|
ปัญหาของการศึกษาไทยไม่ใช่อยู่แค่การแข่งขันนะครับ...อย่างล่าสุดอุตสาห์แข่งขันจนชนะเข้ามาเรียนได้แล้ว แต่ก็ต้องมีเจอกับอีกปัญหานั้นก็คือความยากจน ซึ่งวันนี้ พี่ลาเต้ ก็มีทางออกสำหรับเรื่องนี้มาฝากครับ... "ลูกสาวกู้ยืมเงินเรียนมาตั้งแต่ชั้น ม.4 ถึง ม.6 จนสอบติดมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี คณะสัตวแพทย์และเทคโนโลยีการเกษตร แต่ครอบครัวไม่มีปัญญาหาเงินถึง 25,000 บาท เพื่อให้ลูกไปลงทะเบียนเรียนก่อนได้ เพราะยากจน และก่อนที่จะกู้ยืมเงินได้ต้องไปลงทะเบียนก่อน ขณะที่มีลูกถึง 4 คน ที่อยู่วัยเรียน ทำให้ลูกสาวเครียด น้อยใจในวาสนาตัวเองจึงตัดสินใจผูกคอตาย เหล่านี้เป็นเสียงตัดพ้อจากผู้เป็นแม่อย่าง นางรุ่งสาง แก้วสมชาติ ที่ต้องสูญเสียลูกสาวสุดที่รักไปก่อนวัยอันควรคือ น.ส.สุชชญา แก้วสมชาติ ที่คิดสั้นผูกคอตายทั้งที่สอบติด มหาวิทยาลัยแล้ว แต่กลับไม่มีเงินลงทะเบียนเรียน เพราะความยากจนเป็นตัวการสำคัญ กรณีของน้อง สุชชญา ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นรายแรก แต่เราจะเห็นเด็กฆ่าตัวตายเกือบทุกปี และไม่ได้เป็นเฉพาะเด็กที่จะเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น แต่เป็นกับเด็กทุกระดับ หรือบางคนเข้าไปเรียนแล้วต้องออกกลางคัน ซึ่งแนวโน้มของปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสภาพเศรษฐกิจที่นับวันมีแต่จะทรุดลง
จากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสะท้อนและตอกย้ำว่าการศึกษาไทยยังมีปัญหาที่ไม่สามารถเปิดให้คนทุกระดับเข้าถึงได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มาช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ให้แก่คนยากจนก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ให้หมดไปได้ ขณะเดียวกันยังเกิดความเปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอนของกองทุนฯตลอดเวลา หรือจะยุบและฟื้นกองทุนขึ้นมาใหม่ จนทำให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้ปกครองสับสนกันไปหมด และที่สำคัญกองทุนฯยังมีจุดที่เป็นปัญหาหลายเรื่อง เช่น หลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินที่มีการกำหนดว่าผู้กู้จะต้องมีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี จึงทำให้ครอบครัวที่มีรายได้เกินกว่าที่กำหนดเพียงเล็กน้อย แต่มีลูกมากกว่า 1 คนต้องเดือดร้อนไม่สามารถกู้ยืมได้ แต่ถึงวันนี้มีข่าวดีที่ว่ารัฐบาลประกาศชัดเจนแล้วว่าจะปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจากเดิมที่รายได้ครอบครัวไม่เกิน 150,000 ต่อปี เป็น 200,000-250,000 บาทต่อปี เพื่อต้องการเปิดโอกาสให้ผู้เดือดร้อนจริง ๆ สามารถกู้ได้มากขึ้น ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ จะเป็นอย่างไรต้องอดใจรอกันนิดหนึ่ง แต่ที่แน่ ๆ เห็นว่าจะเร่งให้ใช้ทันภาคการศึกษาที่ 1 ของปีการศึกษา 2551 ให้ได้ อีกปัญหาของ กยศ. ที่ถูกพูดถึงกันมากคือ ปัญหาเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่ยังไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายเท่าที่ควร เห็นได้จากจะเปิดภาคเรียนอีกไม่กี่วันแล้ว แต่ยังมีนักเรียน นิสิตนักศึกษา และผู้ปกครองอีกหลายคนที่ยังไม่รู้เลยว่า กยศ. มีอะไรให้กู้บ้าง กู้กันอย่างไร หรือใครที่มีสิทธิกู้ได้บ้าง
รศ.นพ.ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการ กยศ. ย้ำว่า ในปีนี้กองทุนฯ จะเปิดให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาสามารถเลือกกู้ได้ถึง 2 กองทุน คือ กยศ. และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) แต่ก่อนที่จะเลือกว่าจะกู้กองทุนใดควรทำความเข้าใจรายละเอียดของแต่ละกองทุนกันก่อน เริ่มจาก กยศ.ที่ผู้มีสิทธิกู้จะต้องเป็น นักเรียนชั้น ม.4 ส่วนนักเรียนชั้น ม.5 ม.6 ไม่ สามารถสมัครเป็นผู้กู้รายใหม่ได้ ยกเว้นมีความจำเป็นจริง ๆ อาทิ กำพร้า ครอบครัวไม่มีรายได้ เป็นต้น โดยโรงเรียนจะต้องเสนอเรื่องมาให้คณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่หนึ่ง เพื่อพิจารณาเป็นรายกรณีไป นอกจากนี้ผู้มีสิทธิอีกกลุ่มคือนักศึกษาระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษา แต่มีเงื่อนไขว่าต้องมีรายได้ต่อครอบครัวไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี ไม่เคยจบปริญญาตรีในสาขาใด ๆ มาก่อน และไม่เป็นผู้ที่ทำงานในระหว่างศึกษา ส่วนการกู้จะให้กู้ได้ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพ และเมื่อจบการศึกษาไปแล้ว 2 ปี จึง เริ่มผ่อนชำระหนี้คืนภายในเวลาไม่เกิน 15 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ส่วนการยื่น ขอกู้ก็ไม่ยาก โดยสามารถแจ้งผ่านระบบ E-Studentloan ทางเว็บไซต์ www.studentloan.or.th ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2551 สำหรับกองทุน กรอ. ผู้ที่มีสิทธิกู้ต้องเป็นนักศึกษาระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา (ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง อนุปริญญา และปริญญาตรี) ชั้นปีที่ 1 เท่านั้น แต่ถ้าเป็นชั้นปีอื่นที่ยังไม่เคยกู้ยืมเรียนมาก่อนต้องเสนอเรื่องให้คณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่ 2 พิจารณาเป็น รายบุคคลเช่นกัน ทั้งนี้การกู้ กรอ. จะไม่จำกัดรายได้ครอบครัว แต่จะให้กู้เฉพาะสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศเท่านั้น เช่น ระดับ ปวส. ปวท. ให้กู้เฉพาะสาขาการโรงแรมและบริการ การจัดการธุรกิจการท่องเที่ยว การจัดการโลจิสติกส์ เครื่องประดับอัญมณี เครื่องกล ไฟฟ้ากำลัง เป็นต้น ส่วนระดับอนุปริญญาและปริญญาตรี ให้กู้สาขาโลจิสติกส์ การออกแบบ ซอฟต์แวร์และมัลติมีเดีย วัสดุศาสตร์ เคมีอุตสาหกรรม ชีววิทยา วิศวกรรมศาสตร์ เซรามิกส์เทคโนโลยีการเกษตร พยาบาล แพทย์ หรือทันตแพทย์ เป็นต้น โดยการกู้จะมีเงื่อนไขให้กู้ได้เฉพาะค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา ตามอัตราที่กองทุนฯ กำหนด ซึ่งผู้ที่ต้องการกู้ กรอ. สามารถขอแบบคำขอกู้ยืมได้ที่สถานศึกษา หรือ Download จาก website ของกองทุนฯก็ได้ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2551 จากนั้นให้นำไปยื่นที่สถานศึกษา ระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2551 ถึงตรงนี้น้อง ๆ คงจะรู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับการกู้ยืมเรียนกันมากพอที่จะนำไปประกอบการตัดสินใจได้ว่าจะเลือกใช้บริการกองทุนไหนดี ซึ่ง รศ.นพ.ธาดา ฝากแนะนำมาว่า การจะเลือกกู้กองทุนไหนให้ดูตามความจำเป็นจริง ๆ ของครอบครัสก่อนจากนั้นให้มาดูว่าสาขาที่จะเรียนนั้นมีสิทธิกู้ได้หรือไม่จึงค่อยตัดสินใจกู้ แต่ถ้าสุดท้ายยังไม่เข้าใจก็โทรศัพท์มาสอบถามได้ที่กองทุนฯ ตลอดเวลา โทร. 0-2610-4888 ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่อยากให้กู้ เพราะไม่ใช่ให้กันฟรี ๆ แต่จะต้องเป็นภาระในอนาคตที่ต้องมาเป็นหนี้ และที่สำคัญกองทุนฯ มีเงินจำกัด ดังนั้นควรเปิดโอกาสให้คนยากจนจริง ๆ ได้กู้ก่อน ผู้จัดการ กยศ.ย้ำให้ฟังกันชัดๆ |
|
พพี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์พ |



9 ความคิดเห็น
พ่อแม่ไม่ได้ทำงานทั้งคู่ มีสิทธิกู้หรือป่าวคะ
อยากถามว่า เคยกู้ กยศ.แล้วสมัย ม.ปลาย แล้ว ไม่ได้เรียนต่อ แต่ก็ชำระหนี้ไปบางส่วน ตอนนี้มียอดค้างอยากถามว่า ถ้าจะเรียนป.ตรี กู้ต่อ ต้องไป ปิดยอดค้างไหมค่ะ
อยากถามว่าลูกสาวอยากเรียนมากแต่ทางโรงเรึยนไม่มึนโยบายให้กู้เงินกยศแล้วมีสิทธิ้กู้ได้มัยค่ะ
อยากถามว่าลูกสาวอยากเรียนมากแต่ทางโรงเรึยนไม่มึนโยบายให้กู้เงินกยศแล้วมีสิทธิ้กู้ได้มัยค่ะ
อยากเรียนต่อมากติดตรงที่ไม่มีเงินครอบครัวยากจนถ้ากู้มีสิทธิกู้ไหมค่ะอยากเรียนพยาบาลอีกปีเพื่อครอบครัวที่ฝันอยากให้เป็นค่ะ