จากจดหมายที่ส่งมาทางอีเมล์ พี่ลาเต้ มีส่วนหนึ่งที่พูดถึงเรื่องการเรียนต่อในต่างประเทศ วันนี้เลยถือโอกาสดีๆนำบทความเกี่ยวกับการเรียนต่อที่เมลเบิร์นมาฝากกันครับ...จะเป็นยังไงบ้างนั้นไปตามอ่านกันเลยครับ...

 

การเดินทางไปเมลเบิร์นคราวนี้ นอกจากการเยี่ยมชมโรงเรียนแล้วทาง Department of Education and training ยังได้จัดโปรแกรมไปดูมหาวิทยาลัย 3 แห่ง

 

เริ่มจาก "La Trobe University" ถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในออสเตรเลียและติดอันดับ 1 ใน 100 ของโลก มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีนักศึกษามาจากหลากหลายประเทศ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา ไทย เป็นต้น ในปัจจุบันมีนักศึกษาประมาณ 2.7 หมื่นคน เป็นนักศึกษาต่างชาติประมาณ 4 พันคน เรียนอยู่ในสามแคมปัสคือ Bundoora, Bendigo และ Albury-Wodonga

 

มหาวิทยาลัย La Trobe มีความโดนเด่นในสาขาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะชีววิทยาจะมีชื่อเสียงปีๆ หนึ่งจะมีงบประมาณสนับสนุน 250 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการวิจัยและสนับสนุนการเรียนในสาขาดังกล่าว ซึ่งสาขาวิชาที่เปิดสอน อาทิ กฎหมายและการบริหารจัดการ (Law and Management) วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ

 

เฉพาะวิทยาเขต "Bundoora" ตั้งอยู่ไม่ไกลมากจากเมลเบิร์น ที่ได้เดินทางไปเยี่ยมชมเป็นมหาวิทยาลัยที่มีบรรยากาศเหมาะกับการเรียนการสอน มีความสงบเงียบ ทำให้นักศึกษาที่ชอบบรรยากาศดังกล่าวเลือกที่จะมาเรียนกันบวกกับความเชื่อมั่นใจชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย โดยมีนักเรียนไทยจำนวนหนึ่งเรียนอยู่ระดับปริญญาตรี-เอก

 
 

"น้องดี" น.ส.ฤดีกร อาสภวริยะ นักศึกษาปริญญาโท สาขา MIB บอกว่า จบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนแรกตั้งใจว่าเรียนจบก็จะมาเรียนต่อปริญญาโทที่เมลเบิร์นเลยเพราะมีพี่สาวจบที่นี่ แต่คุณพ่ออยากให้หาประสบการณ์ทำงานก่อนก็ได้ไปทำงานที่ธนาคารอยู่พักหนึ่งถึงได้เลือกมาเรียนต่อมหาวิทยาลัย La Trobe University ซึ่งการเรียนที่นี่ต้องปรับตัวพอสมควร เนื่องด้วยความเคยชินกับระบบการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยไทย ทำให้ต้องอ่านหนังสือเยอะมากกว่าเมืองไทยเพื่อค้นคว้า และนำมาอ้างอิงงานต่างๆ ที่อาจารย์ให้การบ้านไป ถ้าไม่อ้างอิงจะไมได้เลยนะ ผิดกับตอนเรียนเมืองไทยอาจารย์จะแจกเอกสารให้เรามากกว่า และจะไม่ค่อยได้ค้นคว้าเท่าไรนัก เพราะสาขาวิชาที่เรียนจะเน้นการประยุกต์ วิเคราะห์มากกว่า

 

"ถึงตอนนี้เริ่มปรับตัวได้แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร โดยหลักสูตรที่นี่จะใช้เวลาเรียนประมาณ 1 ปีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดใครที่คิดจะมาเรียนที่นี่คือ การมีความพร้อมที่จะมาเรียนจริงๆ"

 

ขณะที่ "พี่หมู" อาจารย์สาวจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ได้รับทุนเรียนต่อระดับปริญญาเอก กล่าวว่าต้องยอมรับว่าระบบการเรียนการเรียนการสอนของออสเตรเลียดีกว่าของไทย ตรงที่เขาจะเน้นให้เด็กได้ไปอ่านเนื้อหาที่จะเรียนมาก่อน พอมาเรียนในคาบอาจารย์ผู้สอนจะเป็นผู้สรุปให้ ใครไม่เข้าใจก็สามารถที่จะซักถามได้เลย ในขณะที่การสอนในเมืองไทยอย่างระดับมหาวิทยาลัยนักศึกษาไม่ต้องเตรียมอะไรเลยซึ่งตรงนี้เป็นจุดสำคัญมาก

