ถ้าพูดถึงการไปเรียนต่อต่างประเทศ “ฮ่องกง” อาจเป็นจุดหมายที่หลายคนคุ้นเคยกันดีในมุมของเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยแสงสี แต่ในมุมของการเป็นนักเรียนล่ะ ชีวิตที่นั่นจะเป็นยังไง?
วันนี้ Dek-D จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “พี่ณัชชา” เด็กไทยที่ตัดสินใจยื่นสมัครเรียน+ขอทุน ในช่วง 5 วันสุดท้ายก่อนปิดรับสมัคร แต่สุดท้ายก็ได้ “ทุนเต็มจำนวน” เรียนต่อป.ตรี สาขา English & Applied Linguistics จาก The Hong Kong Polytechnic University (PolyU) มาครองได้สำเร็จ มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มีดีแค่สายวิทย์หรือการโรงแรม แต่คณะมนุษยศาสตร์ก็ปังจนต้องรีวิว!
ยื่นสมัครยังไงแบบติดสปีดแล้วได้ทุน บรรยากาศคลาสเรียนที่ไม่ต้องนั่งสอบไฟนอลตลอด 4 ปีเป็นยังไงบ้าง ชีวิตในฮ่องกงดีต่อใจแค่ไหน แล้วมีอะไรที่เป็น Culture Shock ถ้าพร้อมแล้วลุยกันเลยค่าา
โอกาสปรึกษาฟรีกับ 20+ รุ่นพี่ทุนดีกรีสุดปัง
พบกัน 3-4 ต.ค. 69 ที่ไบเทคบางนา
เตรียมคำถามแล้วมา Fast Track หาคำตอบแบบ 1:1 กับ “พี่ณัชชา” ตัวจริงได้ที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair 2026 ที่ BITEC บางนา (EH98) ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
*พบกับพี่ณัชชา วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 (09.00-17.00 น.)
MentorList_3-4Oct2026.jpg)
. . . . . . . .
เส้นทางมงลงที่ฮ่องกง
เหลือ 5 วันกับมหา’ลัยเดียวในลิสต์!
ตอนมัธยมณัชชาเรียนอินเตอร์ที่ประเทศจีนตั้งแต่ ม.2 (Maple Leaf International School) ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปต่อป.ตรีที่อังกฤษ ยื่นแล้วมหา'ลัยตอบรับเข้าเรียนเรียบร้อย แต่พอเห็นเพื่อนๆ ยื่นที่ฮ่องกงกัน ก็เริ่มสนใจแล้วลองหาข้อมูลบ้าง เพราะช่วงนั้นโควิด-19 ระบาด ถ้ามีเพื่อนน่าจะรับมือได้ดีกว่าไปฉายเดี่ยว แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็จะสบายใจกว่าด้วยถ้าเรียนใกล้ไทยด้วยค่ะ

ความพีคคือออตอนนั้นมหา'ลัยในฮ่องกง เปิดรับสมัคร 5 วันสุดท้าย!
ณัชชายื่นไปที่เดียวคือ The Hong Kong Polytechnic University (PolyU) ใช้วิธีเสิร์ชรูปแคมปัสและสาขาที่น่าสนใจ แล้วตอนสมัครระบบจะให้เลือกได้สูงสุด 2 สาขา (programme choices) ในใบสมัครเดียวค่ะ น้อง ๆ สามารถเลือกสมัครสาขาที่สนใจไว้ก่อนได้เลย แล้วถ้าได้รับ offer ทั้งสองสาขา ก็ยังมีเวลาให้ตัดสินใจทีหลังว่าจะเลือกเรียนสาขาไหน
// ถ้าใครสนใจ PolyU แนะนำว่าที่นี่เด่นการโรงแรม แฟชั่นดีไซน์ และ STEM ด้วยค่ะ


เตรียมตัวสมัครทุน
ณัชชาจบหลักสูตรนานาชาติแคนาดา (British Columbia Diploma) จากประเทศจีน เลยใช้ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) ยื่นได้ทันที ตอนที่ยื่นมีเกรดเฉลี่ย (GPA) 5 วิชาขั้นต่ำต้องเกิน 85% และยื่นคะแนน IELTS Overall 7.0 ขึ้นไป (ถ้าน้องๆ จบมัธยมปลายหลักสูตรไทย สามารถใช้เกรด ม.6 ยื่นได้เหมือนกันนะ)
จริงๆ ถ้าแค่สมัครเรียน ไม่ต้องเขียนเรียงความ (Essay) แต่ถ้าจะชิงทุน จะมีช่อง Optional ให้เราเขียนแนะนำตัวสั้นๆ ไม่เกิน 500 คำค่ะ ซึ่งณัชชาแนะนำจากประสบการณ์ตรงว่า ให้เขียนแนบไฟล์แยกเป็น Extra Document ไปเลยดีกว่า
พอส่งเอกสารเสร็จ วีคถัดมาเค้าเรียกสัมภาษณ์เลย ส่วนใหญ่จะดูความตั้งใจของเรา เช่น ทำไมถึงชอบภาษาอังกฤษ ทำไมอยากเข้าสาขานี้ เคยทำกิจกรรมอะไรมาบ้าง ซึ่งณัชชาหยิบเรื่องที่เคยไปสัมมนากับประสบการณ์สอนภาษาอังกฤษไปพรีเซนต์ให้กรรมการฟัง
หลังจากยื่นสมัครเสร็จวีคต่อไปสัมภาษณ์เลย ผลคือได้ตอบรับแบบมีเงื่อนไข (Conditional Offer) พร้อมกับทุนเต็มจำนวน
เอ้า งง!!!! แต่ดีใจมากค่ะ คิดอยู่นะว่าสงสัยถูกลิขิตให้ไปที่นี่แหละ
บอกเลยว่าชีวิต 4 ปีต่อจากนี้ใน PolyU ณัชชาประทับใจแบบยกให้ขึ้นหิ้ง ทั้งโปรแกรมและมหา’ลัยนี้ feel right สุดๆ มีความสุขและได้เรียนรู้เยอะมาก เดี๋ยวจะเริ่มเล่าให้ฟังตั้งแต่พาร์ตปรับตัวนะคะ
. . . . . . . .
ภาพจำก่อนแลนดิ้ง vs ภาพจริงที่ฮ่องกง
ก่อนไปเราเคยแต่เสิร์ชดูรูป ไม่มีไอเดียเลย หนังฮ่องกงก็ไม่ได้ดู ภาพในหัวคือเมืองเก่าๆ วินเทจๆ มาเฟียเยอะๆ และยังไม่ค่อยมีรีวิวเพราะคนไทยยังไม่ค่อยไปกัน
แต่พอแลนดิ้งปุ๊บคือผิดคาดดด ณัชชายังจำภาพตัวเองลากกระเป๋าใบใหญ่นั่งแท็กซี่ไปโรงแรมเพื่อกักตัว 7 วันได้เลย ความรู้สึกแรกคือเมืองคึกคัก คนเยอะแต่ทุกอย่างกลับเป็นระเบียบทันสมัย และศิวิไลซ์สุดๆ แถมเดินทางสะดวกมาก เหมือนที่ทุกวันนี้คนไทยรีวิวฮ่องกงเป็นภาพเมือง Luxury แบบนั้นเลย
นอกจากนี้คือจังหวะการเดิน คนฮ่องกงเดินเร็วติดสปีดกันตลอดเวลาจนณัชชาเผลอติดนิสัยเดินเร็วและคิดเร็วทำเร็วมาด้วย 5555 แต่ภายใต้ความเร่งรีบนั้น คนที่นี่เปิดกว้างและมีมารยาททางสังคม (Social Awareness) ค่อนข้างสูงค่ะ

. . . . . . . .
เจาะลึกห้องเรียน ป.ตรีสายภาษา
วิชาเริ่ดเกิน & ไม่มีสอบไฟนอล
ภาพรวมหลักสูตร ป.ตรี English and Applied Linguistics ที่นี่ไม่ได้อัดทฤษฎีแน่นๆ ค่ะ ปีแรกจะเน้นปูพื้นฐาน ก่อนจะให้เราเริ่มลงวิชาเลือกในเทอมต่อๆ ไป ซึ่งใน 1 เทอมสามารถลงทะเบียนได้สูงสุด 7 วิชา (21 หน่วยกิต) แต่ณัชชาเลือกเรียนเทอมละ 4-5 วิชาเพื่อความบาลานซ์ให้ไม่แน่นเกิน และถ้าใครอยากเรียนวิชาโท (Minor) ก็สามารถข้ามคณะไปลงสาขาอื่นที่อยากรู้ได้อย่างอิสระ เช่น จิตวิทยา หรือธุรกิจ ฯลฯ
ความจึ้งสุดคือตลอด 4 ปี ณัชชาไม่เคยต้องเดินไปนั่งเครียดในห้องสอบใหญ่เหมือนเด็กสายวิศวะหรือกลุ่ม STEM เพราะสาขานี้ไม่มีสอบไฟนอล เกรดเกือบทั้งหมดมาจากเรียงความ การนำเสนอผลงาน และโปรเจกต์ที่ทำต่อเนื่องตลอดเทอม ถ้าจะมีให้จำไปสอบบ้างก็แค่นิดหน่อยตอนสอบ Quiz ย่อย ถ้าใครชอบคิดวิเคราะห์และเขียนมากกว่านั่งท่องไปสอบเหมือนเรา น่าจะถูกจริตมากๆ เลยค่ะ 555
ส่วนอาจารย์เราก็ประทับใจค่ะ เราว่าเขาสอนดี เข้าถึงได้ แต่ก่อนเรียนต้องเตรียมตัวหนักแค่ไหนขึ้นอยู่กับธรรมชาติและความยากของวิชา เช่น
- Language and Gender: เรียนสนุก เนื้อหาเข้าใจง่ายและเชื่อมโยงกับเรื่องเพศในสังคม
- Literature (วรรณกรรม): วิชานี้ต้องอ่านบทความไปล่วงหน้าแบบจริงจัง ถ้าไม่อ่านไปก่อนคือนั่งงงตาแตกในคลาสแน่นอน สไตล์การสอนคือจะเน้นให้เขียน Reflect ว่าบทเรียนนี้เชื่อมโยงกับตัวตนของเรายังไง (เราชอบเขียนไดอารี่ก็เข้าทางค่าา)

รีวิวตัวอย่างวิชาสุดเปิดโลก
วิชาเรียนหลากหลายและน่าสนใจมาก เราจะเห็นชัดเลยค่ะว่าถ้าจบสายภาษา จะเลือกไปต่อยอดได้อีกมาก เช่น สายการตลาด จิตวิทยา หรือเทคโนโลยี ฯลฯ
- TESOL: การออกแบบหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง คลาสนี้ต้องวิเคราะห์สื่อการสอน ใบงาน และดีไซน์คอร์สขึ้นมาเอง ช่วยเปิดมุมมองมาก ทำให้รู้ว่ากิจกรรมในห้องเรียนตอบโจทย์คนเรียนได้ลึกแค่ไหน และเอามาลิงก์กับธุรกิจสอนภาษาของตัวเอง (NatchaTutor) ได้ดีสุดๆ
- Corpus Linguistics: วิชาบังคับที่ล้ำสุด เป็นการใช้คอมพิวเตอร์และเขียนโค้ดเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางภาษาศาสตร์ เช่น การหาความถี่ของการใช้คำ คำปรากฏร่วม (Collocation) เพื่อดูว่าในบทความการเมืองหรือบริบทต่างๆ คนมักจะเลือกใช้คลังศัพท์แบบไหน // ใครอยากไปสุดสาย AI กับภาษาก็สามารถลง Double Major เพื่อรับใบประกาศนียบัตร 2 ใบได้นะคะ
- Solving crime through linguistic: การไขคดีอาชญากรรมด้วยภาษาศาสตร์ เอาหลักการทางภาษามาช่วยวิเคราะห์หลักฐานและคลี่คลายคดี
- Psycholinguistics: จิตวิทยาภาษาศาสตร์ เรียนรู้การพัฒนาสมองและการรับรู้ภาษาของเด็ก ว่าช่วงอายุเท่านี้ทำไมผู้ปกครองถึงควรเริ่มฝึกทักษะภาษาให้ลูก
อาจารย์จะไม่ค่อยหักคะแนนไวยากรณ์หยุมหยิม แต่จะโฟกัสที่ไอเดียและการนำเสนอเป็นหลัก (ยกเว้นเขียนผิดจนความหมายเปลี่ยน อันนี้มีโดนหักบ้างอยู่แล้ว)

ถามว่าเหนื่อยสุดตอนไหน
จริงๆ ก็ให้เลยยยทุกปี! 5555 แต่ช่วงปี 1 ถึงปี 3 จะเป็นความเหนื่อยที่สนุกเพราะวิชาน่าสนใจมากก ความเครียดของจริงจะเริ่มมาเยือนตอนปี 4 ที่ต้องลงมือทำธีสิส โดยณัชชาทำหัวข้อเกี่ยวกับอัตลักษณ์ (Identity) ในการสอนภาษา นำเสนอความท้าทายที่ตัวเองต้องเป็นทั้งนักศึกษาเต็มเวลาและเป็นครูสอนภาษาไปพร้อมกัน ซึ่งมุมมองและความคิดระหว่างคนเรียนกับคนสอนจะมีความตรงข้ามกัน
ช่วงนั้นต้องนัดปรึกษาอาจารย์บ่อยมาก บรรยากาศจะมีความสุขุม นิ่งเงียบ และใช้พลังงานสมองเยอะเป็นพิเศษค่ะ
ศึกษาเพิ่มเติมที่เว็บหลักสูตร. . . . . . . .
Campus Life
ชีวิตแต่ละวันแต่ละเดย์ฉบับเด็ก PolyU
หอพักนักศึกษา
หอมหาวิทยาลัยตอบโจทย์ที่สุดเรื่องราคา โดยจะการันตีที่พักให้นักศึกษาต่างชาติในปีแรก ส่วนปีต่อไปต้องแข่งกันจอง กรณีของณัชชาเลือกออกมาอยู่หอพักนอกตั้งแต่วันแรกโดยใช้แอปพลิเคชัน Uhomes และ Rednote (เสี่ยวหงซู) ในการหาห้องพัก
ค่าที่พักในฮ่องกงต้องยอมรับว่าราคาสูงและห้องมีขนาดกะทัดรัดจริง ถ้าเลือกโซนที่ขยับออกไปไกลหน่อย ค่าเช่าจะตกเฉลี่ยเดือนละประมาณ 8,000-9,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ได้ห้องส่วนตัวแชร์พื้นที่ส่วนกลางกับคนอื่น) แต่ถ้าอยากอยู่ย่านใจกลางเมืองอย่าง Mong Kok ก็อาจจะต้องเลือกแบบแชร์อพาร์ตเมนต์ในขนาดที่เล็กลงกับเพื่อนหลายคน ในราคาประมาณ 4,000-5,000 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อเดือน

ใส่ยับกับกิจกรรมมหาลัย
กิจกรรมในมหาวิทยาลัยก็ช่วยสร้างสีสันได้เยอะมาก เช่นที่ PolyU มีชมรม English Drama Club ซึ่งเป็นชมรมการละครภาษาอังกฤษที่เปิดรับสมาชิกทุกปี ใครอยากลองเป็นนักแสดง หรืออยากคุมเวทีหลังบ้าน (Stage Management) ก็เข้าไปจอยได้เลย เป็นพื้นที่ที่ทำให้ได้เพื่อนอินเตอร์และได้ฝึกใช้อังกฤษแบบจัดเต็ม



นอกจากนี้ยังมี Thai Society ชมรมรวมนักเรียนไทยใน PolyU ที่คอยจัดกิจกรรมน่ารักๆ อย่างทำบัวลอยหรือลอยกระทงให้ได้หายคิดถึงบ้านกัน


มุมฮีลใจใน PolyU
แลนมาร์กสุดฮิตคือสนามหญ้ากว้างๆ ฟีลปิกนิกที่มีต้นไม้ใหญ่ให้นั่งหลบแดด พร้อมป้าย PolyU สุดเก๋ เหมาะกับการไปนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ หรือนั่งชิลกับเพื่อนมากๆ ความตลกคือโซนนี้เพิ่งจะสร้างเสร็จตอนณัชชาใกล้จะเรียนจบพอดี (แต่เอาน่า อย่างน้อยก็เป็นฉากหลังถ่ายรูปรับปริญญาได้!!!)





พาร์ตไทม์ฝึกใจให้แข็งแกร่ง
ณัชชาเริ่มทำงานพาร์ตไทม์ตั้งแต่ปี 2 โดยเน้นสายร้านอาหารและบาร์เครื่องดื่ม (F&B) ซึ่งฮ่องกงขึ้นชื่อเรื่องบาร์ค็อกเทลและร้านอาหารชั้นนำมาก โดยใช้วิธีหางานผ่านเพื่อนและแพลตฟอร์มหางานอย่าง JobsDB, Indeed และ LinkedIn
หนึ่งในงานที่ทำคือพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารอิตาลี ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดและกระบวนการเยอะมาก ไม่ใช่แค่เดินถือจานไปวาง แต่ต้องถือถาดให้มีความแกลมเมอรัส มีท่วงท่า (Posture) และมารยาท (Manner) ที่เป๊ะสุดๆ ยอมรับว่าเป็นงานที่เหนื่อยและใช้พลังงานสูงมาก (แต่เชื่อเถอะ คนไทยสบายเพราะมีความถึกอยู่ในสายเลือด) ณัชชาทำต่อเนื่องมาจนถึงสิ้นปี 3 แล้วค่อยหยุดเพื่อไปโฟกัสกับธีสิสค่ะ
ประสบการณ์ทำงานพาร์ตไทม์ให้ทั้งค่าขนมและฝึกเราให้แกร่งขึ้น แล้วยังเห็นระบบการรันธุรกิจจริงๆ ได้ร่วมงานกับทีมหลากหลายเชื้อชาติ (ส่วนใหญ่เพื่อนร่วมงานเป็นชาวเนปาลและฟิลิปปินส์ น่ารักมากกก) เรารู้สึกตัวเองจัดการปัญหาเก่งขึ้น และใจไม่บางเหมือนเมื่อก่อน ช่วยสร้างภูมิเตรียมไปดีลงานกับผู้คนในอนาคตค่ะ 555


ถ้าเหงาใจมี Thai Town
ใครกลัวโฮมซิก คิดถึงอาหารไทย แนะนำให้ปักหมุดไปที่ถนนย่าน Kowloon City หรือที่เด็กไทยเรียกกันว่า “Thai Town” ที่นี่คือศูนย์รวมร้านอาหารไทยรสชาติต้นตำรับแท้ๆ เพราะคนไทยเปิดเองทำเองทุกร้าน สั่งข้าวกะเพราจานละประมาณ 60-80 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราวๆ 240-320 บาท) ตบท้ายด้วยชานมไทยแก้วละร้อยกว่าบาท รสชาติถูกต้องเหมือนนั่งกินอยู่ที่กรุงเทพฯ ช่วยเยียวยาอาการโฮมซิกได้ดีที่สุด
ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์ ย่านฮิตที่นักเรียนไทยชอบไปแฮงก์เอาต์กันก็คงหนีไม่พ้น Mong Kok และ Tsim Sha Tsui ฝั่งเกาลูน หรือถ้าข้ามไปฝั่งเกาะฮ่องกงก็จะมี Causeway Bay, Central และ Kennedy Town ที่มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ และที่เดินเล่นกับเพื่อน ๆ เยอะมาก
. . . . . . . .
ถ้าถามว่าชอบอะไรในฮ่องกงที่สุด
ณัชชาขอมอบมงให้กับบบบ…
ไลฟ์สไตล์ที่บาลานซ์แต่ไม่อ้างว้าง
ฮ่องกงเป็นเมืองโมเดิร์นที่มีกลิ่นอายความผสมผสานแบบยุโรปเบาๆ แต่ยังให้อบอุ่นใจแบบเอเชียใกล้บ้าน กลางวันเข้าเมืองไปเรียน กลางคืนชมแสงสี หรือถ้าวันไหนเบื่อความวุ่นวาย แค่นั่งรถออกไป 30 นาทีหรือขึ้นเรือข้ามฟาก ก็จะได้เจอกับมุมธรรมชาติ ป่าเขา และเส้นทางเดินป่าริมทะเลทันที เป็เสน่ห์ที่ถ้าได้ลองใช้ชีวิตสักพักแล้วจะเข้าใจเลย


ความหลากหลายของผู้คน (Diversity)
เราชอบนั่งกับเพื่อนแล้วทายว่าคนที่เดินผ่านไปมาว่าจากประเทศอะไร ในมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาจากทั่วโลก ทั้งไทย เกาหลี คาซัคสถาน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงเพื่อนจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ สำหรับที่นี่การเดินเข้าไปทักทายคุยกันคือเรื่องปกติ ยิ่งได้ยินหลายๆ สำเนียงยิ่งสนุกเลยค่ะ!




การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา
คนฮ่องกงโตมากับ 3 ภาษาคือ จีนกลาง กวางตุ้ง และอังกฤษ แต่เวลาใช้ชีวิตจริง โดยเฉพาะตอนสั่งอาหารร้านท้องถิ่น คนที่นี่จะมีความใจร้อนนิดนึงเพราะคิวแถวค่อนข้างยาว ถ้ามัวแต่ยืนอ้ำอึ้งอาจจะโดนดุเอาได้ ทริกเอาตัวรอดที่ง่ายที่สุดคือให้พูดภาษาอังกฤษใส่ไปเลยตั้งแต่คำแรก จะสื่อสารได้เร็วและราบรื่นกว่ามาก แล้วค่อยไปหาโอกาสฝึกภาษาจีนกับเพื่อนๆ จะดีกว่าค่ะ

. . . . . . . .
Before & After
ฮ่องกง บ้านอีกหลังที่ทำให้เราเติบโต
พอมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่เรียนจบ การมาใช้ชีวิตคนเดียวที่ฮ่องกงเปลี่ยนตัวตนของเราไปเยอะ จากเมื่อก่อนที่เป็นคนค่อนข้างยึดติด ต้องพึ่งพาคนอื่น และติดเพื่อนมากๆๆๆ ตอนนี้กลายเป็นคนที่จัดการชีวิตด้วยตัวเองได้ดีขึ้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้เจอผู้คนหลายรูปแบบ บางคนเข้ามาเป็นของขวัญ บางคนเข้ามาเพื่อสอนบทเรียน ทำให้เริ่มเข้าใจโลกและปล่อยวางได้เก่งขึ้น รู้ตัวอีกทีก็ค้นพบว่าตัวเองสนุกกับการอยู่คนเดียวมากกว่าที่คิด
ชีวิตที่ฮ่องกงไม่ได้ราบรื่นตลอด มีทั้งช่วงที่ดีและช่วงที่หนัก แต่พอผ่านอะไรมาเรื่อยๆ ก็รู้ว่าแต่ละเรื่องทิ้งอะไรบางอย่างไว้กับเราเสมอ สุดท้ายฮ่องกงเลยไม่ใช่แค่เมืองที่ณัชชามาเรียน แต่เป็นเหมือนบ้านอีกหลัง และเรากล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าเราโตขึ้นจากที่นั่นจริงๆ ค่ะ

. . . . . . . .
The world is waiting,
and you’re warmly invited!
ถ้าเรียนต่อต่างประเทศคือ Destination ที่เล็งไว้ ได้เวลา Fast Track เส้นทางของตัวเองให้ชัดขึ้น! มาเจอกันที่ Dek-D’s Study Abroad Fair 2026 รอบปลายปี งานที่รวมครบทั้งข้อมูล โอกาส และรุ่นพี่ตัวจริงมาให้คุยกันแบบเต็มที่
งานนี้พบ “พี่ณัชชา” และ 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนและศิษย์เก่ามหา’ลัยชั้นนำจากทั่วโลก ครบทั้งสายอเมริกา-ยุโรป-ออสเตรเลีย จากทุนดังอย่าง Fulbright TGS, Chevening, Erasmus+, Australia Awards และทุนรัฐบาลไทย (ก.พ.) รวมถึงสายเอเชีย ที่มีทั้งทุนรัฐบาลและทุนมหา’ลัยจากเกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง อยากถามเรื่องทุน การสมัคร ชีวิตเด็กนอก หรือเอา CV มาให้ช่วยดู เตรียมคำถามมาได้เลย เพราะพี่ๆ จะมานั่งให้คำปรึกษาแบบ 1:1 ฟรี!
นอกจากนี้ยังมี 40+ สถาบันจาก 20+ ประเทศทั่วโลก ให้เดินปรึกษาแพลนเรียนต่อและหาหลักสูตรที่ใช่ พร้อม Alumni Talk, สถาบันภาษาและตัวช่วยเตรียมสอบ รวมถึง IELTS Mock Test แบบคอมพิวเตอร์ให้ลองสอบฟรี 3 สกิลรวดไปเลยค่ะ~
- Save the Date: 3-4 ตุลาคม 69 (09.00-16.30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- No Boarding Pass Needed - Just Free Entry!
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~

0 ความคิดเห็น