ท่ามกลางปัญหา Climate Change และวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เรื่อง ‘Sustainability’ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และกำลังกลายเป็นหนึ่งในสายงานสำคัญที่หลายอุตสาหกรรม ต้องการคนเจนใหม่เข้ามาช่วยหาทางออก
หนึ่งในนั้นคือ ‘พี่แม็ก - ศรัณย์ ฐิตะวิริยะยศ’ ที่เลือกเปลี่ยนเส้นทางจาก Acturial Science สู่การทำงานสาย Data & Tech ก่อนบินไปเรียนต่อด้าน Marine Sustainability ที่ National Taiwan Ocean University (NTOU) ไต้หวัน และนำทักษะเดิมมาต่อยอดกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและ Carbon Credit
เส้นทางสายนี้จะเป็นอย่างไร? สาขานี้เรียนอะไรบ้าง? คนที่ไม่ได้จบตรงสายไปต่อได้ไหม? และเราจะนำ Tech มาช่วยแก้โจทย์สิ่งแวดล้อมได้อย่างไร? วันนี้ Study Abroad by Dek-D ชวนมาหาคำตอบจากประสบการณ์จริงของพี่แม็กกันค่ะ
. . . . . . . .
Part 1: จาก Actuarial Science
สู่ Marine Sustainability
แนะนำตัว & ประสบการณ์ทำงานหลังเรียนจบ
สวัสดีครับ ชื่อ “แม็ก - ศรัณย์ ฐิตะวิริยะยศ” นะครับ จบป.ตรีจากสาขาวิทยาการประกันภัย (คณิตศาสตร์ประกันภัย) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ
หลังเรียนจบ ผมเริ่มสนใจและอยากเปลี่ยนมาทำงานในสาย Data และ Tech แต่ด้วยความที่ไม่ได้จบด้าน Com Sci มาโดยตรง เลยพยายามเรียนเพิ่มจากคอร์สออนไลน์ ฝึกเขียนโค้ด แล้วมีไปลงแข่ง Hackathon และ Pitching เพื่อเก็บประสบการณ์และทำให้พอร์ตเราชัดเจนขึ้น
จากนั้นผมก็เข้าวงการทำงาน Tech เต็มตัวขึ้น เริ่มจากช่วงปีแรกเป็น Business Analyst แล้วขยับมาทำงาน RPA Development ซึ่งก็คือการพัฒนา Robot Web ให้บริษัทประกันและธนาคาร รวมๆ แล้วมีประสบการณ์ทำงานสายนี้เกือบ 5 ปีก่อนไปเรียนต่อไต้หวันครับ
จากสาย Tech ทำไมข้ามมา ‘Marine Sustainability’
จริงๆ ผมสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เรียนแล้ว เคยไปค่ายและทำกิจกรรมจนรู้สึกอยากทำอะไรสักอย่างที่ได้ช่วยธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเส้นทางไหนจะตอบโจทย์
จุดเปลี่ยนคือตอนทำงานครับ ตอนแรกผมตั้งใจจะต่อยอดจาก Tech -> AI แต่พอผมเห็น AI พัฒนาเร็วและเก่งขึ้นเรื่อยๆ ก็คิดในใจแล้วว่าถ้าในอนาคตมีคนที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแล้วเอาเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ได้ น่าจะได้เปรียบกว่านะ ผมเลยมาถามตัวเองว่า แล้วเราอยากเชี่ยวชาญเรื่องไหนล่ะ
คำตอบก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อมที่สนใจมาตลอดนั่นแหละ แล้วผมได้ยินคำว่า Sustainability บ่อยขึ้น เลยไปศึกษาต่อถึงรู้ว่าเรื่องนี้กว้างมากๆ ทั้งการเงิน การพัฒนา และสิ่งแวดล้อม สุดท้ายถึงผมจะไม่มีพื้นฐานทั้ง Marine หรือ Environment โดยตรงก็ตัดสินใจเลือกเรียนต่อ Marine Sustainability
ทำไมถึงเลือกหลักสูตรนี้ที่ไต้หวัน?
