รู้หรือไม่ พื้นที่กว่า 70% ของโลกคือมหาสมุทร แต่จนถึงทุกวันนี้ พื้นมหาสมุทรที่ถูกทำแผนที่ด้วยเทคโนโลยีความละเอียดสูงยังมีไม่ถึง 30% เลยนะคะ!
ปัจจุบันเทคโนโลยีเอไอ (AI) และวิศวกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) เลยเข้ามามีบทบาทกับการสำรวจโลกใต้น้ำมากขึ้น โดยเฉพาะยุโรปที่กำลังผลักดันเทคโนโลยีด้านมหาสมุทรอย่างจริงจัง วันนี้ Dek-D ขอพาไปคุยกับ “พี่เน” ศิษย์เก่าวิศวะอินเตอร์จุฬาฯ (ISE) ผู้คว้าทุน Erasmus+ ลุยป.โทสาย Marine and Maritime Intelligent Robotics (MIR) ซึ่งจะได้เรียน 2 ประเทศที่เด่นด้านนี้มากๆ อย่างฝรั่งเศสและนอร์เวย์ค่ะ
สปอยล์เลยว่าจัดเต็มทั้งเข้าแล็บ ออกฟิลด์ล่องเรือวิจัยกลางทะเล เอาตัวรอดในเมืองหนาวติดลบ ไปจนถึงทอยลูกเต๋าวัดค่าความ lucky แถมประสบการณ์ 2 ปี 2 ประเทศก็ต่างกันสุดขั้ว!
ความชิลริมหาดฝรั่งเศส vs. พายุหิมะสุดเดือดที่นอร์เวย์ต่างกันขนาดไหน? แล้วในคลาสจะฮาร์ดคอร์ตามไปด้วยหรือเปล่า? ดำดิ่งไปสำรวจสตอรี่ของพี่เนพร้อมกันเลยค่ะ

. . . . . . . .
1
จากวิศวะจุฬาฯ สู่โลกของหุ่นยนต์ใต้น้ำ
จุดเริ่มต้นที่บ้านหม้อ และหุ่นยนต์พ่อบ้านรับจบ
ตอนแรกผมเข้าวิศวะเพราะชอบเลขกับฟิสิกส์ แต่ยังลังเลว่าจะไปทางไหนดี สุดท้ายเลือกภาควิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (Robotics and AI Engineering) เพราะมองว่าต่อยอดได้เยอะครับ แล้วพอเรียนก็แฮปปี้ เพราะได้ลงมือทำจริงเยอะ โดยเฉพาะวิชา Robotics Project ที่ต้องต่อหุ่นยนต์ไม่ซ้ำกัน ถึงขั้นเคยไปเดินซื้ออะไหล่ที่บ้านหม้อเองด้วย (เป็นย่านขายอุปกรณ์ IT และอะไหล่ไฟฟ้าครับ)
พอขึ้นปี 3 ช่วงโควิดระลอกสอง เพื่อนชวนไปแข่งโรโบคัป (RoboCup@Home) ในนามชมรมหุ่นยนต์จุฬาฯ (EIC Chula) ทีมผมทำหุ่นยนต์สไตล์พ่อบ้านรับจบ ฐานเป็นล้อ มีแขนกลข้างเดียว ทำภารกิจในบ้านอย่างเก็บขยะ เดินตามคน หรือถือกระเป๋าแนะนำแขก รอบนั้นได้อันดับ 2 ครับ สรุปช่วงกักตัวผมเลยขลุกอยู่กับหุ่นยนต์ตลอด แล้วก็ฟอร์มทีมกับเพื่อนไปแข่ง Hackathon ต่อเพื่อหาเงินทุน
โจทย์ตอนนั้นคือสร้าง AI ตรวจจับท่อส่งพลังงานใต้ทะเลที่มีขนาดและความเอียงต่างกัน แล้วบริษัทที่จัดแข่งตอนนั้น เขาทำเกี่ยวกับหุ่นยนต์ใต้น้ำและเคยมีโปรเจกต์ร่วมกับทางนอร์เวย์ พอมีผลงานจากการแข่งขัน ผมเลยยื่นโปรไฟล์ไปฝึกงานกับบริษัทนี้ต่อได้
ประสบการณ์ช่วงนั้นทำให้ผมเริ่มมองหาโอกาสในยุโรป บวกกับตอนแข่ง RoboCup ก็เจอทีมจากโซนนี้เก่งๆ เยอะ จนรู้สึกว่าเขาต้องมีดีแน่ๆ แล้วยังมี tech company จำนวนมากที่ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ อย่างนอร์เวย์จะมีเมืองที่เด่นเรื่องนี้โดยเฉพาะ ส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีการสำรวจน้ำมันใต้ทะเลที่แข็งแกร่ง เป็นศูนย์รวมทั้ง Startup สถาบันวิจัย และบริษัทเอกชน ถึงขั้นมีตัวแทนมาบรรยายชวนนักศึกษาไปทำงานเกือบทุกสัปดาห์
พอได้มาเรียนจริงก็ไม่ผิดหวังครับ หลักสูตรลงลึกแบบจัดเต็ม วัดกันว่าเรารู้จริงไหม? ถ้ารู้ไม่จริงก็แค่สอบไม่ผ่านครับ
. . . . . . . .
