|
ตลอดเดือนที่ผ่านมา พี่ลาเต้ ได้นำข้อสอบเก่าโอเน็ตของวิชาต่างๆ มาอัพให้น้องๆได้ดูกันบางส่วนแล้วนะครับ..ซึ่งก็มีน้องๆหลายคนเอาเฉลยมาโพสแจกด้วย..เยี่ยมไปเลยคร๊าบ..คราวนี้สอบติดมหาวิทยาลัยได้ทุกคนแน่ๆเลย..อิอิ.. และเพื่อเป็นการไม่ขาดตอนในการเตรียมความพร้อมแอดมิชชั่น พี่ลาเต้ ก็เลยนำบทความ "เรียนภาษาอังกฤษอย่างไร ถ้าจะไปสอบแอดมิชชั่น" มาฝากกันครับ บทความนี้เขียนโดยท่าน อาจารย์ชัยวิชิต เจษฏาภัทรกุล รายละเอียดเนื้อหาน่าสนใจมากๆ เอาเป็นว่าไม่ต้องเสียเวลาไป อัพเดท กันเลย... เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่นักเรียนมัธยมปลายหลายคนที่จะสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย หรือ Admissions ไม่ได้ให้ความสนใจกับวิชาภาษาอังกฤษเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่คะแนนวิชาภาษาอังกฤษเป็นคะแนนที่สำคัญชี้เป็นชี้ตายวิชาหนึ่งในการสอบ สำหรับนักเรียนสายวิทย์ที่สอบ O-NET ถ้าทำวิชาสำคัญๆ เช่น วิทยาศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์ ได้คะแนนระดับปานกลางแล้ว คะแนนวิชาภาษาอังกฤษจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งคะแนนให้นักเรียนสอบติดในคณะที่คะแนนสูงๆ เช่น แพทยศาสตร์ หรือ วิศวกรรมศาสตร์ เพราะค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบวิชาภาษาอังกฤษในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ประมาณ 30 คะแนนเท่านั้น ถ้านักเรียนสามารถทำคะแนนวิชาภาษาอังกฤษได้ 60-65 คะแนน ก็จะสามารถทิ้งคู่แข่งได้อย่างขาดลอย ประมาณว่าจะสามารถขจัดคู่แข่งออกไปไม่น้อยกว่า 320,000 คนเลยทีเดียว
สำหรับนักเรียนสายศิลป์ วิชาภาษาอังกฤษมีความสำคัญยิ่ง สำคัญถึงขนาดอาจารย์บางท่านกล่าวว่า สำหรับเด็กสายศิลป์แล้ว ถ้าทำคะแนนวิชาภาษาอังกฤษได้ (คะแนนดี) และเลือกคณะไม่สูงนักจะต้องสอบติดอย่างแน่นอน คำกล่าวนี้มีสถิติตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สนับสนุน ผู้ที่สอบติดคณะวิชาของสายศิลป์ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่สอบภาษาอังกฤษผ่าน 50 คะแนนเกือบทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้นักเรียนทั้งสายวิทย์และสายศิลป์หลายคนที่คิดจะทิ้งภาษาอังกฤษ คงต้องทบทวนความคิดของตัวเองใหม่ ยังไม่สาย ถ้าจะเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ เวลาที่เหลือแม้จะไม่มากนักแต่น่าจะเพียงพอสำหรับการฝึกปรือจนชำนาญ และพร้อมสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระบบ Admissions ที่จะมาถึงอีกไม่นานนี้ พทำอย่างไรจึงจะได้คะแนนภาษาอังกฤษ 60 คะแนนขึ้นไปพ1. ต้องรู้คำศัพท์มาก เพราะข้อสอบภาษาอังกฤษเกือบทุกฉบับออกเกินหลักสูตรมัธยมปลายของกระทรวงศึกษาธิการเล็กน้อย (เพื่อให้สามารถคัดแยกนักเรียนได้) จึงมักมีคำศัพท์ยากๆ อยู่เป็นจำนวนมาก หากนักเรียนมีปัญหาด้านคำศัพท์จะบั่นทอนคะแนนของนักเรียนเป็นอย่างมากเพราะนักเรียนจะอ่านข้อสอบไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร โจทย์ถามอะไร ไม่รู้จะเอาตรงไหนมาตอบก็เลยฝนคำตอบมั่ว เสร็จแล้วก็นอนหลับในห้องสอบ (ข้อสอบภาษาอังกฤษบางฉบับมี 40 หน้า เกือบ 5,000 คำ นักเรียนบางคนทำเสร็จภายใน 15 นาที )วิธีการเรียนคำศัพท์ที่ถูกต้องไม่ใช่การท่องศัพท์ที่เรียงตามตัวอักษร A Z เพราะการท่องวิธีนี้สมอง (ซิริบรัม) จะเก็บไว้เป็นความจำระยะสั้น (Short-Term Memory) ซึ่งนักจิตวิทยาได้ทำการทดสอบแล้วว่าจะค่อยๆ ลบเลือนภายใน 2130 วัน การท่องศัพท์วิธีนี้จึงเป็นความพยายามที่สูญเปล่าไร้ประโยชน์ วิธีที่น่าสนใจกว่าคือ การเรียนคำศัพท์จากรากศัพท์ (Roots) อุปสรรค (Prefixes) และปัจจัย (Suffixes) แล้วจึงค่อยท่องศัพท์เป็นชุดๆ ไป จึงจะจำได้ง่าย และที่สำคัญเป็นความจำระยะยาว (Long-Term Memory) ติดตัวเป็นทักษะของนักเรียนไปตลอด อีกวิธีหนึ่งคือการเดาศัพท์จากบริบท (Contextual Clues) คือ การเดาความหมายศัพท์จากข้อความที่แวดล้อมคำศัพท์ที่เราไม่ทราบความหมาย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะเดาคำศัพท์จากข้อความที่แวดล้อมได้ต้องผ่านการฝึกฝนมามากพอสมควรและต้องมีคำศัพท์เก็บสะสมไว้ (Vocabulary Stock) จำนวนมาก ต้องอ่านหนังสือมามาก และต้องอาศัยประสบการณ์พอสมควร จึงเป็นวิธีที่นักเรียนมัธยมปลายบางคนใช้ไม่ค่อยได้ผลนัก ส่วนวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันก็คือ การอาศัยการท่องศัพท์จากทำนองเพลง ซึ่งก็เป็นวิธีที่น่าสนใจ แต่บางครั้งไม่สามารถแยกความหมายของ Synonyms แต่ละคำได้2. ต้องมีความสามารถพื้นฐานทางด้านไวยากรณ์ นักเรียนไม่จำเป็นต้องรู้พลิกแพลงหลักไวยากรณ์ยากๆ ที่ละเอียดมากๆ แต่ควรรู้แนวคิดพื้นฐาน (Basic Concepts) ของไวยากรณ์แต่ละเรื่อง เพราะความรู้ด้านไวยากรณ์จะช่วยให้นักเรียนอ่านเรื่องได้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น ปัจจุบันแนวข้อสอบ Admissions นั้น ได้ทดสอบความรู้ด้านไวยากรณ์อยู่มากทีเดียว หัวข้อทางไวยากรณ์ที่นักเรียนควรทบทวนได้แก่ Tenses, Non-finite Verbs (Gerund, Infinitive, Participle), Reported Speech, Question Tag, Phrasal Verbs, Conditional Sentence และ Sentence Structure แบบต่างๆ เป็นต้น3. ต้องรู้เทคนิคการแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เพราะข้อสอบแทบทุกแบบทั้ง 100 ข้อ เป็นข้อสอบให้นักเรียนอ่านทั้งสิ้น เมื่อนักเรียนอ่านแล้ว กระบวนการต่อมาก็คือ การแปลเป็นภาษาไทยนั่นเอง เป็นกระบวนการที่สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปลในใจขณะที่นักเรียนอ่าน แน่นอนว่านักเรียนไม่จำเป็นต้องแปลได้ทุกคำพูด แต่ต้องแปลแล้วพอจับใจความเป็นภาษาไทยได้ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนที่ถูกวิธีการอ่านข้อความที่แปลเป็นภาษาของเรา(ภาษาไทย)แล้วย่อมเข้าใจได้ง่ายกว่าการอ่านภาษาต่างประเทศ นักเรียนลองเปรียบเทียบระหว่างนักเรียนอ่านหนังสือพิมพ์ มติชน กับหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ว่า