|
วันนี้ช่วงเช้า พี่ลาเต้ ได้ไปอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด และได้พบกับบทความดีๆ และน่าสนใจเกี่ยวกับการสอบ O-Net ที่ผ่านมาครับ...โดยเป็นเรื่องขอเสียงสะท้อนถึงปัญหาของน้องๆหลังจากการสอบ O-Net ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นไปอ่านพร้อมกันเลย... การสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ "โอเน็ต" (Ordinary National Educational Test) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณาในระบบกลางการคัดเลือกนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่น โดยโอเน็ตประจำปี 2550 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อวันที่ 29 ก.พ. และ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา มีนักเรียนเข้าสอบรวม 3.6 แสนคน จากจำนวนศูนย์สอบทั้งหมด 18 ศูนย์
โอเน็ต 2550 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือจัดสอบใน 8 สาระวิชา ได้แก่ สาระวิชาสังคม ศาสนาและวัฒนธรรม วิชาคณิตศาสตร์ วิชาภาษาอังกฤษ วิชาภาษาไทย วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสุขศึกษา วิชาพลศึกษา และวิชาศิลปะการงานอาชีพและเทคโนโลยี ต่างจากครั้งแรกมีการจัดสอบคือประจำปีการศึกษา 2548 ที่กำหนดทดสอบ 5 กลุ่มสาระวิชา ได้แก่ สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ คำชี้แจงการเพิ่มจำนวนวิชาสอบจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. ผู้รับผิดชอบ คือ เห็นว่า 3 วิชาที่เพิ่มขึ้นมา เป็นวิชาที่นักเรียนเรียนอยู่ในภาคเรียนปกติ จึงได้จัดสอบวิชาดังกล่าวด้วย ย้อนไปที่การสอบโอเน็ตครั้งแรกประจำปีการศึกษา 2548 พบว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นหลายจุด อาทิ รายชื่อนักเรียนตกหล่น คะแนนผิดพลาดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะข้อสอบแบบอัตนัย หรือกรณีนักเรียนถูกระบุว่าขาดสอบทั้งที่เข้าสอบ เป็นต้น เกิดเป็นปัญหากระทบกระเทือนนักเรียนและการศึกษาครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศ นำสู่การแก้ปัญหาโดยการตรวจข้อสอบใหม่ทั้งหมด และยกเครื่องระบบใหม่ เป็นบทเรียนที่ทำให้การสอบในปีการศึกษา 2549 ปัญหาเบาบางลงไปมาก มีเพียงปัญหาเรื่องการพิมพ์ข้อสอบผิด ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เกิดเป็นปัญหาใหญ่อีกครั้งเมื่อถึงการสอบครั้งล่าสุดคือปีการศึกษา 2550 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สะท้อนเสียงเป็นส่วนใหญ่ออกมาว่า การเพิ่มสาระวิชาสอบจาก 5 เป็น 8 วิชา ทำให้ระยะเวลาในการเตรียมตัวทบทวนบทเรียนไม่เพียงพอ ทั้งนักเรียนอยากให้เพิ่มระยะเวลาในการสอบ โดยเห็นว่าระยะเวลา 2 วันที่จัดสอบนั้นไม่พอ นอกจากนี้ยังพบว่ามีรายชื่อของนักเรียนตกหล่นประมาณ 1,000 ราย เนื่องจากโรงเรียนส่งรายชื่อไม่ทัน ซึ่งเป็นปัญหาการประสานงานด้านข้อมูลของ สทศ. กับโรงเรียน และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยต้องรอการพิจารณาและตัดสินในวันที่ 7 มี.ค.นี้ ว่า สทศ.จะให้นักเรียนที่รายชื่อตกหล่นได้เข้าสอบโอเน็ตครั้งที่ 2 หรือไม่ การสอบโอเน็ตในปีนี้ยังพบปัญหาสำคัญคือการทุจริตโดยอาศัยเทคโนโลยีนาฬิกามือถือ จากที่มีผู้เข้าโพสต์ข้อความในเว็บไซต์ เป็นกระทู้แนะนำนาฬิกามือถือ ยี่ห้อ PhoneOne P001 (โฟนวัน) ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ใช้โทรศัพท์ได้ เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2551 โดยในกระทู้ดังกล่าวมีผู้เข้ามาโพสต์ข้อความใช้ชื่อ ToeYeZ เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ระบุว่า พบเห็นการนำนาฬิการุ่นดังกล่าวไปใช้กระทำทุจริตในการสอบโอเน็ต
โดยที่นักเรียนได้รับอนุญาตให้สามารถนำนาฬิการุ่นดังกล่าวเข้าห้องสอบได้ และไม่ถูกจัดว่าเป็นมือถือ เพราะอาจารย์ผู้คุมสอบไม่ทราบว่ามีนาฬิกามือถือรุ่นที่มีประสิทธิภาพขนาดนั้นออกมาแล้ว โดยนักเรียนที่มีพฤติกรรมทุจริตจะนำโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องหนึ่งวางไว้ใต้โต๊ะและปิดเครื่องไว้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่จะใช้นาฬิกามือถือนี้รับส่งข้อความ หรือ sms คำตอบส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคำตอบแบบตัวเลือกหรือปรนัยจากเพื่อนนักเรียนที่เรียนเก่งซึ่งทำข้อสอบเสร็จแล้วส่งมาให้ ดร.อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการ สทศ. กล่าวว่า ตนเองก็ยังไม่ทราบว่ามีโทรศัพท์นาฬิกามือถือลักษณะนี้ เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นที่ผู้ใหญ่เองก็อาจจะก้าวตามเด็กไม่ทัน และเป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ยากลำบากมาก เพราะอาจารย์ผู้คุมสอบในวันนั้นคงไม่ทันสังเกต ดังนั้นจึงอยากขอเรียกร้องไปยังนักเรียนที่เห็นเหตุการณ์ ช่วยแจ้งข้อมูลมายัง สทศ. เพื่อที่สทศ.จะได้ทราบว่าเหตุเกิดขึ้นที่ศูนย์การสอบใด และจะได้ตรวจสอบไปยังนักเรียนที่กระทำผิดอีกทอดหนึ่ง ขณะเดียวกันตนได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ สทศ. ตรวจสอบเว็บไซต์ต่างๆ ที่นักเรียนนิยมเข้ามาโพสต์ข้อความว่า มีการแจ้งเหตุทุจริตอื่นๆ อีกหรือไม่
"กรณีนี้ถือเป็นช่องว่างทางเทคโนโลยีที่ตรวจสอบได้ลำบาก ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร สทศ. ในวันที่ 7 มี.ค. จะได้นำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร สทศ. เพื่อแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงความก้าวหน้าเทคโนโลยีที่นักเรียนนำมาใช้ในทางที่ผิด และสทศ.จะต้องก้าวตามให้ทัน เพราะปีนี้มีนาฬิกาโทรศัพท์ ปีหน้าอาจจะมีการพัฒนาอื่นๆ ตามมาก็ได้ นอกจากนั้นจะหารือว่า สทศ.จะต้องมีการอบรมอาจารย์ และเจ้าหน้าที่คุมสอบ ให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วยหรือไม่" ผอ.สทศ. กล่าว
ทุกประการดังกล่าว คือปัญหาในการจัดการสอบโอเน็ต และในวันที่ 8-9 มี.ค.นี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะเข้าห้องสอบการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง หรือ "เอเน็ต" (AdvancedNational Educational Test) การเตรียมการป้องกันจึงดำเนินการแล้ว โดยน.ส.จิรณี ตันติรัตนวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้แจ้งเตือนนักเรียนให้ทราบแล้วว่า ห้ามนำสิ่งของอื่นๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าห้องสอบโดยเด็ดขาด อนุญาตเพียงดินสอ 2B ปากกา ยางลบ และเอกสารประจำตัวผู้สอบติดตัวเข้าห้องสอบได้เท่านั้น ในกรณีนาฬิกา คงไม่ถึงขั้นห้ามไม่ให้นักเรียนใส่นาฬิกาเข้าสอบ เพียงแต่จะย้ำกับอาจารย์ผู้คุมสอบว่าจะต้องสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนแต่ละคนอย่างใกล้ชิด หากนักเรียนคนใดผิดปกติ ดูนาฬิกาบ่อยครั้ง หรือวุ่นวายอยู่กับนาฬิกา ก็จะต้องเข้าไปตรวจสอบ เพื่อจะได้ไม่ซ้ำรอยโอเน็ต... |
|
พพี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดพ |





12 ความคิดเห็น
แต่เรื่องนาฬิกา ห้องสอบเราไม่มีความเคลื่อนไหวไรเลย ไม่ได้พูดถึง เหมือนไม่เคยมีข่าวใช้โฟนวันโกงการสอบมาก่อน