รีวิวชีวิตเด็กนอกยุค 90s ‘พี่วรรณ’ ลุยไฮสคูลนิวซีแลนด์ ก่อนข้ามทวีปต่อโท Art & Business ที่ UAL แห่งสหราชอาณาจักร!

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ลองนึกภาพการไปเรียนต่อต่างประเทศในยุคที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนหรือแอปนำทาง คิดถึงบ้านก็ต้องโทรทางไกลราคาแพงหูฉี่ จะส่งอีเมลแต่ละทีก็ต้องเข้าห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนเพื่อพิมพ์ตัวหนังสือสีเขียวบนจอตู้ 

วันนี้เราชวน “พี่วรรณ” สาวยุคที่เพจเจอร์ฮอตยิ่งกว่าไลน์ ที่บินเดี่ยวไปเรียนไฮสคูลที่นิวซีแลนด์ช่วงปี 1996-1999 ก่อนกลับมาเรียน ป.ตรี ที่ไทย แล้วบินไปต่อ ป.โท สาย Art & Business ที่ London College of Communication (LCC), University of the Arts London (UAL) ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันพี่วรรณเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและการสนับสนุนผู้ป่วยที่บริษัทยาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์

ชีวิตเด็กนอกยุค 90s ที่ต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองจะท้าทายแค่ไหน ไปอ่านกัน!

. . . . . . . .

ปี 1996 บินเดี่ยวสู่นิวซีแลนด์ในยุคอะนาล็อก

สวัสดีค่ะ ชื่อพี่วรรณนะคะ พี่เรียนที่ไทยจนจบ ม.3 แล้วก็เริ่มมองหาโรงเรียนต่อ ตอนนั้นคุณอาเคยไปเรียนนิวซีแลนด์มาก่อน คุณพ่อเลยถามว่าสนใจไปเรียนต่างประเทศไหม ใจพี่ก็ยัง 50-50 คือจะไปหรือไม่ไปก็ได้ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจบินไปเรียนที่นิวซีแลนด์ในปี 1996 ค่ะ

พี่ไปอยู่เมือง Christchurch บนเกาะใต้ บรรยากาศยุคนั้นเงียบสงบมากกก แทบไม่เห็นคนเลย แต่รู้สึกปลอดภัยสุดๆ เคยลืมของไว้สองวันกลับมาดูก็ยังอยู่ที่เดิม ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องระวังตัว ไม่พาตัวเองไปอยู่ในจุดสุ่มเสี่ยงด้วย

ชีวิตก้าวใหม่ ต่างจากเมืองไทยแบบกลิบลับ 

ไม่มีตึกสูง 30-40 ชั้นเหมือนแถวสีลม ผู้คนไม่แออัด ห้างสรรพสินค้าอย่างมากก็ปิดสองทุ่มแล้ว รถไม่ติด แต่การเดินทางก็ไม่ได้สะดวกนักเพราะต้องพึ่งรถบัสที่ตรงเวลาเป๊ะ ถ้าพลาดรอบก็เหลือแค่นั่งแท็กซี่ พี่เลยต้องฝึกบริหารเวลาไปด้วย คนที่นี่จริงจังกับเรื่องเวลามาก ถ้านัด 8 โมงก็คือ 8 โมงตรง ไม่เริ่มก่อนด้วยนะ เพราะถือเป็นการเคารพเวลาของกันและกัน

ส่วนชีวิตเด็กนอกยุค 90s ก็คลาสสิกสุดๆ ตอนนั้นยังไม่มีสมาร์ทโฟนหรือมือถือส่วนตัว เวลาจะติดต่อใครต้องใช้โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์ตู้ หรือโทรทางไกลแบบเก็บเงินปลายทาง (Collect Call) ซึ่งค่าโทรแพงมาก จะส่งอีเมลสักฉบับก็ต้องเดินเข้าห้องคอมของโรงเรียน นั่งพิมพ์ตัวอักษรสีเขียวๆ บนจอตู้ ส่วนเวลาหาข้อมูลทำรายงานก็ต้องเข้าห้องสมุด

ตอนแรกคิดว่าภาษาอังกฤษเราเอาอยู่แหละ

เราเรียนวิชาภาษาอังกฤษในห้องเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ คิดว่าคงสื่อสารได้อยู่แล้วและทำได้ดีด้วย แต่พอไปถึงคือไม่เลยยยย ต้องใช้ภาษาอังกฤษทั้งในห้องเรียนและชีวิตประจำวัน แถมเจอสำเนียงท้องถิ่นเข้าไปอีก สรวนไปหมดค่ะ

สำเนียงนิวซีแลนด์จะคล้ายอังกฤษแต่มีคำภาษาเมารีผสมอยู่ด้วย ซึ่งคนที่นั่นใช้กันแพร่หลายมาก ส่วนสำเนียงออสเตรเลียจะออกเสียงขึ้นจมูกและมี slang เยอะกว่า เวลาคนนิวซีแลนด์รู้ว่าเราเป็นชาวต่างชาติ เขาก็พยายามช่วยให้สื่อสารกันเข้าใจ

ไหนจะการอยู่กับ Host Family ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษแทบตลอดเวลาอีก ท้าทายแต่ก็ช่วยมาก เพราะที่บ้านมีลูกสาวโฮสต์อายุน้อยกว่าพี่ประมาณ 1-2 ปี เราชอบนั่งดูซีรีส์ด้วยกัน โฮสต์ก็พาไปเยี่ยมญาติๆ บ่อย พี่เลยได้ฝึกฟังฝึกคุยกับคนท้องถิ่นเต็มที่ แต่กว่าจะเริ่มฟังคล่องจริงๆ ก็ตอนขึ้น Year 11 หรือปีที่ 2 แล้ว

คัลเจอร์ช็อก! เจอ Marmite เข้าไปถึงกับอึ้ง

สมัยนั้นร้านอาหารไทยยังมีน้อยมาก แทบไม่ได้ออกไปกินตามร้านเลย Host Mother จัดแจงทำอาหารเอเชียมาเสริมกับอาหารมื้อหลัก เช่น วันนี้อาหารเย็นเป็น Roast Lamb เค้าก็เอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาต้มและให้เป็นเครื่ืองเคียงแทนมันอบไป เป็นการผสมผสานที่ไม่ลงตัวแต่ลงเอยที่กินได้อยู่

ที่เจอบ่อยๆ ก็พวกเนื้ออบ เนื้อแกะ บาร์บีคิว กินคู่กับมันฝรั่ง ถั่วลันเตา หรือแครอทต้ม ส่วนที่พี่ช็อกสุดคือ "Marmite" สเปรดสีดำที่เขาชอบทาขนมปังกินตอนเช้า ตอนแรกก็คิดว่าคงไม่มีอะไร แต่พอลองคำแรกคือช็อกเลย ทั้งเค็มทั้งกลิ่นแรง เฮ้ยยย เขากินแบบนี้กันเหรอ 55555 (ไม่ถูกชะตาจนถึงตอนนี้ค่ะ!)

เรียนแบบกีวี กีฬาเด่น วิชาเลือกเพียบ

ตอนเรียนไฮสคูลที่นิวซีแลนด์ พี่รู้สึกว่าไม่ได้เรียนหนักมาก สิ่งที่ต่างจากเมืองไทยชัดเจนคือเด็กที่นี่ให้ความสำคัญกับวิชา Physical Education (PE) มากกก โดยเฉพาะกีฬาฮิตอย่างรักบี้ ทำให้เราซึมซับกับการที่นั่งดูกีฬาประเภทนี้จนเห็นว่ารักบี้คือจิตวิญญาณของคนที่นั่นจริงๆ ทุกครั้งที่เห็นนักกีฬารักบี้ทีมชาติของที่นั่นที่เรียกว่า All Blacks ทำการแสดง Hakka ก่อนการลงแข่งเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจ ยิ่งทำให้ตัวเองรู็ว่านี่มันไม่ใช่แค่การแข่งขันแต่มันคือวัฒนธรรมเลยทีเดียว

ถ้าเป็นเมืองไทยยุค 90s เราก็ต้องเริ่มเลือกแล้วว่าจะเรียนสายวิทย์หรือศิลป์ แต่เพื่อนๆ ที่นิวซีแลนด์เล่นกีฬากันเต็มที่ ไม่ได้มองว่าวิชาการต้องมาก่อนเสมอไป อย่างวันพุธโรงเรียนจะเลิกประมาณบ่ายสองเพื่อให้เด็กไปเล่นกีฬา ส่วนวันอื่นก็เรียนตามปกติ ใครที่ตั้งใจเรียนต่อแพทย์ก็เลือกเน้นวิชาการเต็มที่ได้เหมือนกัน

พี่ชอบแนวคิดการศึกษาที่ไม่ได้สอนให้เด็กทุกคนต้องแข่งกันคว้าเหรียญทองโอลิมปิก แต่สนับสนุนให้แต่ละคนเป็น Best Version of Yourself จะเลือกทำอาชีพอะไร ขอแค่ทำให้ดีที่สุดในแบบของตัวเองและมีความสุขกับสิ่งที่ทำ 

ที่นี่เปิดให้เด็กเลือกวิชาตามความสนใจ โดยมีครูแนะแนวช่วยวางแผนให้ด้วย เช่น ถ้าอยากเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ครูก็จะช่วยดูว่าควรลงวิชาอะไร เรียนกี่ชั่วโมง ถึงจะเหมาะกับการสมัครเข้า Teacher College หลังจบมัธยมปลาย อย่างพี่เองชอบสายอาร์ต ประวัติศาสตร์ และวรรณกรรมอยู่แล้ว เลยเลือกเรียนทั้ง English, Classical Studies ที่ศึกษาเรื่องกรีกโบราณ และ World History

พี่ได้เรียนวิชา Drama ด้วยนะ แรกๆ นึกว่าจะได้นั่งอ่านบทละครหรือวิเคราะห์งานเขียน ที่ไหนได้ พอเข้าคลาสจริงต้องลุกขึ้นมาแสดงและตีความตัวละคร! ภาษาอังกฤษก็ยังไม่แข็ง แถมไม่ค่อยชินกับการแสดงออกแบบเด็กฝรั่ง เลยเกร็งอยู่เหมือนกัน แต่พอได้ทำกิจกรรมทั้งเดี่ยวและกลุ่มก็เริ่มสนุก แถมได้เพื่อนจากวิชานี้ด้วย พี่ว่าการเรียนแบบนี้ช่วยให้เรากล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เพราะที่นี่ไม่ได้มองว่าตอบผิดแล้วแปลว่าไม่เก่ง ขอแค่กล้าพูดสิ่งที่คิดและรับฟังความเห็นที่ต่างจากเรา

. . . . . . . .

ข้ามทวีปมาลุย ป.โท Art x Business ที่ UAL ลอนดอน

พี่ไม่ใช่สายวิทย์อยู่แล้ว พอจบมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ก็กลับมาเรียน ป.ตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะชอบอ่านชอบเขียน สนใจประวัติศาสตร์และวรรณกรรม เลยเลือกเรียนด้าน British & American Studies

พอใกล้จบ ป.ตรี พี่เริ่มรู้ตัวว่าชอบจัดอีเวนต์ อยากทำงานใหญ่ๆ ระดับชาติ เลยมองหาคอร์ส ป.โท ที่ตอบโจทย์ แต่ไม่ได้อยากเรียนบริหารธุรกิจจ๋าๆ ส่วนหลักสูตร Event Management ที่เปิดสอนอยู่ก็ยังไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการ

จนมาเจอหลักสูตร MA Enterprise and Management for Creative Arts ที่ London College of Communication (LCC) ชื่อคอร์สสะดุดตาเลยเพราะรวม Arts กับ Business เข้าด้วยกัน พี่คิดว่าต่อให้เรามีความคิดสร้างสรรค์แค่ไหน แต่ถ้าขายงานไม่เป็นก็หาเงินไม่ได้อยู่ดี เลยตัดสินใจสมัครคอร์สนี้

อีกเหตุผลที่เลือกอังกฤษคือเรียน ป.โท แค่ปีเดียว พี่มองว่าการเรียน 1 ปีหรือ 2 ปีไม่ได้มีสูตรสำเร็จ อยู่ที่เราจะเก็บเกี่ยวอะไรได้มากแค่ไหน แน่นอนว่าเรียนปีเดียวก็ต้องเจอช่วงงานแน่นๆ แต่พี่คิดว่าจัดการได้ บางคนอยากเรียน ป.โท 2 ใบ อังกฤษก็ตอบโจทย์เพราะใช้เวลาใบละปี 

สำหรับพี่คือตรงใจหมด ทั้งหลักสูตร มหาวิทยาลัย และสภาพแวดล้อม อีกอย่างคือตอนสมัครใช้คะแนน IELTS อย่างเดียวโดยไม่ต้องสอบ GRE เพิ่ม ช่วยประหยัดค่าสอบไปได้อีก

เขียน SOP ตีออกนอกกรอบ

ยุคพี่สมัครเรียน มี Google เริ่มเข้ามาแล้วๆๆ 55555 ตอนนั้นพี่ใช้บริการเอเจนซีเรียนต่อต่างประเทศนิดหน่อยเพื่อช่วยแนะนำหลักสูตร เอกสารที่ต้องเตรียมก็มีใบสมัคร Statement of Purpose (SOP) และ Recommendation Letter

สำหรับพี่ SOP ท้าทายมาก เพราะคนอ่านไม่รู้จักเราเลย แล้วจะเขียนยังไงให้เขาอยากรับเราเข้าเรียนภายใน 500 คำ พี่ไม่ได้เขียนตามเทมเพลตของคนอื่น แต่เลือกเล่าในแบบตัวเอง เน้นความตั้งใจว่าทำไมถึงอยากเรียนหลักสูตรนี้ เรียนจบแล้วจะเอาความรู้ไปทำอะไร ซึ่งตอนนั้นพี่ชัดเจนมากว่าอยากเป็น Event Manager เลยเขียนให้เห็นว่าเราสนใจงานนี้จริงๆ

เรียนสายอาร์ต แต่ต้องคิดแบบนักธุรกิจ

คอร์สนี้สอนให้คนที่มีพื้นฐานด้าน Art & Creative เอาไอเดียมาต่อยอดเป็นธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นกิจการ การขายผลงาน การวางแผนธุรกิจ ไปจนถึงการฝึก Pitching สัดส่วนทฤษฎีกับการลงมือทำก็ประมาณ 50-50 ค่ะ

คลาสนึงจะมีราว ~20 คนมาจากทั้งยุโรป เอเชีย อังกฤษ และอเมริกา มีทั้งนักศึกษา Full-time และ Part-time หลายคนทำงานสายอาร์ตอยู่แล้ว เช่น ผู้กำกับหนัง เจ้าของธุรกิจงานแฮนด์เมด คือเขามีความครีเอทีฟในตัว แต่อยากรู้ว่าจะเปลี่ยนเป็นรายได้ยังไง พี่ชอบที่ได้เรียนกับคนหลาย Background เพราะได้ฟังประสบการณ์จากเพื่อนที่ทำงานจริง ในห้องเรียนก็เน้นแชร์และดีเบตกัน ไม่ได้ถกเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องแค่ข้อเดียว แต่เอาความเห็นของเพื่อนมาคิดต่อยอดงานตัวเอง

เวลาเข้าคลาสพี่ต้องเตรียมมาก่อนว่าจะพูดอะไร แชร์อะไร งานแต่ละชิ้นก็ต้องค้นข้อมูลเยอะมากกกก แถมระบบห้องสมุดยังต่างจากที่เคยใช้ด้วย พี่เคยไปอ่าน Abstract ของศิลปินคนนึง แล้วลองวิเคราะห์ว่าเขาคิดงานแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไง ทำไมผลงานถึงยังขายไม่ได้หรือยังไม่แมสพอ

มีคลาสนึงอาจารย์ให้เขียน Business Plan ตอนนั้นพี่คือ เฮ้ยยย อะไรเนี่ย ไม่รู้เรื่องเลย  สุดท้ายพี่เดินเข้าธนาคารไปถามพนักงานตรงๆ ว่าอยากเปิดธุรกิจของตัวเองต้องเริ่มยังไง เขาก็ยื่นแบบฟอร์มเปล่ามาให้ พี่เลยได้ template กลับไปเริ่มทำงานส่งอาจารย์ // พอมาคิดดูตอนนี้ วิธีแก้ปัญหาเราก็คลาสสิกดีนะ 55555

แล้วพอเรียนเรื่อยๆ ก็ค้นพบว่าตัวเองไม่ได้อยากไปต่อกับงาน Event Management แต่ในขณะเดียวกันเราได้เรียนรู้พื้นฐานธุรกิจและการตลาดที่เอาไปใช้ต่อได้หลายทาง ถ้ามีงานด้านการตลาดเปิดรับ พี่ก็พร้อมลุย หรือถ้าอยากขยับไปสายดีไซน์ก็ยังใช้ความรู้ที่เรียนมาได้

พี่มองว่าวงการอาร์ตมีคนไทยเก่งๆ เยอะมากกก แต่เรื่อง Ecosystem อาจยังไม่เอื้อเท่าไหร่ อย่างศิลปินที่จัดนิทรรศการของตัวเองได้แล้ว จะขายงานต่อยังไง จะมีรายได้จากผลงานได้แค่ไหน หรือสุดท้ายจบแค่วันปิดนิทรรศการ

ถ้าเทียบ Christchurch กับ London คือคนละ verse  เลย!

