ได้เวลา...ติดคุกนอกเรือนจำ

 

        ยุคนี้ ... เทคโนโยลีช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ไม่เว้นแม้แต่การ "ติดคุก"

พี่ผึ้งไปอ่านข่าวเจอมาว่า กำหนดวิธีการหรือสถานที่ในการขังหรือจำคุก

ให้เหมาะกับสภาพผู้ต้องขัง โดยใช้ระบบการควบคุม

ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีเอ็ม (EM-Electronic Monitoring) เข้ามาช่วยด้วยจ๊ะ

ส่วนเจ้าเครื่องนี้ทำอะไรได้บ้างนั้น...เลื่อนลงมาอ่านได้เลย

 

 

 

ปัจจุบันตัวเลขผู้ถูกจองจำภายใต้กำแพงคุก มีถึง 170,543 คน ในขณะที่ความสามารถของพื้นที่รับได้เพียง 80,000 คน ในจำนวนนี้ มีคนทุกเพศทุกวัยทั้งหญิงมีครรภ์ เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ คนป่วย ผู้ติดยาเสพติด  และคนวิกลจริต ซึ่งตามมาตรฐานของสำนักงาน ก.พ. กำหนดไว้คือเจ้าหน้าที่ 1 คนต่อนักโทษ 10 คน แต่ในความเป็นจริงคือ 1 ต่อ 28 คน
 
“ในจำนวนนี้ยังไม่รวมเด็กจากสถานพินิจ ที่มีพฤติกรรมเกเร ทะเลาะวิวาท มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก็จะฝากเรือนจำดูแล ตอนนี้มีถึง 800 คน และที่น่าตกใจคือคนวิกลจริตในเรือนจำมีเยอะมาก มี 2,452 คน แม้จะมีนักจิตวิทยาที่จะดูแลแต่ก็ไม่เพียงพอ บุคลากรนักจิตทั่วประเทศเรามีแค่ 23 คน” เพลินใจ แต้เกษม หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบด้านอาชญาวิทยา กรมราชทัณฑ์ บอกเล่าสภาพของคุกในวันนี้ 
 
หากไม่มองประเด็นว่าเหล่านักโทษผู้นี้คือผู้กระทำผิด เขาก็เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ บางคนทำผิดโดยไม่ตั้งใจ บางคนสำนึกผิด ประพฤติตัวดีตลอดเวลาที่อยู่ในคุก นับวันรอที่จะเดินออกจากกำแพงคุกด้วยใจจดจ่อ
 
หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบด้านอาชญาวิทยา กรมราชทัณฑ์ บอกว่า คนในเรือนจำบางคนที่เข้ามาอาจทำ    ผิดโดยรู้เท่าไม่ ถึงการณ์  อาจจะเป็นการทำผิดครั้งแรกแก้ไขได้ ที่ทำผิดโดยสันดานหรืออาชีพจริง ๆ น้อยมาก โดยกลุ่มที่ต้องโทษครั้งที่ 1 ประมาณ 86 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มนี้พลาดพลั้งทำผิดโดยไม่รู้ตัว ที่เหลือ 12-41 เปอร์ เซ็นต์คือพวกที่ทำผิดซ้ำ 

 


 
“ปกติแล้วคนที่ทำผิดไม่มาก คนเหล่านี้ ไม่ใช่จำคุกอย่างเดียว มีวิธีเลี่ยงโทษจำคุก อัยการก็ใช้วิธีชะลอการฟ้องศาล ศาลใช้วิธีรอลงอาญา ราชทัณฑ์ก็มี  การลดหย่อนการลงโทษ พักการลงโทษสำหรับผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดีจำคุกมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 อยู่มาระยะหนึ่งเข้ากับเงื่อนไข อนุญาตให้ไปอยู่กับครอบครัวได้แต่ยังไม่พ้นโทษ เรียกว่าเป็นระบบพักการลงโทษ แต่ต้องมีผู้อุปการะคอยดูแลค้ำประกัน และต้องมารายงานตัว ห้ามออกนอกพื้นที่ วิธีนี้จะมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ”
 
