เตือนภัย : อยู่ที่ไหนเสี่ยงไข้หวัด 2009

 

 

 

     ช่วงนี้ Hot Issue ที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุดในบ้านเราคงหนีพันเรื่องของการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จนตอนนี้ทำให้มีผู้ติดเชื้อมรณะไปหลายต่อหลายคน ดังนั้นการระวังและป้องกันตัวเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องๆ dek-d.com ทุกคนที่จำเป็นเดินทางไปเรียนหรือไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ

แล้วที่ไหนบ้างล่ะ ที่เป็นที่ที่มีความเสี่ยง!! ... วันนี้ "เตือนภัยเด็กดี" มีคำตอบมาบอกค่ะ

     {pic-desc}

 

     เริ่มจาก รถโดยสาร ที่ต้องพบกับความแออัด รวมทั้งราวจับบนรถเมล์ ซึ่งเป็นส่วนของการแพร่เชื้อทางมือที่สำคัญ เพราะเมื่อเกิดการไอ-จามน้องๆ หลายคนอาจเผลอนำมือที่ป้องปากไปจับตามราวหรือขอบเก้าอี้ ซึ่งเชื้อโรคจะติดอยู่ตรงจุดนั้นได้นานหลายชั่วโมง ดังนั้นเมื่อถึงบ้านน้องๆ ควรล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดอย่างรวดเร็ว 

 

     โรงเรียน เป็นที่ที่น้องๆ คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ป้องกันได้ค่ะ โดยเริ่มจากตัวเอง หากจะไอ-จามควรหาผ้ามาปิดปาก ป้องกันเชื้อโรคฟุ้งกระจายสู่ผู้อื่น (ทางที่ดีก็สวมหน้ากากอนามัยเลยจะปลอดภัยที่สุดค่ะ) รวมทั้งสังเกตอาการ เมื่อรู้สึกเป็นไข้ไม่สบาย ควรแจ้งอาจารย์ และไปพบแพทย์ ส่วนเรื่องของลูกบิดประตูห้องน้ำ ก็ถือเป็นจุดเสี่ยงของแหล่งเชื้อโรคเช่นกัน ดังนั้น ระหว่างวันที่ต้องเข้าห้องน้ำ จึงควรล้างมือให้สะอาดด้วยค่ะ
 

     {pic-desc} 
 

     ร้านอินเตอร์เน็ต/ร้านเกม เป็นอีกสถานที่สุ่มเสื่องที่รัฐบาลกำลังเพ่งเล็งถึงเรื่องของความปลอดภัย เนื่องจากแต่ละวันจะมีผู้มาใช้บริการค่อนข้างมาก โดยอุปกรณ์ที่ต้องสัมผัสอย่าง เมาส์ คีย์บอร์ด เสี่ยงที่จะเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้ ดังนั้น ใครที่เป็นหวัดและจำเป็นต้องเข้าไปใช้ ควรหาอุปกรณ์ป้องกัน แต่ทางที่ดีควรงดใช้บริการในช่วงนั้นไปเลยดีกว่าค่ะ สำหรับทางร้านเองเพื่อสุขอนามัย และถือเป็นการเฝ้าระวัง ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ลูกค้าต้องสัมผัสทุกวัน

{pic-desc}

 

    ห้างสรรพสินค้า นอกจากจะเป็นสถานที่มีผู้คนพลุกพล่านแล้ว สิ่งใกล้ตัวในห้างอย่างราวบันไดเลื่อน และที่จับรถเข็นในซูเปอร์มาร์เก็ต ก็อาจเป็นจุดเสี่ยงของแหล่งเชื้อโรคได้เช่นกันค่ะ

     โรงภาพยนตร์ ด้วยความที่โรงภาพยนตร์เป็นสถานที่ติดแอร์ มีพื้นที่จำกัด เมื่อมีการไอ-จาม จึงอาจมีเชื้อโรคกระจายอยู่บริเวณนั้นได้ และผู้ที่อยู่ในโรงภาพยนตร์ก็อาจจะมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อโรคได้ง่ายเช่นกัน นอกจากนี้ ปุ่มลิฟต์ที่หลายคนต้องสัมผัส ก็ถือเป็นจุดเสี่ยงของแหล่งเชื้อโรคเช่นกัน

     {pic-desc} 

 

     สถานนี่พวกนี้เป็นเพียงสถานที่ที่อาจจะมีปัจจัยเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้ง่ายเท่านั้นนะคะ ทางที่ดีที่สุดน้องๆ dek-d.com ทุกคนควรรู้จักที่จะป้องกันตัวเอง ด้วยการหมั่นล้างมือให้สะอาด และใส่หน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ในจุดเสี่ยง วิธีการนี้จะเป็นการป้องกันทั้งตัวเองและผู้อื่นด้วยค่ะ ... 

เป็นชาว dek-d.com ต้องช่วยกันรับผิดชอบสังคมด้วยนะจ๊ะ


พี่เหมี่ยวอขอขอบคุณ : ข้อมูลประกอบบางส่วนจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ค่ะ

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

15 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ธนกฤต 28 ก.ค. 52 20:59 น. 20
ปกติ โรคไข้หวัดใหญ่ไม่มียารักษาหรอกครับ
เวลาไปพบหมอ หมอจะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ปวดหัวตัวร้อน ก็ให้ยาพารา มีน้ำมูกก็ให้ยาลดน้ำมูก และยาแก้อักเสบ
ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น แล้วเชื้อไวรัสจะค่อยๆตายเอง ภายใน 7 วัน
แต่จะทำให้แข็งแรงได้อย่างไร? ในเมื่อร่างกายปวดเมื่อยไปหมด

ปู่ ย่า ตา ยายเรามีวิธีขับลมพิษ ซึ่งนำมาช่วยรักษาไข้หวัดใหญ่ที่ค่อนข้างได้ผล
ก็คือการอบสมุนไพร ด้วยความร้อน ซึ่งในหม้ออบสมุนไพร ก็ไม่ได้ใช้อะไรมาก
ใช้เพียงต้นตะไคร่ 2 ต้น, ใบมะกรูด 3 - 4 ใบ หากมีน้ำมูกหรือสะเรด ให้ตีหัวหอม 1 หัวลงไปด้วย
ใส่ลงไปหม้อ ใส่น้ำพอประมาณ แล้วต้มให้เดือด (หรือใช้กะทะไฟฟ้าก็ได้ กะทะไฟฟ้าจะสามารถปรับความร้อนได้)
พอต้มเดือดแล้วให้เอาหม้อที่ต้มมานั่งอังความร้อน โดยเอาผ้าห่มคุมอีกที
หรือใช้ตู้อบร่างกาย ก็เอาไปนั้งในตู้อบก็ได้ นั่งอบอยู่ประมาณ 10 - 15 นาที จะเห็นเหงื่อจะออกมามาก
ตามผิวหนังจะคันมากๆ นั้นแสดงว่าร่างกายเราได้ขับลมพิษออกมาแล้ว ร่างกายเราจะกลับมาสดชื่น
การปวดเมื่อยจะลดลง หากยังไม่หายดี ก็ให้อบต่อเนื่องหลายๆวัน
*** การอบ ห้ามอบนานมากเกินไป อาจเกิดการช็อคน้ำได้ หากทำการดื่มน้ำก่อนอบจะดีมาก
- ตะไคร่ มีคุณสมบัติ ลดการปวดเมื่อย
- ใบมะกรูด มีคุณสมบัติ ขับลมพิษ
- หัวหอม มีคุณสมบัติ ลดน้ำมูก
การอบสมุนไพร ไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องช่วยรักษาอาการไข้หวัดเท่านั้น
อาการโรคร้อนใน ที่ทำให้เป็นแผลในปาก ยิ่งอบสมุนไพรดึงความร้อนออกจากร่างกาย ทำให้หายจากอาการได้ทันที

การอบมีหลักสำคัญ คือ
1. ควรอบเวลา 15:00 - 17:00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะทำงานได้ดี
จะเป็นช่วงที่เหงื่อออกมามากที่สุด จึงเหมาะในการอบสมุนไพร
2. หากเวลาไม่เหมาะ อาจใช้เวลาอื่นแทนได้ คือ 7:30 น., 10:30 น., 19:30 น., 22:30 น.
3. เวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเราอบไม่ตรงเวลา จะเห็นว่าอบไม่ค่อยได้ผล เหงื่อจะไม่ค่อยออก
4. ส่วนคนที่มีไข้ขึ้นสูง ก่อนอบสมุนไพร ควรกินน้ำขิงร้อนๆก่อน หรือน้ำที่เราต้มสมุนไพรก็ได้
การกินน้ำขิงก่อนอบ เพื่อขับไอร้อนที่อยู่ในตัวออกมา หากไม่กินน้ำขิงก่อนอบ คนที่มีไข้ขึ้นสูงอบจะไม่ได้ผล
5. ไม่ควรอบบ่อยมากนัก ควรออกกำลังกายจะดีที่สุด

ครอบครัวผมใช้วิธีนี้รักษาอาการไข้หวัดต่างๆ มานานกว่า 10 ปี ไม่เคยทานยาลดไข้เลย
ส่วนหลานก็มีอาการเหมือนเป็นไข้หวัด 2009 ก็ได้ใช้วิธีอบสมุนไพร เพียงวันเดียว ร่างกายก็ดูดีขึ้น
ก็เลยอยากแนะนำให้ผู้มีอาการเป็นไข้หวัดต่างๆ ทดลองนำไปใช้ควบคู่กับการทานยาตามแพทย์แผนปัจจุบัน
จะได้ช่วยให้ท่านหายเร็วมากยิ่งขั้น
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด