วอชิงตันดีซี? ดีสิ! ‘พี่ใบเตย’ เด็กทุน ก.พ. ลุยป.โท Johns Hopkins รีวิวชีวิตเด็กสายสื่อใจกลางเมืองหลวงสหรัฐฯ

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ใครอยากสัมผัสชีวิตเด็ก Top U ระดับโลก วันนี้เราจะพาไปทัวร์ Johns Hopkins University (JHU) มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งแรกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลายคนอาจคุ้นว่าที่นี่คณะแพทย์ดัง แต่จริงๆ คณะสายสังคมก็ปังเรียนกันจริงจังมากกก ที่สำคัญคือแคมปัสป.โทยังตั้งอยู่ใจกลาง Washington, D.C. ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

และรุ่นพี่ที่จะทัวร์เส้นทางสู่ท็อปยู ก็คือ “พี่ใบเตย” เจ้าของช่อง TikTok “เรียนอังกฤษกับนักเรียนทุน” (@english_withscholar) ศิษย์เก่านิเทศจุฬาฯ ที่คว้าทุนไปลงลึกวิจัยสายสื่อที่ Johns Hopkins แคมปัสเริดๆ นี้เลยล่ะ // ใครอยากรู้ว่าเส้นทางเด็กทุนสายสื่อในเมืองที่เต็มไปด้วยนักการทูตและนักการเมืองจะสนุก โหด และเปิดโลกขนาดไหน แล้วเรียนยังไงให้กวาด A ได้ทุกวิชา เราไปเริ่มพาร์ตแรกกันเลย Let’s Go!

โอกาสปรึกษาฟรีกับ 20+ รุ่นพี่ทุนดีกรีสุดปัง
พบกัน 3-4 ต.ค. 69 ที่ไบเทคบางนา

เตรียมคำถามแล้วมา Fast Track หาคำตอบแบบ 1:1 กับ “พี่ใบเตย” ตัวจริงได้ที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair 2026 ที่ BITEC บางนา (EH98) ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น!


*พบกับพี่ใบเตย วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 (09.00-12.00 น.)

เช็กตารางรุ่นพี่และไฮไลต์ทั้งหมด

. . . . . . . .

จุดเริ่มต้นคนอยากเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็ก
สู่สนามสอบทุนรัฐบาลไทย

สวัสดีค่า ชื่อ “ใบเตย” นะคะ เรียนจบป.ตรีจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง แล้วสอบได้ทุน ก.พ. หรือ ทุนรัฐบาลไทย (บุคคลทั่วไประดับปริญญา) ไปเรียนต่อป.โท สาขา Master's in Communication (MA) ที่ Johns Hopkins University (JHU) โดยเข้าเรียนในเทอม Fall 2019

พื้นฐานเตยอยากเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ตอนที่ลงมือหาข้อมูลทุนดังๆ อย่าง Chevening (ป.โท UK) หรือ Fulbright TGS (ป.โท อเมริกา) ก็พบว่า ณ ตอนนั้น ทุนเหล่านี้กำหนดประสบการณ์ทำงานขั้นต่ำ 2 ปี แต่ตอนนั้นเตยเพิ่งเรียนจบจากที่จุฬาฯ

  • จนกระทั่งไปเจอประกาศของทุนรัฐบาลไทยของสำนักงานก.พ. เขาจะมีระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจนเลยค่ะ
  • สาขานี้เด็กคณะอะไรสมัครได้
  • ต้องไปเรียนสาขาไหน ประเทศอะไร
  • กลับมาใช้ทุนที่หน่วยงานไหน​ (เงื่อนไขคือกลับมาทำงาน x2 จากระยะเวลาที่ไปเรียน) *เราต้องเลือกหน่วยทุนตั้งแต่แรก
  • เป็นสนามสอบชิงทุนที่เด็กจบใหม่สมัครได้ทันที (ไม่มีกำหนดเงื่อนไขประสบการณ์ทำงานขั้นต่ำ)

ถ้าใครคุณสมบัติผ่านเกณฑ์และยอมรับเงื่อนไขได้ทุกข้อ ก็สมัครได้เลยค่ะ

เจาะลึกด่านหินสอบทุน แข่งกับใคร เตรียมตัวยังไง

ด่านแรกคือสอบข้อเขียน โดยจะเป็นช้อยส์ทั้งหมด 3 วิชา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ (สัดส่วนมากสุด), ภาษาไทย และคณิตศาสตร์ จากนั้นทาง ก.พ. จะเรียง Top5 คะแนนสูงสุดของผู้ที่สมัครแต่ละหน่วยทุน จากนั้นจะมีรอบสัมภาษณ์ที่คัดจาก 5 เหลือ 1 คน ได้รับการคัดเลือกเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทย

ขออธิบายก่อนว่าถ้าจะสมัครทุนรัฐบาลไทย เราจะเจอข้อสอบทุนที่จัดสอบโดยสำนักงาน ก.พ. แต่ไม่ใช่ข้อสอบก.พ. ภาค ก. เหมือนที่ใช้สอบบรรจุราชการค่ะ

  • ถ้าตอนเตยสอบ จะไม่มีหนังสือคู่มือสำหรับการสอบชิงทุนก.พ.หรือทุนรัฐบาลไทยวางขายโดยตรง ตอนนั้นอาศัย “อ่านอ้างอิง” จากหนังสือ ก.พ. ภาค ก. เพราะวิชาเหมือนกันหมด แต่ต้องเข้าใจและจำสูตรในนั้นให้ได้ เพราะเดี๋ยวเราจะต้องไปเผชิญข้อสอบทุนที่แอดวานซ์และยากกว่ามากๆ
  • เตยจบม.ปลายสายวิทย์-คณิต แต่มีน้องที่เรียนคณะสายศิลป์แล้วกังวลว่าวิชาคณิตจะไปสู้กับพวกเด็กวิทย์ได้ไง อยากบอกว่าไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะแต่ละหน่วยทุนเขากำหนดไว้แต่แรกแล้วว่าเด็กคณะไหนสามารถสมัครได้บ้าง คู่แข่งของเด็กนิเทศศาสตร์ก็จะไม่ใช่เด็กวิศวะ เราจะแข่งกับเด็กนิเทศศาสตร์ด้วยกันนั่นแหละค่ะ

ส่วนเรื่องคะแนนวัดระดับภาษาอังกฤษ เช่น IELTS เรายังไม่จำเป็นต้องมีไว้ตั้งแต่ตอนสมัครทุนค่ะ เราสามารถไปสอบหลังได้ทุนแล้วได้ค่ะ (ทางทุนจะมีเงินสนับสนุนให้เป็นค่าสอบและค่าคอร์สติวสอบให้) นอกจากนี้ อาจจะต้องใช้คะแนนสอบอื่นๆ ในการสมัครเรียนด้วย เช่น มหาวิทยาลัยในอเมริกาหลายสาขาอาจจะต้องใช้คะแนน GRE เพิ่มเติม หรือบางสาขาอาจต้องใช้คะแนน GMAT เราก็ต้องไปหาข้อมูลและอ่านเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ค่ะ