2
ถอดรหัสทุน Erasmus+
เตรียมตัวยังไงเพิ่มโอกาสติด
ทำไมต้องยุโรป & เลือกหลักสูตรยังไง?
ช่วงปี 4 ผมเริ่มคิดเรื่องเรียนต่อ ตอนแรกมองไว้หลายประเทศครับ แต่สนใจยุโรปเป็นพิเศษ เพราะอยากได้ประสบการณ์เรียนและใช้ชีวิตหลายประเทศ แล้วบังเอิญมารู้จักทุน Erasmus+ ที่ตอบโจทย์ตรงนี้พอดี
ตอนหาหลักสูตร ผมลองพิมพ์คีย์เวิร์ดอย่าง Engineering, Robotics, AI ลงไปในระบบ เจอสายน่าเรียนเต็มไปหมด เช่น หุ่นยนต์ภาคสนาม สายการแพทย์ และระบบฝังตัว (Embedded System) แต่ตอนนั้นใกล้เดดไลน์แล้ว เลยเทหมดหน้าตัก วัดใจยื่น Marine and Maritime Intelligent Robotics (MIR) แค่ที่เดียว
ข้อควรรู้: Erasmus+ แต่ละโปรแกรมมีแนวคิดและข้อกำหนดต่างกัน ถ้าคิดจะยื่นหลายที่ ต้องอ่านเงื่อนไข ประเทศที่ต้องไป และระบบหน่วยกิต (ECTS) ให้ดีครับ
เช็กลิสต์เตรียมเอกสาร
สำหรับเคล็ดลับคือไม่ต้องกดดันตัวเองให้สมบูรณ์แบบทุกจุด แต่ต้องรู้ว่ากรรมการมองหาอะไร
- เกรดและคะแนนภาษาอังกฤษ (IELTS / TOEFL): เอาแค่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดก็พอครับ ส่วน Transcript กรรมการจะดูว่าเราเคยเรียนวิชาอะไรมาบ้าง และพื้นฐานเดิมตรงกับสิ่งที่จะไปเรียนไหม
- จดหมายแนะนำ (Recommendation Letter): ใช้ 2-3 ฉบับ แนะนำให้เลือกอาจารย์ที่สนิท หรือถ้าเป็นอาจารย์ที่เราเคยทำผลงาน masterpiece ไว้ด้วยยิ่งดีครับ ควรแจ้งท่านไว้เนิ่นๆ
- ประวัติย่อและจดหมายแนะนำตัว (CV & Motivation Letter): สองส่วนนี้ต้องไปด้วยกัน CV เอาไว้โชว์ภาพรวม ส่วน Motivation Letter ใช้ขยายจุดแข็ง ความยาวไม่ควรเกิน 2 หน้า
ตอนสมัคร ผมวาง Motivation Letter ไว้ 4 ส่วน
- ทำไมถึงอยากเรียนต่อปริญญาโท
- ทำไมต้องเป็นยุโรป และทำไมต้องเป็นหลักสูตรนี้
- โยงประสบการณ์ที่มี ทั้งความรู้ป.ตรี งานแข่ง หรืองานฝึกงาน ให้เข้ากับสิ่งที่จะไปเรียน อย่างผมก็หยิบประสบการณ์แข่ง Hackathon, RoboCup และงานวิจัยในแล็บจุฬาฯ มาเล่าเป็นจุดเด่นครับ
- เรียนจบแล้วจะเอาความรู้นี้ไปทำอะไรต่อ
ผมแนะนำให้เตรียมพอร์ตมาตั้งแต่ช่วงป.ตรี โดยเฉพาะกิจกรรมที่ตรงสาย แล้วร้อยเรียงทุกอย่างให้ไปในทางเดียวกัน เสร็จแล้วอย่าเพิ่งกดส่ง ลองให้เพื่อนหรือคนรอบตัวช่วยรีเช็กสัก 2-3 คนก็ได้ครับ
โมเมนต์อีเมลเด้งตอนสามทุ่ม
จำได้ว่าปลายเดือนมีนาคมตอนสามทุ่ม ผมเพิ่งซ้อมดนตรีเสร็จและกำลังเดินกลับบ้าน อยู่ดีๆ มีอีเมลจากมหาวิทยาลัยฝรั่งเศสเด้งขึ้นมาจั่วหัวว่า Application Result พอเปิดเข้าไปเจอคำว่า Congratulations! เพื่อนที่เดินอยู่ข้างๆ เลยเป็นคนแรกที่รู้ข่าว แล้วอีก 10 นาทีถัดมา หัวหน้าโปรแกรม Erasmus+ ก็ส่งอีเมลส่วนตัวมาแสดงความยินดีอีกครั้ง
ตอนนั้นผมกำลังปั่นเอกสารสมัครที่อื่นเผื่อไว้ พอเห็นเมลนี้ก็เบรกทุกโปรเจกต์เลยครับ ทั้งช็อกทั้งโล่งใจ อย่างน้อยแผนชีวิตอีก 2 ปีข้างหน้าก็มีที่ลงแล้ว ส่วนคนที่บ้านก็ตื่นเต้นมาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้ไปต่างประเทศ!
หลังจากนั้นก็ลุยโปรเจกต์จบป.ตรีให้เสร็จ รอบินช่วงปลายเดือนสิงหาคม ทางโปรแกรมจัดการระบบดีมากครับ ทั้งกำหนดการเปิดเทอม หอพัก และขั้นตอนทำใบอนุญาตพำนัก (Resident Permit) มีเจ้าหน้าที่คอยไกด์ให้ตลอด พอถึงช่วงย้ายประเทศในเทอมถัดไปก็จะส่งข้อมูลมาให้เตรียมตัวเหมือนกัน
. . . . . . . .
3
รีวิวหลักสูตร MIR
2 ปี 2 ประเทศ กับชีวิตที่ต่างกันสุดขั้ว
โครงสร้างหลักสูตร MIR จะให้ปีแรกทุกคนเรียนรวมกันที่ฝรั่งเศสเพื่อปูพื้นฐาน ก่อนแยกย้ายไปตาม Study Track ในปี 2 ซึ่งมีมหาวิทยาลัยพาร์ตเนอร์ในสเปน โปรตุเกส และนอร์เวย์ ส่วนผมเลือกไปต่อที่ นอร์เวย์ ครับ
ก่อนลงรายละเอียด สรุปภาพรวมแบบบรีฟๆ นะครับ
*ข้อมูลปัจจุบันอาจมีการเปลี่ยนแปลง
ปี 1: ฝรั่งเศส (Toulon / Nice)
- เมืองชายทะเล แดดดี ลมเย็น ฟีลคล้ายสัตหีบ+พัทยา
- เรียนค่อนข้างยืดหยุ่น เน้นโปรเจกต์ คาบเรียนสั้น 1-2 ชั่วโมง
- นอกมหาวิทยาลัยต้องใช้ภาษาฝรั่งเศสพอสมควร
- สวัสดิการนักศึกษาดี (ถ้าปีของผมจะมีสนับสนุนค่าหอพักและอาหาร)
ปี 2: นอร์เวย์ (Trondheim)
- เมืองนักศึกษาและเทคโนโลยี ธรรมชาติเยอะ หิมะตก หนาวจัด
- เรียนเข้มข้นและเป็นระบบ ต้องอ่าน Textbook ล่วงหน้า และ Final หนักถึง 70%
- ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างสบาย
- ค่าครองชีพสูง ต้องเน้นทำอาหารเองและตามล่าของลดราคา
ปี 1 : ฝรั่งเศส เก็บพื้นฐานให้แน่น
Bonjour, Toulon เมืองท่าฟีลสัตหีบ
ผมบินไปลงที่ Nice แล้วนั่งรถไฟต่อมาที่ Toulon (ตูลง) ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วก็ผ่าน ตม.มาได้แบบราบรื่น เจ้าหน้าที่ทักเป็นภาษาไทยว่า “สวัสดีครับ” แล้วก็แสตมป์ผ่าน!
วิวสองข้างทางบนรถไฟประทับใจมาก รางวิ่งเลียบชายหาด มองเห็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีฟ้าใสแจ๋ว สวยจนลืมเหนื่อย ถึงจะมีติดขัดนิดหน่อยตรงล้อกระเป๋าแตกตั้งแต่วันแรก 555
Toulon อยู่ในโซน French Riviera เป็นเมืองท่าริมทะเลและฐานทัพเรือสำคัญของฝรั่งเศส เลยน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่มีสถาบันวิจัยและบริษัทด้านทะเลอยู่แถวนี้เยอะ (เช่น IFREMER และ Exail) อากาศก็ดีครับ แดดถึง ลมเย็นสบาย ให้ฟีลคล้ายสัตหีบหรือพัทยาบ้านเรา

เรียนเน้นเข้าใจมากกว่าท่องจำ
ปีแรกที่ฝรั่งเศสจะเน้นวิชาพื้นฐานครับ ทั้งหุ่นยนต์ AI และวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่วิศวกรควรรู้ เช่น กระแสน้ำ คลื่น หรือฟิสิกส์ใต้น้ำ อาจารย์จะทวนสิ่งที่เคยเรียนตอนป.ตรีให้เห็นภาพรวมก่อน แล้วค่อยเจาะลึก คาบเรียนค่อนข้างสั้นประมาณ 1-2 ชั่วโมง ไม่ค่อยมีวิชาไหนลากยาวถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งผมว่าดีต่อสมอง รับข้อมูลได้เต็มที่
เวลาเรียนเขาจะไม่พาเราคำนวณตัวเลขยากๆ (เพราะถือว่าเราจบวิศวะมาแล้ว ต้องทำได้อยู่แล้วสิ) แต่ถ้าสงสัยว่าสมการบรรทัดบนกระโดดมาบรรทัดล่างได้ยังไง ก็ยกมือถามได้เลยนะ เพราะสุดท้ายอาจารย์คาดหวังให้เราเข้าใจ Concept ว่าถ้าสมการนี้ไปอยู่ในบริบทของหุ่นยนต์ มันกำลังบอกอะไรในโลกความจริง
ตัวอย่าง 2 วิชาที่ประทับใจ
ระบบหน่วยกิตของฝรั่งเศสแปลกดีครับ วิชาใหญ่ 1 วิชาอาจเทียบเท่า 3 หน่วยกิต แต่ข้างในแบ่งเป็นวิชาย่อยๆ อีก 2-3 วิชา ซึ่งต้องสอบผ่านให้ครบทุกย่อยถึงจะได้หน่วยกิตนั้นมา
- Marine Mechatronics: วิชาเซ็ตนี้ตรงตัวเลย คือได้เรียนเรื่องหุ่นยนต์ใต้น้ำ ในแล็บจะมีแทงก์น้ำขนาดใหญ่ ฟีลเหมือนมีสระว่ายน้ำเล็กๆ อยู่ในห้อง เราจะได้ช่วยกันต่อชิ้นส่วน ตั้งชื่อให้น้อง แล้วเอาน้องไปหย่อนลงสระ นั่งเขียนโค้ดควบคุมกันริมขอบสระ บรรยากาศสนุกและทำให้นึกถึงตอนทำโปรเจกต์ป.ตรีขึ้นมาเลย
- Oceanography (สมุทรศาสตร์): เซ็ตนี้เราจะได้เรียนคุณสมบัติต่างๆ ของน้ำทะเล เช่น ชั้นน้ำลึกที่แสงส่องไม่ถึง หรือความเค็มและอุณหภูมิที่ต่างกันในแต่ละระดับ

ไฮไลต์คือได้ออกเรือวิจัยจริงๆ ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ Sanary-sur-Mer เราออกไปหย่อนไฮโดรโฟน (Hydrophone หรือไมโครโฟนใต้น้ำ) เพื่อฟังเสียงคลื่นความถี่ของโลมาและวาฬ ตอนนั้นชิลเหมือนไปเที่ยว ส่วนอีกรอบที่ La Seyne-sur-Mer ต้องลอยลำอยู่กลางทะเลครึ่งค่อนวัน ปล่อยทุ่น 3 จุด แล้วขับเรือวนเก็บข้อมูลดูทิศทางกระแสน้ำ รวมถึงได้ลองใช้อุปกรณ์วัดอุณหภูมิน้ำทะเลระดับลึก รอบนั้นจะจริงจังและอยู่นานกว่าครับ

ชีวิตนักเรียนฝรั่งเศส สวัสดิการดีจนมีเงินเก็บ
ช่วง 3 เดือนแรกต้องปรับตัวเยอะพอสมควร เพราะเป็นการใช้ชีวิตคนเดียวในต่างประเทศครั้งแรก ในเมืองที่ผมอยู่แทบไม่มีคนไทยเลย ไม่เจอแม้แต่นักท่องเที่ยว แถมคนท้องถิ่นก็น้อยคนที่จะพูดภาษาอังกฤษ เลยต้องปัดฝุ่นภาษาฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัยบังคับเรียนมาใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันให้รอด
ตอนอยู่ฝรั่งเศสผมยกให้เรื่องนี้ดีสุดครับ “สวัสดิการนักศึกษา” ในมหาวิทยาลัยยังมีร้านขายของชำสำหรับนักเรียน จ่ายแค่ 3 ยูโรก็ได้วัตถุดิบกล่องใหญ่กลับไปทำอาหารกินเองได้เกือบทั้งสัปดาห์ ส่วนโรงอาหารมหาวิทยาลัย 3 ยูโรก็ได้อาหารครบทั้งคาวและหวาน ร้านข้างนอกบางแห่งก็มีราคานักศึกษาเหมือนกัน
เบเกอรี่ที่นี่อร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะ Pecan Pastry ในซูเปอร์มาร์เก็ตคือของโปรดผมเลย ส่วนบาแก็ต (Baguette) แท่งหนึ่งประมาณ 0.4 ยูโร ถูกกว่าน้ำเปล่าอีกครับ (อีกอย่างที่ถูกกว่าน้ำเปล่าคือเบียร์ กระป๋องละครึ่งยูโรเท่านั้น)
พอใช้ชีวิตแบบประหยัด และมีสวัสดิการพวกนี้ช่วย ผมเลยมีเงินเก็บเหลือไปใช้ที่นอร์เวย์ปีถัดไปได้ ค่าครองชีพที่นั่นคือแรงจัดครับ!
ปี 2 : เข้าโหมดฮาร์ดคอร์ที่นอร์เวย์
ย้ายสู่ Trondheim เมืองสาย Tech. ทางทะเล
พอปี 2 ผมย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัย NTNU (Norwegian University of Science and Technology) แคมปัสที่เมือง Trondheim (ทรอนด์ไฮม์) บรรยากาศเปลี่ยนจากเมืองชายทะเลแดดดีที่ฝรั่งเศส กลายเป็นเมืองทางตอนเหนือของนอร์เวย์ที่หิมะตกหนักและอากาศหนาวจัดๆ
แต่บอกเลยว่าเมืองนี้เด่นเรื่องหุ่นยนต์ใต้น้ำมากครับ มีทั้ง Startup สถาบันวิจัย และบริษัทด้านนี้อยู่เยอะ (เช่น SINTEF และ Blueye) มีบริษัทผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาแนะนำตัวหรือจัด Job Fair แทบทุกสัปดาห์
เข้มข้นจริงจัง พร้อมเกมสนุกๆ (?) สุ่มหัวข้อสอบ!
