'ปรายฟ้า' to SKY! เปิดไดอารีเด็กทุนรัฐบาลเกาหลี เรียนต่อป.ตรี Korean History ที่ SNU (+ฝึกงานสถานทูตฯ)

จะเป็นยังไงนะ ถ้าคนไทยไปเรียน “ประวัติศาสตร์เกาหลี” ในมหาวิทยาลัยระดับท็อปที่รายล้อมด้วยเพื่อนเจ้าของภาษา? วันนี้จะพาชาว Dek-D #ทีมเกาหลี ไปเปิดสตอรี่ของ “พี่ปรายฟ้า” อดีตเด็กเตรียมฯ ที่คว้าทุนรัฐบาลเกาหลี GKS 2022 (Embassy Track) ไปเรียน ป.ตรี เอกประวัติศาสตร์เกาหลี ควบวิชาโทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ Seoul National University (SNU) หนึ่งในมหา’ลัยชั้นนำกลุ่ม SKY ที่แม้แต่คนเกาหลียังต้องแข่งขันกันเข้าเรียนแบบดุเดือด! อีกทั้งยังเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกห้องเรียน ทั้งเข้าชมรม ฝึกงานสถานทูต และรับบทบาทรองประธานสมาคมนักเรียนไทยในเกาหลีอีกด้วย 

ใครเล็งเรียนต่อเกาหลีหรือสมัครทุน GKS ตามไปอ่านกันเลยค่าา 가자~! 

. . . . . . . .

「 PART 1 」
จุดเริ่มต้นเส้นทางสู่เกาหลี
From K-Pop to K-Campus

เล่าก่อนว่าปรายฟ้าชอบ K-Pop มาตั้งแต่เด็กๆ เลยคุ้นเคยกับภาษาและสนใจวัฒนธรรมเกาหลี ก่อนจะตัดสินใจเข้าเรียน ม.ปลาย แผนศิลป์-ภาษาเกาหลีที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาค่ะ

จริงๆ เรารู้จักทุนรัฐบาลเกาหลี (GKS) ตั้งแต่จากงาน Open House ของเตรียมฯ นี่แหละ พอเข้ามาเรียนจริงก็รู้จักมากขึ้นเพราะครูในสายแนะนำเพิ่ม + เห็นรุ่นพี่ได้ทุนนี้ไปเรียนต่อเกาหลีกัน  แล้วพอ ม.4 ปรายฟ้ามีโอกาสไปแลกเปลี่ยนที่เกาหลีใต้ ตอนเช้าเรียนภาษา ส่วนช่วงบ่ายได้เที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรม รวมถึงไปสัมผัสบรรยากาศโรงเรียนที่นั่นจริงๆ 1-2 วัน ประทับใจทั้งสภาพอากาศและระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบาย จนรู้สึกว่าถ้าได้กลับมาใช้ชีวิตที่นี่ก็น่าจะปรับตัวได้ไม่ยาก (มั้งนะ 5555) และเริ่มเห็นภาพตัวเองกลับมาเรียนต่อชัดขึ้น

สรุปหลายเหตุผลประกอบกัน พอมาคิดดูว่าไหนๆ การเรียนต่อต่างประเทศก็เป็นความฝันของเรา ภาษาพอได้ระดับนึง แถมเกาหลียังมีทุนเต็มจำนวนอีก งั้นลองลุยดีกว่า!

ที่ผ่านมาเราเก็บข้อมูลมาเรื่อยๆ และเริ่มวางแผนสมัครจริงจังตอน ม.6 ซึ่งปกติทุน GKS จะเปิดรับช่วงเดือนกันยายน เลยตั้งใจทุ่มให้สนามนี้ก่อน ถ้าไม่ติดก็ค่อยไปแผนสำรอง เตรียมตัวยื่นมหา’ลัยในไทยต่อก็ยังทันค่ะ

สาขาฮิตมีตั้งเยอะ ทำไมถึงเทใจให้ ‘ประวัติศาสตร์เกาหลี’ 

ปรายฟ้าชอบวิชาสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เป็นทุนเดิม เลยเล็งไว้ทั้งอักษรศาสตร์ วรรณคดี และรัฐศาสตร์ แต่พอคิดว่าไหนๆ จะไปเกาหลีใต้แล้ว ทำไมไม่ลองเลือกสาขาที่ไม่ค่อยมีเปิดสอนในไทยดูล่ะ? วิชาประวัติศาสตร์เราก็ชอบ งั้นเลือกเอกประวัติศาสตร์เกาหลีเลยค่ะ!

อีกอย่างคือยังไม่ค่อยมีคนไทยเรียนสาขานี้ ปรายฟ้าเลยมองว่าน่าจะต่อยอดในอนาคตได้หลายทาง ถึงตอนนั้นจะยังไม่รู้ชัดว่าอยากทำอาชีพอะไร แต่ก็ขอเลือกจากความชอบของตัวเองก่อนค่ะ

. . . . . . . .

「 PART 2 」
เบื้องหลังการคว้าทุนรัฐบาลเกาหลี GKS

สมัคร GKS ผ่าน Embassy Track มีขั้นตอนยังไงบ้าง?

ปรายฟ้าสมัครทุนปี 2022 แบบ Embassy Track มี 2 รอบหลักๆ (สำคัญมาก! ทุนมีรายละเอียดเยอะและอาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี ต้องทำความเข้าใจจากระเบียบการต้นทางอย่างถี่ถ้วนค่ะ)

  • รอบเอกสาร ปรายฟ้าใช้เวลาเตรียมตัวเยอะที่สุดค่ะ ทั้งคะแนน TOPIK และ IELTS เกียรติบัตรจากกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะ Personal Statement และ Study Plan ที่ต้องใช้เวลาเขียนพอสมควร

    ส่วนคะแนนภาษา ถ้าเตรียมทันและยื่นได้ก็ดี (อย่างปีหลังๆ จะมีคะแนนพิเศษสำหรับคนยื่น TOPIK ระดับต่างๆ ด้วย) แต่ถ้ายังไม่พร้อม อาจลองเน้นจุดแข็งด้านอื่นในใบสมัครแทนค่ะ
     
  • รอบสัมภาษณ์ เราต้องรู้จักตัวเองและทบทวนสิ่งที่ส่งไปในใบสมัครและ Essay ดีๆ เพราะกรรมการมักจะหยิบข้อมูลในนั้นมาถามเจาะให้เราเล่าละเอียดขึ้น

    ตอนนั้นปรายฟ้าเตรียมไปทั้งสองภาษาเลย (อังกฤษ-เกาหลี) แต่ตอนสัมภาษณ์ใช้ภาษาเกาหลีเป็นหลัก สลับถามบางข้อเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนตัวคิดว่าถ้าพอสื่อสารเกาหลีได้ก็น่าจะช่วยให้คุยกับกรรมการสะดวกขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องคล่องมากถึงจะมีโอกาสได้ทุนนะคะ

กิจกรรมวัยมัธยม เอามาเขียน Personal Statement ยังไง?

ปรายฟ้าทำกิจกรรมมาเยอะ ไม่ได้ตั้งใจว่าจะเก็บประสบการณ์ไว้สมัครทุนโดยเฉพาะ แค่อยากลองทำก็ทำ แต่พอถึงเวลาสมัครจริงคือได้ใช้เยอะมากๆ 

ใน Personal Statement ปรายฟ้าใช้พื้นที่ประมาณ 80-90% เล่ากิจกรรมช่วง ม.ปลาย ทั้งสิ่งที่เคยทำ ผู้คนที่ได้เจอ และประสบการณ์ที่ได้รับ เพราะอยากให้กรรมการมองเห็นจุดแข็งผ่านเรื่องราวเหล่านี้ มากกว่าการบอกตรงๆ ว่าเราเป็นคนยังไง

ดังนั้น อยากแนะนำให้น้องๆ ลองย้อนดูประสบการณ์ที่ผ่านมา แล้วเลือกเรื่องที่สะท้อนตัวเองได้ชัดที่สุดมาเขียนใน Essay ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมที่โดดเด่นหรือยิ่งใหญ่ก็ได้นะคะ สำคัญที่วิธีเล่าและเชื่อมโยงให้เห็นว่าเราได้อะไรจากสิ่งที่ทำ เช่น เรายกเรื่องการแข่งขันภาษาเกาหลีที่ช่วยฝึกรับมือกับความกดดัน หรือกิจกรรม Color Guard และกีฬาสีที่ได้ทำงานกับเพื่อนต่างสายการเรียนและคนต่างวัย จนได้ฝึกทั้งการปรับตัวและเข้ากับคนอื่นค่ะ

เงินจากทุน GKS พอใช้มั้ย? แล้วคอนเนกชันเด็กทุนเป็นยังไง?

สำหรับปรายฟ้า ทุน GKS ครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานได้เกือบทั้งหมดเลยค่ะ เงินทุนที่ได้รับเพียงพอทั้งค่าที่พัก (เราอยู่หอมหา’ลัย 4 ปี) ค่าอาหาร และค่าเดินทาง แต่ถ้าอยากชอปปิงเพิ่มก็อาจเตรียมเงินสำรองเพิ่มไว้นิดหน่อย

อีกข้อดีคือ เราจะได้รู้จักเพื่อนและรุ่นพี่เด็กทุน GKS ค่ะ อย่างศูนย์การศึกษาเกาหลีประจำประเทศไทย (KEC) เขามีจัดงาน Alumni Night ให้เด็กทุนรุ่นใหม่ได้เจอศิษย์เก่าทั้งระดับ ป.ตรี โท และเอก ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันตั้งแต่ก่อนเดินทางไปเกาหลีเลยค่ะ

. . . . . . . .

「 PART3 」
ชีวิตเด็กประวัติศาสตร์เกาหลีที่ SNU 

เอก Korean History ที่ SNU เรียนอะไรบ้าง?

สำหรับสาขาเอกประวัติศาสตร์เกาหลีอยู่ภายใต้ Department of History ซึ่งไม่ว่าจะเลือกเอกไหน นักศึกษาก็ต้องเรียนทั้งประวัติศาสตร์เกาหลี ประวัติศาสตร์ตะวันตก และประวัติศาสตร์ตะวันออกเหมือนกัน แต่สัดส่วนวิชาจะแตกต่างกันตามเอกที่เลือก

เนื้อหาที่เรียนจะหลากหลายมากๆ บางกลุ่มแบ่งประวัติศาสตร์ตามยุค เช่น ยุคสมัยใหม่ (Modern) และยุคร่วมสมัย (Contemporary) หรือบางกลุ่มแบ่งตามหัวข้อเฉพาะทาง เช่น ประวัติศาสตร์การทูต หรือประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ ซึ่งเราสามารถเลือกลงเรียนตามความสนใจของตัวเองได้

วิชาไหนขึ้นแท่นลูกรักที่สุด? 
 

East Asian Classical Literature and Kyujanggak

วิชานี้เป็นหนึ่งในวิชาบังคับของเอกค่ะ เนื้อหาจะเรียนตั้งแต่องค์ประกอบของเอกสาร ไปจนถึงวิธีจัดเก็บและดูแลรักษา ซึ่งที่พิเศษมากๆ คือ SNU จะมี Kyujanggak Institute for Korean Studies ศูนย์วิจัยที่รวบรวมเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเกาหลีระดับชาติตั้งอยู่ในมหา’ลัย ทำให้เราสืบค้นข้อมูลแล้วนำมาเอกสารมาศึกษาประกอบได้สะดวกขึ้น

ส่วน Final Project วิชานี้ อาจารย์เปิดกว้างให้นักศึกษาเลือกเอกสารจากคลังมาทำ Paper ในหัวข้อที่ตัวเองสนใจได้แบบอิสระ ปรายฟ้าชอบที่แต่ละคนเจาะลึกกันคนละเรื่อง บางคนสนใจเอกสารเก่าแก่ บางคนเลือกเรื่องราวชีวิตคนในท้องถิ่น ประวัติศาสตร์การเกษตร ฯลฯ พอตอนพรีเซนต์จะรู้เลยว่าประวัติศาสตร์มีหลายมิติกว่าที่คิด แล้วเราก็ชอบตรงที่ได้ทำงานกับเอกสารจริงค่ะ

Classical Chinese

มหา’ลัยกำหนดให้นักศึกษาต้องเรียนภาษาต่างประเทศอย่างน้อยหนึ่งวิชา ปรายฟ้าเลยเลือก Classical Chinese เพราะคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับการเรียนประวัติศาสตร์เกาหลี

แต่พอเข้าเรียนจริงคือเซอร์ไพรซ์มาก เพราะอักษรจีนที่ใช้ในเอกสารเกาหลีหรือญี่ปุ่นสมัยก่อนแตกต่างจากภาษาจีนปัจจุบัน แถมวิชานี้ไม่ได้สอนแค่ว่าตัวอักษรอ่านยังไงหรือแปลว่าอะไร แต่ต้องอ่านตำราโบราณของขงจื๊อและเม่งจื๊อ แล้วมานั่งวิเคราะห์กันว่าแต่ละประโยคหมายถึงอะไร ตีความได้แบบไหนบ้าง

ในคาบอาจารย์ยังมีเล่าเรื่องราวและแนวคิดของนักปรัชญาเหล่านี้ประกอบด้วย เราเลยได้ฟังเรื่องใหม่ๆ อยู่ตลอด ถึงจะเป็นวิชาที่ยากมาก แต่สนุกนะ ถ้าใครชอบความท้าทายก็อยากแนะนำให้ลองเรียนดูค่ะ 5555

Introduction to North Korea

วิชานี้เป็นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ 'เกาหลีเหนือ' ซึ่งมองว่าเป็นวิชาแรร์ที่หาเรียนไม่ได้ง่ายๆ ในไทย เนื้อหาครอบคลุมทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และภาษา รวมถึงเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างกับเกาหลีใต้ด้วยค่ะ

สิ่งที่น่าสนใจคืออาจารย์ไม่ได้สอนแค่ข้อมูลทั่วไป แต่ยังชวนให้มองเกาหลีเหนือจากหลายมุม เพราะปกติเวลาพูดถึงประเทศนี้ หลายคนอาจนึกถึงเรื่องในแง่ลบเป็นหลักใช่มั้ยคะ อาจารย์เคยพูดไว้ว่าเกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ค่อนข้างปิด มีข้อมูลเผยแพร่ออกมาน้อยมาก มีหลายเรื่องที่เรายังไม่รูัเลย แต่บางครั้งเรากลับตัดสินประเทศนี้จากข้อมูลแค่หยิบมือ แน่นอนว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง แต่ก็ยังมีแง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมที่น่าศึกษาเหมือนกันค่ะ
 

ถ้าถามว่าอะไรคือโจทย์หินสำหรับเด็กต่างชาติ?

จริงๆ SNU มีวิชาที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเอกเราคือเรียนเป็นภาษาเกาหลีเกือบ 100% หลักๆ เพื่อนก็เป็นคนเกาหลี (ตอนนั้นปรายฟ้าแทบจะเป็นนักศึกษาต่างชาติคนเดียวในเอกเลย)
แน่นอนความท้าทายแรกคือเรื่องภาษา ถึงเราจะเคยเรียนภาษาเกาหลีมาก่อนประมาณ 3 ปี และสื่อสารได้ระดับนึง แต่พอเข้าเรียนจริงก็เจอทั้งศัพท์เฉพาะทางและเนื้อหาใหม่ๆ เพียบ ไหนจะต้องตามความรู้พื้นฐานด้านประวัติศาสตร์เกาหลีให้ทันเพื่อนอีก
 

วิธีรับมือของปรายฟ้าคือ ไม่เข้าใจตรงไหนก็รีบค้นหาข้อมูลเพิ่มค่ะ ช่วงแรกมีเขินๆ เหมือนกันนะเวลาเปิดคอมพ์ Search ในห้อง กลัวเพื่อนคนเกาหลีที่นั่งข้างๆ เห็นแล้วคิดว่า “ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงไม่รู้?” หลังๆ ค้นพบว่า Search ไปเถอะ ดีกว่านั่งงงไปจนจบคลาส
 

อีกเรื่องคือสำเนียงอาจารย์ บางท่านพูดติดสำเนียงท้องถิ่นจนฟังยาก จนแม้แต่เพื่อนคนเกาหลีเองบางคนยังฟังไม่ทัน ถ้าอาจารย์อนุญาต ปรายฟ้าจะอัดเสียงเลกเชอร์แล้วใช้ AI แปลงเป็นข้อความไว้อ่านทบทวน ส่วนวิชาที่ไม่อนุญาตให้อัดเสียง ก็จะอ่านหนังสือและเอกสารประกอบทั้งก่อนและหลังเรียนแทนค่ะ
 

ส่วนอีกเรื่องที่ยากไม่แพ้กันคือ การแสดงความคิดเห็นในห้องเรียน เพราะเรียนประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแค่จำเหตุการณ์ แต่ต้องวิเคราะห์หลักฐาน ตีความ และวิจารณ์งานวิจัยด้วย พอเป็นนักศึกษาต่างชาติท่ามกลางเพื่อนคนเกาหลี บางครั้งปรายฟ้าก็ไม่ค่อยมั่นใจที่จะพูดออกไป ทั้งที่อาจารย์เปิดกว้างและพยายามชวนทุกคนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเต็มที่
 

ถ้าใครเจอปัญหาแบบนี้เหมือนกัน ปรายฟ้าอยากแนะนำให้ลองคุยกับอาจารย์ตรงๆ ว่ากังวลเรื่องไหนอยู่ เพราะอาจารย์อาจมีคำแนะนำที่ช่วยให้เรากล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้นค่ะ

เรียนเอกประวัติศาสตร์ ควบสายการเมืองโลก (สองศาสตร์นี้เชื่อมกันยังไง?)

จริงๆ สนใจรัฐศาสตร์ตั้งแต่ก่อนมาแล้ว พอมีโอกาสเลยเลือกลงวิชาโทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations หรือ IR) และมองว่าจะได้เพิ่มทางเลือกในการทำงานด้วย

ส่วนตัวคิดว่า 2 สาขานี้เสริมกันได้ดี เพราะ IR ไม่ได้เรียนแค่เรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกตอนนี้ แต่ต้องย้อนดูด้วยว่าแต่ละเหตุการณ์มีที่มายังไง ความรู้ประวัติศาสตร์ช่วยตรงนี้ได้เยอะ ในทางกลับกัน การศึกษาประวัติศาสตร์ก็มีแนวคิดอย่าง Global History, Connected History และ Transnationalism ที่มองความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและสังคมต่างๆ พอได้เรียนทฤษฎี IR เพิ่ม ก็ช่วยให้เรานำมุมมองเหล่านี้กลับมาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ได้อีกทาง

แล้วตอนเรียนจริง ยากนะคะแต่สนุกมากกกก เพื่อนๆ เก่งเรื่องการคิดวิเคราะห์และกล้าแสดงความคิดเห็น เวลาอาจารย์ถามก็มักมีคนยกมือตอบหรือแลกเปลี่ยนกันตลอด แถมยังมีนักศึกษาต่างชาติเยอะกว่าเอกประวัติศาสตร์เกาหลี ทั้งจากญี่ปุ่น มองโกเลีย และอินโดนีเซีย เลยได้ฟังมุมมองใหม่ๆ จากเพื่อนหลากหลายประเทศ ถึงจะเรียนยากแต่ก็ยังพอรับมือไหวค่ะ

Photo Credit: Seoul National University  (Facebook)
Photo Credit: Seoul National University  (Facebook)

ต่างคนต่างเรียน แต่ไม่ได้แปลว่าแข่งขันกัน

ที่ SNU นักศึกษามีอิสระในการเลือกลงวิชาค่อนข้างมากค่ะ ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าปีไหนต้องเรียนอะไร (สมมติเรียนอยู่ปี 1 แต่อยากลงวิชาที่เด็กปี 4 เรียนกันเยอะๆ ก็ทำได้ถ้ากล้าพอ 5555)

พอแต่ละคนจัดตารางเรียนเอง ต่อให้เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันก็อาจไม่ได้ลงวิชาเดียวกัน เวลาเข้าคลาสเลยมักเจอคนที่มาคนเดียวหรือมากับเพื่อนแค่ 1-2 คน แถมนักศึกษาเกาหลีก็ไม่ค่อยชวนคนข้างๆ คุยหรือทำความรู้จักกัน ภาพที่ออกมาเลยดูค่อนข้างต่างคนต่างเรียน แต่เท่าที่สังเกตเพื่อนจะตั้งใจเรียนกันเงียบๆ อ่านหนังสือ ทำโปรเจกต์ เตรียมสอบของตัวเอง และไม่ค่อยถามหรือแชร์คะแนนกัน อาจต่างจากที่เราคุ้นเคยจากตอนอยู่ไทย แต่เราว่าเป็นบรรยากาศที่ผลักดันให้เราตั้งใจและโฟกัสการเรียนเต็มที่ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นข้อเสียค่ะ

. . . . . . . .

「 PART 4 」
ชีวิตนอกคลาสก็เต็มที่
(ชมรม / สมาคม / ฝึกงาน)

ชมรมไม่ได้มาเล่นๆ

ที่ SNU มีกิจกรรมหลากหลายมาก ทั้งงานต้อนรับนักศึกษาใหม่ มีคอนเสิร์ตทุกเทอม และที่โดดเด่นสุดๆ คือสารพัดชมรม ตั้งแต่กีฬา ดนตรี ไปจนถึงชิมไวน์ ดูนก ดำน้ำ หรือสายวิชาการที่เน้นทำวิจัยก็มี เท่าที่สังเกต นักศึกษาเกาหลีเลือกเข้าชมรมตามความสนใจจริงๆ และทุ่มเทกันมาก เพราะเป็นโอกาสทำสิ่งที่ชอบ พร้อมกับสร้างโปรไฟล์ + ได้คอนเน็กชัน

ชีวิตวุ่นๆ ของรองประธานฯ

ช่วงปี 3 ปรายฟ้าได้เป็นรองประธานสมาคมนักเรียนไทยในเกาหลีค่ะ จริงๆ ก่อนหน้านี้เคยมีกลุ่มนักเรียนไทยรวมตัวกันอยู่แล้ว แต่พอเจอโควิด กิจกรรมก็ค่อยๆ เงียบไป จนเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา นักเรียนไทยเริ่มกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง และได้พูดคุยกับทางสถานทูตเรื่องจัดตั้งสมาคมนักเรียนไทยในสาธารณรัฐเกาหลี 주한 태국 유학생 협회 อย่างเป็นทางการ

ตอนนั้นปรายฟ้าเห็นข่าวผ่าน Instagram พอดี แถมมีรุ่นพี่ที่รู้จักเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งด้วย เลยลองสมัครเป็นฝ่ายประสานงาน พอทำไปได้ประมาณครึ่งปี ก็ถึงช่วงเปลี่ยนคณะกรรมการจากรุ่นแรกเป็นรุ่นที่ 2 ตอนนั้นกำลังสนุกกับงาน ได้รู้จักคนไทยมากขึ้นและมีโอกาสช่วยจัดกิจกรรมต่างๆ เลยอยากลองรับบทบาทที่ได้ดูแล community สุดท้ายก็ตัดสินใจลงสมัครและได้รับเลือกเป็นรองประธานค่ะ

ถ้าถามว่าประสบการณ์นี้ให้อะไรบ้าง บอกเลยว่าเยอะมาก เพราะถ้าแบ่งชีวิตในเกาหลีเป็น 100% ปรายฟ้าว่า 50% คือเรื่องเรียน ส่วนอีก 50% คือการทำงานสมาคมค่ะ!

อย่างแรกคือได้รู้จักคนไทยจากหลายมหา’ลัยและหลายเมืองทั่วเกาหลีใต้ จากเดิมที่มีเพื่อนในมหา’ลัยประมาณ 10–20 คน ก็ได้มาเจอคอมมูนิตี้ที่ใหญ่ขึ้น (ในกลุ่ม Open Chat ของสมาคมก็มีสมาชิกเป็นร้อย ทำให้อุ่นใจว่าไม่ได้อยู่เกาหลีตัวคนเดียว) แล้วยังมีโอกาสร่วมงานกับสถานทูตไทย พี่ๆ นักการทูต และเครือข่ายชุมชนคนไทย ทั้งสภาสตรีไทยฯ สภาวัฒนธรรมฯ และสมาคมนวดไทยอาสาฯ จนได้ฝึกทั้งการประสานงาน แก้ปัญหา และทำงานกับคนที่มีความคิดเห็นต่างกัน

สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือความมั่นใจในความเป็นคนไทยค่ะ เมื่อก่อนปรายฟ้าไม่ค่อยกล้าแสดงออกว่าตัวเองเป็นคนต่างชาติ พยามยามทำตัวให้กลมกลืนกับสังคมที่นี่ให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่การแต่งกายไปจนถึงอริบทเล็กๆ น้อยๆ แต่พอได้เข้ามาช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน ก็รู้สึกมั่นใจและภูมิใจในตัวตนของตัวเองมากขึ้น หลังๆ ก็แสดงออกมาตามตรงเลยค่ะว่าเราเป็นคนไทย

ฝึกงานสถานทูตไทย ณ กรุงโซล 

ช่วงปี 3-4 ปรายฟ้ามีโอกาสฝึกงานที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซลค่ะ จริงๆ ตอนนั้นเขาไม่ได้เปิดรับนักศึกษาฝึกงาน แต่ปรายฟ้าลองส่งอีเมลไปสอบถามเองว่าอยากฝึกช่วงปิดเทอมสัก 2 เดือน ปรากฏว่าทางสถานทูตตอบรับ! เลยได้เข้าไปฝึกงานในฝ่ายการเมืองและการศึกษาค่ะ

งานหลักๆ คือค้นคว้าข้อมูลและแปลเอกสาร เช่น เวลาท่านทูตหรือเจ้าหน้าที่มีนัดพบกับหน่วยงานต่างๆ ปรายฟ้าจะได้รับมอบหมายให้ทำบรีฟเกี่ยวกับหน่วยงานและบุคคลที่จะเข้าพบ เพื่อใช้เตรียมตัวก่อนประชุม นอกจากนี้ยังมีงานแปลไทย-เกาหลี และช่วยประสานงานตามที่ได้รับมอบหมายด้วย

อีกอย่างที่รู้สึกว่าโชคดีมากคือ ท่านทูตเปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานติดตามไปประชุมและพบหน่วยงานภายนอกด้วย ปรายฟ้าเองก็เคยได้ไปพบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเกาหลีและองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง ถือเป็นประสบการณ์ที่หาโอกาสได้ยากและมีค่ามากๆ ค่ะ

ฝึกงานสถานทูต x ทำสมาคมฯ คู่คอมโบที่ลงตัว!

ตอนฝึกงาน ปรายฟ้ารับผิดชอบงานฝ่ายการเมืองและการศึกษาเป็นหลักค่ะ แต่พอมีบทบาทในสมาคมนักเรียนไทยด้วย ก็ได้ประสานงานกับฝ่ายกงสุลที่ดูแลชุมชนคนไทยในเกาหลี ทั้งเรื่องประชุมและจัดกิจกรรม เลยมีโอกาสเห็นการทำงานของสถานทูตหลายฝ่าย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานที่ฝึกอย่างเดียว


ที่ดีอีกอย่างคือมีโอกาสได้งานล่ามด้วยค่ะ! เพราะบางครั้งมีบริษัทติดต่อเข้ามาสนับสนุนสมาคมหรือประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงาน รวมถึงเวลาปรายฟ้าไปร่วมประชุมหรือกิจกรรมในฐานะตัวแทนนักเรียน ก็เคยมีคนเข้ามาเสนองานให้หลายครั้งเหมือนกัน


ใครวางแผนมาเรียนต่อที่เกาหลี ปรายฟ้าแนะนำให้ลองเข้าร่วมสมาคมนักเรียนไทยเลยค่ะ นอกจากกิจกรรมสนุกๆ ยังมีโอกาสได้รู้จักผู้คนอีกเยอะด้วย

. . . . . . . .

「 PART 5 」
Dear Future GKS Scholars

จากที่ได้มาใช้ชีวิตที่เกาหลีใต้ ปรายฟ้ารู้สึกว่าที่นี่มีความพร้อมในการต้อนรับนักศึกษาต่างชาติมากๆ แถมยังมีทุนรัฐบาลเกาหลีที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายค่อนข้างครอบคลุม ใครกำลังมองหาโอกาสเรียนต่อต่างประเทศ ก็อยากให้ลองเก็บเกาหลีใต้ไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกนะคะ

อีกเรื่องที่อยากฝากคือ ก่อนตัดสินใจอยากให้ลองถามตัวเองดีๆ ว่าชอบอะไร อยากเรียนสาขาไหน และอยากไปประเทศไหนจริงๆ เพราะอย่างปริญญาตรีก็ต้องใช้เวลาถึง 4 ปี แถมชีวิตต่างแดนไม่ได้ง่ายเสมอไป ถ้าเกิดเลือกเพราะคนอื่น (เช่น ผู้ปกครอง) อยากให้ไป ทั้งที่ตัวเองยังไม่พร้อม ก็อาจรับมือกับช่วงยากๆ ได้ลำบาก แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่เราเลือกเอง เวลาเหนื่อยก็ยังนึกได้ว่าทำไมถึงอยากมาเรียนที่นี่ตั้งแต่แรก

ปรายฟ้าเลยอยากให้น้องๆ ศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจตัวเองให้ดีก่อน แต่ถ้ามั่นใจแล้วว่าใช่ ก็ลองคว้าโอกาสและลงมือทำเลยค่ะ

. . . . . . . .

「 Bonus Track! 」
รู้จัก KEC ตัวช่วยเด็ด #ทีมเกาหลี!

อีกหน่วยงานที่ปรายฟ้าอยากแนะนำให้รู้จักคือ ศูนย์การศึกษาเกาหลีประจำประเทศไทย หรือ KEC Korean Education Center in Thailand ซึ่งมีบทบาทส่งเสริมทั้งการเรียนภาษาเกาหลีและโอกาสทางการศึกษาหลายด้าน ตั้งแต่สนับสนุนโรงเรียนที่เปิดสอนภาษาเกาหลี จัดแข่งขันทักษะภาษา ไปจนถึงการจัดสอบวัดระดับภาษาเกาหลี (TOPIK) ส่วนใครที่ยังไม่มีพื้นฐานภาษาเกาหลี แต่อยากเริ่มเรียน ที่นี่ก็มีคอร์สตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงระดับสูงด้วยค่ะ

 

สุดท้ายอยากชวนคนที่กำลังเรียนภาษาเกาหลีให้ลองสมัครสอบ TOPIK กันดู เพราะคะแนนสามารถใช้ประกอบการสมัครเรียนต่อ สมัครงาน หรือยื่นขอวีซ่าบางประเภทได้ ใครอยากรู้ว่าตอนนี้ภาษาเกาหลีของตัวเองอยู่ระดับไหน ก็ลองไปทดสอบกันดูนะคะ~

ช่องทางติดตาม ศูนย์การศึกษาเกาหลีประจำประเทศไทย 

Facebook: Korean Education Center in Thailand
IG : kecthailand
 

KEC TOPIK
Facebook : TOPIK in Thailand

 

พี่ลูกหมู
พี่ลูกหมู - Columnist Lost Girl from Neverland ชอบไปในต่างแดน​ มีชีวิตอยู่เพื่อกิน

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น