สวัสดีค่าชาว Dek-D มีน้องๆ คนไหนมีความฝันอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนไหมคะ? ถ้าน้องคือหนึ่งในนั้น น้องมาถูกบทความแล้ว! ในบทความนี้เราจะมาแชร์ประสบการณ์การสมัครมหาวิทยาลัยในต่างประเทศทุกขั้นตอนแบบไม่มีกั๊ก พร้อมทริคพิชิตทุนเรียนฟรี ฉบับเด็กรร.รัฐบาล ที่ลุยเองล้วนๆ ทุก step แบบไม่มีเอเจนซี < 3
ขอแนะนำตัวคร่าว ๆ เราชื่อมิอุ ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ที่คณะ Social Science (สังคมศาสตร์) ที่ The Chinese University of Hong Kong และเตรียมจะขึ้นปี 2 เข้าเอก Sociology (สังคมวิทยา)ค่ะ :3 ก่อนหน้านี้เราเรียนจบจาก English Program แผนภาษาและสังคมศาสตร์ (เลือกเรียนภาษาจีน) โรงเรียนชลกันยานุกูล จังหวัดชลบุรีค่ะ
. . . . .
ย้อนกลับไปถึง journey dek 68 ของเราเรียกได้ว่าสู้ชีวิตสุด ๆ ก่อนจะเครียดว่าจะสอบติดไหม ต้องเครียดก่อนว่าสมัครได้ไหม เพราะเราไม่รู้จักรุ่นพี่หรือใครคนไหนที่เคยเรียนต่อฮ่องกงเลย + ตั้งโกลว่าต้องได้ทุนเรียนฟรีด้วย
ตอนนั้นเรายื่นไปทั้งหมด 5 มหา’ลัยค่ะ (สาขาวิชาเป็นสังคมวิทยา/สังคมศาสตร์/สังคมสงเคราะห์)
| The Chinese University of Hong Kong (CUHK) | สอบติด - ทุนเรียนฟรี 4 ปีจากมหา’ลัย - ทุน 50,000 HKD จากคณะ |
| The University of Hong Kong (HKU) | เรียกสัมภาษณ์ สละสิทธิ์เพราะได้ offer จาก CUHK |
| City University of Hong Kong (CityU HK) | เรียกสัมภาษณ์ สละสิทธิ์เพราะได้ offer จาก CUHK |
| Hong Kong Baptist University (HKBU) | สอบติด - ทุนเรียนฟรี 4 ปีจากมหา’ลัย - ทุนค่ากินอยู่ 4 ปีจากมหา’ลัย สละสิทธิ์เพราะได้ offer จาก CUHK |
| ม.ธรรมศาสตร์ | เรียกสัมภาษณ์ สละสิทธิ์เพราะได้ offer จาก CUHK |
อาจจะเป็น result ที่ไม่ได้สวยมากเพราะสละสิทธิ์เยอะมาก 555555 แต่ก็อยากบอกว่าถึงแม้เริ่มจาก 0 ด้วยตัวเองก็สามารถสอบติดได้จริง ๆ บทความนี้เราเลยจะพยายามแชร์ทุกอย่างให้แบบครบ ๆ (เพราะสมัยสอบเข้าหาข้อมูลยากมากกกกกก) หวังว่าบทความนี้จะเป็นอีก 1 source ที่ทำให้น้องเห็นภาพชัดมากขึ้นค่า ถ้าพร้อมแล้ว เลื่อนลงไปอ่านกันด้ายเลยย (*´ `*)
Key Highlights
- Roadmap สมัครเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่ต้นจนจบ
- เปิดคะแนน + ผลงานที่ใช้สอบเข้าแบบไม่กั๊ก
- ทริคพิชิตทุนการศึกษา พร้อมตอบคำถามที่พบบ่อย
- ยื่นม.ไทยกับฮ่องกงพร้อมกัน แบ่งเวลายังไง

Chapter 1
รีเสิร์ช รีเสิร์ช รีเสิร์ช
แน่นอนว่าก่อนที่จะเริ่มเตรียมตัว ต้องปักหมุดเป้าหมายของเราว่า ‘อยากเรียนต่อที่ไหนดี’
ถ้าจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเริ่มจากตรงไหนดี ตัวชี้วัดที่น่าสนใจคือการเช็กผลการจัดอันดับมหา’ลัยต่าง ๆ เช่น QS World University Rankings หรือ Times Higher Education World University Rankings (THE) ซึ่งจะทำให้เราได้ไอเดียเบื้องต้นว่ามีที่ไหนเด่น ๆ บ้างเพื่อที่จะไปศึกษาต่อ นอกจากเช็กแรงก์รวมแล้ว ก็ยังมีการจัดอันดับตามสาขาวิชา เช่น QS World University Rankings by Subjects และ Times Higher Education World University Rankings by Subject สำหรับกรณีที่เราอยากดูว่าคณะ/สาขาที่เราอยากเรียนนั้น มียูไหนดังและปังจนน่าไปเรียนบ้าง
- QS World University Rankings 2027
- THE World University Rankings 2026
- QS World University Rankings by Subject 2026
- THE World University Rankings by Subject 2026
ซึ่งถ้าหากน้อง ๆ มีประเทศ/ภูมิภาคในใจแล้ว ก็ลองศึกษาจาก Rankings ได้ว่าที่นั่นมีมหา’ลัยไหนน่าสนใจบ้าง แล้วลองแพลนดูว่าอยากเข้าที่ไหนมากที่สุด รองลงมาที่ไหน
ส่วนตัวเราใช้วิธีที่สองคือการปักหมุดจุดหมายปลายทางก่อน เริ่มจากการตีสโคปกว้าง ๆ ก่อนว่าอยากไปเอเชียเพราะชอบวัฒนธรรม แล้วมาดูอีกทีว่าที่ไหนใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนบ้าง จนมาปักหมุดกับ ‘ฮ่องกง’ ที่ใช้ภาษาอังกฤษ 100% บวกกับเราเรียนภาษาจีนอยู่ที่โรงเรียนด้วย (จีนและฮ่องกงมีภาษาและวัฒนธรรมคล้าย ๆ กัน) เลยรู้สึกว่าฮ่องกงน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะเรียนเป็นอิ้ง แต่ยังมีพื้นที่ให้ explore ภาษาใหม่ ๆ วัฒนธรรมใหม่ ๆ (รู้สึกเมืองน่ารักด้วย 55555555)
และนอกจากชื่อเสียงทางวิชาการแล้ว สิ่งที่เรารู้สึกว่าสำคัญมาก ๆ คือที่นั่นเหมาะกับเราไหม บรรยากาศหรือคาแรกเตอร์คลิกกับเราหรือเปล่า
ตอนนั้นเราทำรีเสิร์ชเยอะมาก ๆ ผ่าน Reddit, Rednote (Xiaohongshu), Quora เพราะเสิร์ฟไทยข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อฮ่องกงน้อยมากกกก รู้สึกว่าไปส่องแอปต่างชาติเยอะ ๆ พอช่วยให้เราจับ Vibes แต่ละที่ได้อยู่นะะะะ (เวลาส่องอาจจะต้องฟังหูไว้หู ข้อมูลอาจจะมี bias, ไม่ถูกต้องหรืออัปเดตทันสมัยเสมอไป)

นอกจากนี้เรายังได้ไป Dek-D’s Study Abroad Fair ที่จะเชิญรุ่นพี่ที่ได้ทุนไปเรียนต่อต่าง
ประเทศมาเล่าแชร์ประสบการณ์บนเวที Alumni Talk และยังมีบูทให้คำปรึกษาฟรีแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ที่ทำให้เราได้คุยกับรุ่นพี่เรียนต่อฮ่องกงตัวเป็น ๆ เป็นครั้งแรก เพราะช่วงนั้นที่เตรียมตัวสอบเข้าอยู่ก็แอบรู้สึกเคว้ง ๆ ว่าที่พยายามอยู่นี่พยายามถูกทิศทางหรือเปล่า การได้ลองเอาลิสต์ผลงานไปให้รุ่นพี่ที่เรียนต่อฮ่องกงช่วยดู ทำให้เราเห็นภาพชัดมากขึ้น + ได้ข้อมูล insider ที่หาไม่ได้จากเว็บไซต์มหา’ลัยด้วย! น้องคนไหนสะดวกเดินทางไป เราเชียร์ให้ไปมาก ๆ ค่า (เหมือนแอบขายของมากกก 5555 แต่ดีจริง ๆ เราประทับใจ Dek-D จากงานนี้จนกลับมาสมัครฝึกงานที่นี่ เลยได้มาเขียนบทความนี้อยู่ค่ะ 5555555)
Note ปกติงาน Dek-D’s Study Abroad Fair จะจัดปีละ 2 ครั้งค่ะ คือช่วงสิ้นเดือนเมษายน (ก่อนเปิดเทอมใหญ่) และช่วงตุลาคม (ต้อนรับปิดเทอมเล็ก) ซึ่งจัดพร้อมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair ช่วยให้ได้ข้อมูลทั้งเรียนต่อในไทยและต่างประเทศในงานเดียวเลยยย // แอบกระซิบว่าปีนี้มีจัดอีกรอบคือ 3-4 ตุลาคม 69 นี้ที่ BITEC บางนา (EH98) เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายยย (อันนี้พี่ ๆ ฝากขายมา 5555)
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dek-d.com/studyabroadfair/
. . . . .
Chapter 2 เตรียมโปรไฟล์ให้พร้อม
พอเราปักหมุดคร่าว ๆ ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมโปรไฟล์การสมัครค่ะ สามารถศึกษาตามเว็บไซต์ของทางมหาวิทยาลัยได้เลยว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง ของฮ่องกงใช้อะไรบ้าง เดี๋ยวเราแปะไว้ข้างล่างน้า
1. เกรดเฉลี่ยสะสม
อย่างแรกเลยคือ เกรดเฉลี่ยสะสม มหาวิทยาลัยในฮ่องกงจะกำหนด GPAX ขั้นต่ำในการยื่นสมัคร โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 3.0 ขึ้นไปค่ะ หากช่วงเวลาที่ยื่นน้อง ๆ ยังกำลังศึกษาอยู่ม.6 ให้ยื่นเป็นใบปพ.1 ที่มีเกรด 5 เทอมไปก่อน จากนั้นค่อยกลับมาอัปเดตเกรด 6 เทอมทีหลังค่า
ที่อยากจะโน้ตไว้คือเกรดเฉลี่ยสำคัญมากกกกสำหรับการเรียนต่อฮ่องกง ไม่ใช่แค่เอาให้ผ่าน แต่เป็นตัวชี้วัดที่เขาจะนำมาพิจารณาเลย อาจจะเพราะเป็นตัวเลขที่สามารถนำมาวัดกันได้และเข้าใจได้ง่ายในระดับสากล บวกกับอาจจะไม่ได้คำนึงถึงว่าในประเทศไทยแต่ละโรงเรียนให้เกรดยากง่ายไม่เหมือนกัน ทำให้เขาให้ความสำคัญมาก ๆ กับเกรด โดยเฉพาะถ้าน้องอยากได้ทุนการศึกษาเราเชียร์ให้รักษาเกรดไว้สวย ๆ ประมาณ 3.8+ หรือเป็นไปได้ 3.9x ถ้าเล็งทุนเรียนฟรี 100% ค่า (เรายื่น 3.99 ไป)
(กรณีน้อง ๆ โรงเรียนอินเตอร์จะเป็นเกณฑ์จากหลักสูตรที่น้อง ๆ เรียน สามารถเช็คลิสต์วุฒิได้ที่ 1. General Requirements น้า: https://admission.cuhk.edu.hk/application/overseas-other-qualifications-non-local-international-team/requirements/ )

2. ผลคะแนนภาษาอังกฤษ
อย่างที่สองที่เราใช้เวลาไปเยอะมาก ๆ คือการทำผลคะแนนภาษาอังกฤษ สามารถเลือกจากลิสต์ได้ว่าจะยื่นเป็นคะแนนอะไร เช่น IELTS, TOEFL (iBT), SAT และอื่น ๆ
ซึ่งเราเลือกเป็น IELTS เหมือนเพื่อนส่วนใหญ่ที่มหา’ลัยเลย ส่วนใหญ่กำหนดขั้นต่ำอยู่ที่ 6.0 - 6.5 ค่ะ สอบไปทั้งหมด 2 รอบ (ซึ่งได้ Overall 7.5 เท่าเดิม 5555555555) ครั้งแรกตอนช่วงพฤษภาคมก่อนขึ้นม.6 และครั้งสุดท้ายช่วงพฤศจิกายนปีเดียวกัน (ก็คือสมัครเสร็จแล้ว แต่สอบไปเพราะถ้าได้คะแนนใหม่ก็ส่งตามไปได้ ขึ้นอยู่กับเขาว่าพิจารณาไหม)
สำหรับเรา IELTS เป็นสิ่งที่อ่านอยู่ตลอดเวลาเลยตั้งแต่ช่วงม.5 มีติวเยอะบ้างน้อยบ้าง เพราะระหว่างนั้นต้องเก็บเกรดและทำกิจกรรมไปด้วย แต่ lock in ใส่สุดช่วง 1-2 เดือนก่อนสอบค่า
CUHK มีคะแนนภาษาอังกฤษอะไรให้เลือกบ้าง? เลื่อนลงไปเช็กได้ที่ 2. Language Requirements:
https://admission.cuhk.edu.hk/application/overseas-other-qualifications-non-local-international-team/requirements/
3. Personal Statement (เรียงความ)
คล้าย ๆ กับ SOP (Statement of Purpose) รอบพอร์ตโฟลิโอของไทยเลยค่ะ เป็นการเขียนเรียงความแนะนำตัวและแสดงความสนใจในการเข้าศึกษา โดยมหาลัยส่วนใหญ่จะกำหนดความยาวอยู่ที่ประมาณ 500-900 คำภาษาอังกฤษค่ะ
หลายคนสงสัยว่าถ้ามหาวิทยาลัยให้สมัครได้หลายสาขา ต้องเขียนแยกสำหรับทุกสาขาหรือเปล่า (เพราะการสมัครเรียนทำแค่ครั้งเดียวแล้วจิ้มเฉย ๆ ว่าอยากสมัครสาขาอะไรบ้าง เช่น CUHK สมัครได้สูงสุด 3 สาขา) ซึ่งอันนี้ไม่มีข้อมูลทางการบอกว่าต้องทำยังไง แต่ส่วนตัวเรายื่นเขียนเฉพาะเจาะจงไปที่สาขาอันดับแรกของเราค่ะ เพราะกลัวว่าถ้าเขียนแบบครอบคลุมทุกอันดับของเราจะทำให้เนื้อหากว้างเกินไป แต่ก็ยังได้ offer จาก สาขาอันดับสองของเราอยู่นะะ อาจจะเพราะสาขาอันดับหนึ่งกับอันกับสองของคล้าย ๆ กัน (Social Science กับ Sociology) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่มีกฎตายตัวว่าต้องทำยังไง เพราะเคยเห็นคนที่ส่ง Personal Statement ไปหลายฉบับ (สาขาละ 1 อัน) ด้วย เลยคิดว่าลองออกแบบตามใจชอบได้เลยค่า ไม่มีผิดไม่มีถูกในส่วนนี้ นอกจากว่าเว็บมหาวิทยาลัยจะเขียนข้อกำหนดเพิ่มมา
สำหรับ CUHK เราเขียนไปประมาณ 1,500 คำ เพราะกำหนดมาแค่ว่า 2 หน้า A4 แต่ไม่ได้กำหนดขนาดฟอนต์หรือจำนวนคำ เลยย่อขนาดเอา 55555 ส่วนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่กำหนดประมาณ 500-900 คำเราเกลาของ CUHK ให้สั้นลงและปรับเข้ากับมหาวิทยาลัยและหลักสูตรที่นั่นนิดหน่อยค่ะ
How to start? Personal Statement มี 2 สไตล์หลัก
1. แบบอเมริกัน (American Style)
- เน้นการเล่าเรื่อง (Storytelling) มากกว่าการเขียนเรียงความแบบวิชาการจ๋า ๆ
- เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ที่น่าสนใจหรือคาดไม่ถึงเพื่อดึงดูดผู้อ่าน
- ให้ความสำคัญกับการเติบโต มุมมอง และตัวตนของผู้สมัคร
- ตอบคำถามว่า “คุณเป็นใคร?”
- ตัวอย่าง
2. แบบอังกฤษ (British Style)
- เหมือน Academic Essay เขียนทางการ มีเหตุมีผล และเป็นลำดับ
- เน้นเหตุผลที่อยากเรียนสาขานั้นและความพร้อมทางวิชาการ
- ใช้ประสบการณ์หรือเรื่องราวส่วนตัวเป็นหลักฐานสนับสนุนความสนใจในสาขา แต่ไม่ใช่จุดเด่นของเรื่อง
- ตอบคำถามว่า “ทำไมคุณถึงเหมาะกับสาขานี้
- ตัวอย่าง
จริง ๆ ไม่ต้องเลือกสไตล์ใดสไตล์หนึ่งก็ได้น้า ลองศึกษาแล้วเอามาปรับเป็นของเราได้! ตอนเราสมัครเราทำเป็น Academic Essay ทางการ ๆ ที่มีความ British Style แต่ยังใส่ storytelling และความรู้สึกที่ตกตะกอนออกมาด้วย จัดโครงสร้างเป็น 3 timeline คือ
- Past เราเป็นใคร เติบโตมาแบบไหน ถึงสนใจในด้านนี้
- Present ตอนนี้ทำอะไรที่สะท้อนความสนใจนั้นบ้าง แล้วได้อะไรจากการทำสิ่งนั้น ๆ
- Future ในอนาคตถ้าได้เรียนจะอยากเอาความรู้ที่ได้ไปทำอะไร
- + ใส่ไปเล็ก ๆ ว่า Why มหา’ลัยนี้ และ Why Hong Kong
อันนี้เป็นเว็บไซต์ที่อาสาสมัครมาแปะ Personal Statement ของตัวเองไว้ สามารถดูได้ตามสาขาวิชา ถ้าน้อง ๆ สมอง blank ไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองเข้าไปอ่านชิลล์ ๆ ได้ค่า
https://universitycompare.com/personal-statement-examples
ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่ามันไม่มีผิดไม่มีถูก แม้แต่บทความนี้ที่เราเขียนเองเรายังอยากให้น้อง ๆ อ่านเป็นแนวทางเฉย ๆ แต่ไม่ต้องทำตาม 100% เพราะ Personal Statement เป็นพื้นที่ ๆ ที่ทำให้เราได้สนทนากับกรรมการนอกเหนือตัวเลขหรือชื่อผลงาน อยากให้ค่อย ๆ ลอง reflect ตัวเอง ให้เวลากับมัน (อย่างน้อยสัก 1 เดือน) แล้วเขียนออกมาที่เป็นตัวตนของน้องจริง ๆ ค้าบ :3

4. Extracurriculars (กิจกรรมและผลงาน)
ต่อมาเป็นเรื่องของ Extracurriculars (กิจกรรมและผลงาน) โดยแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีรูปแบบการลิสต์ผลงานที่แตกต่างกัน CUHK จะเป็นการให้ลิสต์มาสูงสุด 10 รายการ ไม่ต้องทำเล่มพอร์ต ไม่ต้องอธิบาย พิมพ์ชื่อผลงานกับปีเฉย ๆ เลย (แต่ถ้าใครอยากแนบพอร์ตฟอลิโอหรือ CV เพิ่มเติมสามารถทำได้นะะ แค่ไม่ได้บังคับ)
เวลาจะเลือกผลงานใส่ไปเราแนะนำให้โฟกัส 2 อย่างคือ ผลงานที่ prove ว่าเราเก่ง กับ ผลงานที่ prove ว่าเราสนใจในด้านนี้ ซึ่งจาก 2 อย่างนี้ แค่มีอย่างใดอย่างหนึ่งก็น่าใส่แล้วค่ะ อันไหนได้แค่เกียรติบัตรเข้าร่วมแต่สะท้อนความชอบของเราก็ใส่ไปได้! เพราะจะทำให้กรรมการเห็นว่าเรามีแพสชันด้านนี้ ถ้าผลงานไหนมีครบ 2 ด้านก็จะเป็นผลงานที่ prove ว่าเราเก่งในด้านนี้ ซึ่งจะเป็นผลงานกองหน้าที่จะช่วย push เรานั่นเองค่า
ตอนนั้นเราทำเป็นตารางแล้วติ๊กเอาว่าผลงานไหนตรงด้านไหนบ้าง เพื่อดูบาลานซ์และเลือกว่าใส่อันไหน ลองดูเป็นแนวทางได้นะะะ
จากตารางนี้ การแบ่งหน้าที่ผลงานของเรา (สังคมวิทยา/สังคมศาสตร์) จะเป็น
- ตัวกองหน้า TED Talk Speaker, ประธานโครงการพัฒนาสังคมที่ได้รางวัลระดับชาติ, Finalist แข่งนวัตกรรม SDGs เพราะเป็นงานสเกลใหญ่ที่ตรงสาย
- ตัวที่ prove ว่าเราสนใจด้านนี้ เข้าร่วม Social Case Competition, สตาฟอิเวนต์ด้านสังคมต่าง ๆ เพราะสเกลอาจจะไม่ใหญ่แต่ตรงสาย
- ตัวที่ไม่ตรงสายแต่ใส่นิด ๆ เพราะได้รางวัล แข่งละครภาษาจีน แข่ง multiskills
นอกจากนี้หากน้อง ๆ มีประสบการณ์ภายในโรงเรียนก็สามารถใส่ได้เช่นกันค่า เช่น สภานักเรียน หรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมโรงเรียนที่สะท้อนความชอบ อาจจะไม่ได้มีน้ำหนักมากเท่าผลงานที่สเกลใหญ่กว่า แต่สะท้อน community contribution และภาวะความเป็นผู้นำได้นะะ
ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมเตรียมเอกสารรองรับการทำกิจกรรมหรือผลงานแนบไปด้วยนะคะ หากเกียรติบัตรไม่ได้เป็นภาษาอังกฤษหรือจีน อย่าลืมแนบคำแปลไปด้วยน้า

'ยื่นยังไง' สำคัญพอ ๆ กับ 'ยื่นอะไร'
นอกจากตัวผลงานแล้ว สิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ ‘วิธีพรีเซนต์ผลงาน’ เช่น เราเป็นประธานโครงการจิตอาสา แต่เราอธิบายไปว่าเป็นโครงการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะตัวโครงการมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพของเยาวชน การลดขยะ และ SDGs ซึ่งจะทำให้กรรมการเห็นถึงความเชื่อมโยงในสาขาที่สมัครมากกว่า
และอีกอย่าง ผลงานของเราไม่จำเป็นต้องเป็นผลงานที่ชนะใครมาทุกอันก็ได้ จากตารางจะเห็นได้ว่าจริง ๆ เราไม่มีผลงานนานาชาติ สอวน. หรือรางวัลที่ 1 เลย ทำแต่พวกสตาฟกิจกรรม 555555 แต่สิ่งสำคัญคือเราได้อะไรจากประสบการณ์นั้น ๆ และเราสามารถสะท้อนสิ่งนั้นออกไปให้กรรมการเห็นได้หรือเปล่า
กรรมการคือคนฮ่องกง
ต้องโน้ตไว้ว่ากรรมการไม่ใช่คนไทยที่จะ get ผลงานของเราได้ทันที (จริง ๆ ทริกนี้ใช้ได้ทุกที่ทั้งในไทยละต่างประเทศ) และเราไม่ได้ยื่นผลงานเป็นพอร์ตโฟลิโอเหมือนที่ไทยที่เราจะอธิบายตกแต่งได้เยอะ ๆ (ถึงแม้เราแนบเพิ่มเติมไปได้ แต่ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เขาบังคับยื่น) เราเลยแนะนำให้ตั้งชื่อผลงานให้เข้าใจง่าย ไม่ใช่แค่การแปลตรง ๆ
เช่น เราเคยเป็นฝ่ายบุคคลของกิจกรรมจิตอาสาชื่อ ChowYouth ASA 2024 แต่คนภายนอกเห็นปุ๊บก็คงไม่รู้ว่าคืออะไร (ยิ่งคนต่างชาติจะไม่รู้ด้วยว่า ASA คือ อาสา) เราเลย paraphrase ไปว่า Human Resources Department, Underprivileged School Development Project “ChowYouth ASA 2024”
5. Recommendation Letter
ส่วนสุดท้ายคือ Recommendation Letter หรือจดหมายแนะนำ/จดหมายรับรอง ซึ่งความน่าสนใจของระบบการสอบเข้าฮ่องกงคือ เราใส่อีเมลของอาจารย์ที่จะเขียนให้เราไป แล้วระบบจะส่งฟอร์มไปให้อาจารย์โดยตรง เราจะไม่เห็นว่าเขาเขียนอะไรลงบ้าง (เป๊ะมากกกก 5555555)
ด้วยความที่เราไม่ได้สนิทกับครูคนไหนเป็นพิเศษ เราเลยยื่น Recommendation Letter แค่ฉบับเดียว มหา’ลัยเดียว คือ CUHK เพราะเป็นที่ที่เราอยากเข้ามากที่สุด + บังคับยื่นขั้นต่ำ 1 ฉบับ และคุณครูที่ขอไปเป็นคนที่เคยส่งเราไปแข่ง 1 ครั้งถ้วน ไม่เคยเรียนกับเขาด้วยซ้ำ 555555 ส่วนที่อื่น ๆ เป็น optional หมด เราเลยไม่ได้แนบไปค่ะ แต่ก็ติดมาได้ เลยคิดว่าน้ำหนักส่วนนี้ไม่ได้หนักมาก ถ้ามีผู้ใหญ่คนไหนรู้จักผลงานเราแล้วเขียนให้เราได้ก็ดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องเครียดนะะ (แต่อย่าลืมแนบไปถ้ามหาวิทยาลัยบังคับ)
. . . . .
Chapter 3 สมัครเรียน
ถึงขั้นตอนการสมัครจริง ๆ แล้ว เป็นขั้นตอนที่เราจะเอาทุกอย่างที่เราเตรียมมาใน Chapter 2 ให้อยู่ในรูปแบบที่เขากำหนดให้ส่ง รายละเอียดอาจจะเยอะ แต่ค่อย ๆ ทำ ยังไงก็ทำได้แน่นอน สู้!
สำหรับมหาวิทยาลัยในฮ่องกง ไทม์ไลน์การรับสมัครนักศึกษาต่างชาติในแต่ละปี จะแบ่งรอบรับสมัครเป็น 2 รอบ ได้แก่
- Advance Offer Round ประมาณเดือนกันยายน – พฤศจิกายน
- Regular Round ประมาณเดือนมกราคม
รายละเอียดการสมัครใน 2 รอบนี้จะเหมือนกัน ต่างกันแค่ช่วงเวลายื่นค่ะ จะไม่มีวันประกาศผลกำหนดไว้ แต่คณะ/สาขาจะส่งอีเมล Offer มาหากพิจารณาใบสมัครแล้ว ต้องการรับผู้สมัครเข้าศึกษาค่ะ (Advance offer round จะเริ่มส่ง Offer ตั้งแต่หลังเดดไลน์จนถึงช่วงกลางเดือนมกราคม )
TIP สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่อยากได้ทุนการศึกษา เราขอแนะนำให้สมัครในรอบ Advance Offer เลยค่ะ เนื่องจากหลายทุนการศึกษามีโควตาจำกัด ยิ่งสมัครเร็วก็จะมีโอกาสได้รับพิจารณามากกว่าค่ะ :D
เอกสารพร้อมยัง?
ยกตัวอย่าง CUHK
- ประวัติการศึกษา (*อาจจะมีเกณฑ์เพิ่มเติมขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่สมัครเรียน)
- หลักสูตรนานาชาติ เช่น GCE AL / International AL 3AL passes / 2AL + 2AS passes, IB 30 out of 45
- หลักสูตรแกนกลางของไทย วุฒิม.6 (Mathayom Suksa 6) GPAX 3.0 ขึ้นไป - ผลคะแนนภาษาอังกฤษ เช่น IELTS overall 6.0, SAT (Evidence-Based Reading and Writing) 590
- Personal Statement ความยาวไม่เกิน A4 สองหน้า
- Extracurriculars ลิสต์ได้สูงสุด 10 รายการพร้อมเอกสารหลักฐาน
- Recommendations letter จดหมายแนะนำจากคุณครูหรือผู้ที่รู้จักผลงาน ขั้นต่ำ 1 ฉบับ
ศึกษา Requirements CUHK ฉบับได้ที่นี่
TIPS: กฎเหล็ก = อะไรที่ไม่ได้บอกแปลว่าทำยังไงก็ได้ อะไรที่ไม่ได้ห้ามแปลว่าทำได้
เหมือนกับคำถามข้างบนที่ว่า ‘ถ้าสมัครหลายสาขาต้องเขียน Personal Statement ฉบับเดียวหรือสาขาละฉบับ?’ เชื่อว่าระหว่างทางที่น้องกำลังสมัครต้องมีคำถามแบบนี้ผุดขึ้นมาในหัวเสมอเพราะหลาย ๆ อย่างเขาไม่ได้กำหนดรูปแบบหรือกฎเกณฑ์มาชัดเจน ทางที่ดีที่สุดอาจจะเป็นการส่งอีเมลไปถามมหา’ลัย แต่ ณ ช่วงนั้นที่เรายุ่งมาก ๆ + มหา’ลัยไม่ได้ตอบอีเมลเราเสมอไป เราต้องฝึกออกแบบ solution ด้วยตัวเอง ซึ่งอยากจะบอกน้อง ๆ ว่าถ้าเขาไม่ได้บอกมาแบบ Official แปลว่าไม่ใช่ requirements หรือพูดอีกแบบคือเราทำอะไรก็ได้ภายใต้ requirements นั่นเองค่ะ ᕦ( ˘ᴗ˘ )ᕤ
เช่น ตอนเรายื่น CUHK เขาไม่ได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการแปลเกียรติบัตรที่ไม่ใช่ภาษาจีนหรืออังกฤษว่าต้องทำในรูปแบบไหน ต้องยื่นทั้งฉบับจริงและฉบับแปลหรือฉบับแปลอย่างเดียว ต้องให้บริษัทแปลหรือเราแปลเองได้ ตอนนั้นคำถามในหัวเยอะไปหมด สุดท้ายก็แก้ปัญหาด้วยการทำตารางใน Canva ใส่ภาพเกียรติบัตร ใส่คำแปลที่ทำเอง / มาเรียนจริง ๆ แล้วถามเพื่อนที่มอว่าทำยังไงกันบ้าง แต่ละคนทำไม่เหมือนกันเลย 5555555 เลยคิดว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ถ้าไม่ได้ขัดกับ requirements
เมื่อส่ง application และแนบเอกสารทุกอย่างครบแล้ว step ถัดไปคือรอการตอบกลับจากมหาวิทยาลัยได้เลยค่ะ ซึ่งจะต่างจากที่ไทย ที่นี่จะไม่มีการกำหนดวันประกาศผล แต่ละสาขาจะทำการพิจารณาใบสมัครแบบตัวใครตัวมัน และติดต่อกลับมาหากต้องการรับเข้าศึกษา หรืออยากสัมภาษณ์เพื่อทำความรู้จักเราเพิ่มเติม ซึ่งการสัมภาษณ์ไม่ได้มีเสมอไป (case by case เลยย แต่ส่วนใหญ่จะสัมภาษณ์ออนไลน์กัน)
และช่วงเวลาก็ค่อนข้างหลากหลายมากก ของเรายื่นไปช่วงปลายตุลาคม - ต้นพฤศจิกายน ได้รับ offer จาก Social Science พร้อมทุนเรียนฟรีและทุนสนับสนุนค่าครองชีพในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน (ไม่มีสัมภาษณ์) ต่อมาได้ไปสัมภาษณ์ออนไซต์ที่กรุงเทพฯ สำหรับ Sociology ในช่วงเดือนมกราคม (เป็น optional ไม่ได้บังคบให้มาสัมภาษณ์ แต่ประมาณว่าถ้าสะดวกก็มาได้) และได้รับ offer พร้อมทุนเรียนฟรีช่วงเดือนกุมภาพันธ์ค่ะ เรียกได้ว่าคาดเดาไม่ได้เลยย ต้องเช็ก admission portal และอีเมลบ่อย ๆ
. . . . .
ยื่นม.ไทยกับฮ่องกงควบคู่ แบ่งเวลายังไง?
เป็นคำถามที่ได้ตอบบ่อยมากเลยเวลาให้คำปรึกษารุ่นน้องที่รู้จัก เราเลยลองทำเป็นสรุป 3 ข้อ คิดว่านำมาประยุกต์ใช้ได้กับการสอบเข้าทุกที่เลยยย
1. จัดอันดับ priority list ต้องรู้ว่าอะไรสำคัญ
ในการที่เราจะวางแผนบริหารเวลา เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรสำคัญกับเราที่สุด ที่ไหนที่เราอยากจะเข้าที่สุด เอามาจัดอันดับทุกที่ที่เราจะยื่นเลยยย เพื่อที่เราจะได้จัดสรรเวลา ทรัพยากรและทุกอย่างของเราได้อย่างเหมาะสม เปลี่ยนทีหลังไม่เป็นไร แต่แนะนำให้ลองเรียงดูก่อนค่ะ
เริ่มจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยก่อนว่าอยากเข้าที่ไหนมากที่สุด ทั้งในไทยและต่างประเทศ ยกตัวอย่างของเรา
- The Chinese University of Hong Kong
- The University of Hong Kong
- City University of Hong Kong
- Hong Kong Baptist University
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ลองเทียบกันดูไม่ใช่แค่ไทย vs. ประเทศที่อยากไป แต่เป็นรายสถาบันเลยว่า สมมติถ้าเราติดมหาลัยไทยที่เราอยากไปที่สุด กับ มหาลัยที่อยากไปเป็นอันดับ 3 ของประเทศนั้นที่เราอยากไป อันไหนน่าไปสำหรับเรามากกว่ากัน ของเราออกมาเป็นแบบนี้เพราะตอนนั้นยังไงก็อยากไปฮ่องกงสุด ๆ 5555555 (ลองดูหลาย ๆ ปัจจัยไม่ใช่แค่ Ranking เช่น มหา'ลัยมีหลักสูตรที่น่าสนใจ บรรยากาศน่าเรียน แคมปัสน่าไป โลเคชัน เอกลักษณ์ของแต่ละที่)
ต่อมาหลังจากที่เราเรียงมหา’ลัยเสร็จแล้ว เรามาชั่งน้ำหนักต่อว่า มหาลัยที่ชอบ กับ คณะที่ใช่ อะไรสำคัญกับเรามากกว่ากัน แน่นอนว่าแพลน A ของเราคือคณะที่ใช่ในมหา’ลัยที่ชอบ แต่ถ้ารองลงมาล่ะ? นึกภาพระหว่างการที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ในแคมปัสที่ชอบในมหาลัยที่เราใฝ่ฝัน กับ การที่เราได้เรียนรู้ อยู่กับสิ่งที่เรารักหรืออยากเก่งในทุก ๆ วัน อันไหนสปาร์คจอยมากกว่ากัน หรือ ผลักดันโอกาสหลังเรียนจบที่เราใฝ่ฝันมากกว่ากัน จริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องตัดสินเด็ดขาดก็ได้ว่าจะสนแค่มหา’ลัยหรือสนแค่คณะ แต่ลองชั่งดูว่า อันไหนมีผลต่อการตัดสินใจของเรามากกว่า จากนั้นเราค่อย ๆ เรียงลำดับรายสาขา ส่วนตัวเราให้น้ำหนักกับคณะมากกว่ามหา’ลัย เพราะอยากเรียนด้านสังคมมากกก ลิสต์เลยออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ มีถึง Plan I 555555555

2. To Do แต่ละที่ต้องทำอะไรบ้าง สมัครรอบไหน
หลังจากที่เรารู้แล้วว่าเราอยากเข้าที่ไหนบ้าง ต่อมาคือการรีเสิร์ชว่าแต่ละที่มีรอบรับสมัครช่วงไหนบ้าง เพื่อที่เราจะได้วางแผนว่าช่วงไหนควรเน้นอะไร
ยกตัวอย่างกรณีเรา แบ่งเป็น 3 เลนหลัก ๆ
1. มหาวิทยาลัยฮ่องกง
- สิ่งที่ต้องพร้อม: IELTS ผลงาน/กิจกรรม เกรดเฉลี่ย Personal Statement
- ช่วงเวลา: ตุลาคม - พฤศจิกายน (เลือกสมัครรอบเร็วทั้งหมดเพราะอยากเพิ่มโอกาสได้ทุนให้ได้มากที่สุด) โดยยื่นอันที่อยากเข้าก่อน แล้วม.อื่นตามไป (CUHK > HKU > CityU > HKBU)
2. TCAS รอบ 1 มหาวิทยาลัยไทย
- เราวางแผนยื่นรอบ 1 ของม.ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และศรีนครินทรวิโรฒ
- สิ่งที่ต้องพร้อม: พอร์ตโฟลิโอ ผลงาน/กิจกรรม เกรดเฉลี่ย
- ช่วงเวลา: เริ่มช่วงพฤศจิกายน
3. TCAS รอบ 3 มหาวิทยาลัยไทย
- เตรียมรอบ 3 ไปด้วยเพราะในไทยเราอยากเข้าสังคมวิทยา จุฬาฯ (คณะรัฐศาสตร์) มากที่สุดแต่ไม่เปิดรอบ 1
- สิ่งที่ต้องพร้อม: TGAT และ A-Level
- ช่วงเวลา: TGAT ช่วงธันวาคม และ A-Level ช่วงมีนาคม
TIPS เวลาอ่านเว็บไซต์สอบเข้ามหาวิทยาลัยฮ่องกง
- เราคือ International Qualifications / Other Qualifications / Non-Local Applicants / Non-JUPAS / Overseas (JUPAS คือระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยของฮ่องกง)
- วุฒิม.6 ส่วนใหญ่จะเขียนไว้ว่า Mathayom Suksa 6 / Maw 6
- Transcript คือปพ. 1 Graduation Diploma คือปพ. 2 (กรณีวุฒิม.6)
- ส่วนใหญ่ process การสมัครจะเป็น สร้างแอคเคานท์บนเว็บ Admission ของทางมหา'ลัย กรอกข้อมูลทุกอย่างและแนบไฟล์ กด apply (ถือว่าใบสมัครถึงมือเขาแล้ว) แนบไฟล์เพิ่มเติมตามหลัง (ถ้ามี/อาจจะมีเดดไลน์สำหรับการตามแนบด้วย เช่น สอบ IELTS มาอีกรอบ) Admission Status จะถูกอัปเดตบนเว็บนั้น ๆ + ติดต่อมาทางอีเมล
- หลังสอบติดอาจจะมีการให้ prove เอกสารเพิ่มเติม เช่น ส่งปพ.ไปทางไปรษณีย์ ส่งคะแนน IELTS (ต้องให้ศูนย์สอบส่งให้) (แต่อันนี้ไว้ค่อยคิดหลังสอบติดก็ได้นะ เดี๋ยวเขาก็บอกทุกอย่างเองงง)
พอรู้ Important Dates ของทุกที่แล้ว เอามาเรียงเป็นไทม์ไลน์่ว่าเดือนไหนมีอิเวนต์สำคัญอะไรบ้าง จะทำให้เราเห็นเป็นภาพรวม รวมถึงวางแผนการเตรียมตัวสำหรับแต่ละอิเวนต์ได้ว่า เดือนไหนเน้นอะไร ตอนไหนอะไรต้องพร้อม เช่น ทำตารางแล้วจะเห็นว่า IELTS ต้องพร้อมเลทสุดพฤศจิกายน = งั้นตุลาคมเอาไว้ยัดโค้งสุดท้าย = ถ้างั้นทำกิจกรรมเก็บผลงานถึงแค่กันยายนแล้วกัน

นอกจากนี้การทำแพลนเนอร์จะทำให้มองเห็นช่วงที่เราต้องทำหลายอย่างพร้อมกันอีกด้วย เช่น ถ้าตารางของเราจะเห็นได้ว่าเดือนพฤศจิกายนต้องยื่นทั้งมหาวิทยาลัยในฮ่องกงและรอบ 1 มหาวิทยาลัยไทยเลย
TIP ของเราคือ ไม่ต้องทำได้ 100% กับทุกอย่าง เพราะเวลาและ capacity ของเรามีจำกัด แต่แค่ถึงเวลาต้องเลือกให้ถูกกว่าอันไหนสำคัญกับเรามากกว่ากัน ส่วนตัวเราเทเวลาไปให้ IELTS และการสมัครมหาวิทยาลัยในฮ่องกงเยอะมาก ๆ ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับฮ่องกงก่อน แล้วค่อยหาเวลามาทำฝั่งไทย โดยมีการเอาของฝั่งฮ่องกงมาใช้ประโยชน์ เช่น เขียน Personal Statement สำหรับม.ฮ่องกงก่อน เวลาเขียน SOP แนบพอร์ตโฟลิโอม.ไทยก็เอามาแปล + ปรับเอา ไม่ได้ทำจาก 0 ทั้งสอง (ไม่น่าไหว 555555555) เลยอยากบอกน้อง ๆ ว่าช่วงไหน to do เยอะมาก ๆ ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ทำทุกอย่างไม่ได้เต็มที่ เพราะเป็นเรื่องปกติม้ากกก แค่ต้องกระจายน้ำหนัก 100% ของเราให้ถูกสัดส่วน (ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราเชียร์ให้ทำลิสต์เรียงลำดับความสำคัญในข้อ 1 ด้วยค่า)

3. วินัยสำคัญมาก ทำให้ได้ถ้าอยากได้จริง
การสอบเข้ามหา’ลัยเหมือนเป็นการวิ่งมาราธอนระยะยาวเลย เราต้องมีแพชชันอย่างสม่ำเสมอ ขยันเสมอต้นเสมอปลาย ต้องรู้ตัวตลอดเวลาว่าตอนนี้ต้องทำอะไร ยิ่งถ้าเราไม่ได้มีเพื่อนสมัครด้วย หรือเอเจนซี ครูแนะแนว คอนเน็กชันรุ่นพี่ จะมีแค่เราเท่านั้นที่ทำให้เราสอบติดได้ You’re on your own สุด ๆ แต่เราทำให้มันง่ายขึ้นด้วยการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือต่าง ๆ ได้นะ! (บางทีทุกอย่างก็เยอะมากเกินกว่าจะยัดจำไว้ในสมองจริง ๆ )
แอปจดโน้ต
สอบเข้าต้องจัดการข้อมูลเยอะมากกกกก เลยแนะนำให้มี 1 ที่ที่รวมข้อมูลทุกอย่างไว้ เหมือนเป็น external brain สับสนอะไร อยากรู้อะไรก็เปิดดูอันนั้น เราใช้เป็นแอป Notion เพราะรู้สึกว่าใช้ง่าย ค่อนข้างทำได้หลายอย่าง แนบลิงก์/ไฟล์ได้ ตารางก็ได้ แชร์ลิงก์ไปให้คนอื่นดูได้แบบ real time สีน่ารักด้วย 55555




แอปปฏิทิน
อีกอย่างที่ basic แต่ได้ผลจริง ๆ คือแอปปฏิทินค่ะ เราแนะนำให้ทุกคนใช้เวลากับเกณฑ์การรับสมัครของแต่ละที่ที่จะยื่น แล้วนั่งเพิ่มลงปฏิทินว่าที่ไหน เปิด-ปิดรับสมัครช่วงไหน รวมถึงการสอบและอิเวนต์ต่าง ๆ เพราะช่วงสอบเข้ามันวุ่นวายไปหมด บางทีก็ลืมจริง ๆ การใช้เวลาสักนิดเพื่อจดทุกอย่างลงปฏิทินจะทำให้ทุกอย่าง keep in track ได้ค่า
ส่วนตัวเราใช้แอป Minical เพราะรู้สึกสีมันน่ารักดี (อีกแล้ว) 555555 แต่ใช้ได้ทุกอันเลย เลือกใช้ตามสไตล์เราได้เลยค่า

พูดถึงการจัดการ schedule อีกแอปที่ฮิตมาก ๆ ช่วงที่เราเป็น dek68 คงเป็นแอป Countdown ที่ถ้าเราใส่วันเวลาสำคัญไว้จะขึ้นให้ว่าเหลือเวลาเท่าไหร่ เอาไปตั้งเป็น widget บนหน้าจอโฮมได้ หน้าที่มันอาจจะซ้ำกับแอปปฏิทิน แต่ลองใช้อันนี้ใส่ big day (ส่วนแอปปฏิทินเล็กน้อยใส่ทุกอย่าง) เพื่อเพิ่มความซีเรียสได้ค่ะ 5555555555

และนอกจากการเอาแอปต่าง ๆ มาช่วย Track การสมัครสอบแล้ว ยังมีหลายแอปที่มีประโยชน์โดยตรงกับการติวสอบของเราเลย
- Goodnotes แอปจดสรุปยอดฮิตตลอดกาล เราชอบใช้จดสรุป ใช้กับอะไรที่อยากใช้มือเขียนมากกว่าการพิมพ์ (e.g. ระดมสมอง) รวมถึงฟีเจอร์แฟลชการ์ดที่เริ่ดมากกกกกกก แค่ import ศัพท์เข้าไปแล้วมันจะคอยเอามาให้ทายเป็นระยะ ๆ ตามเส้นโค้งการลืม

- YPT ดังมาก ๆ และดี ใช้บันทึกชั่วโมงการเรียน สร้างกลุ่มกับเพื่อนได้ด้วย จะดูได้ว่าแต่ละคนในกลุ่มอ่านไปแล้วกี่ชั่วโมง เราใช้แอปนี้เพื่อบันทึกชั่วโมงการอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับสอบเข้าเท่านั้น (ไม่รวมคาบเรียนที่โรงเรียน อ่านหนังสือสอบโรงเรียน หรือการเตรียมสมัครมหา’ลัย เช่น เขียนเรียงความ) อาจจะต้องระวังไม่ให้โฟกัส Quantity มากกว่า Quality นอกนั้นเป็นกระตุ้นที่ดีเลยค่า อยากอ่านสม่ำเสมอมากขึ้นน
- สำหรับ TGAT เราใช้หนังสืออาจารย์ขลุ่ย (เล่มน้ำเงิน + เล่มขาว) อย่างเดียวเลย ชอบที่เลือกติวในปริมาณและช่วงเวลาที่ชอบได้ อันไหนที่ไม่เข้าใจเข้าไปดูเพลย์ลิสต์อาจารย์ขลุ่ยบน YouTube เข้าใจง่ายมากกกกกก เป็นบุญประเสิรฐมากจริง ๆ ค่า
- สำหรับ IELTS เราเน้นติวเองเหมือนกัน จะใช้เล่มม่วงแคมบริดจ์ (Cambridge IELTS Academic Student’s With Answers: Authentic Practice Tests) เป็นหลักเพราะเหมือนจริงมาก รวมถึงใช้ประโยชน์เว็บไซต์ต่าง ๆ ส่วนตัวเราชอบ IELTS Liz กับ IELTS Advantage
นอกจากนี้เรายังให้ AI ช่วยตรวจ Writing ของเราด้วย อาจจะไม่ได้เชื่อถือได้ 100% แต่เป็นแนวทางได้ค่า
- AI Checking Tool ตามเว็บต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะตรวจให้ฟรีวันละ 1-3 Essays: Engnovate , IELTS-GPT , Deep IELTS
- AI Chat bot ต่าง ๆ เช่น ChatGPT
You are an experienced IELTS Writing examiner. Please assess the following IELTS Writing Task 2 essay using the official IELTS Writing Band Descriptors. Evaluate the essay according to all four official criteria:
- Task Response
- Coherence and Cohesion
- Lexical Resource
- Grammatical Range and Accuracy
For each criterion:
- Give an estimated band score (0–9)
- Explain clearly why you would give this score
- Identify specific strengths and weaknesses from the essay
- Quote or refer to specific parts of my essay when relevant
- Explain what I would need to improve to reach the next band
Then provide:
- Overall Estimated Band
- Give an estimated overall band score based on the four criteria. Be realistic and do not inflate the score.
Examiner Feedback
Give me the 3–5 most important things I should improve to increase my score.
Language Corrections
Identify important grammar, vocabulary, collocation, and phrasing mistakes. For each one, show:
- Original
- Correction
- Brief explanation
Do not rewrite the entire essay unless I ask you to.
Higher-Band Suggestions
Give a few examples of how I could improve my existing sentences to sound more natural, precise, and appropriate for IELTS. Keep my original ideas and writing style rather than replacing them with overly sophisticated or unnatural language. Please judge the essay according to IELTS standards, not simply whether you personally like the writing. Do not give extra credit for vocabulary that sounds sophisticated but is used inaccurately or unnaturally.
Essay question:
[แปะโจทย์]
My essay:
[แปะ Essay]
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเองจริง ๆ ค่ะ ร้อยพันแปดแอปสุดท้ายก็เป็นเราเองที่ต้องมีแพสชันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย มีภาพรวมที่ชัดเจนและคอยรู้ตัวว่าตอนนี้ควรทำอะไร ระหว่างทางอาจจะมีบางครั้งที่หมดไฟบ้าง เพราะสู้ไปนาน ๆ โดยที่ไม่มั่นใจว่าจะได้ไหม นึกภาพความสำเร็จไม่ค่อยออก (เพราะต่อตปท.ข้อมูลน้อยด้วย TT) ก็เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกเหนื่อย แต่อยากให้จำความรู้สึกแรกที่อยากไปเรียนที่นั่นไว้ คอยหาอะไรเติมกำลังใจระหว่างทาง แล้วค่อย ๆ สู้ค่ะ ( ˶˙º̬˙˶ )୨゛
. . . . .
เป็นยังไงบ้างคะ หวังว่าบทความนี้จะช่วยน้อง ๆ ที่กำลังฝันอยากเรียนต่อต่างประเทศได้ไม่มากก็น้อย สำหรับเราแล้วถึงแม้ช่วงเวลานั้นวุ่นวายและว้าวุ่นสุด ๆ เครียดทุกวัน แต่มองย้อนกลับไปแล้วก็ดีใจมากที่ตัวเองตัดสินใจลองดู เพราะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเติบโตขึ้นเยอะมาก ๆ และที่สำคัญตอนนี้ที่ได้มาเรียนจริง ๆ แล้วมีความสุขมาก ๆ คุ้มจริง ๆ บอกเลยว่าต้องลองเลยค่า (*´`*)
ขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคน เวลาเห็นข้อมูลเยอะมากอาจจะมีความรู้สึกกดดัน overwhelming บ้าง แต่ถ้าเราค่อย ๆ ทำไปทีละอัน ให้เวลากับมัน ทำได้แน่นอน! ขอให้ติดมหา’ลัยที่ใช่ คณะที่ชอบ ดั่งที่ตั้งใจไว้เลยยย สู้ ๆ น้า < 333


บทความที่เกี่ยวข้อง
. . . . . . . .
Dek-D's Study Abroad Fair 2026
“Fast Track to Your Future”
เข้าฟรี! 3 – 4 ตุลาคมนี้ ที่ BITEC บางนา
เจอกันตุลาคมนี้! งานแฟร์เรียนต่อต่างประเทศครั้งใหญ่จาก Dek-D ที่มาได้ถูกจังหวะสุด ๆ เพราะจัดขึ้นในช่วงสำคัญของการวางแผนเรียนต่อ ไม่ว่าจะกำลังเตรียมยื่นสมัครในรอบใหญ่ช่วงปลายปี หรืออยากเริ่มต้นวางแผนล่วงหน้าสำหรับปี 2027 ที่นี่คือจุดสตาร์ตที่ใช่!
ตอบโจทย์ทั้งคนที่เพิ่งเริ่มหาข้อมูล กำลังเตรียมสอบภาษา วางแผนเลือกหลักสูตร/ประเทศ หรืออยากปรึกษารุ่นพี่และผู้เชี่ยวชาญ มางานนี้มีครบทุกตัวช่วย พร้อมพาทุกคน Fast Track สู่เป้าหมายการเรียนต่อในฝันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น // เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย!
[ The Gate to Your Future Is Open. ]
- The Global Gate: ยกทัพกว่า 40+ บูท จากสถาบัน เอเจนซี และมหาวิทยาลัย ครอบคลุมกว่า 20+ ประเทศยอดนิยม ทั้งยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย อเมริกา และอีกมากมาย
- The Alumni Gate: ปรึกษาฟรี! กับ ทีมรุ่นพี่นักเรียนทุนมหาวิทยาลัยชั้นนำในหลายประเทศ
- The Community Gate: โซนใหม่! บูทรวมสมาคมนักเรียนไทยในต่างประเทศ โอกาสพูดคุย รับคำแนะนำ พร้อมให้คำปรึกษากับน้อง ๆ และผู้ปกครองที่สนใจเรียนต่อ แต่ยังไม่รู้ต้องเริ่มยังไง
- The Starter Gate: แจกฟรี! Planner 101 วางแผนเรียนต่อนอกฉบับมือใหม่ อัปเดตข้อมูลใหม่ เตรียมพร้อมปี 2027
- The IELTS Gate: ห้ามพลาด! IELTS Mock Test ทดลองสอบฟรี 3 พาร์ตในรอบเดียว (Reading, Writing และ Listening) โดย British Council IELTS (Walk-in ได้เลย)
- The Story Gate: พบกับ Alumni Talk: #ทอล์กเด็กนอก จากนักเรียนทุนและศิษย์เก่าจหลายประเทศ & แชร์ประสบการณ์เรียนต่อและการใช้ชีวิตจริงในต่างแดน ข้อมูลเน้น ๆ จัดเต็มกว่า 20+ หัวข้อสุด Exclusive ที่งานนี้งานเดียว!
- The Language Gate: โปรแกรมทดสอบความรู้ 10 ภาษาต่างประเทศ พร้อมรับ Feedback ไปพัฒนาต่อ
- The Top U Gate: เปิดอันดับมหาวิทยาลัยโลกกว่า 50+ สาขายอดฮิต อัปเดตล่าสุดปี 2026 ที่งานนี้
Your flight is ready for departure.
- พบกัน 3–4 ตุลาคม 2026│เวลา 9.00 – 17.00 น.
- ไบเทค บางนา (ฮอลล์ EH 98)
- เข้าฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย มาได้ทุกวัย
- เดินทางด้วยรถส่วนตัว หรือ BTS บางนา ทางออก 1 (ลงสถานีแล้วเจอเลย)
0 ความคิดเห็น