สิ่งที่ต้องใช้ในการยื่นสมัครมหาวิทยาลัยหลักๆ คือ SOP (Statement of Purpose) และ Reference Letter 2 ฉบับ ถ้าทำงานแล้วก็อาจจะขอจากหัวหน้างาน 1 ฉบับและจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย 1 ฉบับค่ะ ส่วนคนที่พึ่งเรียนจบสามารถขอจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยทั้ง 2 ฉบับได้เลยนะคะ

สำหรับ SOP หรือเรียงความแนะนำตัวเองนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะการสมัครเรียนต่อต่างประเทศไม่ได้มีการสัมภาษณ์ ดังนั้น เขาจะคัดเลือกจากการอ่าน SOP ของเรา ซึ่งเตยแนะนำให้วางโครงสร้างจากหัวข้อเหล่านี้เลย

  • ทำไมถึงอยากเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้และสาขานี้
  • เป้าหมายระยะยาวของเราคืออะไร เช่น เราอยากเป็นอาจารย์ที่ไทย อยากทำงานในแวดวงการศึกษาเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป
  • สิ่งที่เรียนจะช่วยพาเราไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร
  • เรามีประสบการณ์หรือองค์ความรู้อะไรที่จะไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในคลาสได้บ้าง

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • เข้าไปเจาะลึกรายละเอียดหลักสูตรบนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยให้เยอะๆ เลยค่ะ ลองค้นหาชื่อวิชาหรือชื่ออาจารย์ที่เราอยากเข้าไปเรียนด้วยจริงๆ แล้วหยิบมาเล่าประกอบใน SOP  ทริคนี้จะแสดงให้เห็นว่าเราทำการบ้านมาดี เราสนใจและอยากจะเรียนที่นี่จริงๆ จนถึงขั้นไปดูรายวิชาย่อยๆ รวมถึงอาจารย์ผู้สอนมาแล้วว่าอาจารย์คนนั้นๆ มีความถนัดเรื่องอะไร หรือถนัดงานวิจัยด้านไหน ซึ่งเป็นด้านที่เราสนใจ แล้วจะช่วยต่อยอดสิ่งที่เรียนให้เราไปถึงเป้าหมายได้ยังไงบ้าง
  • ใครที่ได้ทุนแล้ว แนะนำให้เขียนไปเพิ่มว่า เราในฐานะนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ตั้งใจจะนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศยังไงบ้าง เพราะจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าการรับเราเข้าเรียนนั้น ไม่เพียงแต่เราจะได้รับความรู้ แต่เรายังสามารถนำความรู้กลับมาต่อยอดเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและพัฒนาประเทศต่อไปได้ ช่วยเพิ่มแต้มต่อให้มหาวิทยาลัยตอบรับเข้าเรียน

VDO เทคนิคเขียน SOP

ไขข้อข้องใจ ทุนรัฐบาลมีกี่ประเภท สอบได้ตั้งแต่ตอนไหน?

เรื่องนี้มีน้องๆ งงและทักถามเตยทาง TikTok มาเยอะ เพราะทุน ก.พ. มีหลายระดับ และแต่ละระดับใช้ชื่อทุนคนละชื่อกัน แนะนำให้อ่านประกาศรับสมัครให้ละเอียด ครบทุกหน้า เพื่อทำความเข้าใจว่าทุนไหนที่เราสามารถสมัครได้ รวมถึงเงื่อนไขในการรับทุน ก่อนที่จะตัดสินใจสมัคร และทุนรัฐบาลไทยแต่ละประเภทจะเปิดรับสมัครเพียงปีละครั้ง ควรติดตามประกาศรับสมัครรวมถึงวันปิดรับสมัครให้ดี จะได้ไม่พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดายค่ะ

และเรื่องที่คนส่วนมากไม่รู้ ก็คือการสอบชิงทุนรัฐบาลเรียนต่อป.โท สามารถทำได้ตั้งแต่เรียนป.ตรีชั้นปีที่ 3-4 แล้วค่ะ อย่างถ้ารู้ตัวเร็วช่วงปี 3จะได้ไปสอบแข่งขันในอีกประเภท แต่ถ้ามาเริ่มยื่นใบสมัครตอนจบป.ตรี เงื่อนไขเราจะไปตรงกับสนามสอบที่ฮอตปรอทแตกและเด็กจบใหม่แข่งกันแบบดุเดือดกว่ามากๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เตยขอสรุปประเภททุนแบ่งตามวุฒิการศึกษา โดยอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ของสำนักงานก.พ.ดังนี้นะคะ

  • ทุนสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทุนที่ม.6 สมัครได้)
  • ทุนเล่าเรียนหลวง
  • ทุนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  • ทุนกระทรวงการต่างประเทศ
  • ทุนวิวัฒนไชยานุสรณ์

VDO ทุนรัฐบาลไทยสำหรับม.6

ทุนสำหรับบุคคลทั่วไประดับปริญญา

  • ทุนรัฐบาลเพื่อดึงดูดผู้มีศักยภาพสูงที่กำลังศึกษาในสถาบันการศึกษาในประเทศ (UIS): ทุนศึกษาระดับปริญญาตรีปีสุดท้าย และปริญญาโท (VDO ทุนUIS)
  • ทุนรัฐบาลสำหรับบุคคลทั่วไประดับปริญญา ตามความต้องการส่วนราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ (บรรจุก่อนไปศึกษา): ศึกษาต่อระดับปริญญาโท หรือระดับปริญญาเอก

(VDO ทุนบุคคลทั่วไป - เตยได้ทุนกลุ่มนี้ค่ะ)

  • ทุนรัฐบาลไปศึกษาในสาธารณรัฐประชาชนจีน (UCAS): ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกสายวิทยาศาสตร์
  • ทุนสำหรับผู้ที่มีสถาบันการศึกษาที่มีความโดดเด่นในต่างประเทศตอบรับให้เข้าศึกษา: ศึกษาต่อระดับปริญญาโท
  • ทุนรัฐบาลสำหรับบุคคลทั่วไประดับปริญญา ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามความต้องการของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม: ศึกษาต่อระดับปริญญาโทถึงเอก หรือระดับปริญญาเอก

. . . . . . . .

ทำไมต้องอเมริกา? 
แล้วทำไมมงลงที่ Washington, D.C.