 

"อยากฝากว่าเด็กไทยที่จะมาเรียนต่อ ควรจะต้องรู้จักแบ่งเวลาให้เป็นเพราะการมาเรียนที่นี่มีความเป็นอิสระสูง ไม่มีใครมาควบคุมอะไร เราต้องควบคุมดูแลตัวเอง หลายคนมาเรียนแล้วทำงานไปด้วยซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่พอทำงานไปแล้วก็ทำให้เสียการเรียนเพราะบริหารจัดการเวลาไมได้ก็น่าเสียดาย บางคนก็เรียนไม่จบต้องเบนไปเรียนสายชีพแทน อย่างไรก็ตาม การมาเรียนต่างประเทศทำให้ได้ความรู้ มีโลกที่กว้างขึ้นแต่สิ่งที่ทุกคนจะต้องไม่ลืมคือการนำความรู้กลับไปพัฒนาประเทศไทยของเรา"

 

มหาวิทยาลัย Swinburne เป็นมหาวิทยาลัยที่มีบทบาททางด้านผู้นำทางการศึกษาของออสเตรเลีย มีความหลากหลายในหลักสูตร เปิดสอนในระดับอาชีวศึกษาแ ละฝึกอบรมอาชีพ (VET) เรียนจบจะได้วุฒิประกาศนียบัตร อนุปริญญา และในระดับอุดมศึกษาจะมีหลักสูตรปีพื้นฐาน (Uni_prep) Uni_link ปริญญาตรี ปริญญาตรี 2 ใบ ปริญญาตรีควบคู่กับวุฒิอื่น รวมทั้งหลักสูตรปริญญาโทและเอก ซึ่งสาขาวิชาที่เปิดสอนมีจำนวนมาก อาทิ วิศวกรรศาสตร์ คอมพิวเตอร์และวิทยาการสารสนเทศ มัลติมีเดีย การออกแบบ คอมพิวเตอร์และวิทยาการสารสนเทศ การสร้างภาพยนตร์

 

มหาวิทยาลัยแห่งสุดท้ายที่เยี่ยมชมคือ มหาวิทยาลัย Deakin มีอยู่ 4 วิทยาเขตในรัฐวิกเตอเรีย ได้แก่ วิทยาเขต Geelong, เมลเบิร์น, Geelong Waterfront , Warrnambool มีความโดดเด่นในหลักสูตรธุรกิจ และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศออสเตรเลียที่เปิดสอนหลักสูตรการเรียนทางไกลมา 20 กว่าปีแล้ว ทำให้มีนักศึกษาอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในระดับปริญญาโทจะมีผู้นิยมเรียนในหลักสูตรบริหารธุรกิจ บริหารธุรกิจนานาชาติกันมากจนเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก

 

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยอธิบายให้ฟังว่า หลักสูตรทางไกลด้านบริหารธุรกิจนี้จะเอื้อให้ผู้ที่ไม่มีเวลาเรียนในช่วงเวลาปกติได้เข้ามาเรียนเพราะสามารถเรียนที่บ้าน หรือเรียนประจำที่มหาวิทยาลัยก็ได้ในกรณีนักศึกษาที่มีเวลา โดยระยะเวลาการเรียนประมาณ 1 ปีครึ่ง หากขยันก็สามารถเรียนจบภายใน 1 ปีได้ ส่วนเรื่องคุณภาพการเรียนการสอนนั้นไม่ได้แตกต่างจาการเรียนปกติ เนื่องจากจะกำหนดให้นักศึกษาเรียนไม่ต่างจากหลักสูตรทั่วไป แถมยังกำหนดให้ผู้เรียนต้องไปฝึกงานในสถานประกอบการ การทำโครงงานเสนอ การจัดให้ผู้เรียนได้พบปะกับนักศึกษา และที่สำคัญจะทำให้ได้พบกับเครือข่ายทางธุรกิจ

 
 

นอกจาการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยแล้วการเรียนสายอาชีพ หรืออาชีวศึกษายังได้รับความนิยมจากนักศึกษาต่างชาติ และคนในออสเตรเลียมีศักดิ์ศรีไม่แตกต่างจากการเรียนระดับปริญญาตรี ที่สำคัญยังมีโอกาสในการทำงานมาก จะแตกต่างจากคนไทยที่ยังมีค่านิยมให้ลูกหลานเรียนต่อในระดับปริญญาตรีมากกว่าที่จะมาเรียนในสายนี้ ซึ่งในรัฐวิคเตอเรียนั้น มีสองสถาบันที่มีชื่อเสียงมาก "William Angliss Institute of TAFE" เป็นสถาบันการศึกษาสายอาชีพที่มีชื่อเสียงที่สุดในรัฐวิกตอเรีย มีวิทยาเขตอยู่ที่เมลเบิร์น เปิดสอนในระดับประกาศนียบัตร อนุปริญญาและปริญญาตรีโดยมีหลักสูตรให้เลือกเรียนถึง 16 หลักสูตรหลักๆ อาทิ การท่องเที่ยว อาหาร การโรงแรม การท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ การตลาด

 

สถาบันแห่งนี้จะมีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ครบครัน เพราะการเรียนจะเน้นการฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการจริง ทำให้นักได้ประสบการจริงในการทำงาน ซึ่งทางสถาบันจะมีเครือข่ายความร่วมมือกับสถานประกอบการเพื่อส่งนักศึกษาไปทำงาน ดังนั้น ทำให้นักศึกษาที่จบจากที่นี่เป็นที่ยอมรับอย่างมาก

 

Holmesglen Institute เป็นสถาบันในสายอาชีพที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยเป็นสถาบันโพลีเทคนิคของรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย มีวิทยาเขตที่ Chadstone, Moorabbin และ Waverly ทั้งหมดอยู่รัฐวิคตอเรีย ซึ่งหลักสูตรที่เปิดสอนมี 400 กว่าหลักสูตร ตั้งแต่ชั้นนมัธยมศึกษา ประกาศนียบัตร และระดับปริญญา ทำให้ปัจจุบันมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียน 50,000 กว่าคนในหลักสูตรต่างๆ อาทิ การเสริมสวย มัณฑนศิลป์ เครื่องปั้นดินเผา การบริหาร โฆษณา การจัดดอกไม้

 

จากข้อมูลพบว่าการเรียนในสายอาชีพได้รับความสนใจจากเด็กไทยจำนวนไม่น้อย และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2549 มีจำนวน 453 คน และปี 2550 เพิ่มเป็น 487 คน เด็กไทยหลายคนมีทัศนคติที่ดีขึ้นในการเรียนสายอาชีพด้วยโอกาสในการทำงานที่เมลเบิร์น แม้ว่าหลายคนจะเรียนจบระดับปริญญาตรีมาแล้วก็ยังเลือกที่จะเรียน

 
 

"น้องปัท" น.ส.ปัทมา พงษ์ถ้อย อายุ 30 ปี นักศึกษาสาขา Event Management สถาบัน William Angliss บอกว่า เรียนจบปริญญาตรีด้านสังคมสงเคราะห์มากจากเมืองไทยมาก่อน และได้ออกไปทำงานหลายอย่าง ทั้งขายประกัน ทำธุรกิจ สุดท้ายก็ได้ตัดสินใจที่จะมาเรียนที่เมลเบิร์น เนื่องจากต้องการได้ภาษา ซึ่งพอมาเรียนจริงๆ แล้ว ก็เริ่มที่จะชอบ และคิดว่าน่าจะเรียนในด้านอื่นด้วย จึงเลือกเรียนในสายอาชีพที่สถาบันแห่งนี้ ทางด้านการจัดการอีเวนต์ในระดับประกาศนียบัตร ตั้งใจว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะทำงานหาประสบการณ์ก่อนกลับไปทำงานที่เมืองไทย ซึ่งจะงานด้านการจัดงานอีเวนต์ต่างๆ กำลังเป็นที่นิยมกันมาก จึงน่าจะทำงานด้านนี้ได้ไม่ยาก

 

การนำเสนอข้อมูลของสถาบันการศึกษาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้คนไทยทุกคนต้องเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ให้ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของการศึกษาในยุคปัจจุบัน โดยสิ่งสำคัญต้องขึ้นอยู่กับปัจจัย และความพร้อมหลายๆ ของแต่ละคน หากเลือกที่จะมาเรียนยังต่างแดน

          การเรียนในต่างประเทศถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันนะครับ...ยังไงน้องๆคนไหนที่จะสนใจอยากทุ่งไปทางด้านนี้ก็เตรียมตัว และเตรียมข้อมูลให้สมบูรณ์แล้วกันครับ...

 

พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด

 
พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด