Tonor in Europe: รีวิวเจาะลึกทุน Erasmus+ ป.โท วิศวะ (RADMEP) ลุยฟินแลนด์ เบลเยียม ฝรั่งเศส

ไม่ว่าจะเป็น Smartphone ที่เราใช้ทุกวัน หรือเทคโนโลยีที่ส่งขึ้นไปทำงานในอวกาศ ต่างก็มี “ชิป” เป็นชิ้นส่วนสำคัญ แต่พออุปกรณ์ต้องเจอกับรังสี โดยเฉพาะในอวกาศ รังสีก็อาจส่งผลต่อการทำงานของชิปได้

และนี่ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่มีการเรียนและวิจัยกันจริงจังในยุโรปค่ะ! วันนี้ Dek-D ขอพาไปคุยกับ “พี่ต้นอ้อ” (เจ้าของเพจ Tonor in Europe และพอดแคสต์ Pourquoi Pas ?) ศิษย์เก่าวิศวะอินเตอร์ มธ. (SIIT) ผู้คว้าทุนเต็มจำนวน Erasmus+ ไปเรียนป.โทโปรแกรม RADMEP ซึ่งเจาะลึกเรื่องรังสี ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และโฟโทนิกส์

ตั้งแต่เข้าห้องมืดทดสอบเลเซอร์ เอาตัวรอดในเมืองหนาวติดลบที่ไม่มีร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง ไปจนถึงเขียนรายงานมาราธอนที่เบลเยียม ประสบการณ์ตะลุย 3 ประเทศ 3 สไตล์จะเป็นยังไง ไปอ่านสตอรี่ของพี่อ้อกันเลยค่า

. . . . . . .

จุดเริ่มต้นจากศูนย์ 
สู่การคว้าทุนยุโรป

อัอเรียนโรงเรียนรัฐบาลไทย เคยไป Work & Travel ที่อเมริกา 3-4 เดือน โดยที่พื้นภาษาอังกฤษแทบ 0 ช่วงแรกฟังแทบไม่รู้เรื่อง ต้องใช้เวลาสักพักถึงจะเริ่มจับ topic ที่เค้าคุยกันได้ แต่เราก็ยังมีความฝันอยากไปเรียนต่างประเทศ พอกลับไทยเลยเริ่มมองหาว่าจะเรียนอะไรที่พาเราไปถึงตรงนั้นได้

สุดท้ายก็เข้าป.ตรี วิศวะไฟฟ้าที่ SIIT ภาคอินเตอร์ของ ม.ธรรมศาสตร์ ชอบตรงที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษล้วน มีคอร์สปูพื้นฐานให้ แล้วบรรยากาศแทบไม่มีการแข่งขัน เพราะทุกคนต้องจับมือกันรอดค่ะ 5555

ช่วงปิดเทอมอ้อก็สมัครโครงการ AIESEC ไปเป็นอาสาสมัครที่ตุรกี 1 เดือน ตอนนั้นรู้สึกว่าภาษาอังกฤษพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดด แล้วด้วยความที่สนใจดาราศาสตร์ ก็เคยไปฝึกงานที่ NARIT ทำเกี่ยวกับการสื่อสารและการรับสัญญาณจากดาวด้วย

พอเรียนจบ อ้อก็นั่งหาทุน 100% ไปเรียนป.โทต่างประเทศมาเรื่อยๆ จนมาเจอ Erasmus+ ตอนที่หลายโปรแกรมทยอยปิดรับแล้ว แต่โชคดีว่ายังเหลือ RADMEP ที่ตรงสายและสมัครทัน สรุปคือสมัครเดือนกุมภาพันธ์ ประกาศผลเดือนเมษายน

อ๊ะ แล้วเราจะปฏิเสธทำไมล่ะ ทุนเต็มจำนวนด้วย คอนเฟิร์มเลยสิคะ!

. . . . . . .

ว่าแต่ Erasmus+ คืออะไร? ทำไมถึงน่าสนใจ?

เล่าก่อนค่ะว่า Erasmus Mundus Joint Masters (EMJM) คือหลักสูตรป.โทนานาชาติภายใต้โครงการ Erasmus+ ของสหภาพยุโรป (EU) จัดการเรียนร่วมกันโดยมหาวิทยาลัยในยุโรปอย่างน้อย 2–3 แห่ง ซึ่งแต่ละที่เชี่ยวชาญต่างกัน และบางโปรแกรมอาจมีพาร์ตเนอร์นอกยุโรป เช่น เอเชียหรืออเมริกา

บางหลักสูตรเปิดให้สมัครแบบออกค่าใช้จ่ายเอง แต่ถ้าเช็กแล้วปีนั้นมีทุนเต็มจำนวน ก็จะครอบคลุมทั้งค่าเรียน ค่าครองชีพ และค่าเดินทาง โดยไม่มีข้อผูกพันหลังเรียนจบ

ส่วน RADMEP (Radiation and its Effects on MicroElectronics and Photonics Technologies) ก็เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ปีนั้นสมัครทุนได้ (ต้องเช็กปีต่อปีนะคะ) เนื้อหาจะเจาะเรื่องรังสี ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และโฟโทนิกส์ ซึ่งเป็นสายที่หลายประเทศในยุโรปมีความเชี่ยวชาญต่างกัน

แล้วพอเรียนจบจะได้ปริญญาถึง 4 ใบ จาก RADMEP และมหาวิทยาลัยในแต่ละประเทศที่เราไปเรียน

สมัครทุนยังไง? ฉบับพี่อ้อ

ตอนสมัครอ้อไม่ได้คิดซับซ้อนมากค่ะ หลักๆ มีประมาณนี้

  • Motivation Letter: อ้อว่าเขียนให้เป็นตัวเอง อย่าประดิษฐ์เกินไป เล่าว่าทำไมถึงอยากเรียนด้านนี้ โปรแกรมตอบโจทย์เรายังไง แล้วเราอยากเอาความรู้ไปทำอะไรต่อ อ้อเองใส่ความเป็นตัวเองไปเยอะเหมือนกัน อย่างชอบเล่นกีฬา แล้วถ้าได้ไปฝรั่งเศสก็หวังว่าจะมีโอกาสเตะฟุตบอลหญิง สรุปว่าไปถึงได้เตะจริงๆ ค่ะ 5555
  • Recommendation Letter: ตอนนั้นอ้อขอจากอาจารย์ที่ SIIT สองท่านที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในสายที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม โดยอาจารย์จบจากมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นและอเมริกา (Cornell University)
  • GPA และคะแนนภาษาอังกฤษ: อันนี้มองว่าผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ก่อน ตอนสมัคร GPA อยู่ที่ 3.2x ส่วนภาษาอังกฤษใช้ IELTS 6.5 ซึ่งสำหรับเรายากเอาเรื่องเลยค่ะ สอบหลายรอบจนเกือบถอดใจ เหลืออีกวีคเดียวจะปิดรับสมัคร สรุปว่าผ่านทันแบบฉิวเฉียด! 5555

    // ถ้าใครเล็งทุนนี้ไว้ อ้อแนะนำให้เตรียมภาษาไว้ แล้วระหว่างเรียนก็พยายามเก็บโครงงานหรือโปรเจกต์ควบคู่กับรักษาเกรด

“สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับบางคน คือการเริ่มต้น ถ้ามัวแต่คิดมากหรือกลัว ทุกอย่างก็จะหยุดอยู่ที่ศูนย์ แต่ถ้ากล้าที่จะเริ่มลงมือทำ ก็จะก้าวไปสู่ 1-2-3-4 ได้แน่นอน”

รู้จักโครงการ Erasmus+หน้าหลักสูตร RADMEP

. . . . . . .

