นี่เป็นบันทึกฉบับหนึ่ง ซึ่งผมเขียนเพื่อแสดงความเห็น หรือเแนวคิดหนึ่งในการเขียนนิยาย ก็หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน ทั้งที่อยากจะเป็นนักเขียน นักสมัครเขียน หรือแม้แต่ทุกท่านซึ่งอาจจะไม่ได้สนใจงานเขียนหนังสือแม้แต่น้อยด้วยนะครับ
ทำไมน่ะหรือ?
ลองอ่านดูแล้วกัน เริ่มเลยดีกว่า...
ก่อนอื่น ผมอยากถามท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ที่ได้เขียนนิยายไว้บ้างแล้ว ด้วยคำถามหากินของผมว่า.....
คุณจะเขียนนิยายไปเพื่ออะไรกัน ?
ก.อยากเด่น
ข.อยากดัง
ค.อยากได้ตังค์
(ตรงนี้ผมอยากให้พวกท่านตอบตัวเองอย่างจริงใจนะครับ เพราะมันอาจจะเป็น สิ่งที่สำคัญที่สุด ในชีวิตของท่านเลยก็ได้)
ถ้าท่านมีเหตุผลสามข้อนี้เป็นหลักชัย ไม่ว่าจะเป็นข้อหนึ่ง ข้อสอง หรือทั้งสามข้อเลยก็ตาม ผมอยากกราบขอให้ท่านพิจารณาดูใหม่ เพราะงานเขียนของคุณ ไม่มีทาง หรือมีโอกาสน้อยมากที่จะประสบความสำเร็จ !
ไม่ใช่ดูหมิ่นกันนะครับ ต้องกราบขออภัยด้วย แต่ผมอยากจะบอกว่า...
ถ้าเราทำสิ่งใดเพียงเพราะต้องการผลที่เลิศ แต่กลับไม่มีวิธีการทำงานอันประเสริฐ ผลที่เกิดไม่มีวันออกมาดีครับ
คำตอบของคำถามนี้ ไม่มีใครตอบได้ดีที่สุดเท่าตัวคุณเอง แต่หากคำตอบของคุณมันอยู่ที่ เพราะคุณมี ใจรัก ผมดีใจด้วยนะครับ เพราะสิ่งนี้แหละ ที่จะทำให้คุณพยายาม อดทน และพัฒนาการทำงานจนประเสริฐ มีน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้คุณสามารถฝ่าฟันไปได้ตลอด จนรอดไปถึงฝั่ง โดยเฉพาะสำหรับเมืองไทยที่มีสถิติการอ่านหนังสือเฉลี่ยที่ต่ำ ทั้งยังมีปัญหาราคากระดาษ เศรษฐกิจเผือดเคืองด้วยราคาน้ำมัน ซึ่งยังไม่นับปัญหาที่ว่าจะได้ตีพิมพ์หรือไม่ ถ้าได้พิมพ์จะขายได้แค่ไหน และได้ค่าเหนื่อยคุ้มหรือเปล่า...ด้วยซ้ำ!!!
พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า...สิ่งทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ หรือแม้แต่ศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า ใจ ที่เขียนว่า Heart นั้น หากสลับตัวหน้าไปไว้ข้างหลังเพียงตัวเดียวจะกลายเป็นคำว่า Earth หรือโลก!!!
เห็นหรือยังครับ....ว่าการมี ใจรัก นั้นสำคัญแค่ไหน ?
แต่ยังครับ แค่มีใจอย่างเดียว ถึงจะเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่มันก็เป็นแค่การเริ่มต้นที่ดีเท่านั้น ที่เหลือคุณยังต้อง...
ก.รู้จักตัวเอง
ข.มีความถนัด หรือทักษะในการเขียน(ที่เรียกหรูๆว่า พรสวรรค์)ด้วย
หากจะว่ากันด้วยเรื่องการรู้จักตัวเองแล้ว ผมขอพล่ามสักหน่อยตามประสาคนจบจิตวิทยาว่า การรู้จักตัวเองตามทฤษฎีของ Carl Roger นั้น คือการที่เรารู้ว่า....
เรา คิด ว่าเราเป็นคนอย่างไร (Self Concept)
เรา อยาก เป็นคนแบบไหน (Ideal Self) และ...