สำหรับผม ไต้หวันน่าสนใจตรงที่มีโอกาสเรียนต่อและมีทุนค่อนข้างเยอะ อย่างตอนป.ตรีผมเกรดน้อยมาก (เกือบโดนรีไทร์ด้วยซ้ำนะ) แต่ตอนสมัครเขาไม่ได้ดูแค่เกรด ยังมี SOP, Study Plan และคะแนนภาษาอังกฤษด้วย ถ้าเรื่องเกรดเราก็คงกลับไปแก้อะไรไม่ได้แล้วเนอะ ผมเลยทุ่มกับส่วนที่ยังทำได้ โดยเฉพาะ Study Plan กับคะแนนภาษาอังกฤษ
ตอนเลือกมหาวิทยาลัย ผมสมัครไว้ประมาณ 4 ที่ มีทั้ง AI และ Semiconductor ตอนแรกก็คิดนะว่ามาไต้หวันทั้งที เราต้องเรียน Semiconductor หรือเปล่า? เพราะกำลังมาแรง แต่สุดท้ายก็เลือก ‘International Master Program in Marine Biotechnology and Environmental Ecology Sustainability’ ที่ National Taiwan Ocean University (NTOU)
ผมชอบที่หลักสูตรเปิดกว้างและมีแล็บให้เลือกหลายสาย ทั้ง Food Science, Biotech เกี่ยวกับแบคทีเรีย และ Aquaculture อย่างการฉีดวัคซีนหรือตรวจเชื้อในกุ้ง แล้วด้วยความที่ผมจบสถิติและเคยทำงาน Tech มาก่อน ก็เห็นว่ามีงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานที่เอาทักษะเดิมไปใช้ได้ เช่น การทำโมเดลต่างๆ เลยรู้สึกว่าตัวเองไปต่อกับสายนี้ได้ครับ
สำหรับไต้หวัน ผมรู้สึกว่าเป็นที่ที่ให้โอกาสในการศึกษาต่อค่อนข้างเยอะ แล้วก็มีทุนให้ด้วยครับ อย่างตัวผมเอง ตอนป.ตรี เกรดเฉลี่ยค่อนข้างน้อยมาก เกือบโดนรีไทร์ด้วยซ้ำ แต่ไต้หวันเค้าไม่ได้ดูแค่เกรดเฉลี่ย สิ่งที่เขาอยากเห็นจากเราก็จะมีพวก SOP, Study Plan ว่าเราอยากมาเรียนมากน้อยแค่ไหน แล้วก็คะแนนภาษาอังกฤษครับ
ซึ่งเกรดเฉลี่ยเราก็คงกลับไปแก้อะไรไม่ได้แล้วเนอะ ผมก็เลยไปมุ่งกับ Study Plan และคะแนนภาษาอังกฤษแทน ตอนนั้นก็ได้คุยกับเพื่อนที่มาเรียนต่อเหมือนกัน เขาก็บอกว่าให้เน้น Study Plan กับคะแนนภาษาอังกฤษเยอะๆ ตรงนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมเลือกมาไต้หวันครับ
. . . . . . . .
Part 2:
จบไม่ตรงสาย
สมัครยังไงถึงไม่วืดทั้งมหา’ลัยและทุน
ได้ทุนอะไร ครอบคลุมอะไรบ้าง
ผมได้ทุนตรงจากมหาวิทยาลัย NTOU เลยครับ หลักๆ ก็คือฟรีค่าเทอมตลอดหลักสูตร แต่เราต้องรักษาเกรดให้ได้ 80+ เฉลี่ยต่อปี แล้วก็มีเงินเดือนให้ด้วย ถ้าเป็นระดับ ป.โท จะอยู่ที่ประมาณ 4,000 NTD ต่อเดือน
สำหรับทุนนี้ให้เราสมัครเรียนผ่านเว็บไซต์ NTOU ตามปกติเลย แล้วในระบบจะมีให้ติ๊กว่าต้องการสมัครทุนหรือไม่ ถ้าเลือกไว้ มหาวิทยาลัยจะพิจารณาไปพร้อมกับใบสมัคร (ไม่ต้องสมัครทุนแยกอีกครับ)
นอกจากทุนมหาวิทยาลัย ผมยังได้ทุนแล็บจาก National Science and Technology Council (NSTC) เพิ่มด้วย อันนี้เป็นจังหวะเหมือนกัน ตอนแรกผมคิดแค่ว่าขอให้มีอาจารย์รับเข้าแล็บก็พอ แต่พออาจารย์รู้ว่าผมเขียนโปรแกรมได้ ซึ่งตรงกับ Skill ที่กำลังหาอยู่ ก็ยื่นข้อเสนอว่ามีทุนแล็บจาก NSTC ให้ด้วยนะ
NSTC จะอารมณ์คล้ายๆ สวทช. บ้านเรา อย่างทุนที่ผมได้จะเพิ่มจากทุนมหาวิทยาลัยอีกประมาณ 10,000 NTD ต่อเดือน เคสนี้ขึ้นอยู่กับว่าอาจารย์จะเสนอทุนให้หรือเปล่า แต่เท่าที่ผมเห็นในเว็บไซต์ เราก็สามารถยื่นสมัครเองได้เหมือนกัน
แชร์เคล็ดลับ ทำยังไงถึงเพิ่มโอกาสเข้าเรียน?