สไตล์การเรียนที่นอร์เวย์จะจริงจังและเป็นระบบขึ้นชัดเจนครับ เลกเชอร์ 45 นาที พัก 15 นาที วนไปจนครบ 3 ชั่วโมง อาจารย์สอนไวมาก และคาดหวังให้เราอ่าน Textbook มาล่วงหน้าก่อนเข้าเรียน และสัดส่วนคะแนนโหดเอาเรื่อง สอบไฟนอลคิดเป็น 70% ที่เหลือเป็นชิ้นงาน แล้วงานบางชิ้นก็อาจไม่มีคะแนนด้วยซ้ำ แต่ต้องส่งให้ผ่านถึงจะมีสิทธิ์เข้าห้องสอบ
โจทย์ที่เจอเขาก็จะไม่ให้สมการเรามาตรงๆ แต่เล่าสถานการณ์มา เช่น “เรือวิ่งมาด้วยความเร็วเท่านี้ เซนเซอร์จับค่าได้แบบนี้ จงหาความน่าจะเป็นที่เรือจะอยู่ในบริเวณที่กำหนด เมื่อผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง” เราต้องนั่ง brainstorm กับเพื่อน และใช้ Office Hours ที่มี TA (ผู้ช่วยสอน) คอยให้คำปรึกษาสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงให้คุ้มที่สุด
- Sensor Fusion: วิชานี้คือสุดยอดความโหด แต่น่าสนใจมาก หลักการคือ เมื่อหุ่นยนต์มีเซนเซอร์หลายตัววัดค่าพร้อมกัน เราจะรวมข้อมูลเหล่านั้นให้แม่นยำที่สุดได้อย่างไร เพราะโลกนี้ไม่มีเซนเซอร์ที่สมบูรณ์แบบ ทุกตัวมีความคลาดเคลื่อน (Error/Noise) เสมอ เนื้อหาจึงเป็นการใช้คณิตศาสตร์และทฤษฎีความน่าจะเป็นมาคำนวณเพื่อลดค่าความคลาดเคลื่อนให้น้อยที่สุด // ผมอินกับวิชานี้จนทุ่มเวลาอ่านมากกว่าวิชาอื่นๆ
- Marine Control System: วิชานี้เรียนเกี่ยวกับการควบคุมหุ่นยนต์ใต้น้ำแบบอัตโนมัติ (Autonomous) ให้ลงไปปฏิบัติภารกิจเองแล้วลอยกลับขึ้นมา และได้ไปออกเรือเพื่อดูการทำงานของเรือด้วยครับ
ทีเด็ดวิชานี้คือสอบไฟนอลแบบปากเปล่า ที่หมายถึงเราเดินตัวเปล่าเข้าห้องไปเจออาจารย์ 2 คนนั่งรอ ไม่มีกระดาษทด ไม่มีสมุดจด แล้วสุ่มคำถามจากเนื้อหาที่เรียนมาทั้งหมดให้เราอธิบายหลักการหน้ากระดาน สมมติเรียนไป 5 หัวข้อ แต่อาจารย์เตรียมคำถามไว้ 4 ข้อ เพื่อความยุติธรรมเลยให้เรา “ทอยลูกเต๋า” สุ่มตัดหัวข้อที่ไม่ต้องตอบออก (ผมมากับดวง จับได้หัวข้อที่ถนัดที่สุดออก)
ข้อดีคือที่นอร์เวย์ ถ้าสอบตกครั้งแรกจะมีโอกาสสอบแก้ตัวอีก 1 ครั้งก่อนต้องกลับไปเรียนซ้ำ ส่วนผมรอดมาได้โดยไม่ต้องใช้โควตานั้นครับ

ชีวิตใน Trondheim ของแพงสุดใจ แต่ฮีลใจด้วยแสงเหนือและวาฟเฟิลฟรี
Trondheim ให้ความรู้สึกเป็นเมืองมหาวิทยาลัยเลยครับ ประชากรส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและนักวิจัย ระบบขนส่งตรงเวลาเป๊ะและวิ่งตลอดทั้งคืน ป้ายรถเมล์บางป้ายถึงขั้นตั้งชื่อตามหอพักนักศึกษา ทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ดี เป็นเมืองไร้เงินสด (Cashless) และมีระบบอัตโนมัติเต็มไปหมด แม้แต่ตู้รับคืนขวดพลาสติกในซูเปอร์มาร์เก็ต แค่หย่อนขวดลงไปก็ได้สลิปมาใช้เป็นส่วนลดซื้อของต่อได้

