ย้ายเซิร์ฟไปเติบโต! รีวิวฉบับ ‘พี่นุ่มนิ่ม’ เด็กทุนรัฐบาลจีน CSC ลุยป.ตรีจีนธุรกิจ ม.หนานจิง (C9 League)

จากวันที่ยังเคว้งคว้างหลังจบ ม.6 จนต้องพักยกไปหนึ่งปี ใครจะคิดล่ะคะว่าก้าวต่อไปของ “พี่นุ่มนิ่ม” คือการคว้าทุนเต็มจำนวน CSC บินตรงสู่คณะจีนธุรกิจ ที่ Nanjing University (南京大学) หรือ “หนานต้า” หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำกลุ่ม C9 League และก้าวสับๆ สู่สถานะบัณฑิตหนานต้าแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อย

ไม่ว่าจะเป็นพายุความโดดเดี่ยว กำแพงภาษา และความสัมพันธ์ที่พังไม่เป็นท่า บททดสอบทั้งหมดนี้กลับดึงเอาพลังแฝงที่เปลี่ยนให้เด็กขี้อายคนเดิมที่เกือบล้ม ปาดน้ำตาลุกขึ้นสู้ทั้งเรื่องเรียน กิจกรรม และอัปสกิลภาษาจีนจนดีเบตได้แบบฉะฉาน สนุกไปกับบรรยากาศห้องเรียนที่รวมรวมพลคนจุดเดือดต่ำเอาไว้

ชีวิตสู้เธอ แล้วเธอสู้กลับยังไง แล้วมายด์เซ็ตกับการเอาตัวรอดแบบไหนพาเธอเรียนจบแบบเริ่ดๆ วันนี้ Dek-D ขอเปิดสตอรี่ส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆ ถึงทุกคน พร้อมแล้วไปเริ่ม Chapter 1 กัน!

โอกาสปรึกษาฟรีกับ 20+ รุ่นพี่ทุนดีกรีสุดปัง
พบกัน 3-4 ต.ค. 69 ที่ไบเทคบางนา

เตรียมคำถามแล้วมา Fast Track หาคำตอบแบบ 1:1 กับ “พี่นุ่มนิ่ม” ตัวจริงได้ที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair 2026 ที่ BITEC บางนา (EH98) ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น


*พบกับพี่นุ่มนิ่ม วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 (09.00-17.00 น.)

เช็กตารางรุ่นพี่และไฮไลต์ทั้งหมด

. . . . . . . .

Chapter 1

จุดสตาร์ตคว้าทุน CSC
ลุยจริงจังสู่หนานจิง

สวัสดีค่ะ “นุ่มนิ่ม” นะคะ ตอนนี้เพิ่งเรียนจบคณะจีนธุรกิจ ม.หนานจิง เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมาค่า

สมัยประถมเราอยู่โรงเรียนจีนในไทย พอมัธยมก็เรียนวิทย์-คณิตค่ะ ตอนนั้นทั้งภาษาจีนและอังกฤษยังไม่ดี แต่ที่อยากเรียนต่อต่างประเทศเพราะไม่เจอหลักสูตรป.ตรีในไทยที่อยากเรียน และเป็นช่วงโควิด-19 ที่มหา’ลัยต้องปรับรูปแบบมาเรียนออนไลน์ เลยขอพักก่อน ให้เวลาตัวเอง gap year ปีนึง แล้วนั่งหาข้อมูลว่ามีทุนกับหลักสูตรไหนในต่างประเทศที่น่าสนใจบ้าง

จริงๆ ช่วงนั้นกระแสเรียนต่อจีนยังไม่บูม ยังไม่ค่อยมีคนไทยไปเรียนต่อ แต่มีกรุ๊ปเด็กรัฐบาลจีน CSC ที่รุ่นพี่มาแชร์กันเยอะๆ เราเลยตามอ่านข้อมูล + เช็ก Rankings แล้วมารู้จักชื่อ C9 League ที่เป็นมหา’ลัยชั้นของจีน ซึ่ง Nanjing University (หนานต้า) เป็นหนึ่งใน C9 League และยังอยู่กลุ่ม Project 985 (985工程) ด้วยค่ะ

แล้วก็มาเจอช่อง YouTube ของ “พี่แสงเทียน” (SangtienCdk) รุ่นพี่คนไทยในหนานต้า เค้าลงคลิปรีวิวบรรยากาศ หอพัก ทางเดินต่างๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าถ้าเรียนที่นี่ไม่ลำบากแน่ๆ ถึงเหนื่อยเรื่องเรียนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับตัว

เลือกสาขาและสมัครทุนยังไง?

คร่าวๆ คือเข้าเว็บทุนรัฐบาลจีน CSC ไปกรอกข้อมูลและยื่นเอกสารด้วยตัวเอง + เลือกมหา’ลัยที่เข้าร่วมโครงการได้ 3 อันดับ

เราเลือกหนานต้าไว้อันดับ 1 ค่ะ ถ้าเป็นทุน CSC มหา’ลัยเราจะยื่นได้แค่สาขาจีนธุรกิจเท่านั้น (ปัจจุบันก็เช่นกัน) เราก็โอเคเรียนได้หมด ขอให้ได้ไปก่อน 555 และถ้าจำไม่ผิดคือไม่ต้องสมัครกับทางมหาวิทยาลัยแยกอีกรอบ

เขียน SOP ยังไงดี?

Statement of Purpose (SOP) คือตัวตัดสินสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ว่า เราเป็นใคร เคยทำอะไร และมีเป้าหมายอะไร

  • พื้นฐานเราไม่ใช่เด็กกิจกรรมเลย ขี้อายและอินโทรเวิร์ต 100% แต่ตอนนั้นไปเจอทริคเขียน SOP ของคุณทิม-พิธา เลยหยิมาช่วยจัดระเบียบความคิดค่ะ 555
  • ตอนนั้นเรายื่นโปรแกรมภาษาจีน ก็เลยคิดว่าเขียนภาษาจีนไปเลยจะดูพร้อมกว่า (เช็กข้อกำหนดของแต่ละหลักสูตรดีๆ)
  • ส่วนจะต้องเขียนแพรวพราวขนาดไหน ส่วนตัวมองว่าสไตล์ที่แต่ละมหา’ลัยชอบนั้นไม่เหมือนกัน อย่างส่วนใหญ่ในจีน หรือสาขาที่เน้นวิชาการ มักจะคาดหวังความเป๊ะแบบดั้งเดิม มีโครงสร้าง 1-2-3-4 ชัดเจน ในขณะที่บางหลักสูตรอาจจะเหมาะกับการเปิดด้วยประโยคฮุคให้คนอ่านรู้สึก “เฮ้ย!” แล้วใส่ความครีเอทีฟและความเป็นตัวเองลงไปเยอะๆ ค่ะ


. . . . . . . .

Chapter 2

ปรับตัวอย่างไร
หลังแลนดิ้งสู่เซิร์ฟเวอร์ Speed 2x

วันที่แลนดิ้งปุ๊บ ไม่ได้มีโมเมนต์น้ำตาคลอหรือตื่นเต้นอะไรเป็นพิเศษ เพราะตอนนั้นต้องใส่ชุด PPE กักตัวขึ้นเครื่อง รู้ตัวอีกทีก็มายืนงงๆ อยู่ที่จีนแล้ว!

ช่วงแรกๆ การใช้ชีวิตในมหา’ลัยคือเซฟโซนที่สุด เพราะเพื่อนๆ ใช้ภาษาจีนกลางมาตรฐาน แต่พอไปเดินตลาดข้างนอกเท่านั้นแหละ คนพูดเร็วมากแถมคนหนานจิงมีสำเนียงถิ่นเฉพาะตัว ในหัวเรายังไม่มีคลังศัพท์และบริบทมากพอจะเดาความหมายได้ จนต้องให้เขาช่วยพูดทวนซ้ำบ่อยๆ และอาศัยเกาะกลุ่มไปไหนมาไหนกับแก๊งเพื่อนคนไทย 4-5 คน พยุงๆ กันไปก่อน

ระหว่างที่ชีวิตยังไม่ลงตัว ก็ดันมีเรื่องความสัมพันธ์ที่เข้ามาทำให้เป๋ ตอนนั้นกำแพงภาษาเป็นอุปสรรคใหญ่ หลายครั้งอยากอธิบายอะไรก็พูดไม่ได้เพราะสกิลยังไม่ถึง บางประโยคอีกฝ่ายพิมพ์มายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแปลว่าอะไร

พออยู่จุดที่เฮิร์ทและอยากมูฟออน เราเริ่มพยายามออกไปใช้ชีวิตคนเดียว เอาหนังสือมาถมตัวเอง และพุ่งตัวเข้าชมรมต่างๆ ซึ่งโชคดีที่มหา’ลัยมีหลายแนวพร้อมให้เราเข้าไปบวกได้ แถมยังจริงจังมากๆ ด้วยนะคะ

สุดท้ายผลจากการเอาตัวเองไปคลุกคลีกับกิจกรรมและหนังสือ สกิลภาษาจีนเราก็ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด พอเข้าปี 2 ปีกกล้าขาแข็งลุยเดี่ยวได้ทุกที่ และพบว่าที่ผ่านมา เอนเนอร์จี้ตัวเองจุดไม่ติดในสภาพแวดล้อมที่ไทย พอมาอยู่จีน กลับได้ดึงพลังงานในตัวออกมา และทำให้เราใช้ชีวิตได้แฮปปี้ขึ้นแบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยค่ะ!

 

. . . . . . . .

Chapter 3

อินไซด์คลาสจีนธุรกิจ 
เมื่ออยู่ในรุ่น “จุดเดือดต่ำ”

โน้ตไว้นิดนึงนะคะ: รายวิชาเรียนต่างๆ ที่เล่าให้ฟัง เป็นแค่ตัวอย่าง และอาจจะมีการปรับเปลี่ยนหรือแตกต่างกันไปในแต่ละปีการศึกษา ขึ้นอยู่กับโครงสร้างหลักสูตรและอาจารย์ผู้สอน แนะนำให้เช็กอัปเดตข้อมูลที่หน้าเว็บไซต์ของมหา’ลัยนะ

เล่าภาพรวมคร่าวๆ ก่อน

ด้วยความที่สาขารุ่นเรามีแต่เด็กต่างชาติ ก็เลยจะมีมุมชิลๆ หัวเราะเฮฮากันตามปกติ แต่พอข้ามไปลงวิชาของคณะอื่นก็อาจเจอเพื่อนนักศึกษาชาวจีนร่วมคลาสด้วย ซึ่งในห้องเขาก็เล่นเหมือนกันแหละ แต่พอใกล้สอบปุ๊บ คนจีนจะเข้าโหมดทบทวนหนังสือกันหนักมากกก เคยเห็นเพื่อนเป็นตากุ้งยิง ตาบวมปูด ก็หยุดเขาไม่ได้ หยอดน้ำตาเทียมแล้วเดินหน้าอ่านต่อ หนังสือเล่มนึงเขาอ่านวนกัน 4-5 รอบ การตัดเกรดที่นี่การได้คะแนน 90 ขึ้นไปเต็ม 100 คือเรื่องปกติเลยค่ะ

ส่วนเกณฑ์การให้คะแนน แต่ละวิชาจะสัดส่วนไม่เหมือนกัน บางวิชาอาจจะมาจากการสอบถึง 70% (กลางภาคและปลายภาค) ส่วนที่เหลือจะเป็นคะแนนเก็บและการพรีเซนต์หน้าชั้นเรียน // และถึงแม้บางคลาสจะไม่มีการเช็กชื่อ แต่อาจารย์จำหน้าเด็กได้หมดนะคะ! เพราะทั้งห้องมีกันอยู่แค่ประมาณ 30 คน ถ้าหายหน้าหายตา ขาด ลา มาสาย หรือแอบออกก่อนเวลา ก็มีสิทธิ์โดนหักคะแนนจิตพิสัยได้ง่ายๆ เลยค่ะ

ปี 1 (2022): ปูพื้นฐานภาษา ปรับจูนไวยากรณ์ *ชิลสุด*

ปีแรกจะเป็นการเรียนภาษาจีนล้วนๆ ฟีลเหมือนเรียนมานีมานะในภาษาไทย ฝั่งซ้ายเป็นลิสต์คำศัพท์ ฝั่งขวาเป็นบทเรียน เน้นทักษะฟัง-พูด-อ่าน-เขียนระดับกลาง (Intermediate)

บอกตรงๆ ว่าถ้าสอบติดเข้ามาถึงหนานต้าได้ เนื้อหาปี 1 คือหมูมาก อาจารย์จะสอนแบบคำต่อคำ มีเขียนตามคำบอก พร้อมแทรกเกร็ดภาษาและเก็บตกไวยากรณ์ผ่านวิชาอย่างไวยากรณ์ภาษาจีนสมัยใหม่ (实用现代汉语语法) และการปรับแก้การออกเสียง (正音) สำหรับคนที่พื้นฐานอาจจะยังหล่นหายไปบางจุด

นอกจากนี้ ปี 1 เรายังเริ่มมีวิชาภาษาจีนเชิงธุรกิจ (中级商贸汉语) เข้ามาปูพื้นฐานให้ตั้งแต่เนิ่นๆ แถมยังมีความล้ำด้วยการแทรกวิชา Generative AI กับซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ภาษาจีน (生成式AI与中文电脑软件) เข้ามาให้เรียนกันตั้งแต่เทอม 2 ด้วย

ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่มีเวลาว่างมากที่สุด จนเห็นรุ่นน้องไฟแรงหลายคนแอบไปลงวิชาของปี 2-3 ล่วงหน้ากันเพียบเลยค่ะ ส่วนปกติแต่ละชั้นปีของสาขาเราจะมี 2 ห้อง (1. ห้องเด็กทุน 2. ห้องจ่ายเอง) ถ้าใครเรียนอยู่ห้องแรกแล้วรู้สึกว่าเนื้อหาหนักเกินไป อาจารย์ก็จะคอยให้คำปรึกษา หรือสามารถย้ายไปอีกห้องที่เนื้อหาง่ายกว่าได้แล้วแต่กรณี ก่อนที่ปี 3 ทุกคนจะกลับมาเรียนรวมกันอีกครั้ง

ปี 2 (2023): โหมดฮาร์ดคอร์ เปิดโลกตรรกะเชิงวิพากษ์

ความบันเทิงที่สุดเริ่มขึ้นในปีนี้ เพราะวิชาเรียนถูกอัปเกรดเป็นระดับสูง (Advanced) ทั้งหมด และธรรมเนียมของสาขาคือ "มีคลาสเรียน 8 โมงเช้าติดต่อกัน 5 วันรวด" (วันจันทร์-ศุกร์) แถมวิชาสายธุรกิจก็เข้มข้นขึ้นเป็นระดับสูง (高级商贸汉语) และยังมีการติวเข้มสำหรับสอบ HSK ระดับ 6 ทั้งพาร์ตฟังและอ่าน

ช่วงปีนี้เราชอบไปเก็บวิชาเสรีสายภาษาที่สนใจด้วย เช่น วิชารากศัพท์ภาษาอังกฤษ (英语词汇学) การแปลเบื้องต้น (翻译概论) และวิชาเปรียบเทียบวัฒนธรรมจีนกับอังกฤษ (中英文化比较研究) ซึ่งได้ถกประเด็นน่าสนใจอย่างการฉกฉวยวัฒนธรรม (Cultural Appropriation)

แต่วิชานึงที่ไม่บังคับ แต่เราลงเพราะน่าสนใจมาก ก็คือ "ประเด็นโต้แย้งร้อนแรงในสังคมจีน" (社会热点讨论) อาจารย์จะให้นักศึกษาไปอ่านข่าวมาล่วงหน้าแล้วมาถกกันในคลาส ประเดิมหัวข้อแรกด้วยการหย่อนคำถามประเด็นร้อนว่า  “พวกเธอคิดว่าระหว่างมหาวิทยาลัยสายสหวิชาการ (Multidisciplinary) กับมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง (Specific) แบบไหนดีกว่ากัน” “ถ้าที่จีนมีระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสุดโหดอย่างเกาเข่า (Gaokao) แล้วระบบการศึกษาของประเทศเราล่ะเป็นยังไง?” 

รวมถึงคำถามโลกแตกอย่าง “เราควรเลือกมหาวิทยาลัยจากเหตุผลอะไรบ้าง” จากเมื่อก่อนเรามีความเชื่อแบบเดิมๆ ว่าต้องเลือกจากชื่อเสียงเท่านั้น แต่คลาสนี้ช่วยทุบกรอบความคิดเดิมทิ้ง เพราะได้เข้าใจว่าโลกการศึกษามีหลายมิติมาก เช่น ป.ตรีควรเน้นมหาวิทยาลัยดัง ป.โทควรเน้นสาขาที่โดดเด่น และป.เอกควรเน้นอาจารย์ที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญและสอดคล้องกับหัวข้อวิจัยที่เราจะทำค่ะ

ปี 3 (2024): สังเวียนจุดเดือดต่ำ พังทลายกำแพงความอาย

ปีนี้เนื้อหาจะลงลึกไปในหลายวงการมาก ทั้งประวัติศาสตร์จีน (简明中国历史) เศรษฐกิจจีนร่วมสมัย (当代中国经济) วรรณกรรม (中国现当代文学) ภาษาจีนในสื่อข่าว (新闻汉语) และการปฏิบัติการค้าระหว่างประเทศ (国际贸易实务)

แต่ที่จะเจอกับตัวจี๊ดจริงๆ คือวิชา "สุนทรพจน์และการโต้วาที" (演讲与辩论) ที่เรียนต่อเนื่องทั้งสองเทอม ขอนิยามว่ารุ่นเราเป็นห้องเรียนจุดเดือดต่ำและศูนย์รวมของคนอยากเอาชนะ เวลาอาจารย์ถามความเห็นปุ๊บ มือจะยกกันพรึ่บ!

ครึ่งเทอมแรกเริ่มด้วยสุนทรพจน์เดี่ยว อาจารย์จะกำหนดหัวข้อให้ มีตั้งแต่แนววิชาการ เล่านิทาน ไปจนถึงเล่าเรื่องตลก (ซึ่งถ้าชีวิตจริงไม่ใช่คนตลกก็คือดิ้นรนสุดๆ) โดยเราต้องเขียนบทและออกแบบจังหวะโทนเสียงเองทั้งหมด พอครึ่งเทอมหลัง โหมดการเรียนจะสวิตช์เป็นการโต้วาที กติกาคือสุ่มกลุ่มและสุ่มฝั่งสนับสนุนหรือคัดค้าน ในประเด็นที่อาจจะไกลตัวมากๆ เช่น กัญชาเสรี การุณยฆาต หรือประเด็นที่ว่าการพัฒนาของไบโอเทคโนโลยีส่งผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน (วิชานี้ถ้าใครไม่ชอบก็คือเกลียดไปเลย)

การต้องเถียงด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ถือเป็นข้อจำกัดใหญ่ การจะเอาชนะคนที่เก่งจีนกว่าจึงต้องอาศัยเทคนิค รีเสิร์ชข้อมูลให้แน่นปึ้ก และงัดตรรกะความจริงเข้าสู้ ไม่อย่างนั้นจะฟังอีกฝั่งไม่ทันแน่ๆ อย่างครั้งนึงได้หัวข้อ “กฎหมาย vs. จิตสำนึก อะไรสำคัญกับการอยู่ร่วมกันมากกว่ากัน?”

ฝ่ายกฎหมายงัดตรรกะว่ากฎหมายบังคับใช้ได้ทันที ในขณะที่จิตสำนึกต้องสั่งสมบ่มเพาะเป็นเวลานาน แต่ก็มีเพื่อนสวนว่า “นานที่ไหนกันล่ะ ถ้าฉันสั่งให้เด็กปิดไฟปุ๊บ ไฟก็ดับปั๊บ ก็เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกอย่างหนึ่ง” เพื่อนชาวญี่ปุ่นในกลุ่มยังเสริมอีกว่า “คนญี่ปุ่นมีระเบียบได้เพราะจิตสำนึก ต่อให้ย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสก็ทิ้งขยะเป็นที่ แต่คนบางประเทศพอไม่มีกฎหมายคุมก็ทิ้งขยะเกลื่อน เพราะไม่มีจิตสำนึกไงล่ะ”

คลาสนี้หล่อหลอมให้เรากล้าสู้คนขึ้น ทุกครั้งที่โต้วาที เราจะรับบทผู้พูดลำดับที่ 3 อาศัยจุดแข็งด้านการคิดวิเคราะห์ รับหน้าที่ฟัง จับใจความ และโจมตีกลับให้ไว ซึ่งก่อนถึงคาบต้องเตรียมตัวดีมากๆ เพราะมีโอกาสเจอคำศัพท์และข้อสนับสนุนแบบครอบจักรวาล ถือเป็นวิชาที่ช่วยทุบกำแพงความอาย และขยายขอบเขตความรู้ให้กว้างกว่ากรอบเดิมๆ ของเด็กสายภาษาแบบสุดๆ ค่ะ

ปี 4 (2025): บอสใหญ่ "ธีสิส" 40,000 คำ กับอาจารย์ที่ปรึกษาสุดโอเพ่น

ปีสุดท้ายตารางเรียนจะโล่งมากเพราะมีโฟกัสหลักคือวิชาเขียนบทความทางวิชาการหรือธีสิส (学术论文写作) (8 หน่วยกิต) โดยมหาวิทยาลัยกำหนดให้เขียนขั้นต่ำ 10,000 ตัวอักษรจีน ส่วนเราดราฟต์แรกปาเข้าไป 2 บท 70,000 ตัวอักษร สุดท้ายพยายามลดทอนและกระชับจนเหลือส่งจริงประมาณ 40,000 ตัวอักษรจนได้

เราเลือกหัวข้อธีสิสที่ค่อนข้างใหม่และท้าทายสุดๆ คือ “การวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ในข่าวทวิภาคีไทย-จีน” ซึ่งเป็นหัวข้อที่กว้างและยากมากสำหรับเด็กป.ตรี แถมไม่ค่อยตรงสายที่เราเรียนด้วย

ที่ปรึกษาธีสิสของเราคือ อาจารย์จางเฉวียนเจิน (Zhang Quanzhen) เป็นถึงหัวหน้าสาขา เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และภาษาโบราณ แต่บอกเลยว่าท่านเปิดกว้างและอัปเดตเทรนด์โลกอยู่เสมอ ถึงหัวข้อของเราจะไม่ค่อยตรงสาย แต่อาจารย์ก็เข้าใจและให้โอกาสได้ลองวิจัยในสิ่งที่สนใจ เผื่อว่าในอนาคตเราจะไปต่อยอดในระดับปริญญาโท **บอกเลยว่าเราคงผ่านมาไม่ได้ถ้าไม่ได้อาจารย์ท่านนี้ คอยสนับสนุนเราตลอดทั้งทางวิชาการและสภาพจิตใจค่ะ (คำคมประจำใจที่ได้จากอาจารย์คือ “ทุกคำถามที่เราตอบทันทีไม่ได้ เท่ากับคำถามที่เราไม่เคยขบคิดถึงเรื่องนั้นลึกซึ้งพอ”)

ด้วยความที่ทำหัวข้อเชิงวิเคราะห์ภาษา เลยใช้ความรู้ทางเทคนิค เอาภาษาไพทอน (Python) มารันสคริปต์เพื่อช่วยตัดคำและวิเคราะห์ข้อมูลเอกสารจำนวนมาก ขั้นตอนเลยเยอะและซับซ้อนกว่าคนอื่น ตอนนั้นคิดในใจแบบคนมั่นๆ ว่า “อ้ะ ก็เราเก่ง โตมาในห้องวิจัยก็งี้แหละ” 55555

ที่สำคัญคือปี 2026 เป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยใช้ระบบตรวจจับ AI ต้องไม่เกินที่กำหนดถึงจะมีสิทธิ์ขึ้นสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ (Defense) ซึ่งงานเราวิเคราะห์ด้วยตัวเองแบบละเอียดลออ อาจารย์เลยคอนเฟิร์มว่าคุณภาพผ่านฉลุยค่ะ

หลักสูตรกำหนดฝึกงานขั้นต่ำ 1 เดือน

ถ้าใครหาที่ฝึกไม่ได้จริงๆ อาจารย์ก็เอ็นดูให้ไปฝึกช่วยงานที่ห้องพักครูค่ะ แต่ส่วนใหญ่เพื่อนๆ จะไปฝึกตามบริษัทองค์กร (Corporate) หรือไม่ก็ไปกงสุลค่ะ ส่วนเราเลือกไปฝึกที่ สถานกงสุลไทย ณ เมืองชิงต่าว (Qingdao) หลักๆ จะมีแปลข่าว + ร่วมกิจกรรมที่กงสุลจัด ซึ่งโบนัสนอกจากประสบการณ์ชีวิต ก็คือการได้สัมผัสบรรยากาศเมืองชายทะเลที่เดินเล่นชิลสุดๆ (แนะนำให้ไปเที่ยวหน้าหนาวนะคะ อย่าวู่วามไปหน้าร้อนเด็ดขาด!)

ทะเลที่ชิงต่าวค่ะ~
ทะเลที่ชิงต่าวค่ะ~

. . . . . . .

Chapter 4

Campus Life
ชีวิตสไตล์เด็กหนานต้า

1. สภาพอากาศสุดขั้ว: เมืองเตาอบแห่งหน้าร้อน

ถ้าให้เปรียบเทียบอากาศ หนานจิงในช่วงหน้าร้อนคือ “เตาอบขนาดใหญ่” ที่ไทยว่าร้อนแสบผิว แต่ที่นี่คือร้อนอบอ้าวเหมือนอยู่ในหม้อต้ม อุณหภูมิพุ่งแตะ 40 องศาเซลเซียส แถมอากาศแปรปรวนแบบวันนี้ 20 พรุ่งนี้หล่นเหลือ 10 องศาเซลเซียส (ช่วงหน้าร้อนเปิดแอร์ในหอพักจนแอร์รั่วเลยค่ะ คิดดูละกัน 55555) แต่ถึงอย่างนั้น คนที่จบไปแล้วเวลาพูดถึงหนานจิง ก็มักจะคิดถึงความทรงจำดีๆ ที่นี่กันทุกคน

2. ผังเมืองสโลว์ไลฟ์ และการเป็นมิตรกับคนเดินเท้า (Walkable City)

ข้อดีที่หักล้างเรื่องอากาศได้สบายๆ คือหนานจิงเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับคนเดินเท้า ทางเดินดี ถนนหนทางสะอาด (ยกเว้นโซนตะวันตกบางจุดที่อาจจะไม่เอื้อกับการเดินสักเท่าไหร่) ค่าครองชีพสมเหตุสมผล ไม่สูงลิบลิ่วเท่าเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ การเดินทางสะดุดตาและสะดวกมาก มีรถไฟฟ้าใต้ดินครอบคลุม วันเหนื่อยๆ นั่งรถไฟฟ้าแค่สิบบาทก็เดินทางไปได้ไกลสุดๆ ออกจากห้องพักหยิบแค่โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวก็ไปเตร็ดเตร่พักผ่อนได้ทั่วเมืองแบบไม่ต้องพกเงินสด

3. อินไซต์ E-Commerce สุดล้ำ & เทรนด์ออนไลน์สไตล์พี่จีน

เท่าที่สังเกตความต่าง คนไทยชอบไปเดินซื้อของหน้าร้าน ชอบเที่ยวห้างที่มีความหลากหลาย แต่คนจีนแทบทุกอย่างเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ สั่งของผ่านแอปฯ ซึ่งระบบขนส่งและ​ E-Commerce ของจีนน่าสนใจมาก เช่น เวลาซื้อเสื้อผ้ามาลอง ถ้าไม่ชอบสามารถขอคืนเงินฟรีได้ภายใน 7 วัน (ขอแค่ไม่ตัดป้ายสินค้าออก) ข้อดีคือไม่ต้องเสียเวลาเดินไปส่งไปรษณีย์ด้วย แค่เอาเสื้อผ้าใส่ถุงพลาสติกใบเดียววางไว้ เดี๋ยวมีระบบขนส่งมารับเองถึงที่ สะดวกจนเสพติดความสบายช่วงนั้นไปเลย

ส่วนเรื่องเทรนด์สื่อออนไลน์ ถ้าในแอป TikTok ฝั่งไทยเราจะเห็นคลิปฝรั่งหรือเทรนด์จากหลากหลายมุมโลก แต่ Douyin (TikTok จีน) เนื้อหาจะเป็นของจีนล้วนๆ อินกับเทรนด์ในประเทศ ดาราจีน เต้นจีน รำจีน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจนมาก

4. ธรรมชาติ และร้านชาลับในมหาวิทยาลัย

จริงๆ แล้ว Nanjing University มี 3 วิทยาเขตในหนานจิง และมีที่เมืองอื่นอีกค่ะ แคมปัสที่เราเรียนอยู่ในเมือง บรรยากาศเหมือนป่ากลางกรุง ส่วนอีกแคมปัสที่ใหญ่กว่าและเป็นแคมปัสหลักที่คนส่วนใหญ่อยู่ ก็นั่งรถไฟฟ้าออกไปประมาณ 40 นาที ตรงนั้นจะใหญ่และติดภูเขา มีสัตว์ป่าออกมาเดินเล่นในมหา’ลัยด้วย (ปกติสาขาเราจะอยู่แค่ที่วิทยาเขตในเมือง แต่ถ้าเลือกวิชาข้ามสาขา ก็นั่งรถไปเรียนอีกวิทยาเขตได้ปกติ มหา’ลัยมีรถบัสรับส่งด้วย)

ส่วนใครสายคาเฟ่ ในเมืองจะมีร้านชานมเจ้าดังที่มีแค่ 5 สาขาทั่วประเทศจีน (ร้านชารีทาว) รวบรวมไว้ทั้งชาอินเดีย ชาฝรั่งเศส ชาจีน และชาญี่ปุ่น ให้เลือกดื่มกันจุใจ

ผังมหาวิทยาลัยหนานจิง  (Gulou Campus)
ผังมหาวิทยาลัยหนานจิง  (Gulou Campus)
https://njunju.nju.edu.cn/EN/maps_of_the_campus/list.htm 
Nanjing University (南京大学) – Xianlin Campus / 仙林校区
Nanjing University (南京大学) – Xianlin Campus / 仙林校区

พิกัดเช็กอินฉบับคนท้องถิ่น: ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ยันห้างยักษ์

**เราเป็นคนเที่ยวน้อย เพราะถ้าออกไปเจอคนเยอะๆ จะหมดแรงง่าย 55555 แต่ถ้าให้แนะนำว่าถ้ามาจีนจะเที่ยวไหนดี ขอส่งประกวดตามนี้ค่ะ
 

  • พิพิธภัณฑ์รำลึกเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิง: สถานที่สร้างไว้ระลึกประวัติศาสตร์ช่วงสงครามกับญี่ปุ่น เป็นมิวเซียมที่ให้คุณค่าทางจิตใจสูงมาก ใครมาถึงหนานจิง ไม่ไปเยือนไม่ได้เลยค่ะ
  • หนิวโส่วซาน (Niushoushan): สถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ยิ่งใหญ่อลังการ เพราะเขาขุดภูเขาทั้งลูกเพื่อสร้างขึ้นมา ถ่ายรูปสวย บรรยากาศดี ถือเป็นจุดเช็กอินระดับท็อปของเมือง
  • วัดฟู่จื่อเมี่ยว (Fuzimiao): อดีตสนามสอบจอหงวนในสมัยโบราณ คนนิยมไปกราบไหว้ขอพรวัดขงจื๊อเรื่องการเรียน ติดกันเป็นโซนเมืองเก่าและเมืองหลวงเดิม มีแม่น้ำสายเล็กๆ ตัดผ่าน ให้ความรู้สึกคลาสสิกสุดๆ
  • ซินเจียโข่ว (Xinjiekou): สยามสแควร์เวอร์ชันอัปเกรด ห่างจากมหาวิทยาลัยแค่ 5 นาที ที่นี่ใหญ่มากเพราะมีทางออกรถไฟฟ้าถึง 25 ทางออก และมีห้างสรรพสินค้าเชื่อมต่อกันเป็นสิบๆ แห่ง คนไทยส่วนใหญ่ชอบไปห้าง เต๋อจี๋ (Deji) ซึ่งรวบรวมแบรนด์ Luxury ให้ฟีลเหมือนเดินเอ็มโพเรียม ส่วนตัวหนูชอบเดินห้าง ว่านเซี่ยง (MixC) มากกว่า เพราะแบรนด์ไฮเอนด์เข้าถึงง่ายกว่า
  • ตึกเป่ยต้าโหลว (Peida Building): ตึกโบราณของมหาวิทยาลัยที่เป็นจุดถ่ายรูปซิกเนเจอร์ ถ้ามองข้ามหลังคาไปจะเห็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในหนานจิง เป็นความผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมและความโมเดิร์นที่ลงตัว // สำหรับคนจีนเวลาไปเที่ยวเมืองไหน แล้วยิ่งครอบครัวที่มีลูก เขาก็จะไปเที่ยว ไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยด้วย เพื่อปลูกฝังให้เด็กตั้งใจเรียนแบบนี้ค่ะ

ถ้าให้เปรียบเทียบ vibe เมืองต่างๆ เซี่ยงไฮ้ จะเป็นฮับ (Hub) ด้านเศรษฐกิจและธุรกิจ ผู้คนใช้ชีวิตเร่งรีบ ภาพจำคือพนักงานทุกคนใส่สูททำงานอย่างมืออาชีพแม้แต่ตำแหน่งเล็กๆ ส่วน กวางโจว จะมีความเคร่งอีกแบบในสไตล์เมืองท่าการค้า

. . . . . . .

Chapter 5

บทเรียนหลังย้ายเซิร์ฟ
& เสิร์ฟคำแนะนำถึงรุ่นน้อง

“เมื่อก่อนเราขี้อาย ไม่กล้าทำกิจกรรม จนรู้สึกว่าพลาดอะไรไปหลายอย่าง”

พอย้ายมาอยู่ที่นี่ กลายเป็นว่าทุกอย่างเอื้อสุดๆ มีอาจารย์ซัปพอร์ตแม้จะเป็นกิจกรรมของนักศึกษาไทยกลุ่มเดียวก็ตาม แล้วอาจเพราะอยู่ในสังคมที่ไม่มีใครรู้จักเรา ทำให้มีอิสระ กล้าคิดกล้าพูดโดยไม่ต้องกลัวสายตาใคร ได้ปลดล็อกขีดจำกัดของตัวเองให้เติบโตขึ้น และซึมซับ Mindset สุดสตรองจากคนรอบข้าง  คนที่นั่นมีเรื่องให้โฟกัสเยอะจนไม่มีเวลาจมกับความรู้สึกแย่ๆ ปัญหามาก็แค่วิ่งชน เหมือนเพื่อนคนจีนที่ใช้ชีวิตสุดทั้งเรียนและเล่น บางคนเลือกทิ้ง Offer จากมหาวิทยาลัยดังระดับโลก เพื่อไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชอบ และเดินตามเส้นทางของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

และคนที่ไม่ใช่เด็กกิจกรรมเลยสักนิดอย่างเรา พอมาอยู่ที่นี่เข้าปี 3 กลับกลายเป็นแม่งานจัดงานสงกรานต์ประจำเมืองค่ะ! ตอนนั้นเราคิดว่าไหนๆ ก็มาเรียนอยู่ที่นี่แล้ว คนไทยในหนานจิงก็มีไม่น้อย แถมหลายคนมีความสามารถมาก เลยอยากส่งออกวัฒนธรรมไทยด้านบวก อย่างน้อยให้คนละแวกนั้นหรือคนที่ผ่านไปผ่านมาได้เห็นความเป็นกันเองและความใจดีของคนไทย

ประกอบกับตอนนั้นท่านกงสุลก็เห็นดีเห็นงาม และพูดกับเราว่า จริงๆ แล้วคนสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์กับคนจีนไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ทางการทูต แต่คนที่อยู่อาศัยจริงๆ อย่างนักเรียนแบบพวกเราก็มีความสามารถในการเชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีนโดยตรง เราเลยได้การสนับสนุนมา

งานสงกรานต์ครั้งนั้นเลยไม่ได้มีเป้าหมายแค่การสาดน้ำ ถึงจะตรงกับช่วงสอบกลางภาค แต่เพื่อนๆ ทุกคนก็ให้ความร่วมมือดีมาก เราจัดทั้งการแสดงรำไทย เต้น T-POP ร้องเพลง ตอบคำถามบนเวที (มีนักศึกษาจีนที่เรียนภาษาไทยในหนานจิงมาร่วมรำไทยและเต้น T-POP ด้วย) นอกจากนี้ยังมีซุ้มสอนภาษาไทยพื้นฐาน สอนคำแสลง เล่นหมากเก็บ พับดอกไม้จากใบเตย และแจกอาหารไทย ตอนนั้นก็โชคดีที่รุ่นพี่หนานต้าให้เกียรติมาเปิดงานด้วยค่ะ

นี่เป็นงานแรกที่เราได้เห็นคนไทยมารวมตัวกันเยอะขนาดนั้น และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จในเรื่องการส่งออกวัฒนธรรมไทยจริงๆ หลังจบงานมีคุณป้าที่ขายของอยู่แถวนั้นเดินมาบอกว่า เขาอยู่ตรงนี้มา 2 ปี งานนี้เป็นงานที่จัดได้ประสบความสำเร็จที่สุดแล้ว ตอนนั้นเราดีใจมาก เพราะพอมาอยู่ที่จีน เราจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยทั้งด้านดีและไม่ดี การได้ทำให้คนแถวนั้นเห็นอีกมุมของคนไทยเลยมีความหมายกับเรามากค่ะ

กิจกรรมนี้ยังทำให้เรารู้ว่า การเอาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่ดี เมืองที่ดี จะทำให้เราได้เจอคนดีๆ สิ่งที่หนานต้าให้เราไม่ได้มีแค่ความรู้ แต่มีคนเหล่านี้แหละที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนเราตลอด ถ้าตอนนั้นเพื่อนคนไทยในมอไม่สนับสนุน งานนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น เพราะทุกอย่างเราไม่สามารถทำคนเดียวได้ ที่งานราบรื่นขนาดนี้ก็เพราะเพื่อนแต่ละคนของเราทำงานได้มีคุณภาพมากๆ และเราเองก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากหลายคน

“ถ้ายังไม่รู้ว่าชอบอะไร ก็เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลอง"

อย่ารีบกดดันตัวเองว่าต้องรู้ว่าชีวิตจะไปทางไหนตั้งแต่อายุเท่านี้ เราเองก็เคยไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองอยากทำอะไร จนได้ลองออกไปเจอคนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ และลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ถึงได้ค่อยๆ รู้ว่าตัวเองชอบอะไรและไม่ชอบอะไร

บางครั้งเราอาจไม่ได้เจอคำตอบทันที แต่ทุกประสบการณ์ที่เราเลือกลองจะค่อยๆ พาเราเข้าใกล้คำตอบมากขึ้น อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ หรือกลัวว่าตัวเองจะช้ากว่าคนอื่น เพราะแต่ละคนมีจังหวะชีวิตไม่เหมือนกัน ลองออกไปเจอโลกกว้าง ลองผิดลองถูก และให้โอกาสตัวเองได้เปลี่ยนใจ เพราะบางทีคำตอบของชีวิตอาจไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราคิด แต่อยู่ในสิ่งที่เรากล้าลองค่ะ

. . . . . . . .

The world is waiting, 
and you’re warmly invited!

ถ้าเรียนต่อต่างประเทศคือ Destination ที่เล็งไว้ ได้เวลา Fast Track เส้นทางของตัวเองให้ชัดขึ้น! มาเจอกันที่ Dek-D’s Study Abroad Fair 2026 รอบปลายปี งานที่รวมครบทั้งข้อมูล โอกาส และรุ่นพี่ตัวจริงมาให้คุยกันแบบเต็มที่

งานนี้พบ “พี่นุ่มนิ่ม” และ 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนและศิษย์เก่ามหา’ลัยชั้นนำจากทั่วโลก ครบทั้งสายอเมริกา-ยุโรป-ออสเตรเลีย จากทุนดังอย่าง Fulbright TGS, Chevening, Erasmus+, Australia Awards และทุนรัฐบาลไทย (ก.พ.) รวมถึงสายเอเชีย ที่มีทั้งทุนรัฐบาลและทุนมหา’ลัยจากเกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง อยากถามเรื่องทุน การสมัคร ชีวิตเด็กนอก หรือเอา CV มาให้ช่วยดู เตรียมคำถามมาได้เลย เพราะพี่ๆ จะมานั่งให้คำปรึกษาแบบ 1:1 ฟรี!

นอกจากนี้ยังมี 40+ สถาบันจาก 20+ ประเทศทั่วโลก ให้เดินปรึกษาแพลนเรียนต่อและหาหลักสูตรที่ใช่ พร้อม Alumni Talk, สถาบันภาษาและตัวช่วยเตรียมสอบ รวมถึง IELTS Mock Test แบบคอมพิวเตอร์ให้ลองสอบฟรี 3 สกิลรวดไปเลยค่ะ~

  • Save the Date: 3-4 ตุลาคม 69 (09.00-16.30 น.)
  • Location: BITEC บางนา (EH98)
  • No Boarding Pass Needed - Just Free Entry!

มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~

เช็กตารางรุ่นพี่และไฮไลต์ทั้งหมด
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น