Modem Connected! รีวิวชีวิตเด็ก Com-Sci ที่ NUS สิงคโปร์ แลนดิ้งจบซอฟต์ๆ ฉบับอินโทรเวิร์ต

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ใครเล็งเรียนต่อสายคอมพ์ที่สิงคโปร์ ชื่อของ National University of Singapore (NUS) น่าจะคุ้นหูกันดี เพราะล่าสุดติดอันดับ 3 ของเอเชีย & อ้ันดับ 4 ของโลกในสาขา Computer Science & Information Systems จากการจัดอันดับ QS World University Rankings by Subject 2026

แล้วพอเข้าไปเรียนจริงในมหาวิทยาลัยท็อปเบอร์นี้จะเป็นยังไงนะ? 

 วันนี้เราชวน “พี่โมเด็ม” เด็กทุน ASEAN Undergraduate Scholarship บัณฑิตป้ายแดงจาก NUS School of Computing เมื่อกรกฎาคม 2026 มาเล่าให้ฟังว่า 4 ปีที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง ตั้งแต่ต้องจูนหูกับ Singlish เจอการตัดเกรดอิงกลุ่มท่ามกลางเพื่อนหัวกะทิ ฝึกสกิลทำ Cheat Sheet เข้าห้องสอบ ไปจนถึงปี 4 ที่นึกสนุกอยากลองเรียนควบ Part-time แล้วพบว่า “หนักหนาสาหัสครับ!!!” จนไปถึงคำถามว่าถ้าเป็น Introvert เต็มขั้นแบบพี่โมเด็ม จะถูกชะตากับชีวิตที่สิงคโปร์มั้ย? ไปอ่านกันค่ะ~

. . . . . . . .

เส้นทางจากเด็กค่ายสายชิล
สู่เด็กทุนอาเซียนที่ NUS

ผมจบ ม.ปลายจาก โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) ตอนนั้นยื่นเข้ามหา’ลัยไว้หลายที่ ทั้ง SIIT (ม.ธรรมศาสตร์อินเตอร์), ISE (จุฬาฯ อินเตอร์) แล้วก็สอบทุนกระทรวงวิทย์ไว้ด้วย ส่วน National University of Singapore (NUS) สิงคโปร์ เป็นตัวเลือกที่เหนือความคาดหมายมาก ผู้ปกครองแนะนำให้ลองยื่นไว้ แต่ผมไม่คิดว่าจะติดครับ เพราะไม่มีเหรียญโอลิมปิกวิชาการหรือพอร์ตแบบยิ่งใหญ่อะไร

ตอนม.ปลาย ผมเป็นสายทำเกรด (GPA 3.97) และเด็ก สอวน.คอมพ์ คะแนนภาษามี IELTS 8.0, SAT 1460 และ SAT Subject วิชา Physics 750, Math 800, Chemistry 650 หลักๆ ที่หยิบมาเล่าก็ประสบการณ์ตอนเป็นผู้แทนศูนย์แข่ง TOI, เป็นผู้ช่วยสอนชมรม Coding, ติวภาษาอังกฤษให้เพื่อนๆ, ช่วยสอน สอวน. ค่าย 1 ให้รุ่นน้องที่โรงเรียน และช่วยทำเว็บไซต์ในงานโรงเรียนครับ

เตรียมตัวยังไงถึงติดทุน?

อธิบายก่อนว่า ถ้านักเรียนจากกลุ่มประเทศอาเซียนสมัครเรียน NUS ตามปกติ มีโอกาสได้รับการคัดเลือกมาสัมภาษณ์เพื่อรับทุน ASEAN Undergraduate Scholarship โดยตอนสมัครต้องระบุด้วยว่าต้องการรับ MOE Tuition Grant เพราะทุน ASEAN จะสนับสนุนค่าเล่าเรียนในส่วนที่เหลือต่อจาก Tuition Grant อีกทีครับ
 

เมื่อรวมกับ MOE Tuition Grant แล้ว ทุน ASEAN จะครอบคลุมค่าเล่าเรียนปริญญาตรี 100% พร้อมค่าครองชีพ S$5,800/ปี ค่าที่พัก S$3,000/ปี และ Computer Allowance S$1,750 จ่ายครั้งเดียวเมื่อเริ่มเรียน
 

เงื่อนไขคือต้องรักษา GPA แต่ละเทอมไม่ต่ำกว่า 3.50 และมีความประพฤติดี ส่วน MOE Tuition Grant จะมีข้อผูกพันให้ทำงานกับบริษัทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ 3 ปีหลังเรียนจบ

มหาวิทยาลัยจะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ผลการเรียนระดับมัธยม ความเป็นผู้นำ และกิจกรรมนอกห้องเรียน ถ้าถามว่าทำไมถึงได้ทุน ส่วนตัวคิดว่าได้ความถนัดภาษาอังกฤษช่วย เพราะเรียน English Program มาตั้งแต่ประถม แล้วที่กำเนิดวิทย์ก็เรียนเป็นภาษาอังกฤษด้วย ทำให้ตอนเขียน essay และสัมภาษณ์ทำได้ดีครับ

ส่วนรอบสัมภาษณ์รู้สึกท็อปฟอร์มอยู่นะ 55555 เตรียมตัวมาเต็มที่เพราะ NUS ก็เป็นที่ที่ผมอยากติดครับ ถ้าให้แนะนำน้องๆ เราต้องรู้ว่าจะขายจุดเด่นตัวเองยังไง อย่างผมเลือกเล่าเรื่องกิจกรรมชมรม การสอนเขียนโค้ด และงานจิตอาสา ให้กรรมการเห็นว่าเราสนใจการ Give back to society รวมถึงเวลาเจอปัญหา เรารับมือและแก้ยังไง

เล่นในคอนเสิร์ตงานโรงเรียน
เล่นในคอนเสิร์ตงานโรงเรียน

. . . . . . . .

รีวิวแบบสปีดๆ
ชีวิตนักศึกษา 4 ปีในรั้ว NUS

ตั้งหลักกับชีวิตใหม่ในสิงคโปร์

ผมไปถึงสิงคโปร์ช่วง August แบบงงๆ ฝนตกฟ้าครึ้ม ตอนนั้นได้ Offer แบบกระชั้นจนทำเรื่องหอไม่ทัน ต้องอยู่โรงแรมไปก่อน 2 วัน แต่ปกตินักศึกษาเข้าใหม่จะการันตีหอในให้ 2 ปี (ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เช่น ลืมจ่ายค่าหอ) พอขึ้นปี 3-4 จะดูจากผลงานที่เราทำให้หอพัก เช่น เป็นหัวหน้าชุมนุม หรือเป็นนักกีฬาหอ ถ้าไม่ได้หอในก็ต้องออกไปอยู่ข้างนอก ซึ่งค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเยอะครับ

ที่ต้องปรับตัวช่วงแรกคือ Singlish (= Singapore English) เวลาพูดเค้าจะค่อนข้างรวบรัด กึ่งจีนกึ่งอังกฤษ มีศัพท์ปนหรือข้ามบางคำไปเลย รวมถึงมีคำอุทานอยู่หน้าหรือท้ายประโยค ช่วงแรกผมเลยฟังเพื่อนตอนทำงานกลุ่มไม่ค่อยทัน เพราะชินกับสำเนียงไทยกับ Native English มากกว่า ในชีวิตประจำวันอย่างตอนสั่งอาหารก็มีงงๆ บ้าง บางทีก็เจอภาษาจีนไปเลย

และที่ต่างจากการเรียนตอนม.ปลาย คือรูปแบบข้อสอบครับ ที่ NUS บางวิชาเป็น Closed Book แต่จะมีแบบ Open Book ที่นำโน้ตเข้าห้องสอบได้ 1 แผ่น (หน้า A4) ในนั้นจะเขียนอะไรก็ได้ ซึ่งถือเป็นสกิลเอาตัวรอดที่สำคัญครับ เราทำไปแล้วจะต้องรู้ว่าเนื้อหาอยู่ตรงไหนของกระดาษ ถ้าใช้ชีวิตสบายๆ ฝากเพื่อนทำหรือเอาจากเน็ตมา อาจจะงมจนหมดเวลาสอบก่อนครับ 55555 ยังไงก็ต้องบาลานซ์กับการอ่านให้เข้าใจด้วย