วิธีพักการลงโทษ คือการติดคุกแบบหนึ่ง เพียงแต่ไม่มีกำแพงคุกโอบล้อม วิธีนี้คือแนวทางการแก้ไขผู้กระทำผิดอย่างยั่งยืน เพราะยังไงเสียวันหนึ่งผู้ต้องหาต้องออกไปใช้ชีวิตอยู่กับสัง คมภายนอก อยู่แล้ว แต่ทั้งนี้การพักโทษนอกเรือนจำไม่สามารถใช้ได้กับนักโทษทุกคน กว่าจะมาอยู่จุดนี้ต้องผ่านการกลั่นกรองจากผู้    ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งผู้เสียหายแห่งคดียินยอมด้วย
 
กระบวนการจำคุกนอกเรือนจำจะ   มีความรัดกุมและทันสมัยขึ้น ล่าสุด   กระทรวงยุติธรรมได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นการนำเสนอให้มีการปรับปรุงวิธีการคุมขัง และจำคุกกับผู้ต้องขังบางลักษณะ โดยกำหนดวิธีการหรือสถานที่ในการขัง หรือจำคุก ให้เหมาะกับสภาพผู้ต้องขัง โดยใช้ระบบการควบคุม ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีเอ็ม (EM-Electronic Monitoring) มาใช้ในประเทศไทยได้ 
 
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) คืออุปกรณ์ในการควบคุมผู้กระทำผิด ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ส่งสัญญาณ (Trans mitter Device) จะนิยมใช้ติดตัวผู้กระทำผิด มีลักษณะคล้ายนาฬิกาข้อมือ หรือสายหนังรัดข้อมือข้อเท้า โดยมีตัวรับสัญญาณ (Receiver Unit) และศูนย์ควบคุมกลาง (Monitoring Center) ทำหน้าที่ในการควบคุมและสอดส่องตัวผู้กระทำผิดให้อยู่ภายในสถานที่และเวลาที่กำหนด อาทิ การควบคุมตัวอยู่ในบ้าน หรือที่อื่น ๆ ที่มีความเหมาะสมแทนการจำคุกในเรือนจำ
 
โดยมีประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นำมาใช้   หรือล่าสุดดาราสาวของฮอลลีวู้ด ปารีส     ฮิลตัน เคยถูกจองจำด้วยระบบนี้แล้วเช่นกัน 

 


 
วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม (สกธ.) กล่าวว่า โดยหลักการแล้วคนที่ใช้ระบบนี้ได้ คือคนที่ทำผิดไม่มาก มีทางเลือกที่ไม่ต้องเข้าเรือนจำ ถ้าเป็นนักโทษก็เป็นผู้ประพฤติดี มีงานทำ บางครั้งจะหางานให้ด้วย เพราะแนวทางการคืนคนดีสู่สังคม คนนั้นต้องกลับไปทำงานได้ และกลุ่มที่สองเป็นผู้ที่ได้รับการประกันตัว แต่ศาลเห็นว่าจำเป็นต้องควบคุมเป็นพิเศษ
 
“ระบบนี้ไม่ใช่การปล่อยคน ความจริงมีระบบปล่อยคนเพราะพักการลงโทษอยู่แล้ว แต่อีเอ็มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่นกรณีศาลให้การประกันตัว แต่ดูแล    ผู้ต้องหาไม่ได้ เดินทางไปได้ทั่วประเทศ อย่างมากก็ยึดพาสปอร์ต จึงไม่สามารถ ควบคุมไม่ให้ไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานได้”
 
ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติ ธรรม (สกธ.) บอกว่า คาดว่าประมาณ 4 เดือนเรื่องของกรอบกฎหมายต่าง ๆ เพื่อบังคับใช้ระบบอีเอ็มได้จะเรียบร้อยทันกับระบบของเทคนิค ซึ่งตอนนี้สำนักงานกิจการยุติธรรม ได้ประสานงานกับบริษัทต่าง ๆ ในต่างประเทศที่เป็นผู้ประกอบการ รวมทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สารสนเทศ ก็สนใจที่จะวางระบบให้เรา โดยผู้ต้องหาที่ใช้ระบบนี้ต้องเสียค่าใช้จ่าย จากการศึกษาตอนนี้ตกวันละ 200 บาท แต่ถ้าเราพัฒนาระบบไอทีได้เอง ค่าใช้จ่ายอาจจะต่ำกว่านี้ 
 
“กำลังคิดอยู่ว่าผู้ต้องหาที่มีฐานะอาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วย แต่คนที่ยากจน ไม่มีงานทำหลวงอาจต้องรับภาระ ซึ่งเรามีกองทุนยุติธรรมอยู่แล้ว ในกรอบเริ่มต้นอาจใช้กับนักโทษไม่เกิน 1,000-2,000 คน จากนักโทษที่เรามีอยู่เป็นแสนคน”
 
หากมองว่าอาจจะไม่เป็นเรื่อง   ยุติธรรมสักเท่าไรผู้กระทำผิดได้รับโทษ แบบไม่ต้องนอนอยู่ในคุก กลับมาใช้ชีวิตอยู่นอกคุกได้สุขสบาย แต่ไม่ได้หมายความว่านักโทษทุกคนได้รับสิทธินี้ ก่อนอื่นต้องมีการพิจารณากลั่นกรองโดย  คณะกรรมการ และคณะกรรมการสูงสุด   คือศาล.

 

 

จุดเริ่มต้นอีเอ็ม
 
เทคโนโลยีการควบคุมผู้กระทำผิดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (EM-Elec tronic Monitoring) ถูกคิดค้นในช่วงทศวรรษ 1960-1970 โดย Dr. Ralph Schwitzgebel คณะกรรมการในการทดลองด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ซึ่งต้องการประดิษฐ์อุปกรณ์    ที่มีประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งมีราคาไม่แพง เป็นทางเลือกสำหรับผู้กระทำผิดอันจะมีประโยชน์ต่อบุคคลต่าง ๆ ได้
 
แม้ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวได้รับการจดสิทธิบัตรในปี ค.ศ. 1969 แต่นำมาใช้อย่างจริงจังหลังจากนั้นประมาณ 20 ปี โดยสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกมีวัตถุประสงค์เพื่อลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นสำคัญ
 
ใน ค.ศ. 1977 ผู้พิพากษา (Jack Love) ชาวอเมริกันในเมือง Albuerque มลรัฐนิวเม็กซิโก ได้รับแรงกระตุ้นจากการ์ตูนสไปเดอร์แมน ในการนำอุปกรณ์ที่สามารถติดตัวผู้กระทำผิดมาใช้ และชักชวนให้ผู้เชี่ยวชาญ Michael Goss ของบริษัทในการออกแบบและผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใน ค.ศ. 1983 ผู้พิพากษาของศาลในเมืองดังกล่าวคนดังกล่าวได้มีคำสั่งแรกของโลก ให้มีการติดเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์กับผู้กระทำผิด
 
อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาข้อดี   ข้อเสีย ของการใช้อุปกรณ์อีเอ็ม โดย อาจารย์สุมนทิพย์ จิตสว่าง และ อาจารย์ฐิติยา เพชรมุนี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ข้อดี พบว่าทำให้ผู้กระทำผิดพัฒนาศักยภาพ  ลดภาระของรัฐบาล สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว สร้างความปลอดภัยต่อสังคม
 
ข้อเสีย ครอบครัวของผู้ถูกคุมขังอาจประสบความเครียด อาจเพิ่มความรุนแรงให้แก่ครอบครัว การทำลายความ เชื่อมั่นและชื่อเสียงของผู้กระทำผิด การขาดความเคารพยำเกรงจากบุคคลใน ครอบครัว การเผชิญเงื่อนไขจำนวนมากกว่าการคุมประพฤติในสภาวะปกติ

 

ถ้ากฎหมายออกมาให้ใช้เจ้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) เล็กๆ เครื่องนี้จริงๆ

พี่ผึ้งคาดว่า...ต่อไปเวลาพวกเราเดินเล่นที่ไหน เจอใครได้มองข้อมือหรือข้อเท้า

ก่อนทักทาย หรือมองหน้าเป็นแน่  ...   หุหุ

 

 

พี่ผึ้ง : ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก เดลินิวส์

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น