เตยเคยไปแลกเปลี่ยน AFS ที่เยอรมนี แล้วก็เคยไปเป็นอาสาสมัครครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนระดับประถมศึกษาให้เด็กประถมที่ไต้หวัน ถ้าฝั่ง UK ก็คลุกคลีพอสมควร เพราะตั้งแต่เรียนจบจนถึงก่อนบินไปเรียนต่อ เตยทำงานที่ British Council ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศของ UK เพื่อส่งเสริมการศึกษา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งสหราชอาณาจักร เลยทำให้มีโอกาสได้ทำงานเกี่ยวกับการศึกษาของ UK รวมถึงได้บินไปทำงานสั้น ๆ ที่นั่นมาก่อนค่ะ

แต่ระหว่าง UK กับ USA เลือกอะไรดี ทางทุนกำหนดมาว่าจะต้องไปศึกษาต่อ UK หรือ US ค่ะและมีเงื่อนไขว่าจะต้องไปเรียน Top U. เท่านั้น ทำให้เตยสามารถเลือกมหาวิทยาลัยได้ระดับหนึ่ง แล้วจะมีขั้นตอนที่เราต้องส่งสาขากับมหาวิทยาลัยให้ทางหน่วยงานที่เราจะกลับมาใช้ทุนพิจารณาและอนุมัติ ว่าสาขาที่เราจะไปเรียนนั้น สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญที่หน่วยงานที่เราจะกลับมาใช้ทุนต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านนั้นหรือไม่ ถ้าเขาเห็นชอบก็ไปเรียนสาขา มหาวิทยาลัยนั้นได้

เรารู้สึกว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตที่จะได้ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศนานๆ เลยขอลองไปใช้ชีวิตในโซนที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน นั่นก็คือ “ทวีปอเมริกาเหนือ” และประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเองค่ะ

อเมริกากว้างใหญ่มากกกก แล้วเลือกไปที่ไหนดีล่ะ

จำได้ว่าช่วงหลังจากได้ทุน เตยดู Gossip Girl รวดเดียวจบ 7 ซีซั่น ถือเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจเลย ซึ่งได้ผลจริงงงงง ยิ่งดูยิ่งอยากบินไปอเมริกาเร็วๆ ประกอบกับส่วนตัวเรารู้ว่าเราไม่ชอบทะเล ไป West Coast อาจจะไม่ค่อยเข้ากับไลฟ์สไตล์ตัวเอง จนปักธงกว้างๆ ก่อนว่าจะไปฝั่ง East Coast แน่นอน!

แล้วก็อยากอยู่เมืองใหญ่ๆ เลยปักเมือง New York City (NYC) กับ Washington, D.C. เตยเลยสมัครเรียน 2 ที่ในอเมริกา คือ Columbia University ที่ NYC และ Johns Hopkins University ที่ Washington, D.C. โดยสมัครคนละสาขา เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยเปิดสอนแตกต่างกันค่ะ

ส่วนแรงบันดาลใจในการสมัคร Columbia University สำหรับเด็กนิเทศอย่างเตย ก็คือเนื้อเรื่องในซีรีส์เกิดขึ้นที่ NYC อยากจะไปเดินเล่น Upper East Side บนเกาะแมนแฮตตัน ฟีล American girls แกลมๆ ไปยืนที่ Grand Central Terminal เป็นเซรีน่า และนั่งหน้าบันได The MET แบบแบลร์ ซึ่งเป็นตัวละครหลักในเรื่อง รวมถึงตัวละครก็เรียนที่ Columbia นี่แหละ

แต่จริงๆ มหาวิทยาลัยก็มีชื่อเสียงมากเช่นกัน เลยยื่นไป แล้วก็ได้รับ Offer ด้วย ถึงขั้นเขาโทรตรงจากอเมริกามาไทยถามว่าเราจะไม่ตอบรับเข้าเรียนเหรอ เพียงแต่สาขาที่เปิดสอน ทางหน่วยงานที่เราจะกลับมาใช้ทุนมองว่าอยากให้เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในอีกด้านมากกว่าค่ะ

ในขณะที่ Johns Hopkins University นอกจากชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยแล้ว แรงบันดาลใจของเตยคือแคมปัสปริญญาโทอยู่ใจกลางกรุง Washington, D.C. แบบที่เดินถึง White House ได้ในระยะไม่ถึง 1 กิโลเมตร น่าจะมีกิจกรรมให้เราได้ทำนอกรั้วมหาวิทยาลัยเยอะมาก

อีกอย่างที่เตยให้ความสำคัญไม่แพ้ชื่อเสียงมหาวิทยาลัยคือ Vibe ของเมืองค่ะ จากประสบการณ์ส่วนตัว เพราะเคยไปแลกเปลี่ยนเมืองเล็กที่เยอรมนี แล้วเมืองมีแค่แกะ กังหันลม และทะเลเหนือ เหงามากกก~ เลยอยากลองใช้ชีวิตในเมืองหลวงของต่างประเทศสักครั้ง จากดีซีไปนิวยอร์กก็เดินทางหากันไม่ไกล สุดท้ายหน่วยงานก็มองว่าสาขาที่ JHU ตรงกับความเชี่ยวชาญที่ต้องการมากกว่า เลยตอบรับเข้าเรียนที่ Johns Hopkins University ใจกลางกรุงดีซี (ซึ่งจะสนุกอย่างที่คิดจริงไหม เดี๋ยวจะมารีวิวตอนหลังค่ะ)

Ps. ถึงจะเรียนดีซี แต่ไปเก็บที่ถ่ายทำ Gossip Girl ใน NYC ครบนะ  ไปตั้งแต่ก่อนเปิดเรียนวันแรก! ไปเก็บตามได้ในช่อง TikTok เตยได้เลยค่าา

. . . . . . . .

ชีวิต ป.โท สไตล์ Johns Hopkins 
เรียนโหด โหมดสิงห้องสมุด & พากันเก็บ A ล้วน

1. ไม่มีสอบแต่เน้น Research ดันทุกสกิลพุ่งปรี๊ด

ภาพรวมการเรียน ป.โท ที่ JHU คือจะเน้นการวิจัย หรือ Research เป็นหลักค่ะ ตลอดที่เรียนสาขาเตยจะไม่มีการสอบมิดเทอมหรือไฟนอลในห้องเลย แต่จะวัดผลจากAssignmentหรืองานที่อาจารย์ให้เขียนวิจัยส่งเป็นมิดเทอมกับไฟนอลเปเปอร์แทน และรูปแบบการเรียนจะเน้นการมีส่วนร่วมในคลาสค่ะ บอกเลยว่างานเขียนเยอะจนสกิล Writing ของเราพุ่งปรี๊ดแน่นอน

ส่วนรูปแบบการเรียนที่นี่คืออาจารย์จะให้ Reading Assignment เป็นหนังสือหรืองานวิจัยมาอ่านล่วงหน้า เทอมหนึ่งเตยลงเรียน 3 วิชา คาบหนึ่งอาจมีเอกสารงานวิจัย 5-6 ไฟล์ แต่ละไฟล์ความยาว 10 ถึง 30 หน้า หรือหนังสือบางบทบทละ 40 หน้า บางครั้งต้องอ่านงานวิจัยถึง 6 ฉบับเพื่อเตรียมตัวไปเรียนแค่คาบเดียวของวิชาเดียวเท่านั้น

บอกเลยว่าแรกๆ อาจจะช็อกกับสิ่งที่จะต้องอ่านเยอะจนตาแฉะขนาดนี้!!!! แต่สักพักเราจะเริ่มชินและจับจุดได้ว่าควร Skimming ยังไง เลือกอ่านส่วนไหนเพื่อทุ่นเวลา แล้วถ้าอ่านไปเกิดมีคำถาม Pop-up ก็ให้จดเก็บไว้ไปยกมือถามเพื่อเก็บคะแนนการมีส่วนร่วมในคลาสต่อได้เลย แต่พอผ่านไประหว่างเรียนจะรู้ว่าตัวเองอ่านหนังสือ  (โดยเฉพาะวิจัยภาษาอังกฤษ)  ได้เร็วขึ้นมากกกกก

2. ไวบ์ห้องสมุดสุดขลัง แหล่งรวมตัวนักสู้

ด้วยความเป็นมหาวิทยาลัยเด็กเรียน ทุกคนเลยใช้เวลาสิงอยู่ห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือและปั่นเปเปอร์ของตัวเอง (เป็นงานเดี่ยวล้วนๆ ต้องช่วยเหลือตัวเอง เพราะไม่มีใครช่วยเราได้)

ภาพจำห้องสมุดสำหรับเตยคือจะเป็นที่ที่นักเรียนมาอยู่ตั้งแต่เช้าจนดึก นั่งปั่นเปเปอร์ไปเรื่อย ๆ หน้าตาแต่ละคนเหมือนจะร้องไห้ มองตาและเข้าใจกันค่ะ วันนี้พระอาทิตย์ตกแล้ว เจอกันใหม่ที่เดิมวันพรุ่งนี้ ฟีลนี้เลยค่า

แต่สุดท้ายความพยายามของแต่ละคนก็จะทำให้เราผ่านมันไปได้ จนกลายเป็นนักสู้ที่ผ่านสมรภูมิรบมาแล้ว นอกจากนี้บรรยากาศการเรียนจะเป็นแบบที่ทุกคนพากันเรียนมาก ทุกคนตั้งใจเรียนมากกกก นัดกันไปห้องสมุด จองห้องในห้องสมุด  หรือแม้กระทั่งตอนปิดเทอม เจอเพื่อนบอกว่าอ่านหนังสือของเทอมหน้าจบแล้ว สตั๊นท์ไป 3 วิ ช็อกแต่เป็นเรื่องจริง 555

3. ศึกชิงคะแนน Participation (ถ้าตายไมค์ A จะหลุด)

กว่าครึ่งหนึ่่งในคลาสของเตยเป็นคนเอเชียค่ะ เพื่อนคนจีนเยอะและทุกคนตั้งใจเรียนมากกก (หลายคนน่าจะเคยได้ยินระบบการเรียนของจีนว่าโหดขนาดไหน) ประเด็นสำคัญคือทุกวิชาจะมีคะแนน Participation (หรือ Class Discussion นั่นเอง) มีทุกคาบ คาบละ 2 คะแนน ถ้าไม่ยกมือพูดเลยก็หมดสิทธิ์ได้ A แน่นอน เพราะ JHU ตัด A ที่ 90 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน ทุกคนเลยพยายามช่วงชิง 2 คะแนนนั้นในแต่ละคาบมาให้ได้

จริงๆ แค่ต่อยอดจากประเด็นที่เพื่อนพูด หรือยกมือถามอาจารย์สักครั้งก็ได้คะแนนแล้วค่ะ เพราะเป้าหมายของมหาวิทยาลัย คืออยากให้เรามีส่วนร่วมในห้องเรียน ซึ่งการที่ใครคนหนึ่งถามคำถามอาจารย์ คนที่เหลือในห้องก็จะได้ความรู้ใหม่นอกตำราไปด้วยนั่นเอง

ถ้าเป็นคนเอเชียหลายคนอาจต้องปรับตัวเพราะไม่คุ้นชินกับการมีส่วนร่วมในคลาสอย่างการถามคำถามหรือการตอบคำถาม หรืออาจจะเป็น Culture Shock สำหรับคนไทยหลายๆ คน แต่เตยไม่ช็อกและสบายๆ กับการเรียนในรูปแบบนี้ เพราะเตยเจอ Culture shock มาก่อนตั้งแต่ตอนไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมนีสมัยมัธยม 555 ในโรงเรียน เวลาอาจารย์ถามอะไร ทุกคนยกมือแย่งกันตอบทั้งห้อง เพื่อเอาคะแนน Participation จนคนที่อาจารย์ไม่เลือกให้ตอบจะรู้สึกแอบนอยด์ด้วยซ้ำ พอมาเจอ Class Participation หรือ Class Discussion ในอเมริกาเลยสบายเลยค่ะ เพราะได้เรียนรู้สิ่งนี้มาก่อนแล้ว555

(ถึงจะเรียนจริงจังแค่ไหน แต่สมมติมีใครที่ยังไม่ได้คะแนน Participation ของคาบนั้น เพื่อนที่สนิทในกลุ่มจะช่วยกันคิดคำถามส่งทางกรุ๊ปแชต + เชียร์ให้ยกมือพูด เพื่อให้ทุกคนได้คะแนนไปด้วยกัน น่ารักและช่วยกันดันหลังสุดๆ ค่ะ!)

*เตยมีแว้บไป JHU แคมปัสใหญ่ (แคมปัสป.ตรี) พร้อมป้ายมหา'ลัยสุดอลังการ ที่เมือง Baltimore รัฐ Maryland มาด้วยนะคะ

4. ประสบการณ์ทำงานจริงคือแต้มต่อในคลาส

สิ่งที่เรียนตอน ป.ตรี ก็ช่วยปูพื้นฐานให้เตยได้เยอะค่ะ จากประสบการณ์ของเตยทำให้เตยเห็นว่าการที่เรามีประสบการณ์ทำงานบ้างนิดหน่อยก่อนมาเรียนต่อปริญญาโท จะมีประโยชน์มากๆ เลยค่ะ เพราะส่วนตัวเตยก็หยิบประสบการณ์ตอนทำงานจริงมาเป็นวัตถุดิบตอนเขียนงาน มีสตอรี่ไปแชร์ในคลาส ตอนเรียนก็เห็นภาพชัดเจนว่าทฤษฎีเชื่อมโยงกับโลกการทำงานยังไงบ้างค่ะ

5. “กฎหมายสื่อ” วิชารับน้องสุดโหดที่เปลี่ยนชีวิต

เปิดมาเทอมแรกเจอวิชานี้ Law for Communication Professionals ทำให้หลังจากนั้นไม่มีอะไรยากอีกเลยค่ะ!