ผมมีเกริ่นไปบ้างแล้ว สิ่งที่ท้าทายสุดตอนอยู่นอร์เวย์คือ “สภาพอากาศ” และ “ค่าครองชีพ” ครับ อากาศแปรปรวนมาก วันหนึ่งอาจเจอทั้งฝน ลูกเห็บ และหิมะ ช่วงหน้าหนาวพระอาทิตย์ขึ้น 10 โมงเช้าและตกตั้งแต่บ่าย 2 มีแสงแดดแค่วันละ 4 ชั่วโมง บางวันก็ซึมๆ จ๋องๆ เหมือนกัน มีครั้งนึงตอนสอบปลายภาค ผมย่ำพื้นน้ำแข็งลื่นๆ จนเกือบหน้าทิ่มกว่าจะถึงห้องสอบ
แต่วันที่ประทับใจสุดๆ คือคืนส่งท้ายปีเก่า ผมกับเพื่อนเดินลุยหิมะสูงถึงหน้าแข้ง ออกนอกเมืองไปบนเนินเขาเพื่อดูพลุ วันนั้นก็ -15 องศาเหมือนกัน กลับมาวันรุ่งขึ้นถึงกับเจ็บคอ แต่ภาพพลุเหนือเมืองท่ามกลางหิมะขาวโพลนสวยมากจริงๆ หรือถ้าคืนไหนฟ้าเปิด ผมสามารถดูแสงเหนือผ่านหน้าระเบียงหอพักได้เลย (เมืองนี้อยู่เหนือมากพอที่จะเห็นกันเป็นปกติ เหมือนกับเห็นฝนตกที่ไทย)


แต่เรื่องค่าครองชีพผมก็อาศัยเงินเก็บจากตอนอยู่ฝรั่งเศส โหลดแอปเช็กราคาของลดราคาในซูเปอร์มาร์เก็ต และเน้นทำอาหารกินเองกับเพื่อนร่วมหอพักชาวนอร์เวย์ คนที่นี่เก่งเรื่องทำอาหารและขนมกันมากครับ เพราะปกติจะออกไปกินข้าวนอกบ้านเฉพาะโอกาสพิเศษจริงๆ
อีกอย่างที่น่ารักคือ วัฒนธรรมการแบ่งปัน ทุกวันอังคารที่คณะจะมีแจก “วาฟเฟิลนอร์เวย์” (Norwegian Waffle) กินคู่กับ Brown Cheese อร่อยมากครับ แล้วก็มีกาแฟฟรีให้กดตลอด
ส่วน วันชาตินอร์เวย์ (17 พฤษภาคมของทุกปี) จะเป็นวันที่คนนอร์เวย์ยอมเป็น Extrovert กัน 1 วัน ทุกคนใส่ชุดประจำชาติ ออกมาเดินฉลองในเมือง ทักทายยิ้มแย้มให้กัน เมืองจะคึกคักขึ้นมาทันทีครับ
Tips เล็กๆ ตอนอยู่ทั้งฝรั่งเศสและนอร์เวย์ ผมต้องวางแผนซื้อของช่วงสุดสัปดาห์พอสมควรครับ เพราะร้านที่ใช้ประจำบางแห่งปิดวันอาทิตย์ หรือเปิดแค่บางช่วงเวลา เลยต้องซื้อของสดและตุนเสบียงไว้ตั้งแต่วันเสาร์ จะได้ไม่หิวโซในวันอาทิตย์
และวีซ่าเชงเก้นก็ฮีลได้ครับ!
ข้อดีคือช่วยให้เราเดินทางข้ามประเทศได้ง่าย ช่วงวันหยุดยาวระหว่างเทอมหรือเทศกาล Easter ผมเลยออกเที่ยวตลอด 2 ปี รวมแล้วประมาณ 14-15 ประเทศ
ส่วนตัวประทับใจสวีเดนที่สุด โดยเฉพาะสตอกโฮล์ม (Stockholm) ช่วงฤดูใบไม้ผลิ สวนสาธารณะเต็มไปด้วยดอกไม้บาน (ฟีลคล้ายญี่ปุ่น) ส่วนอีกที่คือลิสบอน (Lisbon) ประเทศโปรตุเกส ตอนนั้นผมไปสัมมนาวิชาการประจำปีของหลักสูตร MIR แล้วเจอเพื่อนๆ นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยเลยครับ





. . . . . . . .
4
โอกาสในตลาดงาน
และการเรียนต่อระดับป.เอก
สายหุ่นยนต์ใต้น้ำอาจดูเฉพาะทางมากๆ แต่พอมาดูตลาดงานจริงในยุโรป จะเห็นว่างานสายนี้มีเยอะกว่าในไทยมาก และกำลังโตเร็วครับ ส่วนหนึ่งมาจากกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทน (Green Energy)
ตอนนี้โปรเจกต์ที่ฮิตมากในยุโรปคือ “กังหันลมผลิตไฟฟ้ากลางทะเล” ซึ่งต้องใช้หุ่นยนต์ใต้น้ำและระบบอัตโนมัติเข้าไปตรวจสอบ บำรุงรักษา และซ่อมแซมโครงสร้างใต้ทะเล (Inspection, maintenance, and Repair : IMR) นอกจากนี้ยังมีงานขุดเจาะน้ำมัน งานสำรวจทางสมุทรศาสตร์ งานโบราณคดีใต้น้ำ หรือแม้แต่ใช้หุ่นยนต์ติดตามพฤติกรรมและการอพยพของสัตว์ทะเลครับ
ถ้ามองกลับมาที่ไทย บ้านเรามีทะเลสองฝั่งและมีงานที่เกี่ยวข้องเยอะ ทั้งการสำรวจพลังงาน ประมง และอนุรักษ์แนวปะการัง ผมเชื่อว่าในอนาคตเทคโนโลยี Subsea Robotics และหุ่นยนต์อัตโนมัติทางทะเลจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นครับ
สำหรับผม หลังเรียนจบป.โทก็พบว่าตัวเองสนุกกับการแก้โจทย์ยากๆ แบบลงลึก เลยตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก (PhD) ด้านหุ่นยนต์ใต้น้ำทันที ตอนนี้ผมเป็นนักศึกษาป.เอกและทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ที่ประเทศสเปนครับ
ตอนทำ Thesis ป.โทกับสถาบันวิจัยที่เยอรมนี ผมศึกษาเรื่อง “การกะระยะและประเมินสามมิติของวัตถุใต้ทะเล” (Underwater Object Pose Estimation) โดยใช้ AI วิเคราะห์ภาพถ่ายใต้น้ำว่า วัตถุอยู่ตรงไหน เอียงกี่องศา และหันไปทางไหน เพื่อให้หุ่นยนต์ใต้น้ำทำงานแบบอัตโนมัติได้แม่นยำขึ้น

ส่วนระดับป.เอก ผมต่อยอดมาทำเรื่อง “การระบุตำแหน่งและสร้างแผนที่จากวัตถุใต้ทะเล” (Object-Based Localization and Mapping) ซึ่งยังอยู่ในสาย Subsea Robotics ที่ผมสนใจมาตั้งแต่ช่วงป.ตรีครับ
หนึ่งในข้อดีที่ผมค้นพบของยุโรป คือตอนทำธีสิสป.โทเราไม่จำเป็นต้องทำกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยตัวเองเท่านั้น แต่ไปร่วมงานกับสถาบันวิจัยหรือบริษัทในประเทศอื่นได้ // เพื่อนในรุ่นผมหลายคนก็ได้งานต่อกับบริษัทที่ไปทำธีสิสด้วยในเบลเยียมหรือเยอรมนีครับ เลยเป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากทำงานต่อในยุโรป
. . . . . . . .
5
สุดท้ายนี้! แนะนำเช็กลิสต์ 3 ข้อสั้นๆ
ถึงรุ่นน้องที่กำลังลังเลทุน Erasmus+
ผมอยากให้ลองเช็กตัวเองจาก 3 ข้อนี้
- ต้องมั่นใจว่าชอบสาขาวิชานี้จริงๆ เพราะหลักสูตรค่อนข้างเฉพาะทาง ถ้าเราอินจริงก็จะสนุกกับการงมเนื้อหา และผ่านช่วงที่เรียนหนักไปได้
- ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” มากกว่า “Ranking” หลายคนอาจยึดติดกับชื่อเสียงหรือ Ranking มหาวิทยาลัย แต่สำหรับผม การได้ย้ายประเทศ ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ๆ ทั้งในฝรั่งเศสและนอร์เวย์ ได้รู้จักเพื่อนนักวิจัยจากทั่วโลก รวมถึงได้ใช้ภาษาอังกฤษและฝึกเอาตัวรอดในชีวิตจริง พวกนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่ได้จาก Erasmus+ เหมือนกัน
- ถ้าเจอโปรแกรมที่ใช่ ให้ลุยเลย Erasmus+ บางหลักสูตรเปิดรับสมัครเพียงไม่กี่ปีตามงบประมาณของโครงการ แล้วอาจปิดรับหรือเปลี่ยนชื่อไป ถ้าเจอโปรแกรมที่ตรงใจและคุณสมบัติพร้อม ก็เตรียมเอกสารให้ดีแล้วยื่นสมัครเลยครับ
0 ความคิดเห็น