สวัสดีค่ะชาว Dek-D หลังเว้นช่วงไป 1 ปี ตอนนี้ “YSEALI Academic Fellowship Program (YSEALI AFP)” โครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้นที่สหรัฐฯ กลับมาเปิดรับสมัครอีกครั้งแล้วค่ะ รอบปี 2027 มีการปรับ 4 หัวข้อใหม่ ซึ่งมีทั้งสายเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ และประเด็นสังคมอย่าง Liberty and Freedom และ Peace and Security ด้วย
และวันนี้เรามีรีวิวจาก "พี่เก่ง-อภิญญา บ่อวารี" คนไทยที่เคยได้ทุนสาย Society and Governance จะมาแชร์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในวัยเด็กที่เคยได้คะแนนภาษาอังกฤษน้อยสุดในห้อง เคยชวดรอบสัมภาษณ์ของอีกทุนสหรัฐฯ มาก่อน จนเจอจุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับมาตั้งหลักใหม่ และแก้เกมจนคว้าทุนไปแลกเปลี่ยน 5 สัปดาห์แบบเข้มๆ ที่ James Madison University (JMU) รัฐเวอร์จิเนีย
ระหว่างทางเกิดอะไรขึ้น อะไรพาพี่เก่งมาถึงจุดนี้ และ 5 สัปดาห์ในอเมริกาได้ไปเจออะไรบ้าง ไปเริ่มกันเลยค่ะ!
Quick Facts
YSEALI Academic Fellows Program (YSEALI AFP) เป็นโครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้นที่สนับสนุนโดย U.S. Department of State และรัฐบาลสหรัฐฯ พาเยาวชนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปเรียนรู้และทำกิจกรรมที่สหรัฐฯ
- สำหรับนักศึกษา ป.ตรี หรือผู้ที่เพิ่งเรียนจบ อายุ 18-25 ปี
- แลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยในสหรัฐฯ เป็นเวลา 5 สัปดาห์
- Fully Funded สนับสนุนค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ
- มีทั้งเรียนในมหาวิทยาลัย, Community Service, Academic Field Experience และ Closing Workshop
- เลือกเรียนได้ 1 ใน 4 หัวข้อ ณ 8 สถาบันเจ้าภาพทั่วสหรัฐฯ
. . . . . . . .
English at First
จากคนที่เคยได้คะแนนอังกฤษน้อยสุดในห้อง!
คนส่วนใหญ่มักมองว่าเด็กที่จะได้ทุนต้องเป็นคนเก่งภาษา
ซึ่งคำตอบก็คือ “ใช่ค่ะ ภาษาสำคัญมาก”
แต่ยอมรับว่าเรามีปมกับภาษาอังกฤษ เพราะเคยสอบได้คะแนนน้อยที่สุดในห้อง เรียนห่วยระดับที่ครูจำชื่อ-นามสกุลได้แม่นมากกก เลยไม่ค่อยตั้งใจเรียนวิชานี้เท่าไหร่ (ห้ามเอาเป็นแบบอย่าง)
แต่เหตุการณ์ที่เปลี่ยนความคิดของเราไปเลย ก็คือตอนม.ปลาย มีโอกาสติดรอบสัมภาษณ์ของโครงการ SEAYLP (Southeast Asia Youth Leadership Program) แต่แน่นอนว่าด้วยความที่ละทิ้งภาษาอังกฤษไปแล้ว ตอนสัมภาษณ์ไม่เหมือนกับตอนเขียนใบสมัครที่ใช้เครื่องมือช่วยแปลได้ พอต้องมาพูดจริงๆ เราไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่ต้องการออกมาได้ครบถ้วน จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเราไม่ได้รับคัดเลือกในตอนนั้น
หลังจากนั้นก็รู้ซึ้งเลยค่ะว่า “ภาษาอังกฤษ” คือเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารแนวคิดของเราต่อโลกใบนี้ เราเลยเปลี่ยนจากเรียนเพื่อทำข้อสอบ เป็นเรียนเพื่อให้สักวันหนึ่งสามารถนำเสนอแนวคิดของตัวเองบนเวทีระดับโลกได้
จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย เราตัดสินใจเรียนรัฐศาสตร์ เพราะอยากเปลี่ยนโลกและพัฒนาการเมืองบ้านเราให้ดีขึ้น แล้วก็มาเจอกับ YSEALI AFP ทุนของสหรัฐฯ สำหรับนักศึกษา ซึ่งมีหัวข้อที่ตรงกับสายรัฐศาสตร์และประเด็นสังคมที่เราสนใจพอดี
ในปีที่เราสมัครมี 4 หัวข้อด้วยกัน คือ
- Civic Engagement
- Society and Governance (เก่งเลือกหัวข้อนี้อันดับ 1)
- Sustainability and Environment
- Innovation, Entrepreneurship, and Economic Empowerment
ปีของเรา ผู้สมัครเลือกได้ 2 หัวข้อ โดยเรียงตามลำดับความสนใจ ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเป็นผู้คัดเลือกรอบสุดท้ายค่ะ
ส่วนรอบปี 2027 มีการปรับเป็น 4 หัวข้อใหม่ ได้แก่
- Economic Prosperity
- Liberty and Freedom
- Natural Resources
- Peace and Security
ใครเป็นสายสังคมน่าจะมีหัวข้อให้เล่นเยอะเลยค่ะ โดยเฉพาะ Liberty and Freedom และ Peace and Security ที่ยังเชื่อมโยงกับ Society and Governance ที่เราเคยเลือก และเป็นประเด็นสำคัญของโลกเราในตอนนี้มากๆ ด้วย

. . . . . . . .
Campus Life at JMU
เราได้ไปเรียนที่ James Madison University (JMU) มหาวิทยาลัยรัฐในเมืองแฮร์ริสันเบิร์ก (Harrisonburg) รัฐเวอร์จิเนีย (Virginia) ชื่อมหา’ลัยตั้งตาม “เจมส์ เมดิสัน” ประธานาธิบดีคนที่ 4 และหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีส่วนร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ
ที่ JMU เราได้เรียนหลายเรื่อง เช่น Constitution, Local Administration, Good Governance และ Polarization // นี่เป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้นนะคะ

นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ชีวิตใน JMU ก็สนุกไม่แพ้กันค่ะ โดยเฉพาะเรื่องกิน เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่อง “โรงอาหาร” บอกเลยว่าไม่มีอดแน่นอน เพราะเป็นบุฟเฟต์แบบ All You Can Eat ตักได้ไม่อั้น เมนูประจำที่ได้กินทุกวันคือนาโช่กับน้ำแอปเปิล
ที่นี่เรายังได้ลองกินโอรีโอ้ทอดเป็นครั้งแรก ซึ่งชื่ออาจดูไม่น่าอร่อย แต่อร่อยมากนะทุกคนนน ถ้าใครได้ไปอเมริกาอยากให้ลองเมนูนี้ค่ะ
ส่วนค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าที่พัก หรือค่าเดินทางระหว่างที่เราเรียนอยู่ที่นั่น โครงการออกให้ทั้งหมด ไปจนถึงมี Pocket Money ให้เราใช้ยามจำเป็นด้วย

ชีวิตที่ JMU ยังทำให้เราได้เจอเพื่อนจากหลายประเทศ ไม่ใช่แค่จากอาเซียนและอเมริกา แต่ยังมีเพื่อนเกาหลีด้วย เพราะทางมหา’ลัยมีโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัยที่นั่น เลยมีนักศึกษามาเรียนภาษาที่อเมริกา เราจึงได้ชิมอาหารเกาหลีจากต้นตำรับตัวจริง~
ส่วนกิจกรรมก็มีให้เข้าร่วมเยอะมาก ทั้ง Cultural Night ที่นักเรียนจะออกมานำเสนอประเทศตัวเอง หรือแม้แต่คาราโอเกะของนักเรียนฟิลิปปินส์ที่เราบังเอิญได้ไปร่วมด้วย 555 (สรุปที่คนแซวกันว่าคนฟิลิปปินส์ชอบร้องเพลงกันทั้งประเทศน่าจะจริงค่ะ)
แล้วเราก็ได้ใช้ชีวิตเหมือนเป็นนักเรียน JMU จริงๆ ทั้งเข้าคลาสพิลาทิส คลาสสอนทำอาหาร ปีนผาจำลอง ไปจนถึงใช้โรงยิม Co-Working Space และห้องสมุดได้ทั้งหมด

. . . . . . . .
จากห้องเรียน สู่การเรียนรู้จากสถานที่จริง
โครงการนี้ไม่ได้ให้เรียนอยู่ในห้องอย่างเดียวค่ะ เพราะเรายังได้ออกไปเรียนรู้จากสถานที่จริงหลายแห่ง ทั้งรัฐสภา มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์ และสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกา
1 วันในรัฐสภา Virginia
เราได้ไปทัศนศึกษาที่รัฐสภา Virginia และเรียนรู้ความเป็นมาของวุฒิสภาเวอร์จิเนีย (Senate of Virginia) ด้วยนะคะ
อธิบายคร่าวๆ ว่าการปกครองของอเมริกาจะต่างจากไทยตรงที่แต่ละรัฐมีสภานิติบัญญัติของตัวเอง ซึ่งสามารถผ่านกฎหมายที่ใช้ภายในรัฐนั้นๆ ได้ โดยของ Virginia แบ่งเป็นสภาล่าง หรือสภาผู้แทนราษฎร (House of Delegates) และสภาบน หรือวุฒิสภา (Senate)
ในวันนั้นเราได้ลองสวมบทเป็น สว. เสนอกฎหมาย แถมห้องประชุมที่เข้าไปก็เป็นห้องที่ใช้งานกันจริงๆ โต๊ะแต่ละตัวยังมีชื่อของ สว. ตัวจริงเสียงจริงแปะอยู่ด้วย โดยกิจกรรมจะจำลองให้เพื่อนคนหนึ่งเสนอร่างกฎหมายขึ้นมา แล้วเราก็ได้ลองอภิปรายสนับสนุนหรือคัดค้าน ไปจนถึงกดโหวตว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ
ซึ่งพอมาคิดดูแล้ว ถ้าสมมติประเทศไทยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลองนั่งที่นั่ง ส.ส. ในรัฐสภาของจริง ก็คงสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ที่สนใจการเมืองไม่น้อยเลย

Site Visit ที่ Harvard University
แม้ว่าเราจะอยู่ที่รัฐ Virginia เป็นหลัก แต่ก็มีทริปไปทัศนศึกษาที่รัฐแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts) ด้วยค่ะ ที่นี่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยดังหลายแห่ง ทั้ง Harvard University, MIT และ Boston University โดย Harvard เป็นหนึ่งใน 8 มหาวิทยาลัยกลุ่ม Ivy League
เราได้เดินชมรอบๆ Harvard และเข้าไปดู Harvard Kennedy School โดยมี “พี่โช” รุ่นพี่คนไทยที่เรียนอยู่ที่นี่ พาไปดูทั้งตึกและห้องเรียนจริงค่ะ

เรียนประวัติศาสตร์ผ่านพิพิธภัณฑ์
ไปถึงอเมริกาทั้งทีไม่มีเสียเที่ยวเลยค่าา เพราะระหว่างโครงการเราได้ไปพิพิธภัณฑ์หลายที่มากๆ เช่น
- James Madison’s Montpelier - บ้านและห้องทำงานของ James Madison ซึ่งเขาใช้ศึกษาและพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ
- International Spy Museum - เล่าเรื่องสายลับทั่วโลกตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน รวมถึงวิวัฒนาการของอุปกรณ์สายลับ เช่น การปลอมตัว การส่งข้อความลับ เครื่องถอดรหัส ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านความมั่นคง
- Smithsonian National Museum of American History - รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
- National Museum of African American History and Culture - ประวัติศาสตร์และการต่อสู้ของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ตั้งแต่ยุคทาส การแบ่งแยกเชื้อชาติ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง
- Boston Tea Party Ships & Museum - พิพิธภัณฑ์กลางน้ำบริเวณ Fort Point Channel เมืองบอสตัน สร้างขึ้นเพื่อเล่าและจำลองเหตุการณ์ Boston Tea Party ในปี 1773

. . . . . . . .
Final Week ที่ Washington, D.C.
สัปดาห์สุดท้าย ทุกคนจากแต่ละมหาวิทยาลัยและแต่ละรัฐจะมารวมตัวกันที่ Washington, D.C. จุดศูนย์กลางการเมืองของอเมริกา ใครเป็นสายการเมืองการปกครองจะฟินมากกก เพราะเราจะได้เห็นสถานที่จริงที่เคยเห็นแต่ในหนังสือประวัติศาสตร์หรือภาพยนตร์
หนึ่งในนั้นคือ Lincoln Memorial อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Abraham Lincoln ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 16 และยังเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง โดย Martin Luther King Jr. เคยกล่าวสุนทรพจน์ “I Have a Dream” ที่นี่ในปี 1963
ที่นี่ยังเคยปรากฏในหนังดังหลายเรื่อง เช่น Spider-Man, Forrest Gump และ Legally Blonde เราเลยได้ถ่ายรูปเลียนแบบซีนของ Elle Woods นางเอกของเรื่องด้วย

. . . . . . . .
เขียน SOP ยังไงดี
คติหลักที่อยากจำให้ขึ้นใจคือ "ชัดเจนในเลนของเรา" ค่ะ
เขียน SOP ยังไงให้ชัดว่า “เราเป็นใคร”
1. Sharpening your focus
หลายคนคงอยากเขียนทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเอง เพื่อให้กรรมการรู้จักเราที่สุด แต่เก่งแนะนำให้ลองลิสต์ประสบการณ์ของตัวเอง และจัดอันดับว่าอันไหน Impactful ที่สุด
อย่ากลัวที่จะ Kill your darlings หรือก็คือตัดผลงานที่เรารักบางอันออก ถ้าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหัวข้อที่จะสมัครเลยสักนิด เพราะกรรมการจะได้อ่านแล้วเข้าใจว่าประเด็นที่เป็นจุดขายของเราอยู่ตรงไหน
2. Personal stories
คอนเทนต์เชิงวิชาการต้องมี แต่การสื่อสารตัวตนและประสบการณ์ส่วนตัวลงไป ให้กรรมการเห็นถึง Passion ของเราที่มีต่อประเด็นนั้นก็สำคัญเช่นกัน และอย่าลืมพูดถึงเหตุการณ์ในชีวิตว่า อะไรที่ทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสังคม
3. Why YSEALI?
ตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่าทำไมต้องเป็น YSEALI ที่จะช่วยให้เรา Achieve เป้าหมายที่ตั้งไว้ และเขียนลงไปใน SOP เลย!! ที่สำคัญ อย่าลืมเล่าถึงแผนในอนาคตว่า หลังจบโครงการแล้วเราอยากนำสิ่งที่ได้ไปทำอะไรต่อค่ะ
เตรียมตัวยังไงในรอบสัมภาษณ์
อย่างที่บอกไปต้นบทความว่า รอบสัมภาษณ์ทำเราตกรอบมาก่อน ฉะนั้นปีนี้เราจึงพยายามทำการบ้านมาอย่างดี เลยเรียบเรียงเป็นเทคนิคมาแนะนำน้องๆ ค่ะ
1. เก็งคำถาม และเตรียมคำตอบไว้เบื้องต้น
เราเก็งคำถามที่คิดว่ากรรมการจะถามและนำมาทำเป็นตารางไว้ พร้อมเขียนคำตอบคร่าวๆ รวมถึงโน้ตคำศัพท์ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง
ที่ต้องทำแบบนี้เพราะในการสัมภาษณ์จะมีเวลาน้อยมาก แค่ 10-15 นาที ฉะนั้นเราต้องวางแผนว่าในการตอบคำถามหนึ่งครั้ง จะนำเสนอตัวเองออกมาอย่างไรให้กรรมการรู้จักเรามากที่สุด และตอบให้ตรงประเด็นที่สุด ซึ่งขนาดเรามีการเตรียมตัวมาก่อนแล้ว พอวันสัมภาษณ์จริงยังรู้สึกว่าตัวเองพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ลืมหยิบหลายประเด็นมานำเสนอค่ะ TT
2. ซ้อมเท่านั้นที่ครองโลก
เราขอให้เพื่อนช่วยสวมบทเป็นกรรมการสัมภาษณ์หลายรอบค่ะ แล้วพบว่าพอมีคนนั่งฟังจริงๆ ต่างจากตอนนั่งพูดคนเดียวมาก ทั้งประหม่า ทั้งพูดผิดพูดถูก (เจอข้อผิดพลาดตอนนี้ยังแก้ได้ ดีกว่าไปพลาดในห้องสัมภาษณ์จริงค่ะ)
. . . . . . . .
หลังจบ YSEALI แล้วไปไหนต่อ?
“อย่าถามแค่ว่าทุนนี้ให้อะไรกับเรา แต่ถามว่าแล้วเราจะให้อะไรกับสังคม”
การได้ทุน YSEALI AFP ของเราไม่ได้จบแค่การไปอเมริกาแล้วกลับมาไทยค่ะ เพราะหลังจากนั้นเราได้รวมทีมกับเพื่อนในโครงการจากอินโดนีเซีย กัมพูชา และเวียดนาม ทำสื่อการสอนเรื่อง Good Governance ผ่าน Gamification
แล้วร่างโครงการของทีมเราก็ผ่านการคัดเลือก และได้รับทุนจาก YSEALI AFP Small Grants มาพัฒนาเกม 2 ตัว คือ “Hall of Integrity” และ “People Assembly” ที่ชวนผู้เล่นเรียนรู้เรื่องความโปร่งใส การบริหารจัดการภาครัฐที่ดี และลองสวมบทเป็น Decision Maker
เราได้นำเกมไปจัด Workshop ที่อินโดนีเซียและไทย และวางแผนจะต่อยอด เพื่อให้เยาวชนมีส่วนร่วมกับเรื่อง Good Governance ในการเมืองไทยต่อไปค่ะ

เราพูดได้เต็มปากว่า YSEALI เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิต
จริงๆ ยังมีอีกหลายกิจกรรมที่เราไม่ได้เขียนถึง เพราะเกรงว่าบทความจะยาวเกินไปแล้ว 555 แต่สิ่งที่ได้กลับมาจาก YSEALI มีมากกว่าการไปต่างประเทศ ทั้งมิตรภาพ ผู้คนที่ได้เจอ และประสบการณ์ตลอด 5 สัปดาห์ ล้วนทำให้เราเติบโตไปอีกขั้น
เรายังเข้าใจคำว่า “พลเมืองโลก” (Global Citizen) มากขึ้น ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ และมีบทบาทร่วมกับทุกคนในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ค่ะ




0 ความคิดเห็น