แล้วพอเรียนไปช่วงปลายปี 1 จะเริ่มเจอการตัดเกรดแบบอิงกลุ่มมากขึ้น เราต้องสังเกตตัวเองว่าตามเนื้อหาทันไหม ถ้าเริ่มไม่ทันต้องรีบไปถามหรือนัด TA เพราะถ้าดองไว้จะสะสมเรื่อยๆ แล้วไปบึ้มอีกทีตอนสอบ

แต่สังคมที่นี่ส่วนใหญ่ช่วยกันเรียน นัดกันไปอ่านหนังสือ ติดตรงไหนก็ถามกันได้ คนที่เก่งแบบโดดเด่นเลย เท่าที่เห็นคือแก๊งที่ฟิตจัดๆ ถามตอบกับ professor ใน lecture และอ่านนอกห้องเยอะๆ ครับ

กิจกรรมที่ NUS ฟีลๆ ผมได้ไปช่วยเป็นไกด์ ประสานงาน และนำทีมเดินทัวร์สิงคโปร์
กิจกรรมที่ NUS ฟีลๆ ผมได้ไปช่วยเป็นไกด์ ประสานงาน และนำทีมเดินทัวร์สิงคโปร์
Dance Club ที่เคยไป join เป็นกิจกรรมนอกห้องเรียนครับ
Dance Club ที่เคยไป join เป็นกิจกรรมนอกห้องเรียนครับ

เลือกสายเอง แต่ต้องวางแผนวิชาให้ดี

CS (Computer Science) จะมีวิชาพื้นฐานอย่าง Database, Software Engineering, Machine Learning แล้วก็ OS หลังจากนั้นก็เลือกวิชาตามด้านที่สนใจได้ ผมชอบสาย Developer / Software Engineering เลยไปลงวิชารหัส 4000 ซึ่งเป็นระดับสูงช่วงปี 3-4

แต่ต้องวางแผนตั้งแต่ปี 1-2 ครับ เพราะบางวิชามี Prerequisite ซึ่งก็คือวิชาพื้นฐานที่ต้องเรียนให้ผ่านก่อน ถ้าพลาดหรือลงไม่ทัน อาจต้องเลื่อนไปทั้งเทอม หรือถ้าอยากข้ามก็ต้องลองเขียนอีเมลหาอาจารย์ดู หลายๆ ปัญหาสามารถใช้ email แก้ใขได้ครับ ขึ้นอยู่กับเราอีเมลถูกคนและมีเหตุผลเพียงพอรึเปล่า

ยกตัวอย่างวิชามันส์ๆ

ถ้าสนุกแต่กดดันสุด ผมยกให้ CS3219 Software Design and Architecture สอนว่าถ้าเรามีโจทย์ที่อยากแก้ จะออกแบบโปรแกรมยังไง ต้องมีส่วนประกอบอะไร แล้วแต่ละส่วนเชื่อมกันแบบไหน มีทั้งสอบและทำโปรเจกต์กลุ่มยาวตั้งแต่ Week 1-12 โดยหยิบสิ่งที่เรียนมาใช้จริง

กลุ่มผมทำเว็บฝึก Technical Interview ขึ้นมา จุดเด่นคือให้คนสองคนมา Call กันได้แบบ real-time พิมพ์โค้ดแล้วอีกฝั่งเห็นทันทีโดยไม่ดีเลย์ ตอนพรีเซนต์ต้องอธิบายการตัดสินใจ ว่าทำไมถึงใช้โครงสร้างแบบนี้ หรือทำไมถึงนำเครื่องมือตัวนี้มาอยู่ตรงกลางระหว่างหน้าบ้านที่มีการกดหาห้อง และหลังบ้านที่ทำการจับคู่คนที่กำลังหาห้อง

ส่วนวิชาที่ Challenge สำหรับผมคือ  CS4211 Formal Methods for Software Engineering เป็นการเอาโค้ด มาแปลงเป็นบทความคณิตศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่าฟังก์ชันนี้จะทำงานถูกต้อง 100% ไหม หรือมีเคสไหนที่ทำให้ผิดได้ ซึ่งยากเพราะผมไม่ค่อยถนัดพิสูจน์คณิตอยู่แล้ว บางคำนิยามอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ ต้องนั่งจ้องโจทย์จนแบบ อ๋อ ต้องประยุกต์แบบนี้

CS Focus AreaSchool of Computing Course Schedule

. . . . . . . .

เมื่อผมอยากท้าทายระบบ(ตัวเอง)สักเทอมนึง

ช่วงที่หนักสุดคือปี 4 เทอม 1 ครับ ก่อนหน้านั้นผมไปฝึกงานตอนปี 3 เทอม 2 แล้วมีโอกาสทำ Part-time ต่อ ก็เลยคิดว่างั้นลองเรียนพร้อมทำงานดู 

แล้วพบว่าหนักหนาสาหัสเลยครับ! 55555

ตอนลงวิชาก็วางแผนเองให้คลาสไปกองอยู่วันอังคาร พุธ พฤหัสบดี แล้วเหลือวันจันทร์กับศุกร์ไว้เข้าออฟฟิศ ต้นเทอมยังโอเค แต่พอช่วงสอบกับเดดไลน์โปรเจกต์เริ่มชนกันคืออันตรายมาก ช่วงหนักสุดมี 3 โปรเจกต์ ต้องคุยกับเพื่อนในกลุ่มแล้วนั่งเคลียร์ทีละอัน บางงานเดดไลน์ยังไม่ถึง แต่เรารู้แล้วว่าถ้าไม่เริ่มตอนนี้จะไม่ทัน

ตอนนั้นต้องแบ่งเวลาดีๆ ครับ ต้องประเมินว่าถ้าอยากได้เกรดประมาณนี้ต้องอ่านแค่ไหน ต้องนัดรุ่นพี่ นัดอาจารย์ นัดเพื่อนตอนไหน ทำส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด แล้วก็เผื่อเรื่องที่คาดไม่ถึงไว้ด้วย เช่น งานส่วนอื่นในกลุ่มมีปัญหา

แล้วพอผ่านช่วงนั้นมา ผมรู้จักตัวเองมากขึ้น คาดคะเนได้ว่าปัญหาไหนต้องใช้เวลาแก้ประมาณเท่าไหร่ แล้วแยกได้ว่าอะไรสำคัญสุด เป็น Priority 1 หรือ 2 รวมถึงจัดการความเครียดได้ดีขึ้นด้วย

รูปทีมของบริษัทที่ไปฝึกงานด้วยครับ ผมมีโอกาสไป join งานกินเลี้ยงประจำปีด้วย
รูปทีมของบริษัทที่ไปฝึกงานด้วยครับ ผมมีโอกาสไป join งานกินเลี้ยงประจำปีด้วย
IG: nus_singapore
IG: nus_singapore

. . . . . . . .

สิงคโปร์ดีไหม
กับสไตล์แบบผม?

ถ้าให้ผมนิยามสิงคโปร์ด้วย 3 คำ คือ Safe, Healthy แล้วก็ Convenient ครับ

  • Safe: ผมถูกโฉลกกับสภาพแวดล้อมที่นี่ เพราะปกติเป็นคนติดห้อง อยากออกไปวิ่งเมื่อไหร่ก็ลงไปได้ ทางเดินดี ไฟสว่าง ไม่มีมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาวิ่งบนฟุตบาธ รู้สึกปลอดภัยที่จะออกไปข้างนอกช่วงดึกๆ แล้วช่วงเช้าหรือบ่ายก็เห็นคนออกมาวิ่งกันเป็นปกติครับ
  • Healthy: หาของกินง่าย มื้อหลักผมกินที่ Hawker Centre มีตัวเลือกค่อนข้างเยอะ ในมหา’ลัยมีฟิตเนสให้ใช้ฟรีเปิด 24 ชั่วโมง เพื่อนบางคนก็ไปเข้าฟิตเนส หรือออกไปเดินตามสวน เพราะสิงคโปร์มี Park ทางเดิน และพื้นที่ริมน้ำเยอะ
  • Convenient: ชีวิตค่อนข้างง่าย อย่าง Google Maps ก็เป๊ะมาก รถจะมากี่โมงก็ดูได้ เรื่องพวกนี้ทำให้ผมบริหารเวลาเก่งขึ้นด้วย เมื่อก่อนไม่ได้คิดว่าต้องใช้เวลาให้ Efficiency แค่ไหน แต่พออยู่ที่นี่จะเริ่ม Set Timetable ว่าควรตื่นมาทำอะไร แบ่งเวลาให้งานกับสิ่งที่ชอบยังไง สุขภาพจิตก็ดีขึ้นครับ

ถ้าถามเรื่องที่ต้องคิดก่อนมา?

  • Entertainment: ความบันเทิงไม่ได้เยอะมาก นอกมหา’ลัยก็ประมาณกินข้าว ดูหนัง ตีกอล์ฟ แต่กิจกรรมในมหา’ลัยมีเยอะ ชมรมเกมก็มี หรือสายคอมพ์ฯ ก็จะมีกลุ่มไว้แชร์ข่าวเทคโนโลยี หาเพื่อนทำโปรเจกต์ หรือเอาไอเดียธุรกิจไปพรีเซนต์ได้
  • Crowded: คนเยอะ พื้นที่น้อย ไปไหนก็เจอคน ร้านอาหารก็เต็ม ต้องเผื่อเวลาไว้
  • Expensive: ค่าครองชีพสูงโดยเฉพาะค่าอาหาร ถ้าไม่คุมงบดีๆ บานปลายแน่นอน ส่วนค่าที่พักนอกมหา’ลัย ถ้าแชร์ห้องกันก็ประมาณ S$1,200 ขึ้นไปครับ
Photo Credit: NUS
Photo Credit: NUS
https://nus.edu.sg/about 

. . . . . . . .

บทสรุป 4 ปี
และเรื่องที่อยากย้อนไปแก้ไข

“รู้งี้ตีสนิท Prof. ตั้งแต่แรกดีกว่า!”

ถ้าย้อนเวลาไปได้ ผมอยากเข้าหา Professor ให้มากกว่านี้ครับ เพราะช่วยได้หลายเรื่อง ทั้งโอกาสไปทำงานด้วย หาอาจารย์ที่ปรึกษา Final Year Paper ขอ Recommendation Letter หรือสมัครเป็น TA

ใครอยากให้อาจารย์จำได้ มีทริกนึงคือทำเกรดให้ดีแล้วส่งงานให้ไว เวลาเข้าไปคุยหรือขอคำแนะนำทีหลังก็น่าจะง่ายขึ้น ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่อาจารย์สั่งงานปุ๊บ เพื่อนผมส่งภายใน 2 ชั่วโมง (ที่จริงให้เวลา 2 week) จนอาจารย์โพสต์เลยว่า “คนนี้ใครวะ” 555555 

ส่วนน้องๆ ม.ปลายที่เล็ง ASEAN Undergraduate Scholarship หรืออยากเข้า CS ที่ NUS พอถึงช่วงสมัครแล้ว Portfolio เราอาจย้อนกลับไปแก้อะไรไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือเตรียมสัมภาษณ์ให้ดีที่สุด แล้วคิดให้ชัดว่าเราจะขายจุดเด่นอะไรของตัวเอง

ถ้าไม่อยากไปตะกุกตะกักหน้างาน ลองทักรุ่นพี่ที่เรียนอยู่สิงคโปร์ หรือปรึกษาผ่าน ATSIS (สมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์) ได้ครับ สำหรับคนที่ไม่ค่อยถนัดเข้าหาคนก่อนแบบผม ATSIS ช่วยไว้เยอะ เค้ามีจัดกิจกรรม นัดกินข้าว ชวนไปเจอกันเรื่อยๆ ผมเลยได้รู้จักทั้งรุ่นพี่และเพื่อนคนไทยมากขึ้นด้วยครับ

 

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น