สวัสดีค่ะชาว Dek-D สำหรับสายเทคหรือเด็กวิศวะที่อยากพุ่งไปแตะขอบฟ้าเทคโนโลยีระดับโลก กำแพงใหญ่อาจเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายและขั้นตอนการเตรียมตัว ซึ่ง "ทุนรัฐบาลไทย" หรือ ทุน ก.พ. หนึ่งในสนามสอบสุดเดือดที่พร้อมผลักดันคนเก่งให้ไปเติบโตในมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลก แล้วนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ
วันนี้จะพาไปรู้จักกับ “พี่นิว” รุ่นพี่นักเรียนทุน ก.พ. (ประเภทบุคคลภายนอก) ที่ฝ่าด่านข้อสอบสุดหิน และได้เข้าเรียนต่อปริญญาโท สาขา Electrical Engineering ที่ Illinois Institute of Technology (IIT) หรือ Illinois Tech มหาวิทยาลัยวิจัยสายเทคใจกลางชิคาโก สหรัฐอเมริกา
ชีวิตเด็กวิศวะในดงพายุหิมะและกองเปเปอร์วิจัยจะเดือดแค่ไหน เลื่อนลงไปอ่านกันแบบม้วนเดียวจบได้เลย!
โอกาสปรึกษาฟรีกับ 20+ รุ่นพี่ทุนดีกรีสุดปัง
พบกัน 3-4 ต.ค. 69 ที่ไบเทคบางนา
เตรียมคำถามแล้วมา Fast Track หาคำตอบแบบ 1:1 กับ “พี่นิว” ตัวจริงได้ที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair 2026 ที่ BITEC บางนา (EH98) ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น!
*พบกับพี่นิว วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 (13.00-17.00 น.)
MentorList_3-4Oct2026.jpg)
. . . . . . . .
เด็กวิศวะลาดกระบัง
กับอาจารย์สุดปังที่เชียร์ให้ไปแตะขอบฟ้า
สวัสดีครับ ผมนิวครับ เรียนจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมโทรคมนาคม (Telecommunication Engineering) จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
จุดเปลี่ยนคืออาจารย์ที่คณะจะคอยเชียร์ให้ออกไปหาประสบการณ์ต่างประเทศ ตอนปี 3 ผมก็เลยแพ็กกระเป๋าบินไปฝึกงานที่ญี่ปุ่น และหลังเรียนจบก็กลับมาทำงานที่บริษัทไทยคมได้ประมาณ 1 ปี จังหวะนั้นทุนรัฐบาล (ทุน ก.พ.) เปิดรับสายผมพอดี แล้วปรากฏว่าสอบปีแรกไม่ติดครับ! แต่คนเราแพ้เป็นพระชนะเป็นเด็กทุน ปีที่ 2 เลยฮึดสู้จนสอบติดในที่สุด โควตาที่ผมลงคือประเภทแข่งขันบุคคลภายนอก ซึ่งอัตราการแข่งขันปีนั้นดุเดือดถึง 28 ต่อ 1
เหตุผลที่ล็อกเป้า Illinois Tech ใจกลางชิคาโก
ผมตัดสินใจเลือกสหรัฐอเมริกาเพราะเป็นหลักสูตร 2 ปี จะได้มีเวลาใช้ชีวิตและซึมซับวัฒนธรรมมากกว่าเรียนปีเดียวจบ และหนึ่งในเงื่อนไขของทุนคือต้องเป็นมหาวิทยาลัย Top 50 ของแต่ละประเทศ แล้วสนใจ Illinois Tech เพราะที่นี่โดดเด่นด้านโทรคมนาคม อาจารย์มีผลงานวิจัยเยอะ วิชาการลงลึก แนวทางการสอนเน้นผลิตวิศวกรป้อนอุตสาหกรรม จบไปต้องงมหน้างานได้จริง ซึ่งผมว่าเคมีตรงกับสไตล์ลาดกระบังที่จบมาเลยครับ

. . . . . . . .
กางแพลนสอบทุน ก.พ.
และสมัครเรียน Illinois Tech
ผมสมัครประเภทแข่งขันบุคคลภายนอกครับ อัตราแข่งขันปีนั้นเดือดพอสมควรประมาณเกือบ 30 ต่อ 1 ใช้เวลาเตรียมตัวน่าจะ 2-3 ปีได้ (เงื่อนไขทุนคือต้องเรียนป.โท 2 ปี พอกลับมาต้องทำงานใช้ทุนสองเท่า = 4 ปีครับ)
ด่านข้อเขียนและสัมภาษณ์
ด่านข้อเขียนมีทั้งภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และตรรกะทั่วไป ผมมองว่าถ้าทุ่มเวลาอ่านหนังสือสัก 1,000 ชั่วโมงก็น่าจะรับมือไหว ส่วนเกรดเฉลี่ยไม่แนะนำให้เทนะครับ เพราะเป็นด่านแรกที่ช่วยการันตีว่าเราจะทนรับแรงกดดันจากการเรียนและใช้ชีวิตที่นั่นได้โดยไม่เฟลกลางทาง
เรียงความสมัครทุน & สมัครมหาวิทยาลัย (จุดโฟกัสต่างกันไหม?)
ถ้าเรียงความสมัครทุน ผมว่าเขาสนใจเรื่องเส้นทางชีวิตว่าช่วง 4 ถึง 5 ปีที่ผ่านมาว่าทำอะไรระหว่างเรียนบ้าง มี willingness การทำเพื่อส่วนร่วมไหม และถ้าไปเรียนแล้วจะนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศยังไง ที่ผ่านมาผมเลยพยายามปั้นโปรไฟล์มาตลอด เคยทำกิจกรรมของคณะและแข่งเขียนโปรแกรมครับ
สำหรับคนที่อยากเตรียมสอบทุน ผมอยากให้ลองถอยออกมามองภาพกว้างๆ วางแผนระยะยาว (Long-term) แบบใช้เวลาเตรียมตัวสักสองถึงสามปีไปเลย ลองสืบดูว่าธรรมชาติ (Nature) ของหน่วยงานเป้าหมายเป็นอย่างไร สวัสดิการและโอกาสเติบโตเข้ากับเป้าหมายชีวิตเราในระยะยาวหรือเปล่า
ส่วนเรียงความสมัครเรียน พยายามเล่า background ของเราให้ชัดเจนว่าอยากทำวิจัยเรื่องอะไร ทำไมถึงมองเห็นว่ามหาวิทยาลัยนี้หรือ Professor ท่านนี้โดดเด่นด้านที่เราสนใจ เราคาดหวังอะไรจากการเข้าเรียนที่นี่ แล้วในทางกลับกันเราจะ contribute หรือสร้างประโยชน์อะไรให้มหาวิทยาลัยได้บ้าง เช่น หากได้ร่วมงานกับ Prof. ท่านนี้ จะได้ outcome research ออกมาในทิศทางไหน *หากมีสถานะเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลแล้วสามารถเขียนเล่าได้ เพราะถือเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสตอบรับเข้าเรียน

https://www.facebook.com/illinoistech
. . . . . . . .
รีวิวป.โทวิศวกรรมไฟฟ้า
ฝ่าดงเปเปอร์สไตล์ Illinois Tech
วิศวะไฟฟ้าที่ IIT เรียนประมาณนี้
หลักสูตรป.โท สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า (Electrical Engineering) เจาะลึกเรื่องการประมวลผลสัญญาณ (Signal Processing) โทรคมนาคมเชิงลึก การเข้ารหัส และการทำให้เครือข่าย (Network) เสถียรในต้นทุนที่สมเหตุสมผลที่สุด ถ้าให้เห็นภาพง่ายๆ คนทั่วไปอาจคุ้นเคยกับการตั้งค่าเราเตอร์ (Router) อินเทอร์เน็ตที่บ้าน แต่โจทย์ของพวกผมคือสมมติมีอุปกรณ์ระดับแสนเครื่อง จะออกแบบระบบอย่างไรให้ทำงานพร้อมกันได้แบบไม่ล่ม และส่งข้อมูลด้วยวิธีไหนถึงจะเวิร์กที่สุดครับ

ทฤษฎีต้องเป๊ะ เปเปอร์วิจัยต้องแน่น
(ใครบอกวิศวะไม่ต้องพึ่งความจำ?)
ความจำกับความเข้าใจต้องมาคู่กัน ใครบอกเรียนสายนี้ไม่ต้องพึ่งความจำ ผมเถียงขาดใจนะ
รูปแบบการเรียนคล้ายที่ไทยครับ ลงเทอมละ 2-3 วิชา แต่ละวิชามีสัปดาห์ละ 2 คาบ มีการบ้านและสอบปลายภาค ส่วนใหญ่เน้น Coursework + Project + Present อธิบายหลักการทำงานและผลลัพธ์ ทุกอย่างต้องลงลึกระดับแอดวานซ์ ต้องเข้าใจเนื้อหาจริงๆ เพราะอาจารย์จะถามเจาะว่าทำไมถึงเลือกใช้วิธีนี้ ซึ่งเอาจริงๆ ธรรมชาติของเด็กวิศวะคือคุยกันด้วยสมการ หลักการ และเหตุผลตรงไปตรงมาอยู่แล้ว เรื่องวิชาการแทบไม่ต้องปรับตัว คลาสไม่ค่อยมีการถกเถียงกันแบบเดือดๆ แต่ต้องอ่านหนังสือและเปเปอร์วิจัยแบบเข้มข้นมากจนแทบไม่มีเวลาพัก
โดยรวมในมุมคนเรียนวิศวะ ผมว้าวมากเลยแหละ ในคลาสได้เจออาจารย์เก่งๆ แล้วมหา’ลัยยังมีคอนเนกชันกับอุตสาหกรรมแน่นมาก ทำให้เราได้ฟังบรรยายจากตัวจริงในสายงาน ซึ่งรวมไปถึงนักบินอวกาศด้วย เทคโนโลยีของที่นี่ก็ล้ำจนหลายครั้งรู้สึกว่าเค้าคิดได้ไงวะ เราได้มาเห็น Process ตั้งแต่ต้น เพราะที่นี่เป็นประเทศที่คิดค้นนวัตกรรม ขณะที่บ้านเราอาจเน้นการประยุกต์ใช้มากกว่า
แต่เรื่องไหนที่ผมว่าคนไทยอาจต้องปรับตัว?
ปกติคนไทยมักจะคุ้นชินกับการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ไม่ค่อยกล้าพูดตรงๆ เพื่อรักษาน้ำใจ แต่อาจารย์ที่สอนผมเป็นชาวเอเชีย ทั้งเกาหลีและจีน เวลาคอมเมนต์งานจะวิจารณ์แบบเข้าเรื่องเร็วๆ เลยว่าทำไมถึงเลือกทำวิธีนี้ **ห้ามพรีเซนต์แบบหัวโล่งนะครับ** ทุกอย่างต้องมีเหตุผลรองรับ หากงานมีข้อจำกัด เราต้องอธิบายสาเหตุให้ได้ ถ้าเหตุผลฟังขึ้นอาจารย์ก็เข้าใจ
โปรเจกต์จบเลือกได้ระหว่าง Thesis vs. Simulation
โปรเจกต์จบมีหลายแบบครับ ถ้าใครตั้งใจไปต่อปริญญาเอก หรือรับตำแหน่งทางวิชาการก็มักจะเลือกทำวิทยานิพนธ์ (Thesis) ส่วนผมเลือกอีกทางคือการทำ Simulation หลักๆ คือเขียนโปรแกรมจำลอง เช่น จำลองการสร้างตึกแล้วใช้คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผล เน้นให้เข้าใจหลักการทำงานและรู้วิธีใช้เครื่องมือ (เปรียบง่ายๆ เหมือนเรียนทำอาหารให้เป็น) ช่วงนั้นผมเลยขลุกอยู่กับการเขียนโปรแกรมเป็นหลัก
และโมเมนต์ที่สนุกของผมก็คือออ
ตอนเที่ยวช่วงปิดเทอมครับ! 5555 เรียนหนักสอบหนักมานาน พอมีช่วงว่างก็พยายามออกไปดูบรรยากาศบ้านเมืองสวยๆ ฮีลใจได้ดีครับส่วนตัวผมไปแล้วชอบหมดเลยนะ อย่าง NYC ก็จะเป็นสไตล์ป่าคอนกรีต ถ้าไป California ก็จะออกแนวลุยๆ ส่วน San Francisco ก็ต้องไปดู Golden Gate

. . . . . . . .
รีวิวชีวิตในชิคาโก (ฉายา Windy City)
เรียนเดือดท่ามกลางลมหนาว!
ตั้งแต่ตอนเลือกมหา’ลัย ผมก็มองเรื่องทำเลที่ตั้งด้วยครับ แคมปัสอยู่ฝั่ง South Side ของชิคาโก คนเอเชียค่อนข้างน้อย และต้องระวังตัวเวลาเดินทาง จะใส่หูฟังตัดเสียงรบกวนแล้วเดินเหม่อลอยก็คงไม่ได้ แต่ข้อดีที่มาหักล้างกันคือระบบขนส่งสาธารณะที่นี่สะดวกมาก แค่พกบัตรนักศึกษาก็ใช้สิทธิ์นั่งรถไฟได้ไม่จำกัดเที่ยว วันไหนเรียนหนักจนสมองล้า อยากเปลี่ยนบรรยากาศก็นั่งรถไฟเข้า Downtown ไปเดินพิพิธภัณฑ์ ชอปปิง หรือหากิจกรรมอื่นๆ ทำได้สบาย ถ้าเทียบให้เห็นภาพ สภาพแวดล้อมรอบๆ ก็ให้ฟีลคล้ายจุฬาฯ ครับ
ด้วยความที่ชิคาโกเป็นเมืองใหญ่ เลยมีกิจกรรมให้ทำเยอะมากครับ ผมชอบไปเดินเล่นริมทะเลสาบ นั่งกินกาแฟ พายเรือ หรืออยากเที่ยวป่าก็ทำได้ ส่วนอาหารก็มีให้เลือกหลากหลาย (เมนูขึ้นชื่อที่ต้องลองก็คือพิซซาชิคาโก)
แต่พอเป็นเมืองติดทะเลสาบ เรื่องอากาศก็ต้องเตรียมใจ เพราะแทบครึ่งปีต้องใส่เสื้อหนาๆ หน้าร้อนจะสบายๆ ประมาณ 25°C แต่มีให้ชื่นใจแค่ 2-3 เดือน หลังจากนั้นอุณหภูมิจะค่อยๆ ลดจากประมาณ 6–7°C ไปจนถึงติดลบ 20°C และหิมะตกบ่อยมาก หนักสุดที่ผมเคยเจอคือตอนเกิดปรากฏการณ์ Polar Vortex ตอนนั้นอุณหภูมิลงไปถึง -50°C เลยครับ
โดยรวมผมปรับตัวได้ไม่ยาก และคิดว่าคนไทยที่เจอเมืองร้อนมาตลอดอาจจะชอบด้วยซ้ำ ส่วนใครเป็นภูมิแพ้ก็ควรเตรียมสุขภาพร่างกายไว้ดีๆ ครับ
Q: ทุน ก.พ. เพียงพอกับค่าครองชีพไหม
สำหรับผมคือสบายๆ เพราะทุนครอบคลุมค่าใช้จ่าย 100% และให้ค่าครองชีพเรตตามเมืองที่เราอยู่ด้วย แล้วโชคดีมากที่หน่วยงานต้นสังกัดอัดฉีดเงินเพิ่มให้อีก 25% ต่อเดือน top-up จากที่ทุนก.พ.ให้ ทำให้สภาพคล่องทางการเงินไม่มีปัญหาเลย
- การแชร์ห้องพัก พอดีไปเจอเพื่อนคนไทยที่นั่นเลยหารค่าห้องกัน
- ทำอาหารเอง 80% เพราะอาหารอเมริกันแพงและไม่ค่อยถูกปากผมเท่าไหร่

Photo by Muzammil Soorma on Unsplash
. . . . . . . .
Next Station ลุยงานโทรคมนาคม
และบทบาทนักศึกษาป.เอก
อัปเดตสเตตัสปัจจุบัน
ตอนนี้ผมทำงานด้านกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในองค์กรอิสระแห่งหนึ่ง พร้อมกับเรียนต่อป.เอกหลักสูตรเสาร์-อาทิตย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีควบคู่ไปด้วย เพราะวุฒิป.เอกมีประโยชน์กับสายงานผมมาก

สรุปบทเรียนจากอเมริกา
ถ้ามองในมุมวิชาการ การได้ไปคลุกคลีกับระบบขนาดใหญ่ทำให้ผมเข้าใจเทคโนโลยีเชิงลึกขึ้น รู้ว่าระบบแต่ละแบบมีข้อดี ข้อจำกัด และเหมาะกับสถานการณ์แบบไหน พอกลับมาทำงานก็สามารถหยิบมาปรับใช้กับหน้างานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ และอีกมุมที่ได้มาเต็มๆ คือการทำงานกับคนหลากหลายสัญชาติ ไม่ว่าจะฝรั่งเศส อินเดีย จีน หรือเกาหลี ฯลฯ ทำให้เราเข้าใจทั้งวิธีคิด วัฒนธรรม และสไตล์การสื่อสารของแต่ละประเทศ ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องได้ไปเจอและทำงานร่วมกันจริงๆ ถึงจะเข้าใจ
ประสบการณ์ตรงนี้ช่วยมากเวลาต้องประชุมหรือทำงานระดับนานาชาติ เรารู้วิธีทำงานตาม Protocol แบบมืออาชีพ เข้าใจว่าการรันวาระประชุม (Agenda) ควรเป็นยังไง ขณะเดียวกันพื้นฐานความเป็นวิศวะก็ทำให้เราคุ้นกับการคิดเป็นระบบ พอเข้าประชุมจึงจับประเด็นได้เร็ว รู้ว่าจังหวะไหนควรลงลึก จังหวะไหนควรผ่าน เพื่อให้การประชุมเดินไปในทิศทางที่ต้องการและตรงประเด็นครับ

. . . . . . . .
The world is waiting,
and you’re warmly invited!
ถ้าเรียนต่อต่างประเทศคือ Destination ที่เล็งไว้ ได้เวลา Fast Track เส้นทางของตัวเองให้ชัดขึ้น! มาเจอกันที่ Dek-D’s Study Abroad Fair 2026 รอบปลายปี งานที่รวมครบทั้งข้อมูล โอกาส และรุ่นพี่ตัวจริงมาให้คุยกันแบบเต็มที่
งานนี้พบ “พี่นิว” และ 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนและศิษย์เก่ามหา’ลัยชั้นนำจากทั่วโลก ครบทั้งสายอเมริกา-ยุโรป-ออสเตรเลีย จากทุนดังอย่าง Fulbright TGS, Chevening, Erasmus+, Australia Awards และทุนรัฐบาลไทย (ก.พ.) รวมถึงสายเอเชีย ที่มีทั้งทุนรัฐบาลและทุนมหา’ลัยจากเกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง อยากถามเรื่องทุน การสมัคร ชีวิตเด็กนอก หรือเอา CV มาให้ช่วยดู เตรียมคำถามมาได้เลย เพราะพี่ๆ จะมานั่งให้คำปรึกษาแบบ 1:1 ฟรี!
นอกจากนี้ยังมี 40+ สถาบันจาก 20+ ประเทศทั่วโลก ให้เดินปรึกษาแพลนเรียนต่อและหาหลักสูตรที่ใช่ พร้อม Alumni Talk, สถาบันภาษาและตัวช่วยเตรียมสอบ รวมถึง IELTS Mock Test แบบคอมพิวเตอร์ให้ลองสอบฟรี 3 สกิลรวดไปเลยค่ะ~
- Save the Date: 3-4 ตุลาคม 69 (09.00-16.30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- No Boarding Pass Needed - Just Free Entry!
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~

0 ความคิดเห็น