7 ความเข้าใจผิดที่แม้แต่หมอยังเชื่อ !!

 

 

วันนี้...พี่ผึ้งจะพาน้องๆ ตามไปค้นหาความจริง

ในเรื่อง  “มายาคติทางการแพทย์” ทั้ง 7 ข้อ

ซึ่งเป็นเรื่องความเข้าใจผิดที่คนทั่วไป

และแม้แต่คุณหมอเองก็ยังเชื่อว่า "จริง" เช่นนั้นเลย 

    

       ไลฟ์ไซน์/บริติชเมดิคัลเจอร์นัล – จริงหรือเมื่อตายไปแล้วเล็บและผมยังยาวได้ รวมถึงคำแนะนำของแพทย์อย่าง ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วแล้วจะดี อ่านหนังสือในที่แสงสลัวไม่ดีต่อสายตา รวมทั้งเราใช้สมองแค่ 10% เองเท่านั้นหรือ เหล่านี้งานวิจัยใหม่บอกว่าเป็น “มายาคติ” ที่แม้แต่คุณหมอเองก็ยังเชื่อ !!
       
       ดร.อารอน แคร์รอล (Dr. Aaron Carroll) และ ดร.ราเชล ฟรีแมน (Dr.Rachel Vreeman) 2 กุมารแพทย์ จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอินเดียนา (Indiana University School of Medicine) สหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลการวิเคราะห์ข้อปฏิบัติและความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพ จนออกมาเป็นรายงาน “มายาคติทางการแพทย์” ผ่านวารสารบริติชเมดิคัลเจอร์นัล (
British Medical Journal) ฉบับล่าสุด โดยแจกแจงออกมาเป็น 7 ข้อคือ
       
       
1.มนุษย์ใช้สมองแค่ 10% เท่านั้น
       

       ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 1900 เชื่อกันว่าสมองของคนเราทำงานเพียงแค่ 10% ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ใครคนหนึ่งกุขึ้น เพื่อที่จะต้องการครอบงำกลุ่มคนหมู่มาก กระทั่งวิทยาการก้าวหน้า นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาสมองจากภาพสแกน ก็ไม่พบว่ามีสมองส่วนไหนที่อยู่นิ่งเฉย หรือว่ามีเซลล์สมองในบริเวณไหนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ และจากการศึกษากระบวนการทางเคมีของเซลล์สมองบ่งชี้ว่าไม่มีสมองบริเวณไหนที่ไม่ทำงาน และจากการศึกษาผู้ป่วยที่ได้รับความกระทบกระเทือนที่สมองยังบ่งชี้ว่าสมองที่ถูกทำลายเกือบทั้งหมดนั้นจะมีบริเวณจำเพาะที่เมื่อถูกทำลายแล้วจะมีผลต่อการสมรรถภาพร่างกาย
 

สมัยก่อนนักโภชนาการแนะนำว่าให้บริโภคเครื่องดื่มใดๆ ก็ได้วันละ 8 แก้ว

เป็นที่มาของความเชื่อว่าที่ว่าควรดื่มน้ำเปล่าวันละ 8 แก้ว (ภาพจาก AFP)


       
2.ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
       

       "ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าคนเราต้องการน้ำมากมายขนาดนั้น" ดร.ฟรีแมนระบุ ซึ่งเธอคาดว่าความเชื่อนี้มีที่มาจากสภาโภชนาการของสหรัฐฯ เมื่อปี 2548 ที่แนะนำให้ประชาชนบริโภคของเหลววันละ 8 แก้ว แต่ในปีต่อๆ มาหลังจากนั้น คำว่า "ของเหลว" จำกัดอยู่เฉพาะแค่ "น้ำเปล่า" ไม่ได้หมายรวมถึงน้ำผัก ผลไม้ กาแฟ หรือว่าของเหลวอื่นๆ เข้าไปด้วย
       
       อีกหนึ่งต้นตอของความเชื่อนี้น่าจะมาจากเฟรเดอริค สแทร์ (Frederick Stare) โภชนากรที่แนะนำให้ดื่มเครื่องดื่มวันละ 6-8 แก้ว ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำเปล่า ชา กาแฟ นม เบียร์ และซอฟดิงก์อื่นๆ ต่อมาการแนะนำที่ปราศจากข้อมูลอ้างอิงของสแทร์ถูกหักล้างด้วยข้อมูลของไฮนซ์ วาลติน (Heinz Valtin) ที่รายงานไว้ในวารสารอเมริกันเจอร์นัลออฟฟิสิโอโลจี (American Journal of Physiology) ที่ว่าการบริโภคนม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มอื่นๆ เป็นประจำในแต่ละวันเท่านี้ร่างกายก็ได้รับของเหลวเพียงพอต่อความต้องการแล้ว ในทางตรงกันข้าม การดื่มน้ำมากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายเมื่อเกิดภาวะสารน้ำในร่างกายมากผิดปกติจนเกิดเป็นพิษ หรือที่เรียกว่า "น้ำเป็นพิษ" (water intoxication)
       
       3.ตายไปแล้วแต่เล็บและเส้นผมยังคงงอก
       
       ผู้แต่งหนังสือเรื่อง "แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง" (All Quiet On The Western Front) บรรยายไว้ว่าเล็บของเพื่อนคนหนึ่งยาวขึ้นหลังจากพิธีฝังศพผ่านไปแล้ว ส่วนจอห์นนี คาร์สัน (Johnny Carson) นำความเชื่อนี้มาเขียนเป็นเรื่องขำขันจนกลายเป็นความเชื่ออมตะว่า หลังจากตายไปแล้ว 3 วัน ผมและเล็บของเราจะงอกใหม่
       
       แพทย์ส่วนใหญ่คิดว่านี่เป็นเรื่องจริงในตอนแรก แต่เมื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วนจะเห็นว่า ที่จริงแล้วขณะที่ศพกำลังแห้งลง เนื้อเยื่อส่วนที่นุ่มอย่างผิวหนังก็จะหดตัว ทำให้เผยชิ้นส่วนของเล็บมากขึ้น ทำให้ดูว่ายาวออกมา เช่นเดียวกันเส้นผม ซึ่งจะสังเกตเห็นผิวหนังหดตัวได้น้อยกว่า อย่างไรก็ดีฮอร์โมนที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้ผมและเล็บยาวนั้นไม่มีทางทำงานหลังจากเจ้าของร่างสิ้นใจไปแล้วเป็นแน่
       
       
4.ผมหรือขนงอกเร็วกว่าเก่าเมื่อโกน แถมหยาบและสีเข้มขึ้นด้วย
       

       ปี 2471 นักวิทยาศาสตร์ทดลองโกนผมแล้วเปรียบเทียบผมที่งอกใหม่กับผมที่ไม่ได้โกน ผลปรากฏว่าผมที่งอกขึ้นมาแทนผมที่ถูกโกนไปก่อนหน้านั้นไม่ได้มีสีเข้มหรือเส้นหนา หรืองอกเร็วไปกว่าผมปกติเลย การทดลองครั้งหลังๆ ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน ที่จริงแล้วเมื่อผมถูกโกนและงอกใหม่เป็นครั้งแรก จะยังเป็นเส้นผมทื่อๆ ตรงส่วนปลาย แต่เมื่อผ่านไปนานวันเข้า ปลายผมที่เคยแข็งทื่อก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพและอ่อนนุ่มขึ้น ส่วนที่มองเห็นเป็นสีเข้มกว่าปกติ เนื่องจากว่าในตอนแรกผมเส้นนั้นยังไม่ถูกแดดเผาทำลายให้สีซีดจางลง

 

ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ระบุว่าการอ่านหนังสือในที่แสงสว่างไม่เพียงพอจะทำให้สายตาผิดปกติ

แต่อาจมีผลต่อการมองเห็นเป็นการชั่วคราว (ภาพจาก AFP)