1. ติดต่ออาจารย์ก่อน
ผมแนะนำให้เริ่มจาก Search ดูก่อนว่าอาจารย์แต่ละคนทำ Research เรื่องอะไร มีแล็บไหนตรงกับความสนใจเราบ้าง ถ้ามีเพื่อนหรือคนรู้จักเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยก็ลองถามข้อมูลเพิ่มได้ แล้วถ้าเจออาจารย์ที่ตรงก็ลองติดต่อไปเลยครับ
อย่างผมส่งไปแนะนำตัวว่าสนใจแล็บของอาจารย์ มี Study Plan ประมาณนี้ แล้วถามว่าอาจารย์สนใจรับเราไหม ของผมใช้เวลาคุยกันประมาณ 2-3 เดือน
จากประสบการณ์ ถ้ามีอาจารย์สนใจรับเข้าแล็บก็เหมือนมีคนคอนเฟิร์มเราไว้ระดับนึงแล้ว ผมว่ามีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสได้มาก (ไม่ได้การันตี 100% นะครับ ผมมีเพื่อนที่ติดต่ออาจารย์ไว้เหมือนกัน แต่สุดท้ายไม่ได้ตอบรับเข้าเรียน)
2.จบไม่ตรงสาย ก็ดึงของดีมาใช้ได้
ผมไม่ได้จบ Marine Science โดยตรง เลยต้องทำให้อาจารย์เห็นว่าเราอยากเรียนด้านนี้จริง ไม่ได้มาตามเทรนด์ และ Skill ที่มีจะเอามาใช้กับสายใหม่ยังไง
ส่วนตัวคิดว่า Study Plan ช่วยให้ได้ทุนมากๆ อย่างผมมีพื้นฐานด้านสถิติและ Tech ก็โยงมาเรื่อง Carbon Credit, Carbon Emission และการทำโมเดลให้เรือประมง แล้วไปดู Research ของอาจารย์ด้วยว่าเขาทำอะไรอยู่ พอเจอเรื่องที่ตรงกัน เราก็รู้ว่าจะเขียนไปทางไหน
ส่วน CV และ Portfolio มีประสบการณ์อะไรก็เล่าว่าเราได้อะไรจากตรงนั้น อย่างผมเคยทำเพจฟุตบอล แข่ง Hackathon หรือเป็นประธานชมรมก็ใส่หมดครับ
. . . . . . . .
Part 3:
รีวิวหลักสูตร Marine Sustainability ที่ NTOU
เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง?
หลักสูตรนี้เป็น International Program และค่อนข้างสหวิทยาการครับ วิชาบังคับมีไม่เยอะ ส่วนใหญ่เราเลือกเรียนตาม Track ที่สนใจได้
วิชาหลักมี ‘Topics on Marine Biotechnology’ เรียนชีววิทยาทางทะเลค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่สัตว์ทะเล กุ้ง ปะการัง ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆ และจะมีพาร์ตของแล็บอีก อย่างเพื่อนผมเคยเล่าว่าได้ลองฉีดวัคซีนให้กุ้งด้วย
อีกตัวคือ ‘Topics on Marine Environmental Ecology Sustainability’ ซึ่งเป็นพาร์ตที่ผมอยากเรียนมากที่สุด จะเริ่มจาก Climate Change ในภาพกว้าง แล้วค่อยเจาะมาทาง Marine เช่น อุณหภูมิน้ำทะเลเปลี่ยนยังไงเมื่อโลกร้อนขึ้น
แล้วจะมี ‘Seminar’ ต้องเรียนทั้งหมด 4 เทอม สำหรับผมดีมากแต่ก็ยากมากเหมือนกัน เพราะเป็นคนพูดไม่ค่อยคล่อง ยิ่งต้องพูดภาษาอังกฤษแบบไม่มีสคริปต์ยิ่งทรมานเลย 55555 เทอมแรกอาจารย์ยังช่วยอยู่ แต่บอกไว้เลยว่า “เทอมหน้านะ ห้ามดูสคริปต์แล้ว” และก่อนจบก็จะมี Thesis Speak ด้วยครับ
วิชาไหนโดนเส้นสุด?
ผมนึกถึง ‘Natural Resource Economics and Management’ ของอาจารย์ที่ปรึกษาครับ เรียนตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติหมดไปเพราะอะไร Climate Change ส่งผลยังไง ไปจนถึงการอ่านและตีความกราฟ
ตอน Final Presentation แต่ละคนจะได้หัวข้อไปศึกษา อย่างผมได้เรื่อง Blue Carbon Credit ส่วนเพื่อนผมก็ได้หัวข้อ Carbon credits and forest economics กับ Fast Fashion and global supply chain อาจารย์สอนสนุกมาก มีเกมให้เล่นด้วย เด็กในคลาสถึงขนาดถามว่าเทอมหน้าอาจารย์สอนอะไรอีก จะไปลงต่อ 55555 ถ้าสนใจ Sustainability หรือทรัพยากรธรรมชาติ ผมเชียร์วิชานี้ครับ
แล้วอีกเรื่องที่ผมชอบก็คือหลักสูตรเปิดให้ข้ามไปลงวิชาป.โทหรือป.เอกของคณะอื่นได้ด้วย ที่มหา’ลัย NTOU เด่นเรื่องทะเลอยู่แล้ว มีทั้ง Biotech, Marine Ecosystem และ Aquaculture ถ้าอยากข้ามไป Tech หรือ AI ก็ทำได้
ผมเลยไปลงฝั่ง AIoT ได้ลองทั้ง Hardware ทำวงจรนิดหน่อย และทำ AI Model หรือข้ามไปเรียน ‘Time Series Forecasting with Generative AI’ ของฝั่งวิศวกรรม ซึ่งลงสถิติค่อนข้างลึก ตั้งแต่พื้นฐานว่า Model ทำงานยังไงไปจนถึงการอ่านกราฟ ต้องเขียนโค้ดได้บ้าง แต่สนุกมากครับ!
พื้นฐาน Data & Tech เอามาใช้กับ Marine ได้ยังไง?
ตอนผมทำโปรเจกต์เกี่ยวกับ Blue Carbon Credit ครับ ถ้าพูดง่ายๆ Green Carbon จะเกี่ยวกับระบบนิเวศบนบก เช่น ป่าไม้ ส่วน Blue Carbon จะเป็นระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ป่าชายเลนหรือหญ้าทะเล ซึ่งช่วยกักเก็บคาร์บอนได้
ก่อนมาเรียนผมรู้จัก Sustainability และ Carbon Credit แค่ภาพกว้าง พอมาเรียนจริงถึงได้ลงลึกว่า Blue กับ Green ต่างกันยังไง แต่ละแบบมีข้อกำหนดอะไร รวมถึงได้อ่าน Research Paper แล้วเอามาวิเคราะห์ต่อ
ส่วนพื้นฐาน Data และ Tech ที่มีอยู่ก็เอามาใช้ได้ ทั้งจัดการข้อมูล ทำ Model และวิเคราะห์ข้อมูลด้าน Marine กับ Sustainability แต่ถ้าใครไม่มีพื้นฐาน Tech มาก่อนก็ไม่ต้องกังวล ที่มหาวิทยาลัยมีวิชาปูพื้นฐานให้เลือก เช่น ‘Introduction to Python’ หรือพื้นฐาน Machine Learning ครับ
บรรยากาศทำ Research และอยู่แล็บที่ไต้หวันเป็นยังไง?