ปกติเตยเรียนภาคไทยมาตลอด แค่กฎหมายไทย เป็นภาษาไทยก็เข้าใจยากแล้ว แต่นี่ต้องมาเรียนกฎหมายอเมริกา และเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่เทอมแรกด้วย ระบบก็ต่างกัน หนังสือหนาปึก หนาที่สุดในทุกวิชา และมีหลายเล่ม แถมศัพท์เฉพาะ ศัพท์กฎหมายทั้งนั้น เปิดแปลเป็นภาษาไทยแล้วยังไม่รู้เลยว่าคืออะไร ท้อแบบ Pro max มาก คาบแรกๆ ถึงกับก่ายหน้าผากเวลาอ่าน 5555

แต่สุดท้ายวิชานี้มีประโยชน์มากนะคะ เราได้เรียนรู้กฎหมายหลักของอเมริกาอย่าง The First Amendment ซึ่งเป็น The heart of American law (อาจารย์ย้ำคำนี้ทุกคาบจริงๆ) ที่ทำให้อเมริกาเป็นอเมริกาแบบทุกวันนี้ รวมถึง Freedom of Speech ที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการพูดแสดงความคิดเห็น ซึ่งพอเราเข้าใจกฎหมายพื้นฐานของที่นั่น เราก็จะเริ่มเข้าใจวัฒนธรรม ความคิด และการใช้ชีวิตของคนอเมริกันเพิ่มมากขึ้นผ่านกฎหมายของเขาค่ะ วิชานี้เป็นวิชาที่เปิดโลกเตยที่สุด และได้ความรู้ใหม่ติดตัวมาจนถึงปัจจุบันค่ะ  

6. “ทฤษฎีสื่อ” วิชาที่พาไปถึงงาน Conference ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา

วิชาทฤษฎีสื่อ Theory Mass Communication Practices ที่เตยเรียนตอนเทอมสุดท้ายเป็นอะไรที่ประทับใจมากค่ะ ตอนส่งงานวิจัย Final Paper อาจารย์เอ่ยชมว่างานดีมาก สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อส่งนำเสนอใน Conference (เวทีวิชาการ) ได้เลย แถมยังแนะนำทริกให้ลองส่งเวทีที่ใหญ่ที่สุดของโลกดูก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยขยับลงมาระดับประเทศอเมริกาหรือระดับภูมิภาคอเมริกา ซึ่งเป็นสิ่งที่เตยไม่เคยรู้มาก่อนเลย

เตยเลยใช้เวลา 1 ปีเต็มหลังเรียนจบ ในการพัฒนางานวิจัยและส่งอีเมลให้อาจารย์ช่วยตรวจและเกลาเนื้อหาให้จนสมบูรณ์ โดยที่อาจารย์ใจดีมากๆ คอยแนะนำรีวิวงานวิจัยให้ตลอด 1 ปี ทั้งที่เตยเรียนจบแล้ว ผลปรากฏว่างานวิจัยของเตยได้รับการตอบรับและได้รับเชิญให้ปพรีเซนต์ใน Conference ด้าน Communication ที่ใหญ่ที่สุดระดับประเทศของอเมริกา นั่นคือ “National Communication Association's Annual Convention”  ซึ่งเตยไม่เคยคิดมาก่อนว่าเราจะมาไกลได้ขนาดนี้

พอมองย้อนกลับไป ถ้าวันนั้นอาจารย์ไม่บอกว่าเราสามารถส่งเปเปอร์ในห้องเรียนไปพรีเซนต์ในเวทีระดับชาติของอเมริกาได้ รวมถึงได้คำแนะนำและการช่วยรีวิวจากอาจารย์  ทุกอย่างก็คงไม่เกิดขึ้น ความทุ่มเทนี้ทำให้เตยรู้สึกขอบคุณอาจารย์มากๆ และอยากเป็นอาจารย์เพื่อส่งต่อโอกาสดีๆ แบบนี้ให้ลูกศิษย์ของตัวเองบ้างในอนาคตค่ะ

7. คลาสภาษาไทยที่นั่นก็ฮอตนะ!

อย่างถ้าเป็นเด็กคณะรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (SAIS) JHU จะมีกำหนด Foreign Language Requirement ให้ลงเรียนวิชาภาษาต่างประเทศอย่างน้อย 1 ภาษา แล้วความเก๋คือภาษาไทยก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้นด้วยค่ะ

แน่นอนว่าคนไทยลงเรียนวิชานี้ไม่ได้ (ไม่งั้น A นอนมาแน่ 555) แต่มีครั้งหนึ่งเตยได้รับเชิญไปเป็นเคสตัวอย่างการพูดของเจ้าของภาษา555 (เข้าใจความรู้สึกของ native speaker ที่มาไทย แล้วเราอยากคุยภาษาอังกฤษด้วยแล้วค่ะ555)  ปรากฏว่าพอเข้าคลาสไปเจอเพื่อนที่มีความหลงใหลในภาษาไทยมาก อย่างเพื่อนไต้หวันเลือกที่จะสื่อสารในชีวิตประจำวันด้วยภาษาไทยกับเตยเท่านั้น ไม่พูดภาษาอื่นเลย หรือแม้กระทั่งชื่อไลน์เพื่อน ก็เขียนเป็นชื่อภาษาไทย! // คนไทยแบบเราก็ภูมิใจอยู่ตรงนี้ค่ะ 55555

Note: ที่มหาวิทยาลัยมี Thai Students Association (SAIS Thai Club) เปิดให้คนไทยหรือชาวต่างชาติที่ชอบภาษาหรืออยากเรียนรู้วัฒนธรรมไทยสามารถมา join ได้ด้วยนะคะ พร้อมการันตีได้ทานอาหารไทยอร่อยๆ บ่อยๆ เพราะอาจารย์ภาษาไทยที่ JHU ใจดีมากค่ะ พร้อมได้ความรู้และกินอิ่มค่ะ

ใครสนใจหลักสูตร Master of Arts in Communication ของ JHU สามารถเข้าไปส่องรายวิชาแบบละเอียดที่หน้าเว็บ Johns Hopkins University Academic Catalogue - MA in Communication ได้เลยค่าา

. . . . . . . .

เปิดอินไซต์ชีวิตใน Washington, D.C.

สำหรับเตยการเลือกมาที่นี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกที่สุด ไม่มีคำว่าผิดหวังเลย คนส่วนมากอาจจะมองว่าเมืองนี้ดูน่าเบื่อ เป็นเมืองราชการ ไม่มีอะไรทำ แต่พอเราไปอยู่จริงๆ มีอีเวนต์ฉ่ำมากก เรียกได้ว่านอกเหนือจากเรียนแล้วไม่เคยได้พัก 555 บนเว็บไซต์ทางการของ DC และเพจสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเมือง จะมีบอก Upcoming Events อัปเดตตลอด และมาหลายแนว ไม่ใช่แค่การเมืองนะคะ บางทีกิจกรรมชนกันจนต้องตัดใจเลือกว่าจะไปเข้าอันไหนดี

ถ่ายรูปกับรัฐสภาค่า
ถ่ายรูปกับรัฐสภาค่า

รีวิวความเริดแบบไวๆ

เมืองหลวงที่คนไม่ได้เดินเล่นๆ

Washington, D.C. จะให้ไวบ์เมืองแบบทุกคนแต่งตัวดี เป็นทางการ ใส่สูท ผูกไทด์ทำงานราชการ มีทั้งนักการทูต นักการเมือง และหน่วยงานราชการสำคัญของประเทศตั้งอยู่รวมกัน ทำให้เตยมีโอกาสได้เรียนกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง เช่น อาจารย์วิชา Becoming a Press Officer ที่เคยทำงาน Communication ใน White House หรืออาจารย์วิชากฎหมาย Law for Communication Professionals ที่ดูกฎหมายให้ FCC (Federal Communications Commission) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านสื่อและโทรคมนาคมของสหรัฐฯ

ด้วยความที่เตยต้องกลับมารับราชการเป็นนักวิชาการด้านสื่อ การได้เรียนกับคนที่ทำงานอยู่ในแวดวงจริงจึงเป็นประสบการณ์ที่นำมาต่อยอดกับงานได้โดยตรงค่ะ ดีงามมมค่ะ!

มิวเซียมระดับประเทศเข้าฟรีเกือบทุกที่​ (ไปดูเถอะ ว้าวจริงๆ!)

เมืองนี้คือสวรรค์ของคนรักอาร์ตและประวัติศาสตร์ เพราะเป็นที่ตั้งของหนึ่งในเครือมิวเซียมที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Smithsonian Institution

เตยเองก็ไม่ใช่สายมิวเซียม แต่พอรู้ว่าเข้าฟรีทั้งหมด แล้วจะพลาดได้ยังไงล่ะคะ~ แต่ละที่ในอเมริกาก็คืออลังการงานสร้างมากๆ มีเรียงเป็นแถบรอบ National Mall อย่าง National Air and Space Museum ที่จัดแสดงชิ้นส่วนประวัติศาสตร์จากภารกิจ Apollo 11 ของจริงไว้หหรือเครื่องบินของสองพี่น้องตระกูลไรท์ (Wright Brothers) เล่าเรื่องการสำรวจอวกาศได้สมจริงและยิ่งใหญ่มาก

แล้วบริเวณนี้รอบๆ ยังมี Smithsonian Museums ใน D.C. ยังเป็นที่ถ่ายทำหนัง Night at the Museum ด้วยนะ การันตีความดังมิวเซียมเมืองนี้เลยค่ะ

เสพงานศิลป์ระดับโลกแบบใกล้ชิด

ใครเป็นสายอาร์ตต้องไม่พลาด National Gallery of Art หรือ NGA หอศิลป์แห่งชาติที่ตั้งอยู่บน National Mall และเปิดให้เข้าชมฟรีเหมือนกัน สามารถไปชมรูปวาดของจิตรกรระดับตำนานอย่าง Vincent van Gogh แบบใกล้ชิดสุดๆ ทั้งภาพ Self Portrait ภาพ Roses และภาพ Green Wheat Fields ซึ่งถ้าเป็นที่อื่นอาจจะต้องเสียค่าเข้าแพงมากนอกจากนี้บริเวณรอบ National Mall ยังมีหาศิลป์อีกหลายแห่ง แบ่งตามประเภทงานและยุคสมัยของศิลปะ ที่สำคัญเข้าฟรีทั้งหมดน้า

เมืองหลวงเดินได้ที่เป็นมิตรกับนักเรียน และไร้ตึกสูงระฟ้า

ด้วยความที่ Washington, D.C. เป็นเมืองหลวงใหม่ สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ D.C. เป็นเมืองที่เล็ก (คนจะคิดว่าเมืองหลวงต้องใหญ่แน่ๆ) และวางแผนผังเมืองมาเป๊ะสุดๆ ใจกลางเมืองสามารถเดินได้ ในมุมเตยรู้สึกว่าเมืองนี้ ในใจกลางเมืองถือว่าเป็น Walkable City เลย เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในอเมริกา  ทำให้นักศึกษาไม่จำเป็นต้องมีรถหรือขับรถ (จะต่างกับ หลายๆ เมือง ใน West Coast ที่การมีรถและขับรถเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง) แถมไม่มีตึกสูงๆ ในเมืองเพื่อความปลอดภัยด้วยค่ะ ถ้าใครยืนอยู่ใน D.C. แล้วหันไปเจอตึกสูงอีกฝั่งนึง ให้รู้เลยว่านั่นไม่ใช่ DC แต่เป็นของรัฐ Virginia ข้างๆ นะคะ

ไฮไลต์ที่เที่ยว D.C. ฉบับมีเวลา 1 วัน

แต่ค่าครองชีพคือให้เลย!

ทุนรัฐบาลไทยเป็นทุนเต็มจำนวน หรือทุน 100% ครอบคลุมตั้งแต่ค่าเตรียมตัวก่อนเดินทาง ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ค่าเทอม ค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยเรียกเก็บ ค่าใช้จ่ายรายเดือน และค่าประกันสุขภาพ

D.C. เป็นเมืองที่แม้แต่คนอเมริกันยังบอกว่าของแพงมาก! แน่นอนว่าพอเป็นเมืองหลวง  Washington D.C. ติดอันดับเมืองที่มีค่าครองชีพสูง Top10 ของอเมริกา (อ้างอิง Numbeo และ Council for Community and Economic Research) สำหรับคำถามว่าเงินจากทุนพอไหม เอาจริงๆ ตอบยาก เพราะขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายของแต่ละคน แต่สำหรับเตยคือพอใช้แบบเหลือๆ โดยมีทริคในการประหยัดเงินฉบับนักเรียนทุน คือทำอาหารทานเองและแชร์หอพักกับรูมเมตค่ะ

ยอมทำอาหารเอง แทนการจ่ายมื้อละ 600++

เริ่มด้วยเรื่องอาหารก่อน เวลาออกไปกินข้างนอก ในดีซีนั้น ข้าวกะเพราแค่จานเดียว บวกวัฒนธรรมการให้ทิป ราคาก็ปาไป $20 (ประมาณ 600+ บาทแล้ว) (เคยสั่งกระเพราหมูสับราดข้าว 4 จานกับเพื่อน รวมกันเป็น 2400+ บาทค่ะ น้ำตาจะไหล) ใ

นขณะเดียวกัน เงิน $50 ซื้อวัตถุดิบทำกับข้าวได้เกือบสัปดาห์ ดังนั้นเตยใช้วิธีทำกับข้าวเอง จะช่วยประหยัดเงินค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ทางทุนให้ได้เยอะเลยค่ะ และเก็บเงินส่วนต่างเพื่อใช้ไปทำอย่างอื่น อย่างการไปเที่ยวในอเมริกาค่ะ (สปอยล์นิดนึงก่อนว่า เตยไปเที่ยวมาเยอะมากกกกจริงๆ รวมถึง Road Trip ด้วย มีอ่านต่อด้านล่างน้า) ที่พักแพงหูฉี่ แต่แชร์ได้

เรื่องสำคัญที่เตยอยากเตือนน้องๆ ไว้ก่อนเลยคือ Johns Hopkins แคมปัส D.C. จะเป็นอาคารเรียนใจกลางเมือง ซึ่งไม่มีหอใน หรือ On-campus housing เหมือนกับแคมปัสหลักที่เมือง Baltimore รัฐ Maryland นะคะ นักศึกษาทุกคนเลยต้องหาหอนอกกันเองทั้งหมดเลยค่ะ

ตอนนั้นเตยไปอยู่ค่าห้องตกเดือนละ $2000 ดอลลาร์สหรัฐ (~68,000 ถึง 70,000 บาท) แต่ถ้ายอมหารูมเมตมาแชร์ห้องจะประหยัดไป $1000 ได้ไปใช้ส่วนอื่นๆ แทน หรือเห็นเพื่อนบางคนจ่ายถูกลงเกินครึ่งอีก เพราะเขาขอเลือกนอนโซนห้องรับแขกแล้วซื้อเฟอร์นิเจอร์มาจัดตกแต่งนิดหน่อยเพื่อทำเป็นห้องนอนแทน ซึ่งการแชร์ห้องหรือมีรูมเมตถือเป็นคัลเจอร์ปกติของคนที่นี่ค่ะ

ช่วงแรกเตยแนะนำให้ทำสัญญาหอระยะสั้น 2 ถึง 3 เดือนไปก่อนนะคะ แล้วพอมาถึงเริ่มคุ้นชินกับเส้นทางในเมือง ถ้าอยากเปลี่ยนหอพักสำหรับปักหลักยาวๆ ก็อาจค่อยๆ ออกมาสำรวจรอบๆ แล้วคุยกับ Landlord ด้วยตัวเองจะชัวร์กว่า เพราะถ้าเราเป็นมือใหม่แล้วคุยกันทางออนไลน์ก่อนที่เราจะบินมาเรียน โดยที่เราไม่รู้ว่าคนโพสต์น่าเชื่อถือไหม เป็นเจ้าของจริงๆ หรือเปล่า ห้องเหล่านั้นมีจริงๆ ใช่ไหม หรือไปเอารูปจากที่ไหนมาใช้ จะมีโอกาสโดนโกงค่ามัดจำได้ค่ะ ซึ่งแพงมากค่ะ (ไม่ได้เป็นทุกที่ แต่ให้เป็นข้อมูลไว้ระวังตัวนะคะ) หรือเจอห้องจริงไม่ตรงปกก็ได้

ถ้าใครกำลังจะมาเรียนแล้วต้องหาหอนอก เตยแนะนำให้หาที่ที่เชื่อถือได้ชัวร์ๆ หนึ่งในนั้นคือ International Student House (ISH-DC) ซึ่งเปิดให้บริการหอพักสำหรับนักศึกษานานาชาติใจกลางกรุง Washington D.C. อาจจะต้องแชร์กับรูมเมตแต่อุ่นใจกว่าค่ะ และได้รู้จักเพื่อนจากมหาวิทยาลัยอื่นอีกทั้งเมืองเลยค่ะ

. . . . . . . .

กิจกรรมโปรดคือ Road Trips
จัดไปเลย 15 วันติด!

"Work hard, play harder" มื่อถึงช่วงปิดเทอมในอเมริกา เราก็ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าและเก็บประสบการณ์ให้มากที่สุด! ปกติเตยเป็นสายลุย ชอบ Road Trip มากๆ คนที่ชอบภูเขาและ Road Trip จะรู้ว่า Road Trip ในอเมริกาเป็นหนึ่งในความฝันเลย แค่ตอนนั่งแพลนทริปก็ตื่นเต้นแล้ว แต่พอไปถึงสถานที่จริงคือฟูลฟิลสุดๆ

การเดินทางในอเมริกาเปิดโลกเตยมาก เพราะแต่ละรัฐมีทั้งบรรยากาศ ผู้คน และคัลเจอร์ รวมถึง ภูมิประเทศก็ต่างกัน และด้วยความที่อเมริกาใหญ่มากกกก แค่ข้ามเมือง ข้ามรัฐ ก็เหมือนมาอีกประเทศแล้วค่ะ

ช่วงที่เรียนเตยเลยบินข้ามไปฝั่ง West Coast จัด Road Trip ไป 15 วันติด! 3 รัฐ California (แค่รัฐนี้รัฐเดียวก็ใหญ่เท่าพื้นที่กว่า 80% ของประเทศไทยแล้ว), Arizona, และ Nevada แล้วก็ตามเก็บภูเขาและอุทยานแห่งชาติดังๆ หลายที่ เช่น Yosimete National Park, Lake Tahoe, Death Valley National Park, Grand Canyon National Park, Antelope Canyon และอื่นๆ รวมถึงได้ขับทาง Pacific Coast Highway (California State Route 1) ถนนเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่สวยที่สุดในอเมริกา หรือหลายคนเรียกว่าทางหลวงหมายเลข 1 รัฐแคลิฟอร์เนียนั่นเอง และแวะจุดที่เที่ยวและเมืองดังๆ เช่น Malibu, Santa Monica, Los Angeles, San Francisco และยังได้ผ่านถนนในตำนานและเป็นความฝันของเหล่าคนชอบ Road Trip อย่าง Route 66 พร้อมถ่ายรูปกับป้าย Route 66 ในถนนมาเรียบร้อย  

บอกเลยว่าตอนนั้นไปตอนปิดเทอมแรกของอเมริกา สิ่งที่คิดหลังจบทริปคือ ฉันกลับไทยได้แล้ว! 55555 (แม้ว่าจะพึ่งเรียนไปเทอมเดียว) มันฟูลฟิลมากจริงๆ

// แต่สุดท้ายแล้ว Washington, D.C. ก็ยังยืนหนึ่งในใจเตยเสมอค่ะ

. . . . . . . .

เมื่อเด็กทุนเปิดเพจ & TikTok
แชร์ประสบการณ์ตรงแบบไม่มีกั๊ก

จริงๆ ก่อนทำช่อง ด้วยความที่เราได้ทุน ก็จะมีรุ่นน้องและเพื่อนๆ มาปรึกษาและขอคำแนะนำเรื่องทุนเรียนต่อต่างประเทศตลอด เตยก็คอยให้คำปรึกษาเงียบๆ มาอยู่แล้วค่ะ เรารู้ว่าสมัยที่ตัวเองเตรียมสอบ ข้อมูลหาอ่านยากมากว่าควรอ่านหนังสือเล่มไหนดี แล้วเพื่อนๆ ก็คอยเชียร์ตลอดว่าเตยน่าจะเหมาะกับการเปิดช่องนะ เพราะสิ่งที่เตยพูดน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นมากๆ และอาจจะเพิ่มโอกาสให้กับหลายๆ คนค่ะ

พอใช้ทุนเสร็จและชีวิตเริ่มลงตัว เตยก็เลยตัดสินใจเปิดช่อง TikTok “เรียนอังกฤษกับนักเรียนทุน (english_withscholar) เมื่อช่วงกลางปี 2025 ค่ะ ปรากฏว่า Feedback ดีกว่าที่คิดไว้เยอะมากกก รู้สึกดีใจที่ได้แชร์ความรู้และข้อมูลหลายๆ อย่าง เพราะหลายทุนเปิดมานานแล้ว แต่หลายคนเพิ่งรู้จักผ่านช่องของเตย

ส่วนเรื่องคอร์สติวภาษาอังกฤษ มีที่มาจากการที่เตยได้แชร์เรื่องทุน  ซึ่งเราสามารถให้คำแนะนำได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนที่เราได้รับ เราจะสามารถแชร์ข้อมูลจากประสบการณ์ตรงของเราได้ ก็เริ่มมีน้องๆ ทักข้อความมาถามตลอดว่า พี่เตยไม่เปิดคอร์สสอนหรอ พี่ไม่คิดจะเปิดติวจริงๆ หรอ สุดท้ายเลยตัดสินใจลองเปิด เพื่อจะได้ช่วยเหลือและไกด์แนวทางให้น้องๆ ที่ตั้งใจจริงได้แบบเจาะลึกและใกล้ชิดขึ้น ถือเป็นการส่งต่อโอกาสให้รุ่นต่อไปค่ะ

สำหรับน้องๆ ที่อยากได้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับทุนเรียนต่อต่างประเทศ แนวทางการสอบชิงทุน เรียนต่อต่างประเทศ รวมถึงเรียนภาษาอังกฤษ ก็ไปติดตามกันได้นะคะ

ทางเข้า TikTok พี่ใบเตย

. . . . . . . .

บททิ้งท้าย~~

“ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องพยายาม” พี่ไม่ใช่คนที่เป็นประเภทอัจฉริยะข้ามคืน แต่ทุกๆ ก้าวของพี่ว่าไม่ว่าจะเป็นการสอบได้ทุนไปเรียนต่ออเมริกา หรือการเรียนที่อเมริกาจนได้ A ทุกวิชา พี่ใช้ความพยายามและความทุ่มเทในการทำสิ่งนั้นมากๆ และการทุ่มเททำบางอย่างก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน เช่น ขั้นตอนการสอบชิงทุนใช้เวลาเกือบ 1 ปี กว่าจะสอบครบทุกรอบและรู้ผล เลยอยากบอกน้องๆ ว่า “Great things take time.” สิ่งที่ยิ่งใหญ่ต้องใช้เวลา ตั้งใจ พยายาม ทำตามเป้าหมายต่อไป และอย่าท้อ ทุกอย่างมันใช้ความพยายามและเวลาจริงๆ

ทุนเต็มจำนวนการแข่งขันสูงแน่นอน แต่พี่อยากให้ทุกคนฮึดสู้ ถ้ามีโอกาสอะไรเข้ามาให้คว้าไว้ก่อน ถึงจะมีหวังแค่ 1% ก็อย่าเพิ่งท้อหรือคิดไปเองว่าเราสอบก็ไม่ได้อยู่แล้ว  ไม่งั้นจะเท่ากับเราปล่อยโอกาสหลุดมือไปฟรีๆ อย่างน่าเสียดาย

และขอให้มองทุกอย่างเป็นประสบการณ์ค่ะ ต่อให้สอบไม่ติดเราก็ได้ลงสนามจริง ได้ฝึกทำข้อสอบจริง ลดความตื่นเต้นตอนสอบครั้งถัดไป จะทำห้เราแกร่งและเฉียบคมขึ้นในสนามหน้า น้องที่พี่รู้จักบางคนก็คว้าทุนสำเร็จตอนสมัครเป็นปีที่ 2-3 ด้วยซ้ำ หรือบางคนสอบปีนี้ไม่ได้ทุนนี้ แล้วปีหน้าสอบใหม่อีกทุนแล้วได้ทุนก็มีเช่นกัน

ดังนั้น ถ้ามีทุนไหนเปิดรับและเราตรงเงื่อนไข ยื่นสมัครไปก่อนเลย สมมติพี่ตั้งเป้าจะสมัครทุนที่ต้องใช้ประสบการณ์ทำงาน 2 ปี แต่ดันปล่อยผ่านทุน ก.พ. ไป ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าอีก 2 ปีข้างหน้าพี่จะได้ทุนที่ตั้งใจไว้แต่แรกถูกไหมคะ พร้อมกับเสียเวลารอไป 2 ปีเฉยๆ เพราะฉะนั้นถ้าโอกาสเปิดกว้างแล้วเรายอมรับเงื่อนไขทุนนั้นได้ คว้าโอกาสนั้นมาก่อน อย่าลืมว่าโอกาส 1% ก็ถือว่ามีโอกาส และพยายามให้สุด ลองดูสักตั้งไปเลย วันหนึ่งโอกาสนั้นจะเป็นของเราค่ะ~

. . . . . . . .

The world is waiting, 
and you’re warmly invited!

ถ้าเรียนต่อต่างประเทศคือ Destination ที่เล็งไว้ ได้เวลา Fast Track เส้นทางของตัวเองให้ชัดขึ้น! มาเจอกันที่ Dek-D’s Study Abroad Fair 2026 รอบปลายปี งานที่รวมครบทั้งข้อมูล โอกาส และรุ่นพี่ตัวจริงมาให้คุยกันแบบเต็มที่

งานนี้พบ “พี่ใบเตย” และ 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนและศิษย์เก่ามหา’ลัยชั้นนำจากทั่วโลก ครบทั้งสายอเมริกา-ยุโรป-ออสเตรเลีย จากทุนดังอย่าง Fulbright TGS, Chevening, Erasmus+, Australia Awards และทุนรัฐบาลไทย (ก.พ.) รวมถึงสายเอเชีย ที่มีทั้งทุนรัฐบาลและทุนมหา’ลัยจากเกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง อยากถามเรื่องทุน การสมัคร ชีวิตเด็กนอก หรือเอา CV มาให้ช่วยดู เตรียมคำถามมาได้เลย เพราะพี่ๆ จะมานั่งให้คำปรึกษาแบบ 1:1 ฟรี!

นอกจากนี้ยังมี 40+ สถาบันจาก 20+ ประเทศทั่วโลก ให้เดินปรึกษาแพลนเรียนต่อและหาหลักสูตรที่ใช่ พร้อม Alumni Talk, สถาบันภาษาและตัวช่วยเตรียมสอบ รวมถึง IELTS Mock Test แบบคอมพิวเตอร์ให้ลองสอบฟรี 3 สกิลรวดไปเลยค่ะ~

  • Save the Date: 3-4 ตุลาคม 69 (09.00-16.30 น.)
  • Location: BITEC บางนา (EH98)
  • No Boarding Pass Needed - Just Free Entry!

มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~

เช็กตารางรุ่นพี่และไฮไลต์ทั้งหมด
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น