ลอนดอนคล้ายกรุงเทพฯ มากกว่า มีทั้งย่านช็อปปิง ร้านอาหาร และแหล่งเที่ยวกลางคืน ยิ่งพี่เป็นคนชอบเข้ามิวเซียมอยู่แล้ว เมืองนี้ก็ตอบโจทย์สุดๆ

เรื่องการปรับตัวพี่ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะกลับมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ ช่วงเรียน ป.ตรี แล้ว แต่ที่ต่างจากตอนอยู่ไฮสคูลคราวนี้ต้องดูแลตัวเองเต็มตัว ทั้งค่าใช้จ่าย การหาบ้านเช่า ติดต่อ Landlord หรือเรื่องภาษี เรียกว่าเจอรสชาติความเป็นผู้ใหญ่เต็มๆ แต่รวมๆ แล้วสนุกมากนะคะ

แต่ก็มีเหตุการณ์ที่จำได้ขึ้นใจค่ะ ตอนนั้นพี่ย้ายไปอยู่กับเพื่อน วันนึงเราชวนกันออกไปข้างนอก พี่ไม่ได้เป็นคนถือกุญแจ ส่วนเพื่อนออกจากห้องก่อนแล้วลืมปิดหน้าต่าง ปกติเคยแง้มไว้ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น แต่ครั้งนี้กลับโดนขโมยขึ้นบ้าน! ตอนนั้นตกใจเลยยย เกิดขึ้นได้ยังไง ต้องไปแจ้งตำรวจ ตรวจลายนิ้วมือกันด้วย เป็นประสบการณ์ที่ขำไม่ออกเลย 

แต่พอย้อนกลับไปคิดก็ว่า เฮ้ย ทำไมตอนนั้นเราไม่ระวังได้ขนาดนั้น?

พี่ขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้หมายความว่าลอนดอนเป็นเมืองอันตรายนะคะ นี่เป็นแค่เหตุการณ์ที่พี่เจอเอง ต่อให้อยู่ในย่านที่คิดว่าปลอดภัยก็ยังมีโอกาสเกิดเรื่องไม่คาดคิดได้ หลังจากนั้นพี่เลยระวังตัวมากขึ้น ต้องเช็กทุกอย่างให้รอบคอบ เพราะของที่เสียไปมีมูลค่าและเอากลับคืนมาไม่ได้

. . . . . . . .

จากยุคอะนาล็อกถึง AI 
สู่บทบาทนักสื่อสารองค์กร

ถ้าถามว่าสิ่งที่พี่ได้ติดตัวมาจากการเรียนต่างประเทศคืออะไร พี่ว่าสกิลการปรับตัวค่ะ

ตั้งแต่ย้ายไปนิวซีแลนด์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต จนมาเรียนต่อที่อังกฤษ ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นพื้นฐานที่ดีมากในการทำงาน ตอนเปลี่ยนงานแต่ละครั้งต้องเจอทั้งงานและเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ เราต้องดูสภาพแวดล้อมก่อนแล้วค่อยปรับตัว บางสถานการณ์ต้องเป็น Introvert บางครั้งก็ต้องเป็น Extrovert พี่ว่าทักษะนี้ช่วยให้ทำงานกับคนหลากหลายแบบได้ดีขึ้น

รวมถึงการปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีด้วย พี่โตมากับยุคอะนาล็อกที่การสื่อสารมี Human Touch สูงมาก พอมาถึงยุค AI หลายอย่างก็ง่ายและเร็วขึ้น แต่เวลาใช้ AI พี่จะคิดเสมอว่าจะเติมความเป็นตัวเองลงไปยังไง อย่างการเขียน Prompt เราก็ปรับให้ได้ผลลัพธ์ตรงใจมากขึ้นได้ พี่ว่าเป็นข้อได้เปรียบอย่างนึงของคนที่โตมากับยุคอะนาล็อก แล้วได้มาใช้ AI ในวัย 40 กลางๆ เพราะเราไม่จำเป็นต้องต่อต้านเทคโนโลยี แต่ใช้ประสบการณ์จากทั้งสองยุคมาช่วยให้การสื่อสารตอบโจทย์แต่ละคนและใส่ใจรายละเอียดมากขึ้นได้