ขึ้นอยู่กับคนด้วยครับ บางแล็บมีนักศึกษาต่างชาติ บรรยากาศก็จะอีกแบบ อาจเข้าหาและสนิทกันง่ายกว่า แต่จากประสบการณ์ของผม ในแล็บเป็นคนไต้หวันเกือบทั้งหมด ช่วงแรกเลยมีกำแพงภาษาบ้าง บางคนพูดอังกฤษได้ไม่เยอะ ส่วนผมค่อนข้าง Extrovert เลยพยายามเข้าไปชวนคุย (มีซื้อของไปฝากอาจารย์กับเพื่อนในแล็บด้วย ทริกผูกมิตรครับ!)
ยิ่งเจอเรื่องที่ชอบเหมือนกัน อย่างเกมหรืออนิเมะ ยิ่งคุยง่ายขึ้น แบบ “เฮ้ย ดูเรื่องนี้ด้วยเหรอ” บางทีก็เปิด Translate คุยกัน เขาก็พยายามพูดอังกฤษกับเรา จากช่วงแรกที่แทบไม่ได้คุยกัน ตอนนี้บางคนกลายเป็นเพื่อนสนิทไปแล้ว ทั้งไปกินข้าว กินเบียร์ ขับรถเที่ยวไต้หวัน หรือส่ง Reels หากันทุกวันครับ 5555
. . . . . . . .
Part 4:
เมื่อผมได้พางานวิจัยไปเยือนเวที Pitching
โอกาสไป Pitch เริ่มต้นจากไหน?
จุดเริ่มต้นมาจากวิชา ‘Natural Resource Economics and Management’ ครับ ตอนพรีเซนต์ปลายภาค ผมรู้สึกว่าถ้าทำแค่ PowerPoint อาจจะธรรมดาไป เลยใช้ AI ช่วยทำเว็บไซต์อธิบายเรื่อง Blue Carbon Credit มีแอนิเมชันกับตัวการ์ตูนประกอบด้วย
พอเอาไปพรีเซนต์ เพื่อนก็แบบ “เฮ้ย ทำยังไง ทำไมทำได้ไวมาก” แล้วมีเพื่อนสนิทชาวอินโดนีเซียที่เรียนป.เอก เห็นว่าผมเขียนโปรแกรมและทำ Data ได้ ส่วนเขามีพื้นฐานเรื่อง Carbon Credit มาตั้งแต่ป.โท เลยมาชวนผมทำโปรเจกต์ด้วยกัน เขาดูฝั่งวิทยาศาสตร์และ Business Plan ส่วนผมเข้าไปเติมฝั่งเทคโนโลยี
ซึ่งจริงๆ ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้รู้เรื่อง Carbon Credit ลึกขนาดนั้นนะ ยังมี “คาร์บอนอะไรสักอย่าง” อยู่เลย 5555 แต่เพื่อนรู้ด้านนี้อยู่แล้วและช่วยนำทาง ผมก็คิดว่าโอเค ลองดู!
โปรเจกต์ที่เอาไป Pitch ทำอะไร?
โปรเจกต์เป็นเรื่อง ‘Carbon Mapping’ ครับ ถ้าให้เห็นภาพ ผมมองว่าคล้าย Business Model ของ Agoda คือเป็นตัวกลางซื้อ-ขาย Carbon Credit โดยรวมหลายขั้นตอน ทั้ง MRV System, Standard และ Certificate ไว้ในระบบเดียว
ตัวเว็บไซต์จะใช้ Data หลายอย่าง ทั้งข้อมูลจากดาวเทียม, BI แสดงราคาคาร์บอนของแต่ละประเทศ รวมถึงข้อมูล Blue Carbon และ Green Carbon แล้วก็ใช้ Remote Sensing ร่วมกับ Google Maps ด้วย สมมติมีพื้นที่เผาป่าในอินโดนีเซีย เราก็กำหนดพื้นที่ แล้วนำข้อมูลกับสูตรต่างๆ มาคำนวณว่าบริเวณนั้นมี Carbon เท่าไหร่ ก่อนแสดงผลบนเว็บไซต์
เป้าหมายคือทำให้การซื้อ-ขาย Carbon Credit ง่ายขึ้น ฟีลเหมือน Trade เลยครับ ในอนาคตทีมมองไปถึงระดับเอเชีย และอยากให้ระบบเชื่อมกับทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนจากอาเซียน
การทำโปรเจกต์นี้ให้อะไรกับเราบ้าง?
ในทีมผมเป็น CTO ดูฝั่งเทคโนโลยีและทำเว็บไซต์ เลยได้เอาพื้นฐาน Data ที่มีมาใช้กับโปรเจกต์นี้โดยตรง
เรื่องแรกที่ได้พัฒนาชัดเจนคือ “การสื่อสาร” ครับ ทีมมีทั้งคนเวียดนามและอินโดนีเซีย ภาษาอังกฤษของแต่ละคนก็ไม่ได้คล่องทั้งหมด บางทีก็มี “How to say…” กันบ้าง แต่สุดท้ายก็คุยกันจนทำงานด้วยกันได้
อีกเรื่องคือเมื่อก่อนผมอยู่สาย Stat แล้วมาทำ Dev ค่อนข้างเฉพาะทาง พอได้ทำโปรเจกต์นี้ถึงเห็นว่า Research หรือ Product ในมหาวิทยาลัยเอาไปต่อยอดเป็นธุรกิจได้ แล้วเวลาไป Pitch เราไม่ได้ทำ Product อย่างเดียว แต่ต้องพรีเซนต์ให้คนอื่นเห็นด้วยว่าไอเดียนี้เอาไปทำอะไรต่อได้บ้าง
เด็กสาย STEM ควรมี Skill อะไรติดตัว?
สำหรับผมมี 2 อย่างคือ Critical Thinking กับ Process Thinking
- Critical Thinking ใช้เยอะตอนเรียน ทำ Thesis หรือคุยกับอาจารย์ เพราะอาจารย์จะถามกลับตลอดว่า “อันนี้คืออะไร?” แล้วรู้แค่ว่าคืออะไรอาจยังไม่พอ ต้องคิดต่อทั้ง What, When, Where, Why ด้วย
- Process Thinking ผมได้จากตอนทำงาน Dev ในธนาคารและบริษัทประกัน คือคิดเป็น Step ว่า 1, 2, 3, 4 ต้องทำอะไรต่อ หรือมองเป็น Workflow, Mapping, Tree หรือ Node ต่างๆ
เวลาคิดอะไรออกมาแล้ว ผมจะใช้ Process Thinking ช่วยเรียงต่อว่าอะไรต้องมาก่อนหลัง แล้วก็เช็กได้ว่าตรงไหนที่ยังขาดไป
หาโอกาสใหม่ๆ ให้ตัวเองยังไง?
ส่วนเรื่องนี้สำหรับผมมีประมาณ 3 ทางครับ
- เริ่มจากในมหาวิทยาลัย มีทั้ง Hackathon และการแข่งขันต่างๆ เป็นสนามให้ลองก่อน ถ้าเจออันที่สนใจก็สมัครเลยครับ
- หาจากข้างนอก Search ตามเว็บไซต์ หรือถามอาจารย์ที่ทำงานในสายที่เราสนใจตรงๆ ว่ามีการแข่งขันหรือโอกาสอะไรให้เข้าไปร่วมได้บ้าง
- Community อย่างผมมีเพื่อนที่ NTUST เขาก็เคยมาชวนไปทำโปรเจกต์หรือไปแข่งด้วยกัน
แล้วถ้ามาไต้หวัน ผมเชียร์ให้ออกงาน Conference หรือ Event เยอะๆ ครับ มีทั้งสาย Tech ธรรมชาติ หรืองานจากบริษัทระดับโลก อย่างเทอมที่แล้ว NVIDIA มาที่ไทเป ผมก็ไปกับเพื่อนจาก NTUST ได้ดูของใหม่ๆ คุยกับคนในงาน แลกนามบัตร หรือคุยกันต่อว่าแต่ละคนสนใจอะไร มีโอกาสทำงานด้วยกันไหม
. . . . . . . .
Part 5:
Student Life @ Taiwan
ใช้ชีวิตยังไงที่เมืองติดทะเล
รีวิวบรรยากาศเมือง & แคมปัส
'Keelung' หรือ 'จีหลง' เป็นเมืองท่าติดทะเล อากาศจะเย็นกว่าไทเปประมาณ 1 องศา แต่หน้าร้อนก็ร้อนเหมือนกันนะ ตัวเมืองค่อนข้างสงบ เหมาะกับคนที่ชอบ Slow Life แต่ก็ยังมีของกิน ที่เที่ยว และมุมให้เดินเล่นถ่ายรูป ถ้าอยากเข้าไทเปก็ง่ายมาก ผมไปแทบทุกวีค เพราะหน้ามหาวิทยาลัยมีรถบัสตรงไป Xinyi หรือ Taipei 101 ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ประมาณนั่งรถจากนนทบุรีไปสยามครับ
ส่วนแคมปัส NTOU จะมีความ Old School หน่อย บางตึกเก่า บางตึกก็ทันสมัย (ถ้าเทียบกับไทยผมว่าฟีลคล้ายๆ ม.บูรพา เพราะอยู่ติดทะเลเหมือนกัน) แล้วที่นี่จะไม่มี U-Bike เพราะถนนค่อนข้างเล็ก เวลาไปเรียนทุกคนเลยเดินกันเป็นหลัก พอช่วงเย็นก็เริ่มมีคนออกมาที่สนามหญ้า ทั้งวิ่ง ตีแบด เตะบอล เล่นรักบี้ หรือนั่งคุยกันเป็นกลุ่มๆ
แล้วเรื่องที่ผมถือว่าเป็นไฮไลต์เลยคือวิวทะเลครับ! มองเห็นได้ทั้งจากหอในและบางตึก เดินไปฝั่งริมทะเลก็มีคนมานั่งเล่น ถ่ายรูปกัน ช่วงหน้าหนาวผมเคยไปนั่งกินเบียร์กับเพื่อนริมทะเลด้วย อากาศเย็นมาก ได้ฟีลสุดๆ~
แล้วเรื่องภาษาและผู้คนล่ะ?
ถ้าเป็นคนท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะพูดภาษาจีน ภาษาอังกฤษอาจไม่เยอะ แต่ก็สื่อสารกันได้ครับ อย่างผมก็ชี้ๆ เอาบ้าง หรือเปิด Google Translate คุยกัน ส่วนเพื่อนต่างชาติค่อนข้าง Friendly บางคนเป็นฝ่ายเข้ามาทักก่อน แล้วก็ชวนกันไปวิ่ง กินข้าว หรือทำกิจกรรมต่างๆ
ส่วนคนไทยที่ NTOU มีไม่เยอะมาก ประมาณ 10 กว่าคน บางช่วงก็เหลือ 7-8 คนเพราะมีคนเรียนจบ หรือมีเด็กไทยมา Internship เพิ่มอีก 2-3 คนเป็นช่วงๆ ผมเองก็มีเพื่อนพาไปรู้จัก Community เลยได้รู้จักกันเป็นทอดๆ (มีกลุ่ม LINE ของคนไทยด้วยครับ)
ค่าครองชีพเป็นยังไง ทุนพอไหม?
ถ้าค่ากินก็ถือว่าหนักอยู่ 555 อาหารมื้อนึงประมาณ 70-150 NTD หรือของในร้านสะดวกก็ประมาณ 80-90 NTD เลยแนะนำว่าถ้ามีเงินสำรอง ชีวิตจะง่ายขึ้นครับ
แต่ข้อดีคือค่าหอที่ Keelung ไม่แพง โดยเฉพาะหอใน ส่วนหอนอกก็ถูกกว่าไทเปเยอะ อย่างเพื่อนผมที่อยู่ไทเปจ่ายประมาณ 10,000-15,000 NTD ส่วนของผมอยู่ประมาณ 3,000-5,000 NTD
. . . . . . . .
Part 6: STEM แล้วไปทางไหนต่อ?
มีโอกาสไปเป็น ‘หัวแถว’ ของสายได้ยังไง?
จากที่ผมเรียนและทำรีเสิร์ชมา สาย Marine เริ่มมี Data, AI และ Sustainability เข้ามาเยอะขึ้น จากเดิมที่อาจแยกไปทางวิทยาศาสตร์, Social Science หรือวิศวกรรมอย่าง Ocean Engineering ผมว่าคนที่มี Skill จากสายอื่นเลยมีช่องให้เข้าไปทำอะไรได้อีกเยอะครับ
อย่างฝั่งเรือหรือ Logistics เราใช้ Data คำนวณ Carbon Emission, เส้นทางเดินเรือ, การใช้น้ำมัน หรือวิเคราะห์ Activity ว่าตรงไหนทำให้เรือช้าลงได้ ซึ่ง Thesis ที่ผมทำก็เกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้ว Marine Data ไม่ง่ายนะครับ ผมเคยทำ Data ฝั่งการเงินและประกันมาก่อน พอมาเจอ Dataset ของ Marine บางชุด นั่งอ่านเกือบ 4 วัน 5555
ถ้าไม่ไปสายเรือก็ยังมีทั้งบริษัทอาหารทะเล พลังงาน น้ำมัน หรืองานด้าน Sustainability ส่วนตัวผมก็สนใจอาหารทะเลนะ เพราะชอบกินอยู่แล้ว (หัวเราะ) ในอนาคตอาจไปทำอาหารทะเลที่มีคุณภาพ หรือ Tech ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง
หา Niche ของตัวเองยังไง?
ผมจะเริ่มจากถามตัวเองก่อนว่า เราชอบอะไร แล้ว Skill ที่มีเอาไปทำอะไรกับเรื่องนั้นได้บ้าง
สมมติเรียน Computer Science แต่สนใจ Rare Earth ก็ลองตั้งคำถามว่า “แล้ว Computer Science หรือ AI เอาไปทำอะไรกับ Rare Earth ได้บ้าง?” จากนั้นค่อย Research ต่อ หา Thesis หรือ Research Paper ที่เกี่ยวข้อง หรือใช้ AI ช่วยหา Paper ตั้งต้นก็ได้ว่าตอนนี้มีใครทำอะไรอยู่บ้าง
อีกทางคือลองดูหลักสูตรใหม่ๆ ว่าตอนนี้มีศาสตร์อะไรเริ่มมารวมกันบ้าง แล้วค่อยไล่ดูว่ามีทางไหนตรงกับความสนใจของเรา
แต่ที่อยากฝากไว้คือ "เฉพาะทาง แต่ไม่แคบ" ครับ คือมีเรื่องที่เราลงลึกจริงๆ อยู่หนึ่งอย่าง แต่ Skill ที่ใช้ยังพาเราไปที่อื่นได้ อย่างผมทำ Carbon Credit กับเรื่องเรือ ฟังดูเฉพาะทางมาก แต่พื้นฐานที่ใช้จริงๆ คือ Data กับการทำโมเดลที่ผมเคยเรียนมา ซึ่งวันหนึ่งจะย้ายไปสายพลังงานหรือสาย Logistic ก็ยังไปต่อได้ การมี Niche ไม่ได้แปลว่าเราปิดประตูตัวเองนะครับ มันแค่ทำให้คนจำเราได้ว่าเราเก่งเรื่องอะไร
ถึงคนที่ป.ตรีไม่ตรงสาย แต่อยากไปต่อกับสาขาที่ใช่
อย่างที่เล่าตอนต้นครับว่าตอนป.ตรีผมเกือบโดนรีไทร์ เพราะเลขเยอะและโหดมาก แล้วเมื่อก่อนเคยคิดว่าจบป.ตรี ทำงาน อัปสกิลไปเรื่อยๆ ก็น่าจะพอ จนเห็นเพื่อนๆ ไปเรียนต่อกัน ผมเลยเริ่มหาข้อมูลมากขึ้น ความคิดก็ค่อยๆ เปลี่ยน สุดท้ายจาก Stat และ Tech ก็เบนเข็มมาเรียน Marine Sustainability
ถ้ามีสาขาที่อยากเรียนจริงๆ ผมว่า ลองไปก่อนครับ อย่าเพิ่งเอาคำว่า “ไม่ตรงสาย” มาปิดโอกาสตัวเอง
ฝากช่องทางติดต่อ สำหรับคนที่สนใจเรียนต่อ / อยากปรึกษากับพี่แม็ก
- Facebook: Saran Thitawiriyayos
- IG: Maggysaran
0 ความคิดเห็น