คุณภาพชีวิตที่ดี พื้นที่สีเขียวสาธารณะ และระบบขนส่งที่ตอบโจทย์ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นผลลัพธ์จากที่รัฐวางนโยบายสาธารณะโดยคำนึงถึงประชาชนเป็นอันดับแรก ซึ่งประเทศในยุโรปนับเป็นกรณีศึกษาของการจัดระเบียบและขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างน่าสนใจเลยล่ะ!
วันนี้ Dek-D เลยชวนไปนั่งเม้าท์มอยกับ “พี่พันไมล์-โรจนวิภาต” อดีตเด็กกิจกรรมตัวตึงจากรั้วรัฐศาสตร์ มช. (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ที่ตัดสินใจยื่นโปรไฟล์ฉบับคนคลั่งรักยุโรป คว้าทุนรัฐบาลฯ Franco-Thai Scholarship ไปศึกษาต่อป.โทสาขา European Affairs ที่ Sciences Po Paris มหาวิทยาลัยระดับท็อปด้านรัฐศาสตร์ของโลก และปัจจุบันเธอกำลังลุยงานใหญ่ระดับนานาชาติ ทั้งในทำงานองค์กรระหว่างประเทศและโครงการเกี่ยวกับ EU
สาขานี้เรียนเกี่ยวกับอะไร ถกกันเดือดแค่ไหน ชีวิตจริงเหมือนในซีรีส์ Emily in Paris ไหม และทำไมถึงควรตามหาปารีสในเวอร์ชันของตัวเองให้เจอ? เตรียมลัดฟ้าหลายพันไมล์ไปพร้อมๆ กันเลย Allez~

โอกาสปรึกษาฟรีกับ 20+ รุ่นพี่ทุนดีกรีสุดปัง
พบกัน 3-4 ต.ค. 69 ที่ไบเทคบางนา
เตรียมคำถามแล้วมา Fast Track หาคำตอบแบบ 1:1 กับ “พี่พันไมล์” ที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair 2026 ที่ BITEC บางนา (EH98) ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น!
*พบกับพี่พันไมล์ ทั้งวันเสาร์ที่ 3 และวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 (09.00-17.00 น.)
MentorList_3-4Oct2026.jpg)
. . . . . . . .
จุดเปลี่ยนจากเด็ก มช.
สู่แพสชันด้านนโยบายยุโรป
จุดเปลี่ยนวัยเด็ก จากห้องสมุดในอังกฤษ สู่รั้ว มช.
ย้อนไปตอนอายุ 7 ปี คุณแม่ของพันไมล์สอบได้ทุนรัฐบาลไทยไปเรียนต่อป.เอก 5 ปีที่อังกฤษ เราเลยได้ย้ายตามไปเรียนในระบบการศึกษาของอังกฤษด้วยค่ะ นอกจากการเรียนจะเข้มข้นและหล่อหลอม Critical Thinking ให้เข้าเส้นมาตั้งแต่ประถม เรายังแฮปปี้ที่ประเทศเค้ามีห้องสมุดใหญ่ๆ เปิดให้ทุกคนเข้าฟรีเยอะมากกกก // เราเป็นคนชอบอ่านอยู่แล้ว พอได้มาขลุกกับกองหนังสือดีๆ คือ fulfilled สุด!
พอกลับไทยก็มาเรียนต่อโรงเรียนมัธยม -> สอบเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) เป็นเด็กกิจกรรมเต็มตัว ทั้งนักบาสคณะ ทำทีมอาสา รวมถึงยื่นสมัครแข่งทั้งโครงการของมหาวิทยาลัยและทุนให้เปล่าจากภายนอก จนได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนและเวทีประชุมนานาชาติในสิงคโปร์ จีน รัสเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอาเซอร์ไบจาน (เช่น 5th ASEAN-Russia Youth Summit 2019 ในฐานะ Delegate of Thailand และ 1st Non-Aligned Movement Youth Summit)

เหตุผลที่อินกับสายยุโรปศึกษาและงานนโยบาย หลักๆ เริ่มจากตอน ป.ตรี ได้เรียนวิชา Comparative Regionalism แล้วสงสัยว่าการรวมกลุ่มระดับภูมิภาค (Regionalism) ของ EU และ ASEAN แตกต่างกันยังไง และแต่ละแบบมีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้างค่ะ
หลังเรียนจบพันไมล์ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัย (Research Assistant) ที่สถาบันนโยบายสาธารณะ ม.ช. (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ทำให้เห็นว่าการออกแบบนโยบายเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ยิ่งมองมาที่ “สหภาพยุโรป” (European Union) หรือ EU ที่รวมกันถึง 27 ประเทศ เราก็ยิ่งสงสัยว่าท่ามกลางความแตกต่างขนาดนี้ เค้ามีกลไกอะไรถึงสร้างข้อตกลงและใช้กฎหมายร่วมกันได้จริง เลยอยากเรียนต่อ ป.โทด้าน European Affairs
พอรู้แล้วว่าอยากเรียนต่อ ก็ลุยเลยสิคะ!
หลังจากทำงานปีนึง พันไมล์สมัครและได้ตอบรับเข้าเรียนที่ Sciences Po Paris แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 เลยทำเรื่องขอเริ่มเรียนช้าไป 1 ปีเพื่อให้ได้กลับมา On-site เต็มๆ ก่อน
ปีต่อมาเราก็ได้รับเลือกเป็นนักเรียนทุน Franco-Thai ปีที่ไปเรียน ซึ่งทุนครอบคลุมค่าเล่าเรียน + เงินสนับสนุนรายเดือน + ดูแลดีมากๆ ค่ะ
คำแนะนำการเขียน Motivation Letter
- มหาวิทยาลัยฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับตรรกะและการเล่าเรื่องมาก เราควรร้อยเรียงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตให้เป็นภาพเดียวกัน หนึ่งในประสบการณ์ที่พันไมล์หยิบมาเล่าก็คือตอนเป็นทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัย (RA) ที่ศึกษาเปรียบเทียบนโยบายยาสูบระหว่างอาเซียนกับยุโรป และงานเขียนเปรียบเทียบภูมิภาค มาลิงก์เข้ากับหลักสูตรของ Sciences Po
- ตอบให้ได้ว่า “ทำไมต้องเป็นที่นี่” ไปเปิดดูหลักสูตร (Curriculum) ของมหาวิทยาลัย แล้วอธิบายว่าวิชาเรียนและ Case Studies จะมาเติมเต็มเป้าหมายเรายังไงบ้าง และหลังจากเรียนจบ เราจะเอาความรู้นี้กลับมาสร้างประโยชน์หรือพัฒนาภูมิภาคได้แบบไหน สะท้อนให้เห็นว่าเรามองทุนนี้เป็นสะพานจาก Passion ไปสู่ Profession แบบชัดเจนค่ะ

. . . . . . . .
Life at Sciences Po
เปิดบรรยากาศห้องเรียนระดับโลก
เมื่อเด็กเอเชียขอถกประเด็นยุโรปแบบไฟลุก
ด้วยความที่ European Affairs คนที่เรียนเลยเป็นยุโรปเกือบทั้งหมด วันดีคืนดีเพื่อนชาวยุโรปถามว่า “แกเป็นคนไทย ทำไมอยากมาเรียนเรื่องยุโรปอ่ะ?” เราก็ตอบตามจริงไปว่า "เอ้า ก็พวกเธอยังชอบศึกษาเรื่องของเอเชียเลย แล้วทำไมเราจะไม่อยากรู้เรื่องของพวกเธอบ้างล่ะ?” เป็นอันเข้าใจจจ 555555
หลักสูตรป.โท European Affairs จาก School of Public Affairs ที่ Sciences Po มีวางโครงสร้างไว้อย่างเป็นระบบมาก ในระยะเวลา 2 ปี จะแบ่งเป็น Master 1 (ปีที่ 1) และ Master 2 (ปีที่ 2)
ช่วงปีแรกหรือ Master 1 จะเป็นการปูพื้นฐานความรู้ด้านนโยบายสาธารณะ กฎหมายยุโรป และเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งมีทั้งอาจารย์จากสายนักวิชาการ (Academia) และ ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ (Practitioners) เช่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส (พันไมล์ได้เรียนกับท่านนี้ด้วย) หรือคนที่ทำงานกำหนดนโยบายใน EU จริงๆ

หลักๆ เนื้อหาจะแบ่งเป็น 3 ขา
- Module 1: European Law (กฎหมายยุโรป) สามารถเลือกเรียนตั้งแต่ระดับพื้นฐานอย่างกฎหมายรัฐธรรมนูญของสหภาพยุโรป (Constitutional Foundations of the European Union) ไปจนถึงกฎหมายขั้นสูงที่โฟกัสเรื่องเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน (Advanced EU law: A Europe of Freedoms and Rights)
- Module 2: European Economics (เศรษฐศาสตร์ยุโรป) เจาะลึกวิชาเศรษฐศาสตร์ของการรวมตัวเป็นสหภาพยุโรป (Economics of European Integration) เพื่อให้เข้าใจกลไกตลาดร่วมและระบบการเงินข้ามพรมแดน
- Module 3: Policy Analysis and Policy Evaluation (การวิเคราะห์และประเมินนโยบาย) คอร์สหัวใจสำคัญที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีการแบ่งระดับตั้งแต่ Beginner, Intermediate ไปจนถึง Advanced ตามพื้นฐานของนักศึกษาแต่ละคน
เจาะตัวอย่างวิชาสุดเลิฟ
- Public Diplomacy (การทูตสาธารณะ): เรียนตอน Master 1 ค่ะ เน้นการออกมาพรีเซนต์และแลกเปลี่ยนมุมมองกัน ความสนุกคือในห้องมีนักศึกษายุโรปเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเอเชียมีแค่หยิบมือ 555 เพื่อนก็จะว้าวมากเวลาเรายกรายงานหรือวิจัยเกี่ยวกับบทบาท EU ในบริบทการเมืองไทยไปนำเสนอ เพราะเขาไม่เคยฟังมุมมองจากฝั่งเอเชีย แล้วการแลกเปลี่ยนแบบนี้จะทำให้รู้ว่าการออกแบบนโยบายไม่มีคำว่าขาวสะอาดหรือดำมืด อีกทั้งยังมีข้อดี ข้อจำกัด และผลกระทบในหลายมิติที่เราอาจไม่ทันนึกถึงก็ได้
- Public Speaking & Role Play: ได้เรียนตอน Master 1 สอนโดยอาจารย์ที่เคยเป็นคนเขียนสุนทรพจน์ (Speech) ให้กับอดีตรัฐมนตรีฝรั่งเศส โดยกิจกรรมในคลาสคือ Role Play ให้นักศึกษารับบทเป็นตัวแทนประเทศหรือองค์กรต่างๆในที่ประชุม หรือจับคู่ดีเบตในหัวข้อที่ท้าทายสังคม เช่น พันไมล์จับคู่ได้ประเด็นการทำให้แรงงานบริการทางเพศ (Sex Worker) ถูกกฎหมาย แต่ละคนต้องไปทำการบ้าน รีเสิร์ชข้อมูล แล้วเอาเหตุผลมาฟาดฟันกันในคลาสอย่างสนุกและเข้มข้นสุดๆ ค่ะ
- EU Case Studies (กรณีศึกษาภาษาอังกฤษ): วิชานี้เรียนตอน Master 2 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายค่ะ อาจารย์จะหยิบข้อกฎหมายจริงและประเด็นร้อนระดับโลกมาให้วิเคราะห์ในคลาสว่า “ถ้าเป็นเรา เราจะปรับตรงไหน เพราะอะไร” เช่น การเจรจาและบังคับใช้กฎหมายฟื้นฟูธรรมชาติ (EU Nature Restoration Law / Green Deal) การประชุมสภาพภูมิอากาศโลก (COP negotiations) หรือการใช้อัลกอริทึมอย่างรับผิดชอบในภาครัฐ โดยยกกรณีศึกษาความผิดพลาดของระบบตรวจข้อสอบในอังกฤษปี 2020 (Responsible Use of Algorithms in the Public Sector)


Master 2 เลือกฝึกงานแทนทำธีสิส
พอเข้าป.โทที่ 2 หรือที่เรียกว่า Master 2 มหาวิทยาลัยจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเส้นทางจบการศึกษาของตัวเองได้อย่างอิสระ // มี 2 ทางเลือกหลักคือ การเขียนวิทยานิพนธ์ (Thesis) สำหรับคนที่อยากไปสุดในสายวิชาการ หรือ การไปฝึกงาน (Internship) สำหรับคนที่อยากลุยงานสนามจริง
ซึ่งพันไมล์ตัดสินใจเลือกทางสาย Internship เพราะอยากเห็นระบบการทำงานขององค์กรระดับโลก ก็เลยเข้าไปฝึกงานที่ OECD Paris (South Asia and Southeast Asia Division) ทำหน้าที่เขียนรีเสิร์ชและรายงานเกี่ยวกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของประเทศในแถบอาเซียน โดยได้ร่วมงานโดยตรงกับกระทรวง SMEs ของอินโดนีเซีย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับ OECD
ศึกษาโครงสร้างหลักสูตรห้องเรียนเดือดอย่างที่เขาว่าจริงไหม?
จริง! ทั้งเปิดกว้างและถกเถียงกันเดือดๆ เพื่อนในห้องมาจากหลากหลายประเทศ ทั้งแถบยุโรป (เช่น ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก บัลแกเรีย เอสโตเนีย ฯลฯ) และเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ทำให้ได้เห็นมุมมองที่ต่างกันสุดขั้ว
พันไมล์รู้สึกได้ว่าไหนๆ มาเรียนที่นี่แล้วก็ต้องพูด เวลาดีเบตทุกคนจะใส่เต็ม ไม่มีใครยอมใคร แต่เป็นการเถียงแบบ “ติเพื่อก่อ” (Constructive Criticism) ไม่ต้องมีคำพูดอวยนำหน้า หรือที่เรียกว่าไม่ต้องใช้แซนด์วิช Method เสิร์ฟไส้ตรงๆ ได้เลย แต่ทุกคนมีมารยาทและเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
และมายด์เซ็ตสำคัญที่พันไมล์ได้เรียนรู้คือ “การตั้งคำถามไม่เคยเป็นเรื่องน่าอาย ถ้าจะมีใครคิดแบบนั้น คนคนนั้นต่างหากที่ยังเปิดใจให้กว้างไม่พอ” แต่ละคนเติบโตมาด้วยพื้นฐานที่ไม่เหมือนกัน คนที่รู้ก็มีหน้าที่ตอบ คนที่ไม่รู้ก็มีหน้าที่ถาม ถือเป็นเรื่องปกติของการเป็นปัญญาชน แต่ถ้าเราไม่ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ เราก็คงไม่มีวันรู้ เลยมองว่าคนที่เสียโอกาสที่สุดก็คือคนที่แกล้งทำเป็นรู้และกลัวที่จะถามต่างหาก

ฟังบรรยายจากคนจริงระดับโลก
เรื่องที่คิดว่าเป็นข้อได้เปรียบของ Sciences Po คือที่นี่เชิญผู้นำ นักการทูต นักการเมือง และผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ มาบรรยายให้นักศึกษาฟังบ่อยมากกก อย่างตอนเรียนคลาส Asia-Europe Relations เราเคยมีโอกาสฟัง หลานของอองซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) อดีตผู้นำและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมา มาพูดถึงประสบการณ์ด้านการเมืองและการทูตด้วยตัวเอง
หรือนอกจากในตารางเรียน มหาวิทยาลัยยังจัดเสวนาอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นระหว่างประเทศ อย่างช่วงที่เกิดวิกฤตในเมียนมา ก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาศึกษามาพูดคุย วิเคราะห์สถานการณ์ แล้วยังเปิดโอกาสให้ถามคำถามได้อย่างใกล้ชิดด้วยนะคะ
(คลิกชม Playlist วิดีโอที่เชิญผู้นำและผู้เชี่ยวชาญมาบรรยาย)
ออกจากห้องเลกเชอร์ สู่การเมืองภาคสนามบนท้องถนนปารีส
พันไมล์กับเพื่อนต่างชาติต่างพาตัวเองออกไปสังเกตการณ์ในพื้นที่การเมืองของจริงนอกห้องเรียน เพราะ "วัฒนธรรมการประท้วง" เป็นเรื่องน่าสนใจมากของฝรั่งเศส เวลาประชาชนรู้สึกไม่พอใจหรือเดือดร้อน การออกมาลงถนนส่งเสียงคือวิธีที่ทำให้รัฐบาลได้รับรู้ปัญหาจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
สำหรับนักศึกษาต่างชาติ สิ่งนี้ช่วยฝึกคิดวิเคราะห์แบบวิพากษ์ (Critical Thinking) ได้ดีมาก เพราะเราจะไม่ได้เชื่อแค่เนื้อหาจากในข่าว แต่ได้ลงไปเห็นภาพจริง เสียงจริง ของผู้คนบนท้องถนน ถึงแม้ที่นั่นจะมีการกำหนดพื้นที่ประท้วงชัดเจน และอาจทำให้รถติดหรือระบบขนส่งต้องหยุดงานไปบ้างในบางวัน แต่นี่แหละคือห้องเรียนสังคมศาสตร์ชั้นดีที่ทำให้เข้าใจรากเหง้าการเมืองและวิถีประชาธิปไตยของคนฝรั่งเศสของแท้เลยค่ะ

พอจบป.โท พันไมล์ทำงานที่ UNESCO Paris (Junior Team Assistant) มีโอกาสไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมจัดงานประชุมใหญ่ระดับโลกอย่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการใช้สารกระตุ้นทางการกีฬา ครั้งที่ 9 (Ninth Session of the Conference of the Parties (COP9) to the International Convention against Doping in Sport) เป็นประสบการณ์ที่ช่วยเปิดมุมมองเรื่องการจัดการประชุมระดับนานาชาติได้ลึกซึ้งสุดๆ!


. . . . . . . .
Survival Mode in France
ภาษา พาร์ตไทม์ และค่าครองชีพ
การรู้ภาษาฝรั่งเศสสำคัญแค่ไหน?
โปรแกรม European Affairs เรียนเป็นภาษาอังกฤษ 100% แต่เงื่อนไขสำคัญของทั้งทุน Franco-Thai และมหาวิทยาลัย คือ บังคับให้นักศึกษาทุกคนต้องลงเรียนภาษาฝรั่งเศสควบคู่กัน ตอนที่ติดทุน สกิลภาษาฝรั่งเศสของพันไมล์อยู่ราวๆ B1 (=ระดับกลาง พอสื่อสารได้) ก็ได้ลงเรียนคอร์สที่ทุนและมหาลัยจัดให้ด้วย
พอมาพร้อมกับ B1 ช่วงแรกเลยมีจังหวะช็อตฟีลตอนต้องทำธุรกรรมต่างๆ แต่ถ้าเราพยายามพูดภาษาของเขา ชีวิตจะง่ายขึ้นมากกก ดังนั้นยังไม่ต้องพะวงว่าต้องแกรมมาร์ถูกหมด เน้นสื่อสารอย่างจริงใจและทำให้เต็มที่ไว้ก่อน
พูดถึงเรื่องธุรกรรมแล้ว อีกหนึ่ง Culture Shock ที่อยากให้เผื่อใจคือ “ระบบราชการฝรั่งเศส” ที่ขึ้นชื่อเรื่องขั้นตอนเยอะ เอกสารแยะ และใช้เวลานาน นักศึกษาต่างชาติบางคนถึงกับต้องจ้างล่ามมาช่วยดีล แต่พันไมล์ขอให้มองว่าเป็นอีกหนึ่งด่านทดสอบความอดทน ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ ภูมิการเอาตัวรอดเราจะเยอะค่ะ
Q: ขอถามความเห็น “ภาษาฝรั่งเศสยากตรงไหน?”
ถึงเป็นภาษาที่ขึ้นชื่อเรื่องเสียงเพราะศัพท์สวย และมีรากละตินที่คล้ายภาษาอังกฤษอยู่เยอะ แต่จุดปราบเซียนคือเรื่องไวยากรณ์ โดยเฉพาะการต้องผันกริยาทั้งตามเพศและพจน์ของประธาน
ถ้าใครจะเริ่มนับหนึ่ง แนะนำให้เริ่มจากอ่านหนังสือเด็ก เพราะเขาจะใช้รูปประโยคที่สมบูรณ์เข้าใจง่าย แล้วค่อยๆ ขยับสเต็ปไปอ่านวรรณกรรมวัยรุ่น > งานเขียนเชิงวิชาการ > ควบคู่ไปกับการอ่านข่าวเพื่ออัปเดตคลังศัพท์ใหม่ๆ จะได้ฝึกทั้งการอ่านและการเขียนครบ
แต่ช่วงที่ภาษาฝรั่งเศสเราก้าวกระโดดที่สุด กลับเป็นตอนทำงานพาร์ตไทม์ค่ะ ตอนนั้นพันไมล์ทำเพื่อหาประสบการณ์และฝึกภาษา (ทำไม่เกินชั่วโมงที่กฎหมายกำหนด) มีตั้งแต่เป็นไกด์ พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารไทย ร้านฟองดูว์ชีสช่วงหน้าร้อน ไปจนถึงร้านอาหารฝรั่งเศสฟิวชันที่ได้รับการแนะนำใน Michelin Guide
หน้างานจริงไม่มีใครมานั่งพูดช้าๆ แบบในเทปสอบฟัง ต้องใช้ภาษาฝรั่งเศสตลอดทั้งรับออเดอร์ คุยกับลูกค้า เพื่อนร่วมงาน และเม้าท์มอยกับเพื่อนบาริสต้า จนตอนหลังเรารู้ตัวว่ามาไกล ก็ตอนที่อ่านป้ายในมิวเซียมแล้วเข้าใจ หรือหยิบวรรณกรรมฝรั่งเศสมาอ่านได้ลื่นไหลประมาณ 60-70%
นอกจากได้ฝึกภาษา งานบริการยังทำให้เราเข้าใจหัวอกคนทำงานมากขึ้น จนคิดว่า “ถ้าทุกคนได้ลองทำงานบริการสักครั้งในชีวิต จะเข้าใจหัวอกคนทำงาน และไม่แสดงพฤติกรรมที่เป็นภาระของสังคม”
Q: สำหรับพันไมล์ เงินจากทุนเพียงพอไหม?
ถ้าเป็นช่วงที่เรียน หลังรวมสวัสดิการต่างๆ และมีทุน Franco-Thai คอยซัปพอร์ตค่าใช้จ่ายหลักแล้ว พันไมล์พักอยู่ในหอพักนักศึกษาและมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวเดือนละ ~600 ยูโร ถือว่าเพียงพอถ้าใช้แบบประหยัดค่ะ เพราะฝรั่งเศสเองก็มีสวัสดิการช่วยนักศึกษา ทั้งเงินช่วยค่าหอพัก (CAF) และโรงอาหารของศูนย์สวัสดิการนักศึกษา (CROUS) ที่ตอนนั้นจ่ายเพียง 1 ยูโร ก็ได้อาหารครบทั้งสลัด จานหลัก และของหวาน

. . . . . . . .
Phanmile in Paris ของแทร่
จากห้อง 9 ตารางเมตร ถึงทริปข้ามประเทศ
ชีวิตนักเรียนในปารีสของพันไมล์เริ่มจากจากการแชร์ห้องเดียวร่วมกับรูมเมทจนถึงการอยู่ในหอพักขนาดกะทัดรัดเพียง 9 ตารางเมตร ตามมาตรฐานเด็กมหาวิทยาลัยฝรั่งเศสเลยค่ะ 5555 แต่พอออกจากห้องเล็กๆ นี้ไป ก็ได้เจอปารีสในอีกหลายมุม
หลายคนผิดหวังกับปารีส เพราะมัวแต่ตามหาปารีสในจินตนาการของคนอื่น แต่สำหรับเรา ปารีสจะน่าอยู่ขึ้นเยอะ ถ้าได้ออกไปหาปารีสในแบบของตัวเอง
ถ้าให้เลือก Top 3 เรื่องที่ชอบสุดในปารีส?
- สวนสาธารณะและหนังสือ: ปารีสเป็นเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะดีๆ เยอะมาก เดินออกจากหอพักแค่ไม่กี่นาทีก็เจอ วันว่างๆ พันไมล์ชอบพกหนังสือไปนั่งอ่านใต้ต้นไม้รับแสงแดด เป็นกิจกรรมฮีลใจคุณภาพสูงที่สำคัญคือไม่ต้องเสียเงินเลยสักยูโร
- ขุมทรัพย์หนังสือมือสอง: ตามข้างทางหรือในกลุ่มเฟซบุ๊กของปารีส จะมีร้านขายหนังสือมือสองซ่อนอยู่เพียบ ในราคาแค่เล่มละ 1-2 ยูโร เป็นสวรรค์ของสายอ่านที่อยากได้คลังศัพท์ภาษาฝรั่งเศสแบบไม่ต้องจ่ายแพง
- จิบไวน์ริมแม่น้ำ: ความเก๋ของฝรั่งเศสคือไวน์รสชาติดีในราคาที่เป็นมิตรมาก (ขวดละประมาณ 5-10 ยูโรก็อร่อยแล้ว) วันพักผ่อนก็แค่นัดเพื่อนไปซื้อไวน์โรเซ่ (Rosé) มาเปิดนั่งจิบข้างแม่น้ำแซน พร้อมนั่งคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตกัน

ถึงจะมีช่วงที่เรียนหนักจนเหนื่อย แต่ทุกคนก็ยังหาเวลาบาลานซ์ชีวิตด้วยการออกไปปิกนิก นอนเล่นรับลม หรือทำกิจกรรมกับชมรมนักศึกษา ความอบอุ่นของการอยู่หอนักศึกษา CIUP (Cité Internationale Universitaire de Paris) คือแต่ละประเทศจะมีบ้านหรือสมาคมของตัวเอง คอยจัดกิจกรรมและนำวัฒนธรรมของบ้านเกิดมาแบ่งปันกันตลอดค่ะ
ส่วนใครที่รักการเดินทาง การอยู่ปารีสคือจุดยุทธศาสตร์ที่เริ่ดมากนะ วันหยุดสุดสัปดาห์อยากไปเปิดโลกประเทศใกล้ๆ ก็แค่นั่งรถบัสข้ามพรมแดน อย่างทริปไปกินวาฟเฟิลที่เบลเยียม ค่าเดินทางไป-กลับตกประมาณ 20 ยูโรเท่านั้น

และความน่าอิจฉาอีกอย่างสำหรับคนอายุ 18-25 ปี คือสิทธิ์เข้าชมพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ในฝรั่งเศสได้ฟรีค่ะ! นอกจากนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสยังมีงบสนับสนุนด้านวัฒนธรรม ให้เยาวชนนำไปใช้ได้อิสระ ไม่ว่าจะซื้อหนังสือ ดูภาพยนตร์ หรือซื้อตั๋วเข้าชมนิทรรศการศิลปะ
และสมบัติที่มีค่าที่สุดจาก 2 ปีในปารีส คือ Life-long Friendship (มิตรภาพตลอดชีวิต) ค่ะ เราได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข ฉลองความสำเร็จ และก้าวผ่านช่วงเวลายากๆ มาด้วยกัน สำหรับเราเพื่อนไม่ใช่แค่คอนเนกชัน แต่เป็นผู้คนที่เราอยากมีอยู่ในชีวิตและเติบโตไปด้วยกันในอนาคต ถึงเรียนจบและแยกย้ายกันไปแล้วก็ยัง Keep in touch คอยส่งต่อพลังงานดีๆ และแลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตให้กันเสมอ
การได้ออกไปใช้ชีวิตต่างถิ่น ทำให้เข้าใจโลกตามความเป็นจริงมากขึ้นว่า แต่ละประเทศมีปัญหาและข้อจำกัดไม่เหมือนกัน
อย่างในฝรั่งเศส ผู้คนมีเวลาไปเพลิดเพลินกับศิลปะ วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิต เพราะระบบสวัสดิการของรัฐช่วยรองรับความมั่นคงพื้นฐานไว้แล้ว ขณะที่บ้านเรา หลายคนยังต้องใช้เวลาและพลังงานเกือบทั้งหมดไปกับการดิ้นรนเรื่องปากท้อง ความแตกต่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการที่ใครให้ความสำคัญกับอะไรน้อยกว่า แต่เป็นเพราะต้นทุนชีวิตและบริบททางสังคมที่ต่างกัน
พอได้เดินทางและพูดคุยกับผู้คนจากหลายประเทศ มุมมองของเราก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากที่เคยตัดสินอะไรเร็วๆ ก็กลายเป็นคนที่ตั้งคำถามก่อนเสมอว่า “ถ้าเราเกิดและเติบโตในสภาพแวดล้อมแบบเขา เราอาจจะคิดและตัดสินใจแบบเดียวกันก็ได้”
อีกหนึ่งปรัชญาชีวิตที่ฝรั่งเศสสอน คือ “ทุกเรื่องมีทั้งช่วงที่ดีและช่วงที่แย่ แต่สุดท้ายเดี๋ยวกาลเวลาก็พาผ่านไปหมด” ช่วงที่มีความสุขก็ตักตวงให้เต็มที่ วันที่เหนื่อยก็ให้เวลาตัวเองพัก ถ้าโชคร้ายเจอคนไม่ดีก็คิดเสียว่าเป็น Case Study ของชีวิต 5555 ส่วนความผิดหวังก็ทำให้เห็นคุณค่าของคนดีๆ ที่ยังอยู่ข้างเรา


. . . . . . . .
จากห้องเรียนปารีส
สู่งานสายนโยบายระดับนานาชาติ
หลังเรียนจบ เราก็ทำงานต่อในสายงานระดับนานาชาติค่ะ ปัจจุบันเป็น Senior Project Coordinator ดูแลโครงการเกี่ยวกับนโยบายด้านสุขภาพและกฎหมายการส่งออกสินค้าการเกษตรไปสหภาพยุโรป
งานที่ต้องประสานกับหลายประเทศและหลายหน่วยงานก็มีความกดดันอยู่บ้าง แต่ประสบการณ์จากตอนเรียนที่ Sciences Po และการใช้ชีวิตในฝรั่งเศสยังช่วยเราอยู่เสมอ โดยเฉพาะมายด์เซ็ตที่ว่า “เดี๋ยวกาลเวลาก็พาผ่านไป” ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์
ทิ้งท้ายถึงน้องๆ ที่กำลังค้นหาตัวเอง
สำหรับเรา การเขียนเรียงความหรือค้นหาตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก เพราะค่อยๆ ทบทวนเรื่องพวกนี้มาตลอด แต่ถ้าน้องๆ กำลังรู้สึกเคว้งคว้าง ลองเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า “เราไม่ชอบอะไร” แล้วค่อยๆ Scope Down ตัดตัวเลือกออกไปเรื่อยๆ เพราะบางทีการรู้ว่าเราไม่ชอบอะไร ก็อาจพาไปเจอสิ่งที่ชอบได้เหมือนกัน หรือจะลองลิสต์ 5 คำที่บอกความเป็นตัวเองดูก็ได้ค่ะ

. . . . . . . .
The world is waiting,
and you’re warmly invited!
ถ้าเรียนต่อต่างประเทศคือ Destination ที่เล็งไว้ ได้เวลา Fast Track เส้นทางของตัวเองให้ชัดขึ้น! มาเจอกันที่ Dek-D’s Study Abroad Fair 2026 รอบปลายปี งานที่รวมครบทั้งข้อมูล โอกาส และรุ่นพี่ตัวจริงมาให้คุยกันแบบเต็มที่
งานนี้พบ “พี่พันไมล์” และ 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนและศิษย์เก่ามหา’ลัยชั้นนำจากทั่วโลก ครบทั้งสายอเมริกา-ยุโรป-ออสเตรเลีย จากทุนดังอย่าง Fulbright TGS, Chevening, Erasmus+, Australia Awards และทุนรัฐบาลไทย (ก.พ.) รวมถึงสายเอเชีย ที่มีทั้งทุนรัฐบาลและทุนมหา’ลัยจากเกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง อยากถามเรื่องทุน การสมัคร ชีวิตเด็กนอก หรือเอา CV มาให้ช่วยดู เตรียมคำถามมาได้เลย เพราะพี่ๆ จะมานั่งให้คำปรึกษาแบบ 1:1 ฟรี!
นอกจากนี้ยังมี 40+ สถาบันจาก 20+ ประเทศทั่วโลก ให้เดินปรึกษาแพลนเรียนต่อและหาหลักสูตรที่ใช่ พร้อม Alumni Talk, สถาบันภาษาและตัวช่วยเตรียมสอบ รวมถึง IELTS Mock Test แบบคอมพิวเตอร์ให้ลองสอบฟรี 3 สกิลรวดไปเลยค่ะ~
- Save the Date: 3-4 ตุลาคม 69 (09.00-16.30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- No Boarding Pass Needed - Just Free Entry!
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~

0 ความคิดเห็น