ส่วนเส้นทางอาชีพก็เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ที่เจอ ตอนเด็กพี่เคยฝันอยากเป็นนักการทูต แต่สุดท้ายจับพลัดจับผลูมาทำ PR แล้วก็อยู่ในสาย Communication มาจนถึงทุกวันนี้ ชีวิตพี่ไม่มีสูตรสำเร็จ หลายอย่างเกิดขึ้นแบบ Spontaneous ตามจังหวะชีวิต ถ้ามีโอกาสเข้ามาก็อยากลองคุยก่อนว่าเป็นงานแบบไหน ถ้ารู้สึกว่าเวิร์กก็ลุยต่อ แต่ถ้า Gut Feeling บอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ทำ เพราะถ้าไม่ลองผิดลองถูก เราจะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองสนุกกับอะไร วันนี้พี่เลย go with the flow ไปอย่างรอบคอบ นั่นหมายถึงว่า เปิดรับทุกโอกาสที่เข้ามา ลองทำ ลอง experiment กับมัน และเอาประสบการณ์ที่ได้ลองมา reflect ว่าเราอยากไปต่อไหม ไม่กดดันตัวเอง เพราะพี่เชื่อเสมอว่าอะไรที่มันใช่สำหรับเรา เราจะได้มันมาอย่างไม่ต้องพยายามเลย

ชีวิตปัจจุบันในสายงานสื่อสารองค์กร

ปัจจุบันพี่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและการสนับสนุนผู้ป่วย งานหลักมีทั้ง Corporate Reputation หรือการดูแลภาพลักษณ์ให้คนทั่วไปเข้าใจองค์กรมากขึ้น และ Patient Advocacy ที่เน้นรับฟังประสบการณ์ผู้ป่วย รวมถึงทำงานร่วมกับฝ่ายต่างๆ ในระบบสุขภาพค่ะ

งานนี้ต้องเข้าใจผู้คนมากๆ เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีประสบการณ์และข้อจำกัดต่างกัน โดยเฉพาะคนที่ต้องรักษาต่อเนื่อง บางโรคไม่ใช่ไข้หวัดที่รักษา 1-2 สัปดาห์แล้วหาย บางคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องรักษาไปถึงเมื่อไหร่ การรวมกลุ่มผู้ป่วยจึงช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว มีคนที่เข้าใจ และรวมพลังกันเป็นกระบอกเสียงที่เข้มแข็งขึ้น

พี่พบว่าทักษะคิดวิเคราะห์จากตอนเรียนตั้งแต่ High School จนถึง ป.โท ที่อังกฤษยังใช้กับงานนี้ได้ดีเลยค่ะ ตอนนั้นเราเรียนเรื่องธุรกิจและการมองหาว่าคนแต่ละฝ่ายมีปัญหาหรือความต้องการอะไร พี่ก็นำวิธีคิดนี้มาใช้รับฟังผู้ป่วย ช่วยให้พวกเขามีโอกาสแสดงความคิดเห็นและทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายหรือระบบการรักษา

แม้จะไม่ใช่ความสำเร็จที่เห็นผลได้ในเวลาอ้นสั้น แต่ทุกวินาทีที่ได้ทำ มันทำให้เราได้เห็นถึงการเข้าใกล้ความสำเร็จทีละขั้น แม้ว่าวันที่มันสำเร็จพี่อาจจะไม่ได้อยู่ในทีมแล้ว แต่ถ้ามองย้อนกลับมาก็ภูมิใจกับสิ่งที่เราได้ contribute เพื่อให้ผู้ป่วยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และครอบครัวกลับมามีรอยยิ้มได้อีกครั้ง อาจจะฟังดูอุดมคติไปหน่อย แต่พี่อยากให้น้องๆ ที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้เชื่อในศักยภาพของตัวเอง และอย่าให้ใครมาปิดไฟของเราได้นะคะ

 

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น