นักเรียนอ่านข่าวเดียวกัน อ่านฉบับใดแล้วเข้าใจมากกว่ากัน คำตอบจะเป็นเครื่องยืนยันว่าการแปลเป็นภาษาไทยสำคัญมากน้อยเพียงใด4. ต้องรู้จักเทคนิคการอ่าน เช่น เทคนิคการหาความคิดหลัก (Main Idea), หัวเรื่อง (Topic), ชื่อเรื่อง (Title), การแทนสรรพนาม (Pronoun Reference), การสรุป (Inference), ความมุ่งหมาย (Purpose) ต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในข้อสอบคัดเลือกทุกฉบับเป็นประจำทุกปี5. ต้องรู้จักสำนวนหรือสุภาษิตง่ายๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น- Keep your fingers crossed. หวังว่าคุณคงโชคดี- It's a piece of cake. มันเป็นเรื่องง่ายๆ ของหมูๆ - You must be pulling my leg. คุณต้องล้อผมแน่ๆ - The show must go on. งานแสดงจะต้องดำเนินต่อไป - Mr. Oak is a man of means. คุณโอ๊คเป็นมหาเศรษฐี เพราะสำนวนเหล่านี้มักเป็นสิ่งที่ข้อสอบยุคใหม่ ต้องการทดสอบความรู้ผู้เข้าสอบอยู่เสมอๆ ถ้านักเรียนไม่ทราบความหมายมาก่อน ไปแปลหรือตีความตรงๆ ตามรูปศัพท์ ก็จะสับสนได้6. ต้องฝึกหัดทำข้อสอบเอนทรานซ์เก่าๆ ข้อสอบ CU-TEP, TU-GET, TOEFL (PBT & CBT), SAT และข้อสอบ IELTS อย่างน้อย 5 ปีย้อนหลัง เพื่อให้ชินกับข้อสอบสมัยใหม่ที่มีความยาวขนาด 2,000 3,000 คำ จำนวน 20 30 หน้า โดยใช้เวลา 2 - 3 ชั่วโมง เป็นการสร้างความคุ้นเคยกับลักษณะข้อสอบแนว Communicative English ที่มักประกอบด้วย Situational Dialogues 10 15 ข้อ & Long Conversation 10 ข้อ- Letters 1 2 เรื่อง- Advertisement, News, Cartoon, Job Application, Manual, Schedule, Label, etc. 1 2 เรื่อง - Error Identification Test 5 10 ข้อ - Reading for Information, Statistical Description (Diagram, Graph, Table etc.) - Grammar & Structure 5 - 10 ข้อ - Cloze Tests 1 2 เรื่อง - Speed Reading - Writing Test แบบปรนัย 4 ตัวเลือก - Passages 3 5 เรื่อง ขึ้นอยู่กับความยาวของแต่ละเรื่อง 7. ต้องรู้กลเม็ด (Tricks) ในการเดาคำตอบ เพราะถ้านักเรียนอ่านข้อสอบแล้วมืดแปดด้านแปลไม่ออก อ่านไม่รู้เรื่องเลย นักเรียนจะต้องรู้ว่าควรจะเดาคำตอบจากตัวเลือก (Choices) ได้อย่างไรโดยใช้กลเม็ดจากการวิเคราะห์คำตอบด้วยทฤษฎีความน่าจะเป็น (Probability Theory) ซึ่งผู้อ่อนภาษาอังกฤษก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อใช้ในการเดาคำตอบได้อย่างถูกต้อง แม่นยำพอสมควรตามทักษะที่ได้รับการฝึกฝนตามทฤษฎีความน่าจะเป็น เอาหละครับน้องๆ ถือเป็นบทความการเตรียมตัวที่มีประโยชน์มากๆเลยนะครับ พี่ลาเต้ อยากให้น้องๆทุกคนได้อ่าน และเมื่ออ่านแล้วก็เดินหน้าเต็มที่เลยนะครับ...ประตูแอดมิชชั่นใกล้จะเปิดอีกไม่กี่เดือนแล้ว... |
|
พพี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากบ้านนิสิตพ |


15 ความคิดเห็น
มีสาระมากเลย แต่ก็อ่อนอยู้ดี Y.Y
^^
ขอบคุณค่ะ มีสาระมากเลยค่ะ แต่เราก็ยังไม่เก่งอยู่ดี =w=
ยาก เหมือนกันอ่ะครับ แต่ส่วนมากเราก็ใช้ ข้อ 7 อ่ะ ความเข้าใจส่วนตัวอ่าครับ