       
       5.อ่านหนังสือในที่แสงน้อยทำให้สายตาเสีย
       
       เรื่องนี้เป็นที่เชื่อถือกันอย่างแพร่หลาย และผู้ใหญ่ก็มักจะห้ามไม่ให้เด็กๆ อ่านหนังสือในที่มืดหรือที่ที่มีแสงน้อย มิฉะนั้นแล้วจะสายตาสั้นและต้องสวมแว่น เป็นต้น ความเชื่อนี้น่าจะมาจากจักษุแพทย์ที่บอกว่าหากใช้สายตาในที่แสงสว่างน้อยกว่าปกติจะมีผลต่อการรับภาพของประสาทตา ทำให้อัตราการกระพริบตาลดลง ตาแห้งและระคายเคือง
       
       อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนักวิจัยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านดวงตายังไม่พบหลักฐานชี้ชัดว่าการอ่านหนังสือในที่มืดจะทำลายสุขภาพตาอย่างถาวร แต่สามารถทำให้ดวงตาย่ำแย่และการมองเห็นด้อยลงเป็นเวลาชั่วครั้งชั่วคราวได้
       
       
6. รับประทานไก่งวงทำให้ง่วงนอน
       

       เดิมทีแพทย์และนักวิจัยต่างก็เชื่อว่าหากรับประทานไก่งวงแล้วจะรู้สึกง่วงนอน แต่พบว่าสารทริปโตแฟน (tryptophan) ในไก่งวงนั่นเองที่เป็นสาเหตุให้ผู้ที่รับประทานไก่งวงรู้สึกง่วงเหงาหาวนอน ทว่าในไก่งวงไม่ได้มีทริปโตแฟนมากไปกว่าไก่ทั่วไปหรือเนื้อวัวเลย มีเท่าๆ กันประมาณ 350 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 115 กรัม ขณะที่แหล่งโปรตีนอื่นๆ อย่างเนื้อหมูหรือชีสมีทริปโตแฟนมากกว่าไก่งวงเสียอีกเมื่อเทียบเป็นน้ำหนัก เพียงแต่ว่าผู้คนนิยมบริโภคไก่งวงกันมากเป็นพิเศษในช่วงวันหยุด และยังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย เหตุนี้จึงทำให้รู้สึกง่วงและหลับง่ายกว่าปกติ
       
       นอกจากนี้แพทย์ยังนำกลไกในร่างกายมาอธิบายได้ว่าอาการง่วงนอนมักเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาหารมื้อนั้นเป็นเนื้อสัตว์เสียส่วนใหญ่ หรือมีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตมาก จะกระตุ้นให้รู้สึกง่วงนอนมากเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ลดลง
       

เชื่อกันว่าการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงพยาบาลจะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่วย

แต่ที่ผ่านมาพบว่าโทรศัพท์มือถือเพียงรบกวนการทำงานของอุปกรณ์แพทย์บางอย่างเท่านั้น

และต้องอยู่ในระยะห่างไม่เกิน 1 เมตร (ภาพจาก img.timeinc.net)


       
7. ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในโรงพยาบาล เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย
       

       ที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ป่วยในโรงพยาบาลเสียชีวิตเนื่องมาจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่พบว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่รบกวนการทำงานของอุปกรณ์การแพทย์บางอย่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น เครื่องควบคุมการให้สารละลายในผู้ป่วย (infusion pump), เครื่องเฝ้าติดตามการทำงานของระบบหัวใจ (cardiac monitor)
       
       ทว่าขณะที่ยังไม่มีรายงานใดๆ ยืนยันถึงอันตรายของการใช้โทรศัพท์มือในโรงพยาบาล ในปี 2545 มีการเผยแพร่เรื่องที่มีการใช้โทรศัพท์มือถือในสถานพยาบาลแห่งหนึ่งแล้วปรากฏว่าเครื่องควบคุมการให้สารอะดรีนาลีน (adrenaline) ทำงานผิดปกติ หลังจากนั้นวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) ก็นำก็รายงานมากว่า 100 รายงานที่ระบุว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่รบกวนการทำงานของอุปกรณ์แพทย์ในช่วงก่อนปี 2536 ทำให้โรงพยาบาลต่างๆ ไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์มือถือในโรงพยาบาล
       
       เมื่อไม่นานมานี้มีการศึกษาวิจัยถึงเรื่องดังกล่าวในประเทศอังกฤษ พบว่าโทรศัพท์มือถือรบกวนการทำงานของอุปกรณ์แพทย์เพียง 4% เท่านั้น และต้องอยู่ห่างจากอุปกรณ์นั้นภายในระยะไม่เกิน 1 เมตร และจากการทดสอบการใช้โทรศัพท์มือถือ 300 ครั้งในห้องพักพื้น 75 ห้อง ไม่พบสิ่งใดผิดปกติเลย ในทางตรงกันข้ามพบว่าแพทย์ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนสามารถสื่อสารได้ชัดเจน และลดความผิดพลาดได้มากยิ่งขึ้น
       
       “เมื่อพวกเราเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาในตอนแรก แพทย์ส่วนใหญ่จะยังไม่เชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง กระทั่งพวกเขาได้ศึกษาหลักฐานต่างๆ อย่างละเอียดแล้ว เขาจึงยอมรับกันว่าที่พวกเขายึดถือมานั้นมันไม่ได้ถูกต้องไปทั้งหมด” ดร.ฟรีแมนกล่าว

 

โห...เซอร์ไพสจริงๆ เลยนะเนี้ย

เพราะทั้ง 7 เรื่องนี้...ถือว่าเป็นเรื่องที่แทบทุกคนทั่วโลก

เชื่อว่ามันเป็นความคิดที่ "ถูกต้อง"

ซึ่งพี่ผึ้งก็เป็นคนหนึ่งในนั้นที่เชื่อเช่นนี้

น้องๆ คิดดูสิขนาด "แพทย์" ยังเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเลย

แล้วคนธรรมดาเดินดินกินข้าวแกงอย่างเราๆ จะไปเหลืออะไรจริงมั้ง 555


 

 

 

 

พี่ผึ้ง : ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก  ผู้จัดการออนไลน์

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

25 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
loki Springfield Member 26 ธ.ค. 50 19:00 น. 15
O_o!! สุดยอดเลยขอรับ พี่ผึ้ง ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะขอรับ เชื่อแต่ที่ผู้ใหญ่บอกมาทั้งน้านเยยขอรับ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
U-Springtime Member 26 ธ.ค. 50 19:28 น. 17
กลไกในการควบคุมการดื่มน้ำมากหรือน้อย จะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารน้ำในร่างกาย ที่เรียกว่า osmolarity โดยในภาวะปกติร่างกายจะปรับให้มีค่าประมาณ 285 ? 3 milliosmoles(mOsm)/ Kg โดยการควมคุมของ osmoregulatory center ที่บริเวณฐานสมอง โดยจะควบคุมทั้งความรู้สึกกระหายน้ำ และการหลั่ง antidiuretic hormone (vasopressin) ซึ่งฮอร์โมนนี้มีหน้าที่หลักคือกระตุ้นให้ไตดูดน้ำกลับคืน เมื่อภาวะร่างกายขาดน้ำ ค่า osmolarity จะเพิ่มขึ้น ส่วนที่ควบคุมคือ osmoregulatory center จะกระตุ้นให้เกิดการกระหายน้ำ และมีการหลั่ง vasopressin เพิ่มขึ้น ผลก็คือจะมีการดื่มน้ำเพิ่มขึ้นและ ปัสสาวะน้อยลง ในทางตรงข้ามถ้าร่างกายมีน้ำเกินความต้องการ ค่า osmolarity ลดต่ำลง การกระหายน้ำก็จะลดลงรวมทั้งการหลั่ง vasopressin ก็ลดลงมีผลทำให้มีการขับปัสสาวะออกเพิ่มขึ้น สาเหตุของอาการดื่มน้ำมากผิดปกติ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มคือ การดื่มน้ำมากกว่าปกติ (excessive water intake) การดื่มน้ำมากกว่าปกติเป็นต้นเหตุ (primary) แล้วเกิดอาการปัสสาวะมากผิดปกติตามมา (secondary polyuria) อาการนี้มีรายงานพบบ่อยในผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ (idiopathic or psychogenic polydipsia) สำหรับยาทางจิตเวชหลายชนิดที่มีฤทธิ์ anticholinergic เชื่อว่าอาจจะเป็นสาเหตุทำให้ปากแห้งซึ่งนำไปสู่การดื่มน้ำมากผิดปกติ และแต่ระดับความรุนแรงในการ กระหายน้ำไม่มากนัก มีรายงานผู้ป่วย polydipsia เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการนำยามาใช้รักษาโรคทางจิตเวช และบางรายก็ไม่ได้ใช้ยาดังกล่าวก็เกิดอาการได้เช่นเดียวกัน การขับน้ำมากกว่าปกติ (excessive water excretion) มักเกิดจากการบกพร่องในการหลั่ง หรือการทำงานของ vasopressin เช่นโรคเบาจืด ผลจากยาลิเทียม โรคไต เป็นต้น การบกพร่องในการขับน้ำ (impaired water excretion) มักเกิดจากมีการทำงานมากเกินไปของ vasopressin เช่น ผลจากยา thiazide diuretic, carbamazepine, antidepressant, nicotine เป็นต้น ในรายที่ไม่พบสาเหตุทางกายดังกล่าว (primary polydipsia) มีผู้ตั้งสมมติฐานว่าการดื่มน้ำมากผิดปกติในผู้ป่วยจิตเวช มีการเกิดโรคคล้าย ๆ กับการเกิดโรคจิต มีหลักฐานยืนยันคือ มีรายงานว่าจะมีการดื่มน้ำจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการทางจิตกำเริบ และในรายที่ได้รับการลดยารักษาโรคจิต ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลั่ง vasopressin ผิดปกติ จากการศึกษาทางกายภาพพบว่ามีการโตขึ้นของ ventricle ในผู้ป่วยในโรคจิตเภทที่มีภาวะการดื่มน้ำมากผิดปกติ และระดับโซเดียมในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะมีความผิดปกติของบางส่วนของ hypothalamus ที่อยู่รอบ ๆ third ventricle ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนผิดปกติตามมา นอกจากนี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะ syndrome of inappropriate secretion of antidiuretic hormone (SIADH) ซึ่งเป็นผลจากยา เช่น thiazide diuretic, pulmonary disorders หรือรอยโรคในสมอง เป็นต้น มีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยบางรายตอบสนองดีต่อการให้ naloxone ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาการ polydipsia อาจเกี่ยวข้องกับ opioid receptor และมีรายงานว่ามีการนำยารักษาโรคเบาจืด demeclocycline มาใช้เพื่อป้องกันการเกิดอาการเหล่านี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าการดื่มน้ำมากผิดปกติเกิดขึ้นได้อย่างไร อาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน หรือการสูบบุหรี่ หรือหลายปัจจัยร่วมกันดังในรูปที่ 1 ซึ่งจำเป็นต้องมีการศึกษาในทางลึกเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงกันต่อไป การวินิจฉัย การวินิจฉัยอาศัยการพิจารณาอาการและอาการแสดงทางคลินิกร่วมกับการตรวจพิเศษ ดังต่อไปนี้ คือ อาการและอาการแสดงทางคลินิก จากการศึกษาของ Vieweg และคณะ และของ Jose & Evenson พบว่าภาวะการดื่มน้ำมากผิดปกติ และผลแทรกซ้อนของภาวะดังกล่าว จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่ 5-36 ปี หลังจากมีอาการทางจิต ผู้ป่วยที่มีภาวะการดื่มน้ำมากผิดปกติจะมีอาการและอาการแสดงได้ดังต่อไปนี้ 1. อาการมีพฤติกรรมจากการแสวงหาน้ำและอาการดื่มน้ำมากผิดปกติ (water seeking behavior and polydipsia) ซึ่งสังเกตได้โดยตัวผู้ป่วยเองหรือคนรอบข้าง อาการที่พบได้บ่อยคือการถือภาชนะบรรจุน้ำอยู่ติดตัวไว้ตลอดเวลา มักอยู่บริเวณที่มีน้ำ เสื้อผ้าเปียกน้ำอยู่บ่อยๆ หาซื้อน้ำหรือเครื่องดื่มอยู่เป็นประจำ ปัสสาวะรดที่นอน หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น มีรายงานเปรียบเทียบผู้ป่วยโรคจิตที่มีการดื่มน้ำมากผิดปกติกับผู้ป่วยโรคจิตทั่วไป พบว่า ผู้ป่วยที่ดื่มน้ำมากผิดปกติจะดื่มน้ำบ่อยกว่าผู้ป่วยโรคจิตทั่วไป 3 เท่า ดื่มน้ำจำนวนมากกว่าผู้ป่วยทั่วไป 5 เท่า ปัสสาวะบ่อยมากกว่า 4 เท่า และจำนวนปัสสาวะมากกว่า 5 เท่า 2. อาการหรืออาการแสดงของภาวะน้ำเป็นพิษ เช่น สับสน มีอาการหงุดหงิดหรืออาการทางจิตกำเริบบ่อยในช่วงเวลาบ่ายเนื่องจากผู้ป่วยดื่มน้ำสะสมมามากตั้งแต่หลังตื่นนอนตอนเช้า เดินเซ ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจถึงชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้ 3. ผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการของโรคแทรกซ้อน เช่น หัวใจวาย ไตวาย กระดูกบางหักง่าย กระเพาะอาหารหรือลำไส้โป่งพองอันเนื่องจากการดื่มน้ำมากผิดปกติมาเป็นระยะเวลายาวนาน และภาวะขาดสารอาหาร สาเหตุหลักของภาวะการดื่มน้ำมากผิดปกติส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุ (idiopathic หรือ psychogenic or primary polydipsia) อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคทางกายที่พบได้บ่อยว่าทำให้เกิดภาวะดื่มน้ำมากผิดปกติได้ ดังต่อไปนี้ 1. SIADH เป็นภาวะที่มีการหลั่ง vasopressin (หรือ antidiuretic hormone : ADH) ออกมามากกว่าปกติ ทำให้เกิดภาวะ hyponatremia และมีอาการน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อ่อนเพลีย ซึม จนกระทั่งชัก หรือไม่รู้สึกตัวได้ สาเหตุเกิดจากภาวะต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น มะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งปอด โรคของระบบประสาทส่วนกลาง โรคทรวงอก เช่น วัณโรค และการใช้ยา เช่น chlorpropamide, vincristine, carbamazepine และยาสลบ เป็นต้น ลักษณะสำคัญของโรคนี้ ได้แก่ โซเดียมในเลือดต่ำ ส่วนใหญ่ต่ำกว่า 130 mEq/L และความเข้มข้นของพลาสมา (plasma osmolarity) ต่ำกว่า 270 mOsm/Kg ความเข้มข้นของปัสสาวะ (urine osmolarity) สูงเมื่อเปรียบเทียบกับความเข้มข้นของพลาสมา ระดับโซเดียมในปัสสาวะสูงกว่า 20-30 mEq/L ไม่มีอาการขาดน้ำ และไต ต่อมหมวกไต ต่อมธัยรอยด์ ทำหน้าที่เป็นปกติ สามารถวินิจฉัยแยกโรคจากภาวะ psychogenic polydipsia ได้ โดยการตรวจปัสสาวะจะพบว่า psychogenic polydipsia นั้น ปัสสาวะมีความเข้มข้นต่ำ 2. ภาวะเบาจืด (diabetes insipidus) แบ่งได้เป็นสองชนิด คือ central diabetes insipidus (CDI) เป็นภาวะที่ vasopressin ลดลง จากโรคของต่อมใต้สมองส่วนหลัง ชนิดที่สอง ได้แก่ nephrogenic diabetes insipidus (NDI) เป็นภาวะที่ฮอร์โมนดังกล่าวปกติ แต่มีความผิดปกติที่ไต คือไตไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมน ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น เป็นแต่กำเนิด amyloidosis และการใช้ยา เช่น ลิเทียม เป็นต้น ภาวะเบาจืด จะแสดงอาการของการขาด vasopressin เช่น อาการปัสสาวะมาก ดื่มน้ำมาก และอาการของภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะพบค่าความเข้มข้นของปัสสาวะต่ำ ระดับโซเดียมในเลือดและความเข้มข้นของพลาสมามีค่าสูง ซึ่งใน psychogenic polydipsia จะมีค่าต่ำ นอกจากนี้ การทำ water deprivation test ยังสามารถช่วยในการแยก CDI จาก NDI และ psychogenic polydipsia โดยมีหลักการคือ ทำให้เกิดภาวะ hyperosmolarity โดยการงดน้ำดื่ม เพื่อกระตุ้นการหลั่ง vasopressin และหลังจากนั้นมีการให้สารฮอร์โมนดังกล่าวจากภายนอกกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง และมีการตรวจวัดปริมาณปัสสาวะ และระดับความเข้มข้นของปัสสาวะและความเข้มข้นของพลาสมา ในระยะต่าง ๆ ก็จะช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคได้ Psychogenic (idiopathic) polydipsia เป็นภาวะดื่มน้ำมากผิดปกติที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคจิต จะวินิจฉัยภาวะดังกล่าวก็ต่อเมื่อได้วินิจฉัยแยกโรคหรือภาวะต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุได้ออกไปแล้ว ลักษณะสำคัญคือ มีอาการดื่มน้ำมากกว่าปกติ ปัสสาวะมากกว่าปกติ และมีอาการของภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากภาวะน้ำเกิน จนถึงภาวะน้ำเป็นพิษ การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะพบว่ามีค่าโซเดียมในเลือดต่ำ ปัสสาวะมีค่าความถ่วงจำเพาะ และความเข้มข้นของปัสสาวะต่ำ ซึ่งใช้แยกจากภาวะ SIADH นอกจากนี้ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ใช้แยกจากภาวะเบาจืด ได้แก่ ระดับโซเดียมในเลือดของภาวะ psychogenic polydipsia จะค่อนไปทางต่ำ ส่วนในภาวะเบาจืดจะค่อนไปทางสูงและการทำ water deprivatation test ก็ใช้ในการแยกภาวะดังกล่าวได้ สรุป การดื่มน้ำมากผิดปกติพบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคจิตเรื้อรัง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลจิตเวช และส่วนใหญ่ไม่มีสาเหตุทางกายอธิบายได้ มักไม่ได้รับการวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้ เช่น ภาวะน้ำเป็นพิษ และรุนแรงถึงเสียชีวิตได้ ดังนั้นการให้ความสำคัญกับอาการดื่มน้ำมากผิดปกติและให้การดูแลรักษาตั้งแต่ระยะแรกทั้งในด้านชีวบำบัด จิตบำบัด และสังคมบำบัด ก็จะเป็นการช่วยป้องกัน ความสูญเสียที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งญาติผู้ป่วยด้วย
0
กำลังโหลด
U-Springtime Member 26 ธ.ค. 50 19:31 น. 18
อ่าข้างบนที่เห็นนั่นคือโรค water intoxication หรือ น้ำเป็นพิษจ้า เอามาฝากกันแต่ดูแล้วน่าจะขี้เกียจอ่านกันนะ = ="
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด