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร แต่พอได้ลองคุยกับคน ได้ลองทำกิจกรรมใหม่ๆ หรือได้ฟังมุมมองที่ไม่เคยเจอมาก่อน ก็ช่วยเปิดโลกเราเหมือนกัน การรู้จักตัวเองเลยสำคัญมาก เพราะคุณอาจมีคำตอบที่เตรียมมาแล้ว แต่พอมาอยู่ที่นี่ คำตอบนั้นก็อาจเปลี่ยนได้
ในที่สุดเมืองใหญ่อย่าง New York ก็หล่อหลอมให้ผมเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว เวลาเดินเข้าไปในห้องที่ไม่รู้จักใครก็กล้าแนะนำตัว กล้าชวนคุย แล้วก็เปิดรับคนใหม่ๆ มากขึ้น จะคุยกับเพื่อน จะคุยกับ Founder หรือ CEO ก็รู้สึกว่าเป็นคนเหมือนกัน เพราะสุดท้ายทุกคนก็มีเรื่องที่เราเรียนรู้จากเขาและเขาก็สามารถเรียนรู้จากเราได้เหมือนกัน

. . . . . . . .
Part 6
บททิ้งท้ายถึงคนที่กำลังลังเล
“ไม่ต้องรอเพอร์เฟกต์ 100%”
เวลาใครมาปรึกษาว่าควรลุยตามเป้าหมายตอนนี้เลยดีไหม ผมมักจะบอกเสมอว่าชีวิตเราไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อม 100% หรอกครับ ถ้าประเมินแล้วรู้สึกว่าพร้อมสัก 60% ผมว่าลุยได้เลย หลายครั้งเรามัวแต่วางแผน คิดวนไปวนมา หรือรอจังหวะที่สมบูรณ์แบบ สุดท้ายก็ไม่ได้เริ่ม ทั้งที่โอกาสดีๆ บางครั้งแวะมาแค่ช่วงเวลาสั้นๆ
ผมเชื่อว่าในปัจจุบันเกือบทุกสกิลสามารถเรียนรู้ได้ภายในช่วงเวลาประมาณ 2 เดือนครับ ทักษะหลายอย่างไม่ได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ศาสตร์ความรู้บางศาสตร์เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน ทุกคนต้องเรียนรู้ใหม่หมด ขอแค่ตั้งใจจริงก็ฝึกได้ อย่างตอนผมเตรียม GMAT ก็อ่านจริงจังประมาณ 2 เดือน หรืออย่าง Vibe Coding ก็เป็นสกิลที่ผมเพิ่งมาเรียนรู้เพิ่มเติมได้ไม่นานเหมือนกันครับ
สำหรับผม Work Smart ไม่ใช่การหาทางลัด แต่คือการรู้ว่าอะไรสำคัญ แล้วลงมือทำ เพราะต่อให้วางแผนดีแค่ไหน ถ้าไม่ execute มันก็ไม่เกิดครับ
P.S. พี่ชานมีแพลนจะมาแชร์โมเมนต์ชีวิตในรั้ว Columbia ทั้งเรื่องเรียน เพื่อน อาจารย์ และคอนเน็กชันจากอเมริกาด้วยนะ แนะนำให้กดฟอล TikTok: @chan.chanavee ไว้เลยค่ะ!
0 ความคิดเห็น