|
สวัสดีจ๊ะน้องๆชาวเด็กดีทุกคน วันนี้พี่ปัดมีหนังสือดีๆมาฝากกันจ๊ะ เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ในทางประวัติศาสตร์และวํฒนธรรมจีนในแง่มุมมองใหม่ อย่ารอช้าไปดูกันเลยดีกว่าจ๊ะ เอเชียวีกลี่ นิตยสารชื่อดังของฮ่องกงได้รวบรวมหนังสือดีจากตลาดจีน 10 เล่มมาแนะนำ ซึ่งนอกจากจะให้ความรู้เชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีนในแง่มุมใหม่ๆ แล้ว ยังสะท้อนแนวคิดดีๆ ให้แก่ผู้อ่านได้เรียนรู้ตามไปอีกด้วย
1. 《知识人与中国文化的价值》 (ปัญญาชนและค่านิยมทางวัฒนธรรมจีน) โดยอี๋ว์อิงสือ (余英时) นักประวัติศาสตร์จีนซึ่งได้รับเชิญเป็นอาจารย์ในสถาบันศึกษาชื่อดังหลายแห่งของสหรัฐอเมริกัน แม้อี๋ว์อิงสือจะไม่กลับมาเหยียบแผ่นดินจีนอีก เนื่องจากเหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมินปี 1964 แต่กระนั้นผลงานของเขากลับได้รับการยอมรับอย่างมากในแวดวงนักวิชาการและตลาดความรู้ในประเทศ ผู้เขียนได้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างปัญญาชนและค่านิยมทางวัฒนธรรมของตะวันตกและของจีน และวิเคราะห์เจาะลึกลักษณะเฉพาะของระบบค่านิยมทางวัฒนธรรมของจีน นับเป็นคำตอบที่เป็นทางสายกลางให้กับคำถามที่ว่าค่านิยมทางวัฒนธรรมของตะวันตกหรือจีนดีกว่ากันที่ถกเถียงกันมาเป็นร้อยปี
3. 《国破山河在》 (แม้ชาติล่มสลายแต่ขุนเขาและสายน้ำยังคงอยู่) โดยซ่าซู (萨苏) วิศวกรอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำงานให้กับบริษัทอเมริกันในญี่ปุ่น ใช้เวลาว่างค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น นำเรื่องราวช่วงสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นที่คนจีนไม่เคยรู้ ใช้ภาษาที่เรียบง่ายไหลลื่นแต่กินใจเรียงร้อยเป็นหนังสือน่าอ่านเล่มนี้ ในช่วงสงคราม กองกำลังจีนใช้อาวุธที่ล้าหลังต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นที่ป่าเถื่อนและมีความพร้อมทั้งอาวุธและเสบียงอาหาร การต่อสู้หลายครั้งชาวจีนสู้จนวินาทีสุดท้าย แต่เรื่องราวของวีรบุรุษจำนวนมากกลับเลือนหายไปกับควันไฟ ขณะที่ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นแม้มีเป้าหมายในการบันทึกที่ต่างกัน แต่กลับรักษาเรื่องราวของชาวจีนจำนวนมากที่ยอมพลีชีพเพื่อชาติที่ควรค่าแก่การสรรเสริญไว้ นอกจากนี้ในหนังสือเล่มนี้ยังรวบรวมภาพถ่ายที่ทางญี่ปุ่นถ่ายไว้จำนวนมาก
5. 《摸著石头过河的困惑》 (ความน่ากังขาของการคลำหินข้ามแม่น้ำ) โดยหวังเสี่ยวเฉียง (王小强) นักเศรษฐศาสตร์ระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการปฏิรูปโครงสร้างแห่งประเทศจีน หนังสือเล่มนี้แม้จะตอกย้ำการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีน แต่ก็ชี้ให้เห็นผลเสียของการเปิดประเทศ ผู้เขียนชี้ว่าผลกำไรก้อนโตที่บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในจีน บริษัทเอกชน และบริษัทของรัฐได้รับนั้น ล้วนได้มาโดยการขูดรีดขูดเนื้อจากแรงงานชนบทราคาถูก ซึ่งพวกเขาไม่มีแม้ประกันสังคมและยังถูกสังคมดูถูก ผู้เขียนได้ย้ำคำถามที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า การคลำหินข้ามแม่น้ำไม่ใช่วิธีที่ผิด แต่คำถามคือฝั่งอยู่ที่ไหน ไม่ใช่คลำไปคลำมาก็กลับมาที่เดิม
7. 《丧家狗》 (หมาจนตรอก) โดยหลี่หลิง (李零) อาจารย์ภาควิชาภาษาจีนแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง พาผู้อ่านเข้าสู่จิตใจส่วนลึกของขงจื้อปรมาจารย์ของจีน และเข้าถึงโลกของ หลุนอี่ว์ (论语) ที่เป็นจริงและมีชีวิต หลี่หลิงได้แจกแจงให้ผู้อ่านเห็นความเป็นคนธรรมดาของขงจื้อ ขงจื้อเป็นคนที่ชอบศึกษาตำรับตำราโบราณ และชอบสั่งสอนผู้คนเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมโบราณและสอนให้คนอ่านตำรา ขงจื้อเป็นคนมีความรู้มีศีลธรรมแต่ไม่มีอำนาจบารมีที่กล้าวิจารณ์ผู้ปกครอง ขงจื้อเป็นคนที่จำต้องเร่ร่อนตลอดเวลา รู้สึกวิตกกังวลแทนผู้ปกครอง และพยายามสุดชีวิตที่จะเปลี่ยนผู้ปกครองให้เป็นคนดี ขงจื้อยังเป็นคนไร้ที่พักพิง ต้องเร่ร่อนลำบากยากแค้น เหมือนกับสุนัขจรจัดที่ไร้บ้าน ผู้เขียนจึงเปรียบขงจื้อเป็นดอน กิโฮเต (Don Quixote)
9. 《四代香港人》 (คนฮ่องกงสี่ยุค) โดยหลี่ว์ต้าเล่อ (吕大乐) นักสังคมวิทยาซึ่งเป็นคนฮ่องกงมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคนฮ่องกง โดยแบ่งคนฮ่องกงเป็นสี่ยุค ผู้แต่งกล่าวถึงคนฮ่องกงยุคที่สองว่าเป็นกลุ่มคนที่เกิดมาในยุคเบบี้บูมหลังสงครามโลก (ปัจจุบันมีอายุราว 40-60 ปี) เติบโตมาท่ามกลางการแก่งแย่งชิงดี เห็นการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญ และเมื่อคนกลุ่มนี้เติบโตกลายเป็นผู้นำในองค์กรและเป็นพ่อแม่ ค่านิยม ไม่พูดเรื่องอุดมการณ์ คุยแต่เรื่องผลประโยชน์ หรือ จำต้องพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน ก็ยิ่งได้รับการส่งเสริม ผู้เขียนกล่าวด้วยความสำนึกเพราะตนเองก็เป็นคนยุคที่สองว่า คนยุคนี้ได้บีบให้คนอีก 2 ยุคถัดมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีทางเลือกมากนัก ไม่ว่าแนวคิดคนสี่ยุคของหลี่ต้าเล่อจะได้รับการยอมรับหรือไม่ แต่หนังสือเล่มนี้ ก็ทำให้ผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นคนฮ่องกงหรือไม่ใช่คนฮ่องกงได้เข้าใจคนฮ่องกงในอีกแง่มุมหนึ่ง เป็นไงบ้างจ๊ะ ได้อ่านเนื้อเรื่องบางส่วนของหนังสือทั้ง 10 เล่ม แล้วทำให้เกิดความอยากอ่านเหมือนพี่ปัดไหมจ๊ะ น่าเสียดายที่ยังไม่มีการพิมพ์ออกมาจำหน่ายในรูปแบบภาษาไทย พี่ปัดขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการค่ะ |
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?





6 ความคิดเห็น
ถึงเมืองนานกิง จะโดนญี่ปุ่นทำร้าย
แล้ว ฑิเบต หละ ทำไมต้องทำด้วย
ถึงเมืองนานกิง จะโดนญี่ปุ่นทำร้าย
แล้ว ฑิเบต หละ ทำไมต้องทำด้วย
ในสมัยสามก๊กนั้น ขงเบ้งแนะให้เล่าปี่ยึดเมืองของเล่าเปียว ซึ่งเล่าปี่บอกว่าทำไม่ได้เนื่องด้วยแซ่เดียวกัน นับถือเป็นพี่น้อง แต่เล่าเปียวนั้นใกล้จะตายแล้ว ลูกก็ไร้สติปัญญา ขงเบ้งบอกว่าถ้าไม่ยึดจะเสียใจภายหลัง เป็นจริงดังคาด เล่าปี่ต้องหนีหัวซุกหัวซุน เสียไพร่พล เสียเมือง เหอะๆๆ ธิเบตนั้นถ้าดูจากภูมิประเทศถึงจะเป็นเขาสูงชัน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างจีนกับอินเดีย จีนกับอินเดียนั้นไม่ได้เป็นมิตรกันมาช้านาน เคยเกิดการประทะอยู่ ปัจจุบัน จีนมีความสัมพันธ์กับปากีสถานอย่างแนบแน่น จีนก็ต้องกลัวเป็นธรรมดาหากวันใดวันหนึ่ง ธิเบตกลายเป็นฐานให้อินเดีย มาโจมตีรุกรานจีน ฉันด์ใดก็ฉันท์นั้น ประเทศไทยหากเป็นใหญ่แล้วไซร้จักไม่ รุกรานรัฐที่อ่อนแอเพื่อหาผลประโยชน์