'พี่เปา' รีวิววิศวะข้ามสายพิชิตทุน Erasmus+ ปี 2026 เตรียมบินเรียนโท eGovernance 3 ประเทศในยุโรป (โปรแกรม PIONEER)

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าใครจบป.ตรี แล้วอยากหาจุดเปลี่ยนในชีวิต และมีความฝันอยากติดทุนย้ายสายไปเรียนเจาะลึกเฉพาะทางกับผู้คร่ำหวอดในวงการ ขอผายมือไปที่ Erasmus Mundus Joint Masters (EMJM) หลักสูตรป.โทภายใต้โครงการ Erasmus+ ของสหภาพยุโรป (EU) ที่มีมากกว่า 100 โปรแกรมให้เลือกสมัคร ทั้งแบบออกค่าใช้จ่ายเองและขอทุนเต็มจำนวนโดยไม่มีข้อผูกพัน

จุดเด่นคือผู้เรียนจะได้ไปเรียนและทำวิจัยในมหาวิทยาลัยอย่างน้อย 2-3 แห่งในยุโรป เมื่อเรียนจบจะได้รับปริญญาแบบ Joint Degree (1 ใบ ออกโดย ≥2 มหา’ลัย) หรือ Multiple Degree (หลายใบจาก ≥2 มหา’ลัย) ขึ้นอยู่กับแต่ละโปรแกรม เงื่อนไขและโปรแกรมที่สมัครทุนได้ต้องเช็กปีต่อปีเลยค่ะ

สำหรับวันนี้ Dek-D จะพาไปเจาะลึกเส้นทางข้ามสายของ "พี่เปา" อดีตเด็กวิศวะที่ผันตัวมาทำ Tech Startup และล่าสุดเพิ่งคว้าทุน Erasmus+ ไปเรียนต่อโปรแกรม PIONEER (Master of Science in Public Sector Innovation and eGovernance) ซึ่งตามแผนกำลังจะได้ไปเรียนใน 3 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม เยอรมนี และเอสโตเนีย

เส้นทางนี้เริ่มต้นยังไง พาไปไกลถึงไหน และช่วงนี้กำลังเตรียมตัวอะไรบ้าง มาเริ่มกันเลยค่ะ~

. . . . . . . .

Part 1

จุดเปลี่ยนชีวิตและการข้ามสาย
วิศวะ-บริหาร-สตาร์ตอัป

สวัสดีครับ ชื่อ “เปา” นะครับ ผมจบป.ตรี สาขาการจัดการวิศวกรรม (Engineering Management) จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT)  สาขานี้จะไม่เจาะลึกเรื่องใดเรื่องหนึ่งครับ จุดเด่นคือการผสมผสานความรู้ระหว่างวิศวกรรม + เทคโนโลยี + การจัดการ ทำให้เราเห็นภาพรวมในหลายมิติ

  • ฝั่งวิศวะ/เทคโนโลยี: หล่อหลอมให้เราคิดเป็นระบบและมองบนหลักของเหตุและผลก่อนเสมอ
  • ฝั่งการจัดการ: องค์ความรู้เรื่องการวางแผนและการบริหารทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ช่วงที่เรียนเทอมสุดท้ายก่อนจบปี 4 ผมมีโอกาสได้ไปเรียนแลกเปลี่ยน 6 เดือนที่ Technical University of Munich (TUM) ประเทศเยอรมนี ส่วนมากวิชาจะเกี่ยวกับ Startup และการนำเทคโนโลยีเข้ามาแก้ปัญหาธุรกิจและสังคม นั่นคือประกายความคิดแรกที่จุดให้ผมสนใจอยากเบมเข็มจากวิศวะมาทำงานในแวดวง Tech Startup ในบทบาท Product Manager หลังจากที่เรียนจบ

ในมุมมองของผม  Product Manager (PM) คือ “เจ้าของปัญหา” (ไม่ใช่ตัวปัญหานะครับ 555) PM คือคนที่ต้องเข้าใจปัญหาของผู้ใช้งานจริง คอยพูดคุย ตั้งคำถาม และมองให้ขาดว่าปัญหาไหนสำคัญที่สุดที่ต้องรีบแก้ไขเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดกับผู้ใช้งาน และตอบโจทย์วิสัยทัศน์ขององค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ที่สำคัญคือต้องเป็นคนที่มีความรับผิดชอบให้การแก้ปัญหานั้นเกิดขึ้นได้จริงและถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในมุมหนึ่งมันคือ "ศาสตร์" ของการคิดวิเคราะห์ เข้าใจทั้งระบบและเทคโนโลยี แต่ในอีกมุมหนึ่งมันคือ "ศิลป์" ของการเข้าใจคน เข้าใจบริบท และสร้างพื้นที่ให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้ดี

การทำงานเป็น Product Manager ทำให้ผมได้สัมผัสอุตสาหกรรมพื้นฐานทั้งการศึกษา (EdTech), สุขภาพ (HealthTech), และการเงิน (FinTech) จนกระทั่งมีโอกาสได้ร่วมงานกับภาครัฐอยู่บ่อยครั้ง เป็นพาร์ตเนอร์ที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาสังคม นำกฎเกณฑ์และข้อบังคับด้านเทคโนโลยีฝั่งภาครัฐมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ

สะพานข้ามสาย เมื่อสเกลปัญหาใหญ่ระดับประเทศ

พอได้ทำโปรเจกต์ร่วมกับภาครัฐบ่อยเข้า ผมเริ่มอยู่ในจุดที่มองเห็นภาพกว้างขึ้น ปัญหาสังคมหลายอย่างใหญ่เกินกว่าภาคธุรกิจจะรับมือไหวฝ่ายเดียว ถ้าจะขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้ ต้องอาศัยทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมด้วยช่วยกันผลักดัน

โดยส่วนตัว ผมเป็นคนที่ติดตามและสนใจปัญหาบ้านเมืองอยู่แล้ว  ประกอบกับมีทักษะด้านเทคโนโลยีและชอบแก้ปัญหาเป็นทุนเดิม จึงเกิดเป็นไอเดียอยากนำความรู้ข้ามมาลุยฝั่งนวัตกรรมภาครัฐ (Public Sector Innovation) อย่างจริงจัง

แต่การหาหลักสูตรปริญญาโทที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมให้คนที่มาจากสายเทคโนโลยีก้าวข้ามไปสู่สายสังคมนั้น ไม่ง่ายเลย หลักสูตรประเภทนี้มีอยู่น้อยมาก และหลายแห่งมักมีเงื่อนไขว่าต้องจบตรงสายเดิมมาก่อน ใช้เวลาหาอยู่นานพอสมควร จนมาเจอหลักสูตร PIONEER (Erasmus Mundus Master of Science in Public Sector Innovation and eGovernance) ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่หลักสูตรที่เปิดโอกาสให้คนจากสาขาอื่นสามารถสมัครได้ 

. . . . . . . .

Part 2

ส่องโปรไฟล์ & เตรียมตัวยังไงให้ได้ทุน

ทำไมต้อง Erasmus Mundus?

เป็นทุนเต็มจำนวนที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป มีเสน่ห์และข้อดีเยอะมากครับ 

  • Mobility Experience: เราจะได้ไปศึกษาใน 2-4 ประเทศในสหภาพยุโรป การได้ไปใช้ชีวิตในเมืองและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันจะช่วยเปิดมุมมองให้เราเห็นโลกในมุมที่หลากหลาย และเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองได้เยอะมาก
  • Diversity & Global Citizenship: ทุนนี้มีกฎเหล็กว่าจะรับนักเรียนจากประเทศเดียวกันไม่เกิน 10% ต่อรุ่น แปลว่าในแต่ละปีแทบจะเป็นตัวแทนจากประเทศไทยในห้องเรียนเลย เป็นโอกาสที่ดีมากในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเพื่อนร่วมชั้นที่มีความหลากหลายสูง

 

แนะนำให้เข้าไปเช็กที่ Erasmus Mundus Catalogue ว่าโปรแกรมที่เราสนใจยัง active  ไหม (หมายความว่า ปีนั้นยังเปิดรับสมัคร และ มีทุนอยูู่หรือไม่) เพราะปกติจะให้ทุนเป็นช่วงๆ เช่น ปี 2020-2024 เป็นต้น แล้วก็เข้าไปเช็กเว็บของโปรแกรมโดยตรง เช่น โปรแกรม PIONEER ของผมคือเว็บนี้ครับ >>  https://pioneer-master.eu 

Photo by Antoine Schibler on Unsplash.com
Photo by Antoine Schibler on Unsplash.com
เว็บไซต์ Erasmus Mundus

เตรียมตัวแต่ละส่วนยังไงบ้าง?

1. ต้องมีผลสอบภาษาอังกฤษ

ผมเลือกสอบ IELTS (ผลสอบภาษาอังกฤษถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญสำหรับหลายๆโปรแกรมของ Erasmus Mundus ที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็น IELTS/TOEFL ซึ่งเกณฑ์ขั้นต่ำก็จะแตกต่างกัน อย่าง PIONEER ขอคะแนน IELTS ขั้นต่ำที่ 7.0)

 2. จดหมายแรงจูงใจ (Motivation Letter) 

อันนี้ส่วนตัวมองว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของใบสมัคร เพราะเป็นส่วนที่เราจะได้ใส่ความเป็นตัวเองลงไปมากที่สุด โดยมีคำถามหลักๆที่ต้องตอบ ดังนี้:

  • Why you? แสดงความเป็นตัวเองลงไป ให้คณะกรรมการเห็นภาพว่าทำไมถึงต้องเลือกเราเข้าร่วมโปรแกรมนี้ การเรียนรู้และประสบการณ์ของเรามันเชื่อมโยงกับโปรแกรมนี้อย่างไร
  • Why now? ต้องตอบได้ว่าทำไมต้องเป็นตอนนี้ เรื่องนี้สำคัญยังไงกับเราและสังคมที่เราอยู่
  • Human touch อันนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนแต่จำเป็นมากๆ ในมุมมองของผม การอธิบายเรื่องราวผ่านตัวอักษรไม่ได้เหมือนการพูดคุยปกติ เลือกใช้คำที่เหมาะสม กระชับแต่ครบถ้วนในสิ่งที่เราต้องการสื่ออย่างจริงใจ ที่สำคัญคืออย่าปล่อยให้มีข้อสงสัยใดๆ (ความชัดเจนสำคัญมาก ไม่งั้นเหมือนเราทิ้งปลายเปิดไว้ให้คณะกรรมการไปเดาเอาเอง ซึ่งไม่ดี)

3. การทำ Assignment

บางโปรแกรมอาจให้ส่ง Portfolio แต่ของผม PIONEER ให้เราเขียนเกี่ยวกับนวัตกรรมดิจิทัล ความยาว 1 หน้ากระดาษ A4

4. การสัมภาษณ์

แต่ละโปรแกรมก็จะต่างกันอีก ผมว่าการเตรียมตัวที่ทำได้คือ "ฝึกซ้อมเยอะๆ" ถ้าให้ดีคือลองทำ Mock Interview ไปเลยกับเพื่อนหรือคนที่ให้คำแนะนำได้ พยายามตอบให้เห็นภาพ ไม่ต้องละเอียดถึงขั้นว่าจะตอบอะไรในระดับคำต่อคำ ไมงั้นเดี๋ยวจะกลายเป็นการท่องจำ

สิ่งสำคัญของการสัมภาษณ์คือความเป็นธรรมชาติ การเว้นช่วงให้คิดตกตะกอนไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และที่สำคัญที่สุดคือการรู้จังหวะ (Tempo) หลายๆ คนเวลาตื่นเต้นมักจะพูดเร็วเวลาตอบ ไม่เป็นไรเลย ผมก็เป็น มันเป็นเรื่องปกติ แค่พยายามเตือนตัวเองให้หยุดเว้นหายใจบ้าง ไม่ต้องรีบตอบกลับทันที ให้เวลาตัวเองคิดด้วย ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเราและคณะกรรมการจะดูเป็นธรรมชาติขึ้นด้วย

5. เกรด ป.ตรี (CGPA)

บางโปรแกรมก็อ้างอิงถึง/บางโปรแกรมก็ไม่ได้มีเกณฑ์ขั้นต่ำอะไร แต่อยากให้น้องๆที่กำลังเรียนอยู่ทำให้ดีที่สุด เพราะแม้จะไม่ใช่องค์ประกอบที่สำคัญที่สุด แต่ถ้าสูงไว้ย่อมดีกว่าครับ การสมัครทุนสุดท้ายแล้วก็คือการแข่งขัน และการแข่งขันระดับนี้ บางทีวัดกันที่ส่วนต่าง (Margin) เล็กๆ น้อยๆ 

จำได้ว่ากำลังทำงานอยู่แล้วมีอีเมลเข้ามา หัวข้อว่า Interview Outcome ตอนที่อ่านแล้วรู้ว่าถูกเลือกคือกระโดดโลดเต้นจนขาอ่อน เพราะช่วงปีที่ผ่านมาเราเตรียมตัว เตรียมใจ และลงแรงไปเยอะมากครับ!

Q: เรียนต่อเลย หรือ ทำงานก่อนดี? แล้วคนอยากย้ายสายจะรอดไหม?

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เลือกเรียนต่อทันทีหลังจบ ป.ตรี เพราะอยากค้นหาตัวเองผ่านการทำงานดูก่อน พอมองย้อนกลับไปก็คิดว่าตัดสินใจถูก เปรียบเสมือนการอนุญาตให้ตัวเองได้ตกตะกอนและตั้งคำถามว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ความท้าทายแบบไหนที่ทำแล้วรู้สึกว่า "เหนื่อยนะ แต่สนุกดีว่ะ"

 

ส่วนใครที่อยากย้ายสาย ต้องยอมรับความจริงว่าโอกาสของเราอาจน้อยกว่าคนที่จบมาตรงสาย แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีทาง ค่อยๆ หาไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะเจอคอร์สที่คลิกและตอบโจทย์เราเอง

Q: คิดว่าจุดแข็งไหนที่ทำให้ได้ทุน?

น่าจะเพราะเราแสดงออกแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ฝืน ทั้งการเลือกหลักสูตรและการเตรียมตัว  เป็นผลจากการได้ลองผิดลองถูกตอนทำงาน ทำให้รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร พอถึงเวลาตัดสินใจเรียนต่อเลยไม่มีข้อกังขา ผมไม่หว่านสมัครทุน เลือกเฉพาะหลักสูตรที่อยากเรียนจริงๆ แล้วใส่เต็มร้อย กรรมการน่าจะสัมผัสได้ถึงความชัดเจนตรงนี้ครับ

 

. . . . . . .

Part 3

สถานีต่อไป เตรียมออกเดินทาง!
(อยากรู้ว่าตื่นเต้นกับประเทศไหนสุด?)

เจาะดีเทลล์ PIONEER เรียนอะไร ย้ายไปไหนบ้าง

ชื่อเต็มคือ Erasmus Mundus Master of Science in Public Sector Innovation and eGovernance  เนื้อหาจะเน้นผสานความรู้ 2 ด้านเข้าด้วยกันคือ  การบริหารงานภาครัฐ (Public Administration & Management) และ ระบบสารสนเทศและรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (Information Systems & eGovernance)  

ซึ่งใน 4 เทอมจะได้เดินทางไปเรียนดังนี้

  • ปี 1 เทอม 1: พื้นฐานการบริหารงานภาครัฐ ที่ KU Leuven (ประเทศเบลเยียม)
  • ปี 1 เทอม 2: ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีในการบริหาร ที่ University of Münster (ประเทศเยอรมนี)
  • ปี 2 เทอม 3: รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ที่ TalTech (ประเทศเอสโตเนีย)
  • ปี 2 เทอม 4: นักศึกษาเลือกสถานที่ทำวิทยานิพนธ์ (Master Thesis) เอง

ตื่นเต้นกับประเทศไหนที่สุด?

สำหรับผมคือ เอสโตเนีย (Estonia) ครับ เหตุผลแรกคือ เวลาพูดชื่อประเทศนี้กับใคร คำตอบที่ได้รับมักจะเป็น  "ประเทศอะไรนะ ขออีกรอบ?" 5555 

แต่อีกเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เอสโตเนียเป็นประเทศต้นแบบเรื่อง Digital State ที่ล้ำหน้าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทุกอย่างในสังคมถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างสมบูรณ์ และภาครัฐเองก็ผลักดันมาตั้งแต่ยุคอินเทอร์เน็ตบุกเบิกภายใต้โครงการระดับประเทศที่ชื่อว่า e-Estonia การได้ไปเห็นของจริงเลยเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากๆ ครับ

Photo by Gleb Makarov on Unsplash
Photo by Gleb Makarov on Unsplash

. . . . . . .

Part 4 

โลกหมุนไว ทักษะมีวันหมดอายุ
แล้วเราจะเอายังไงต่อ?

การทำงานในวงการ Tech. ทำให้ผมเห็นสัจธรรมข้อหนึ่งว่าโลกเปลี่ยนไปไวมาก ความรู้ที่ใช้งานได้ดีในวันนี้อาจเสื่อมความนิยมลงในเวลาไม่นาน เราจึงต้องพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่ายึดติด ลองปล่อยให้ความขี้สงสัยทำงาน ไม่ต้องเริ่มจากอะไรที่ยากหรือซับซ้อนครับ ลองค่อยๆ สังเกตความสนใจรอบตัว ลองเรียนรู้และปรับมุมมองใหม่ ทุกวันนี้องค์ความรู้เข้าถึงง่ายกว่าเดิม ขอแค่อย่าเพิ่งปิดโอกาสตัวเองก็พอ

ด้วยเหตุผลนี้ เป้าหมายหลังเรียนจบของผมคือการนำองค์ความรู้กลับมาต่อยอดเพื่อพัฒนาประเทศไทยซึ่งเป็นบ้านเกิด สิ่งที่เปลี่ยนไปในอนาคตอาจเป็นเรื่องของโอกาส เวลา หรือสถานที่ แต่ความตั้งใจหลักยังคงเดิม ผมชอบแก้ปัญหาและมีทักษะด้านเทคโนโลยีเป็นทุนเดิม จึงอยากนำสิ่งเหล่านี้มาช่วยปูทางแก้ปัญหาสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ลองมองข้ามจุดสีดำบนกระดาษขาว

หัวใจสำคัญที่สุดของการสมัครเรียนต่อในมุมมองผมคือ "เราต้องรู้จักตัวเอง" ไม่ได้บอกว่าต้องรู้จักถึงแก่นแท้อะไรแบบนั้น แค่รู้จักมากพอ เพื่อที่จะค่อยๆ ตัดสิ่งที่เราไม่ได้สนใจออกไป แล้วทำให้สิ่งที่เราสนใจจริงๆ ประกอบร่างขึ้นมาง่ายขึ้น

และที่สำคัญที่สุดคือต้อง "ให้เวลาและเป็นกำลังใจให้ตัวเองเยอะๆ" คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดียวกับเรานี่ ก็ปล่อยให้เขาพูดไป  ผมเองน่าจะเหมือนกับหลายๆ คนที่ชอบคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่ดีพอ (ถ้าเป็นกระดาษสีขาวเต็มแผ่นที่มีจุดสีดำเล็กๆ อยู่ ผมจะเห็นจุดสีดำก่อน ตาอย่างไว 555)  แต่นั่นแหละครับ สิ่งที่ผมอยากบอกคือพยายามให้เต็มที่ เรียนรู้จากข้อผิดพลาด เชื่อในตัวเองไว้ อย่าบอกว่าตัวเองไม่เก่งบ่อยนัก หันมาเชียร์ตัวเองดีกว่า การบอกตัวเองว่า "เออ เราก็น่าจะทำได้นะ" ย่อมดีกว่าการชิงตัดจบไปก่อนว่า "เราคงทำไม่ได้หรอก"

สู้ๆ ครับ ผมเป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอ! 

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น