|
กสพท.ประกาศผลสอบแพทย์-ทันตแพทย์แล้ว เผยผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์ 1,350 คน เพิ่มจากที่รับ 1,218 คน กันสละสิทธิ น.ร.เตรียมอุดมฯ เมินเรียนแพทย์ ชี้เหตุกลัวถูกคนไข้ฟ้อง บอกนิยมเรียนนิติศาสตร์ค่าตอบแทนสูง เป็นทนายความชั่วโมงละหมื่นกว่าบาท ขานรับสังคมไทยที่นิยมฟ้องร้องกันมากขึ้น นพ.อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กสพท. เมื่อวันที่ 7 เมษายน ว่า ที่ประชุมมีมติให้มีการประกาศผลการสอบคัดเลือกระบบรับตรงของ กสพท.เพื่อรับบุคคลเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตและหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2551 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. วันที่ 7 เมษายน จากกำหนดการเดิมวันที่ 8 เมษายน ด้าน พญ.บุญมี สถาปัตยวงศ์ ประธานคณะอนุกรรมจัดสอบคัดเลือกระบบรับตรงของกลุ่ม กสพท. กล่าวว่า กสพท.ได้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์จำนวน 1,350 คน จากที่ประกาศรับ 1,218 คน เพราะทุกปีจะมีคนสละสิทธิจำนวนหนึ่ง และจากนี้นักเรียนจะต้องไปสอบสัมภาษณ์ตามวันที่แต่ละสถาบันกำหนด เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน ส่วนที่นักเรียนบางคนระบุว่าคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ 2 ได้น้อย เพราะ สกอ.ตรวจผิดนั้น สอบถามไปยัง สกอ.แล้ว ยืนยันว่าตรวจถูกต้องจึงได้ประมวลผลและต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนที่วางไว้ให้เสร็จก่อนวันที่ 18 เมษายน เพราะต้องส่งรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก กสพท.ให้ สกอ.ตัดสิทธิ ก่อนจะดำเนินการคัดเลือกตามระบบแอดมิสชั่นส์ต่อไป วันเดียวกัน นายสมพงษ์พันธ์ ศิริปัญจนะ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ กล่าวถึงกรณีนักเรียน ม.6 มีค่านิยมเรียนหลักสูตรอินเตอร์ นิติศาสตร์และคอมพิวเตอร์กันมากกว่าคณะนิเทศศาสตร์ว่า ส่วนตัวชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและชอบเล่นคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ตมานานแล้ว ดังนั้น คิดว่าถ้าเรียนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจึงน่าจะดีกว่าด้านอื่น ที่สำคัญเมื่อเรียนจบแล้วจะหางานทำง่ายกว่าสาขาอื่นๆ เพราะทุกบริษัทจะต้องมีคนดูแลเรื่องคอมพิวเตอร์ จึงไม่น่าจะตกงาน ส่วนการเรียนสาขานิเทศศาสตร์ คงไม่เลือกเรียนแน่นอน เนื่องจากไม่ค่อยชอบ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหางานยากและผลตอบแทนไม่มาก เสี่ยงตกงานสูง
นายนรวิทย์ เอนกสัมพันธ์ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า คิดว่าการที่เด็กเก่งๆ มีค่านิยมสมัครเรียนคณะนิติศาสตร์กันมาก น่าจะมีสาเหตุมาจากจบมาแล้วมีค่าตอบแทนค่อนข้างสูงมากกว่าเรียนแพทย์ที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการถูกฟ้องร้องจากคนไข้ และเท่าที่ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ที่เลือกเรียนนิติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่บ้านจะมีอยู่บริษัทอยู่แล้วจบออกมาก็จะมาช่วยกิจการของที่บ้านได้ ซึ่งนอกจากคณะนิติศาสตร์แล้ว คณะบัญชีและคณะบริหารธุรกิจ ก็มีแนวโน้มที่เด็กเก่งเลือกเรียนเยอะ จึงทำให้คะแนนของคณะเหล่านี้สูงขึ้นทุกปี นายพิชญุตม์ รฐาเศรษฐศิริ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า เลือกเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะคะแนนถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 7,300 คะแนน และที่สำคัญ เป็นคณะที่น่าสนใจ มีอนาคตจบมาแล้วหางานทำไม่ยาก สามารถไปสอบเป็นอัยการ ผู้พิพากษา มีความมั่นคงในชีวิตมาก ตั้งใจว่าถ้าได้เข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ตามที่หวัง เมื่อจบออกมาอยากจะเป็นทนายความ เนื่องจากเป็นอิสระมากกว่าการเป็นอัยการและผู้พิพากษา ยิ่งช่วงหลังๆ สังคมไทยมีการฟ้องร้องกันมากขึ้น หากเป็นทนายความที่เก่งๆ จะได้ค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูง ชั่วโมงละหมื่นกว่าบาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ตลอดทั้งวันมีนักเรียนและผู้ปกครองเกือบ 200 คน ทยอยมาซื้อระเบียบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ ประจำปีการศึกษา 2551 และกลุ่มที่มายื่นคำร้องขอดูกระดาษแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง เนื่องจากไม่มั่นใจในคะแนนของตนเอง เพราะคิดว่าน่าจะได้คะแนนมากกว่านี้ ซึ่ง สกอ.จะเปิดให้นักเรียนดูกระดาษคำตอบได้ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนเป็นต้นไป สำหรับบรรยากาศช่วงเช้าที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มีนักเรียนและผู้ปกครองประมาณ 50 คน มาที่ สทศ. เพื่อยื่นคำร้องขอดูผลคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต เนื่องจากเข้าไปดูผลคะแนนทางเว็บไซต์ http://www.niets.or.th/ ไม่ได้ แต่ก็ต้องผิดหวัง เนื่องจากยังไม่มีเจ้าหน้าที่ สทศ.ให้บริการ และ สทศ.เองก็ไม่ได้เปิดทำการ เนื่องจากเป็นวันหยุด จึงทำให้นักเรียนและผู้ปกครองต้องกลับไปก่อน โดยนักเรียนที่มานั้นไม่มั่นใจในผลคะแนนที่ประกาศ เนื่องจากได้คะแนนต่ำ นายวรินทธิ์ ธนกิจสุนทร นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเทพศิรินทร์ กล่าวว่า ตนและครอบครัวดูคะแนนโอเน็ตตั้งแต่ช่วงที่ให้เข้าดูคะแนนได้ ต้องผิดหวัง เพราะเข้าเว็บไซต์ไม่ได้เลยทั้งคืน ทำให้ร้อนใจกันไปทั้งครอบครัว จึงตัดสินใจมาดูคะแนนที่ สทศ. แต่ต้องผิดหวังอีก เพราะ สทศ.ปิดทำการ ด้าน นางอุทุมพร จามรมาน ผอ.สทศ. กล่าวว่า กรณีนักเรียนบางคนยังมีข้อมูลส่วนตัวเป็นศูนย์ เนื่องจากมีการขอเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล หรือเลขที่นั่งสอบ ซึ่ง สทศ.พยายามแก้ไขมาตลอด และแก้ไขไปได้แล้ว 80% แต่ยังมีบางรายเมื่อเข้าไปแก้ไข จะเกิดผลกระทบโดยทำให้ข้อมูลบางส่วนหายไปได้ ดังนั้น สทศ.จึงตัดสินใจที่จะยังไม่แก้ไขข้อมูล เพื่อว่าคะแนนที่ประกาศไปกับคนที่เข้าสอบ จะได้เป็นคนเดียวกันไม่ผิดตัว |
|
พพี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์พ |

56 ความคิดเห็น
บางคนคะแนนเยอะจัง ถ้าเข้าไปเรียนแล้วอย่าซิ่วนะ เพราะถ้าข้าหลุดแล้วเห็นคนซิ่วข้าคงเสียใจมาก
..ใจรัก แต่ก็(อาจ)มิได้นำพา..