มาคราวนี้ผมก็มีตัวอย่างมาให้อ่านอีก โดยเอามาจากหนังสือของ คุณ รตชา เช่นเดิม ไม่พูดมากดีกว่า เข้าเรื่องกันเลยละกัน
เอาละ คุณมงคล คดีเสี่ยยงปากคลองตลาดเป็นยังไงบ้าง
ผมให้คุณวิไลพิมพ์เอกสารเรื่องทั้งหมดอยู่ครับ และเราตั้งใจจะปิดคดีสิ้นเดือนนี้ คิดว่าจะชนะได้ง่ายมาก
ดีแล้ว สำนักงานของเราคงได้เงินมากเลยนะ
ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นละครับ เราก็คงจะได้เงินเดือนเพิ่มกันด้วย
แต่เราต้องจำให้ได้ว่า เอกสารเหล่านั้นมีความสำคัญมากต่อการชนะคดีของเรา คืนนี้เราต้องตรวจทบทวนอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เหลือข้อที่ฝ่ายเขาจะขัดแย้งได้ แล้วพรุ่งนี้เราจะต้องไปที่ปากคลองตลาดเพื่อหาคำยืนยันจากพยานคนอื่นอีก จากนั้นเราจะไปพบคุณวิไงเพื่อฟังความเห็นของเธอเกี่ยวกับคดีนี้
เป็นความคิดที่ดีครับ ระหว่างนี้ผมจะหารายละเอียดอื่นๆ จากคอมพิวเตอร์ ข้อมูลที่จะช่วยให้ปิดคดีง่ายขึ้นอีกน่ะครับ
ดีมากครับ คุณรู้ไหม ถ้าทุกอย่างเป็นไปเหมือนที่เราคิด ก็หมายความว่าคดีนี้จะทำเงินให้สำนักงานของเราถึงสามล้านบาท
ครับ ผมรู้
นี่ คือตัวอย่างที่ตัวละครใช้คำว่า ผมรู้ และ จำได้ว่า แบบที่ตัวละครเน้นการเล่าถึงอนาคต เน้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป โดยวิธีพูดแจกแจงว่าจะต้องทำอะไรบ้าง
ท่านนายกฯครับ ขณะนี้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ครับ เราเพิ่งรับแจ้งว่าเขมรบุกเข้ามาแล้ว สงครามกำลังจะเกิดขึ้นแน่ละครับ
เรามีทางเลือกอย่างไรบ้าง
มีสามทางครับ หนึ่ง ปล่อยระเบิด สอง รอดูเหตุการณ์ สาม อยู่ในความสงบครับ
ปล่อยระเบิดเลย นายกฯพูดเสียงดัง นี่คือกุญแจกับโค้ดรหัส ไปที่ห้องสั่งการกันเดี๋ยวนี้ หลังจากนั้นเราจะไปที่ห้องหลบภัยส่วนตัวใต้ดิน ที่เราเตรียมการไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ
ครับท่านนายกฯ ผมกำลังส่งระเบิดครับ ดูสิครับ เขมรกำลังถูกระเบิดอยู่ในจอแผนที่ครับ
ผมเห็นแล้ว ระเบิดแผ่กว้างเลย ดูซิว่าเราทำอะไรได้แล้ว และฟังสิ คุณได้ยินเสียงข้างนอกไหม
ครับท่านนายกฯ ดูสิครับ ท่านมองจากหน้าต่างก็เห็นครับ คนกำลังประท้วงกันใหญ่
ประชาชนกำลังโกรธผม ดูสิ พวกเขากำลังพังรั้วเข้ามา ดูเหมือนรั้วจะรับแรงคนไม่ไหว
ใช่ครับ ไปเถอะครับท่านนายกฯ เฮลิคอปเตอร์มาถึงแล้ว กำลังรออยู่บนหลังคาตึกครับ
นี่ คือการเขียน สมัครเล่น ที่สุด ในการใช้ไดอะล็อกที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวละคร โดยใส่คำพูดให้ตัวละครพูด เราจะเห็นการใช้คำที่เป็นคำสั่ง ดูสิ ดูนั่น เห็นไหม และ ฟังสิ ซึ่งทำให้เรารู้ได้ทันทีว่า ผู้เขียนเป็น มือใหม่ เราไม่ได้เห็นตัวละครสนทนากัน แต่เรากำลังถูกจับให้ฟังเรื่องราวที่กำลังดำเนินไปต่างหาก
นี่คือตัวอย่างไดอะล็อกแบบให้ข้อมูล ที่เป็นการเขียนที่ได้ผล จาก หลายชีวิต ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
ไอ้ลอย มันนำลาภมาให้ ตั้งแต่เลี้ยงมันมาก็ทำมาค้าขึ้นตลอด เห็นจะเป็นบุญของเด็กที่มันสร้างสมมา ฉันเองก็ตัวคนเดียวไม่มีลูกเต้า หาได้ก็เก็บไว้ให้มันนั่นแหละ เพราะได้เลี้ยงมันมาเหมือนลูก พ่อแม่ของมันเขาใส่หม้อลอยน้ำทิ้งมันเสียแต่แรกเกิด
อ่านผ่านๆ คุณอาจจะเห็นว่าเป็นคำสนทนาที่ให้ข้อมูล แต่แท้จริงไม่ใช่เท่านั้น แม้จะดูเหมือนว่าประโยคคำพูดนี้บรรจุความจริงของสถานะผู้เล่า (พูด) แต่พลังของการเล่ามีมากกว่านั้น ประโยคสนทนานี้บอกถึงความคิดของผู้พูดความมุ่งหมายแท้จริงของไดอะล็อกนี้ คือแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกลึกซึ้งที่ยายพริ้มผู้พูดมีให้กับเจ้าลอย ข้อมูลที่อยู่ในในประโยคคำพูดนี้ไม่ได้มีแค่เพียงให้ข้อมูลเท่านั้น แต่เป็นการนำไปสู่เหตุการณ์เรื่องราวที่สำคัญยิ่งขึ้นที่กำลังจะมาถึง
บทสนทนาภาษาลิเก (Melodramatic)
ไดอะล็อก ที่อาจนับได้ว่ามีแนวโน้มไปทาง แปร่ง หรือ ปลอม อีกแบบหนึ่ง เมโลดรามาติก นักเขียนฝรั่งเศษเรียกว่า ไดอะล็อกแบบฮอลลีวูด เป็นไดอะล็อกที่เหนือจริง หรือที่คนไม่ค่อยใช้ในชีวิตประจำวันกันนั่นเอง
แต่ ก็ไม่ได้หมายความว่า เมโลดรามาติกจะไม่ดีเสียทั้งหมด ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาที่สมควรใช้เท่านั้นเอง ถ้าจะให้จำกัดความไดอะล็อกแบบนี้เป็นแบบไทยๆ ก็คงมีคำที่เหมาะสม คือ สนทนาภาษาลิเก
อย่าเพิ่งคิดหรือเข้าใจ ว่าลิเกเป็นภาษาที่ขบขันหรือเชย แต่ภาษาลิเกนี้นับว่าเป็นภาษาที่สวยงาม ให้อารมณ์มากว่าภาษาที่ใช้ในชีวิตจริง
ผู้เขียนนิยายพึงระวังการใช้ภาษาลิเก อย่าใช้มากเกินไปจะเป็นผลดีกับนิยายคุณที่สุด
ปัญหา นิยายที่เต็มไปด้วยเมโลดรามาติก หรือภาษาลิเก (ย้ำ! ภาษาสวยหรูเกินจริง ไม่ใช่ภาษาแบบลิเก๊ ลิเก) ก็คือตัวละครในนิยายไม่ควรเป็นเมโลดรามาติกซะทุกตัว และตัวละครที่เป็นคนชอบพูดอะไรทำนองนี้ ก็ไม่ควรเป็นอย่างนี้ตลอดเวลา เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น มันกลับกลายเป็นว่าผู้เขียนยัดเยียดสิ่งเหล่านั้นกับตัวละคร เพราะผู้เขียนอยากให้เป็น ผู้อ่านจะรู้สึกได้ว่าคำพูดนั้น แปร่ง หรือ ปลอมได้ง่าย
จุดสำคัญอย่างหนึ่งของนิยาย อาจจะอยู่ที่ความเหนือจริงของเหตุการณ์ที่อยู่ในนั้น ผู้เขียนสามารถจะถ่ายทอดออกมาจากจินตนาการโดยทางอื่น นอกเหนือจากการใช้เมโลดรามา
แต่สิ่งดีๆ ของเมโลดรามา ก็คือความเหนือจริง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่ นักเขียน นักประพันธ์ควรมีไว้ใช้ เพราะมันเป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่า ผู้เขียนต้องกล้าท้าทาย กล้าเสี่ยงกับการเข้าไปสู่จังหวะของความเหนือจริงนั้น คุณอาจจะพบกับความสำเร็จหรือความล้มเหลว แต่ผลของมันคุ้มค่าเสมอไม่ว่าคุณจะทำได้หรือไม่
ศิลปะที่แท้จริงหรือสัจ ธรรมแห่งศิลปะอยู่ที่การกล้าเสี่ยง และนักเขียนนักประพันธ์ที่ใช้เมโลดรามาคือผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางของศิลปิน ที่สำคัญก็คือ ดรามา(Drama)นั้นลดหย่อนได้ เมื่อถึงเวลาถึงบทตอนที่ควรลดหย่อนก็ควรลด
คัดลอกส่วนที่ลง และสรุปบางตอน จาก หนังสือ เขียนนิยาย ศาสตร์และศิลป์ สู่เส้นทางนักประพันธ์
โดย รตชา เรื่อง พูดมาก กับพูดน้อย และภาษาลิเก และ เมโลดรามา ภาษาลิเก
หน้าที่ 263 ถึง 292
เรื่อง ของเมโลดรามาในตอนที่สองนี้ ผมขอพักไว้ก่อนแล้วกันนะครับ พิมพ์มานานชักจะเมื่อยมือ อีกอย่างเริ่มหิวแล้วด้วย ขอตัวไปหาอะไรกิน + รีแลกซ์ซะหน่อยละกันครับ แล้วครั้งที่สาม ผมจะนำวิธีแก้ไข เมโลดรามา กับ ตัวอย่างเมโลดรามาของนักประพันธ์ที่ถือเป็นสุดยอดของเมืองไทยที่มีใน หนังสือมาฝาก
เมโลดรามา ตอนที่ 1
4 ความคิดเห็น
จะรออ่านนะ