เจาะลึกโหมดเรียนและใช้ชีวิต
ย้ายประเทศทุก 6 เดือน

เทอม 1 University of Jyväskylä, Finland

โหมดวิชาการ: เจาะลึกฟิสิกส์เซมิคอนดักเตอร์

ในรุ่นอ้อมีกัน 18 คน แล้วก็จะเรียนและย้ายประเทศไปด้วยกันตลอดค่ะ เทอมแรกที่ฟินแลนด์จะเน้นปูพื้นฐานด้าน Semiconductor Physics ซึ่งถือว่าใหม่สำหรับเด็กวิศวกรรมไฟฟ้าแบบเราเลย ได้เรียนตั้งแต่เรื่องเซมิคอนดักเตอร์ฟิสิกส์ Image Sensor ไปจนถึงผลกระทบของรังสีต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

สไตล์การเรียนที่นี่ไม่ได้วัดกันด้วยข้อสอบ Final อย่างเดียว แต่มีทั้งการบ้านและโปรเจกต์เข้ามาด้วย ในหนึ่งวิชาก็จะมีทั้งคลาสเรียนทฤษฎีกับอาจารย์ และคลาสกับ TA ที่พาทำการบ้านหรือทบทวนเนื้อหา ส่วนแล็บก็มีเครื่องมือให้ใช้ค่อนข้างเต็มที่เลยค่ะ

อากาศหนาวนัก หลุมรักก็ลึก!

อาจจะหนาวสั่นไปหน่อย แต่อ้อตกหลุมรักฟินแลนด์เรื่องความปลอดภัยและธรรมชาติ รอบมหาวิทยาลัยมีทั้งภูเขาและเส้นทางเดินป่า ระหว่างทางยังมีกระท่อมไม้เล็กๆ พร้อมฟืนให้แวะจุดไฟพักคลายหนาวได้ฟรี ส่วนผู้คนก็น่ารัก (อาจมีความ Introvert สูงนิดนึง ใครเป็นสายเฮฮาอาจต้องปรับตัวหน่อย)

แต่ที่ต้องปรับตัวหนักสุดคืออากาศค่ะ เรามาจากเมืองร้อน พอเข้าเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิมีตั้งแต่ประมาณ 15 องศาไปจนถึง -22°C แถมบ่ายสองก็มืดแล้ว ช่วงแรกอ้อมาเรียนได้ 10 วันก็กดจองตั๋วไปเที่ยวเลย ไม่ไหววว ร่างกายโหยหาแสงแดดมาก 5555 (แนะนำให้พกวิตามินติดตัวมาด้วยนะคะ)

พอมาอยู่จริงก็ได้เจอวิถีชีวิตที่ต่างจากบ้านเรา อย่าง Sauna ที่มีแทบทุกตึก หรือเรื่องอาหารที่ต้องวางแผนมากขึ้น เพราะไม่มีร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงให้ฝากท้อง ยิ่งช่วงหิมะตกหนัก ถ้าไม่ได้ตุนอาหารไว้ การเดินฝ่าหิมะไปซูเปอร์มาร์เกตก็คือชาเลนจ์สุดๆ

และในวันหยุดอ้อก็ได้ไปสานฝันวัยเด็กที่ Lapland ทั้งเที่ยวหมู่บ้านซานตาคลอส เล่นสกี ขี่ Snowmobile แล้วก็ลุ้นดูแสงเหนือ ถึงสุดท้ายจะเห็นนิดเดียวผ่านกล้องโทรศัพท์ แต่ก็ถือว่าได้สานฝันแล้ว 5555

Lapland, Finland
Lapland, Finland
Lapland, Finland
Lapland, Finland
Lapland, Finland
Lapland, Finland
Helsingki
Helsingki

เทอม 2 KU Leuven, Belgium

เจาะลึกทะลุเรื่องชิป

ย้ายมาต่อกันที่เบลเยียม ซึ่งเด่นมากเรื่อง Microelectronics เทอมนี้เลยได้เจาะเรื่องชิปแบบลึกขึ้น ตั้งแต่ชิปทำงานยังไง ออกแบบและประกอบแบบไหน ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมสั่งให้ทำงานตามต้องการ

นอกจากนี้ยังมีทั้งวงจรไฟฟ้าและการออกแบบ Hardware ว่าจะจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ยังไงให้ระบบทำงานได้มีประสิทธิภาพ บอกเลยว่าเนื้อหาลึกมากกกจนหาทางขึ้นเกือบไม่เจอ 5555

เรียนหนักจนลืมคัลเจอร์ช็อก

ถ้าฟินแลนด์ยังมีเวลาออกไปเดินป่า ที่เบลเยียมคือเข้าสู่โหมดเรียนจริงจังเลยค่ะ 5555 อาจเพราะ KU Leuven เด่นด้านงานวิจัยด้วย ชีวิตตลอดประมาณ 5 เดือนเลยวนอยู่กับ เรียน -> ทำแล็บ -> กลับบ้าน -> เขียนรีพอร์ต แต่ละวิชามีแล็บและต้องส่งรายงานทุกครั้ง ไม่ใช่สั้นๆ ด้วย บางทียาว 20-30 หน้า

เรียกว่าช่วงนั้นไม่มีเวลาให้ Culture Shock เลย เพราะเรียนอย่างเดียวก็เต็มตารางแล้ว 5555 โชคดีที่ใกล้ที่พักมียิม อย่างน้อยก็ยังได้ออกกำลังกาย ส่วนเที่ยวแทบพับเก็บไปก่อน จนช่วง Easter Break ถึงได้แวะไปเที่ยวตามเมือง Brussels, Ghent และ Bruges บ้างค่ะ

เทอม 3 ฝรั่งเศส (6 เดือน)
Jean Monnet University

เรียนโฟโทนิกส์แบบไม่ตึงเกินไป

ปิดท้ายการย้ายประเทศกันที่ฝรั่งเศส เทอมนี้เรียนด้าน Photonics หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับแสง เจาะลึกทั้งเส้นใยนำแสง (Optic Fiber) เซนเซอร์รับภาพ (Image Sensor) และผลกระทบของรังสี

ถึงจะยังมีแล็บและเขียนรายงาน แต่ความเดือดลดลงจากเบลเยียมเยอะมาก การเก็บคะแนนแบ่งเป็นสอบ 50% และการบ้าน 50% อีกอย่างที่ต่างคือได้เรียนรวมกับเพื่อน Erasmus+ จากโปรแกรมอื่นด้วย

นอกจากเรียนในห้อง ยังได้ไป Conference ที่เมือง Toulouse และเข้าร่วมเวิร์กชอปที่ CERN ได้เห็นทั้งเครื่องมือ เทคโนโลยีตรวจจับสัญญาณ และเรื่องที่โยงไปถึงเทคโนโลยีอวกาศ เช่น ถ้าจะส่งอุปกรณ์ขึ้นไปนอกโลก ก็ต้องคิดตั้งแต่ขั้นออกแบบว่าจะทำยังไงให้ทนต่อรังสีในอวกาศได้

เทอม Master Thesis
เลือกฝึกงานกับบริษัทใหญ่ที่ฝรั่งเศส

มาถึงโค้งสุดท้ายของโปรแกรมกับการทำ Master Thesis 6 เดือน ตอนนั้นอยากเห็นการทำงานในอุตสาหกรรมจริง เลยเลือกไป Intern ที่ STMicroelectronics และทำโปรเจกต์ Laser Characterization for 3D Imaging Sensor แบ่งเป็นทำโปรเจกต์ 5 เดือน และอีก 1 เดือนสำหรับเขียนเล่มจบประมาณ 50 หน้า

งานนี้ได้เข้าไปวัดเลเซอร์ในห้องมืดจริงๆ ต้องอยู่คนเดียว ไม่มีสัญญาณ และใส่แว่นกับอุปกรณ์ป้องกันตลอด ฟังดูแอบน่ากลัวนิดนึง 5555 แต่ก่อนเริ่มงานจะมีเทรนเรื่องความปลอดภัยค่อนข้างเข้มงวด // ส่วนตัวชอบประสบการณ์นี้มาก เพราะนอกจากได้เห็นการทำงานในบริษัทจริงๆ ยังได้ลองใช้เครื่องมือวัดเลเซอร์เป็นครั้งแรกค่ะ

Fun Fact: เพิ่งรู้ว่าคนฝรั่งเศสไม่ได้กินครัวซองต์กันทุกเช้า!

อ้อก็เข้าใจแบบนั้นมาตลอด แต่จริงๆ แล้วไม่ช่ายยย ส่วนใหญ่เขาจะกินกันแค่ช่วงสุดสัปดาห์เท่านั้น เพราะเนยฉ่ำมาก กินทุกวันน้ำหนักจะพุ่งค่ะ

. . . . . . . .

อัปเดตชีวิตปัจจุบัน

ปัจจุบัน (ปี 2026) อ้อกำลังเรียนต่อป.เอกด้าน Semiconductor Physics ที่ฝรั่งเศส เป็นการทำวิจัยร่วมกับบริษัท หรือที่เรียกว่า Industrial PhD คล้ายเป็นพนักงานคนหนึ่ง และได้ทำงานร่วมกับ Engineer จริงๆ (ต่างจาก Academic PhD ที่เน้นทำวิจัยในมหาวิทยาลัย)

ตอนนี้ทำมาประมาณปีครึ่งแล้ว แทบไม่เครียดเรื่องงานเลยค่ะ 5555 ชีวิตการทำงานค่อนข้างเป็นเวลา พอเลิกงานก็จบ ไม่ค่อยเอางานกลับไปทำที่บ้าน นอกจากพักเที่ยงก็ยังมี Coffee Break ช่วงเช้าและบ่าย ทุกคนจะมานั่งคุยกัน แต่ไม่คุยเรื่องงานนะ เป็นเรื่องทั่วไป แล้วก็แทบไม่มีใครแยกไปนั่งเล่นโทรศัพท์คนเดียว

. . . . . . . .

เปิดเล่ม Survival Guide 
จากประสบการณ์ส่วนตัว

1. ภาษากับการเอาตัวรอด

ตอนอยู่ฟินแลนด์ใช้ชีวิตง่ายมาก เพราะแทบทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ พอย้ายมาเบลเยียมอาจเจอภาษาท้องถิ่นบ้างเวลาเข้าซูเปอร์มาร์เกต แต่ก็เอาตัวรอดได้สบาย

ส่วนที่ฝรั่งเศส ตอนทำงานอยู่ในบริษัทข้ามชาติเลยไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร แต่ก็ไปเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มจนพอใช้ในชีวิตประจำวันได้

แล้วถ้าถามส่วนตัว รู้สึกว่าภาษาฝรั่งเศสโรแมนติกเหมือนกันนะคะ หลายคำจริงๆ เราคุ้นเคยอยู่แล้ว เพราะมีรากศัพท์เดียวกับภาษาอังกฤษ แค่เขียนหรือออกเสียงต่างกัน อย่างคำว่า Pronunciation ในภาษาอังกฤษ พอเป็นภาษาฝรั่งเศสจะเขียนว่า Prononciation คล้ายกันจนเกือบเป๊ะ!

2. ทริกย้ายประเทศฉบับคนมีของ(เยอะ)

ช่วงแรกแทบไม่กล้าซื้อของจุกจิกเลย เพราะมีกระเป๋าเดินทางแค่ 2 ใบ กลัวตอนย้ายประเทศจะขนไม่หมด แต่พออยู่ไปถึงได้รู้ว่ามีบริษัทขนส่งราคาไม่แพง อย่างตอนย้ายจากเบลเยียมไปฝรั่งเศส ก็ส่งกระเป๋า Backpack ใบใหญ่ไปเองได้ ทีนี้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ ชอปต่อได้สบายค่าา 5555

3. เที่ยวฉลาดแบบประหยัดงบ

การเดินทางข้ามประเทศในยุโรปมีทั้งเครื่องบิน รถไฟ และบัสให้เลือก ส่วนที่พัก ถ้าอยากประหยัดก็จะเน้น Hostel หรือ Airbnb

เรื่องเดินทางต้องเลือกให้เหมาะกับแต่ละประเทศ อย่างฝรั่งเศสบัสจะสะดวกและถูกกว่ารถไฟ แต่ถ้าเป็นฟินแลนด์ที่อากาศหนาวจัด รถไฟจะตอบโจทย์กว่า ถ้าจัดตารางได้ก็ลองเที่ยววันธรรมดา เพราะราคามักถูกกว่าสุดสัปดาห์ และอย่าลืมเช็กฤดูกาลด้วย อย่างช่วง Jul-Aug และ Dec ราคาจะค่อนข้างพีก แต่พอเข้า Jan-Feb ราคาก็จะน่ารักขึ้นเยอะค่ะ

Italy
Italy
Italy
Italy

4. เซฟค่าครองชีพฉบับนักเรียนยุโรป

บัตรนักศึกษาที่นี่ช่วยเซฟค่าใช้จ่ายได้เยอะ แต่ละประเทศมีสวัสดิการต่างกันไป อย่างฟินแลนด์มีเรตนักศึกษาสำหรับขนส่งสาธารณะ ส่วนพิพิธภัณฑ์ก็มีส่วนลดหรือบางแห่งเข้าฟรี

เวลาไปเที่ยวเลยจะแวะเข้าพิพิธภัณฑ์บ้าง จะได้รู้ที่มาที่ไปของแต่ละเมือง แต่ไม่ได้แพลนว่าต้องเก็บให้ครบทุกแห่ง เพราะส่วนตัวชอบไปตามจุดเช็กอินและตระเวนชิมอาหารท้องถิ่นมากกว่า

ส่วนเรื่องปากท้อง ฟินแลนด์ครองแชมป์ความประหยัด เพราะโรงอาหารนักศึกษามีบุฟเฟต์มื้อละแค่ €3 (ประมาณร้อยกว่าบาท) ได้สารอาหารครบและอิ่มไปยาวๆ ส่วนฝรั่งเศสราคาจะขยับขึ้นมานิดหน่อย ขณะที่ตอนอยู่เบลเยียมจะเน้นทำอาหารกินเองเป็นหลักค่ะ

. . . . . . .

จุดเริ่มต้นเพจ Tonor in Europe
และพอดแคสต์ Pourquoi Pas ?

นอกจากเรียนและทำงานแล้ว อ้อยังมีพื้นที่เล็กๆ ไว้แชร์ประสบการณ์ชื่อ Tonor in Europe เปิดมาเมื่อ 4 ปีก่อนด้วยเหตุผลง่ายๆ คือเป็นคนชอบลองทำอะไรไปเรื่อย เพื่อดูว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไรบ้าง

ตอนแรกลองถ่าย Vlog เดินถือกล้องทำคอนเทนต์ สรุปว่าไม่รอดดดด 5555 เพราะค้นพบว่าตัวเองชอบแยกเวลางานกับเวลาพัก เวลาเที่ยวก็ไม่อยากมานั่งจับกล้อง พอเปลี่ยนมาเขียนก็จอยขึ้น แต่ทำได้พักหนึ่งก็หยุดไป 2-3 ปี

จนเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเริ่มสนใจเรื่องธุรกิจและการจัดการ เลยนึกขึ้นได้ว่าเราเคยมีเพจอยู่นี่นา พอกลับไปเช็ก Inbox ดันเจอข้อความจากรายการ Podcast ของไทยที่ทักมาชวนไปสัมภาษณ์ตั้งแต่ปีที่แล้ว 

และใช่ค่ะ เพิ่งเห็นตอนผ่านไป 1 ปีเต็ม! แอบเจ็บใจเบาๆ ที่พลาดโอกาสไปออกรายการคนอื่น เลยชวนเพื่อนมาทำ Podcast ของตัวเองซะเลย กลายเป็นที่มาของ Pourquoi Pas ? ภาษาฝรั่งเศสประมาณว่า “ทำไมล่ะ?” หรือ “ทำไมจะไม่ได้?” สำหรับเราคือถ้าอยากทำอะไรก็ลองดู ชอบก็ค่อยไปต่อ ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร

แล้วกลายเป็นว่าการทำ Podcast โดนเส้นที่สุด เพราะนัดกับเพื่อนมาอัดเป็นเวลา ไม่ต้องถือกล้องติดตัวเวลาเที่ยว ตอนนี้ปล่อย EP แรกเป็นภาษาไทยแล้ว และแพลนว่าจะชวนคนรู้จักรอบตัว ทั้งเด็กทุนและ Engineer มาแชร์เรื่องเรียน ทุน และการทำงาน รวมถึงสัมภาษณ์เพื่อนต่างชาติในอนาคตด้วย

// ถ้าใครอยากตามเรื่องราวการเรียนต่อ ชีวิตในยุโรป หรือประสบการณ์จากต้นอ้อเพิ่มเติม ชวนมาติดตามกันนะคะ~

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น