อย่างไรที่เรียกว่าเรา ตามความเป็นจริง (Real Self)
สำหรับผม หลังจากผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ผมก็รู้ว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบ ศึกษา ค้นหา พัฒนา และเผยแพร่...(บอกแต่ด้านดีนะ ด้านมืดอย่าไปรู้เลย หึหึหึหึ)
เมื่อประมวลจากตัวตนของผมเหล่านี้แล้ว มันทำให้ผมสนใจและสนุกที่จะเขียน ซึ่งเมื่อได้มาทำงานด้านนี้แล้ว มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ และส่งผลถึง ลักษณะงานเขียน ของผมด้วย
หากท่านใดได้เคยอ่าน ท่านคงจะพบแล้วว่า งานเขียนของผมนั้นมีการ ศึกษา และค้นหา ข้อมูลมาประกอบมากแค่ไหน (โดยเฉพาะท่านๆที่เคยอ่าน ก่อนเอาเรื่องออกไปครั้งหนึ่งด้วยเหตุผลบางประการ) ซึ่งแน่นอนว่ามันจะต้องเป็นแนวที่ผมสนใจ ดังนั้น การรู้จักตัวเองจึงเป็นจุดที่ผมอยากร้องขอให้ทุกท่านเห็นความสำคัญ เนื่องจากมันจะทำให้งานของท่าน เป็นนิยายของท่าน โดดเด่น แตกต่าง และสร้างตลาดหรือกลุ่มผู้อ่านของท่านเองได้
ผมเชื่อว่าท่านๆคงไม่ต้องการให้ผลงานของท่านแค่ได้พิมพ์ ได้ไปตั้งบนแผง เข้าทำเนียบรายการหนังสือขึ้นหิ้ง จากนั้นจึงนำมาเลขายในงานสัปดาห์หนังสือกระมัง?
หรือท่านไม่เห็นว่า วรรณกรรมเยาวชน โดยเฉพาะแนวแฟนตาซี นั้น เดี๋ยวนี้มันเรียกได้ว่า เกร่อ........
หากท่านไม่ต้องการให้งานของท่านเป็นแค่ไม้ประดับ ที่ถูกตัดขึ้นมาตกแต่ง และ/หรือสร้างยอดขายได้พักหนึ่ง ก่อนจะเอาออกทิ้งลงถังอย่างไร้ค่าแล้วล่ะก็....ท่านต้องสร้าง เอกลักษณ์ ในงานเขียนของตัวเองให้ได้
อย่าแค่ทำตามใคร อย่าเลียนแบบใคร แต่ท่านต้องสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นเดินตาม !
มีบางท่านอาจคิดแย้งว่า แค่ได้พิมพ์ก็ดีแล้ว หรือให้เพื่อนอ่านบ้างก็น่าจะพอใจ ผมก็เห็นว่าดีครับ เพียงแต่เชื่อว่าลึกๆแล้วท่านเองก็คงจะมีความฝันในแบบที่ผมว่าอยู่เหมือนกัน จริงไหม?
อันที่จริงผมอยากบอกแค่ว่า ฝันให้ไกล จะได้เพียรพยายาม แม้มันจะตกมาบ้าง แต่มันก็คงจะไกลกว่าทำอะไรเล่นๆนี่ครับ ?
ไหนๆก็ไหนๆ ไม่ลองสร้างเส้นทางที่คุณยามแก่ตัวลง จะย้อนนึกถึงมันอย่างสุขใจบ้างล่ะ ?
ต่อไปสำหรับเรื่องหรูๆอย่างพรสวรรค์ ผมอยากบอกว่ามันเป็นเรื่องหมูๆ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ มันเป็นทั้งเรื่องง่ายๆอย่างในสำนวน และเคี้ยวยากอย่างหนังหมูป่าเลยทีเดียวเชียว ^w^
ที่ว่าง่ายเพราะถ้าคุณมีใจรัก เต็มใจจะทำ คุณจะเห็นว่ามันลำบากได้ยังไง อีกอย่าง คนที่อยากเขียนส่วนใหญ่นั้นเป็นนักอ่านมาก่อนเสียส่วนใหญ่ เพียง อ่านอย่างนักเขียน เท่านั้น ท่านก็จะสังเกตเห็นอะไรได้เยอะแยะ (เรื่องนี้ท่านอื่นๆคงได้กล่าวไปบ้างแล้ว ผมขอข้ามนะครับ)
ขอพูดนิดเดียวในจุดที่อาจจะยังไม่มีคนเอ่ยถึง(ป่าวหว่า?) กล่าวคือ หลายท่านอาจจะเห็นว่าผมชอบเม้นท์เรื่องภาษา ซึ่งแต่ละครั้งนั้นจะยาวและละเอียดอยู่มาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผมเก่งอะไรหรอกนะครับ ปรกติผมไม่ใช่คนชอบจดบันทึกด้วยซ้ำ นิยายที่เขียนนั่นก็เรื่องแรก แถมยังมีให้ต้องปรับปรุงอีกเยอะแยะ เพียงแต่ทุกครั้งที่เขียนเสร็จ ผมจะปล่อยใจให้ พลิ้วไหวกับอักษร และล่องลอยไปกับท่วงทำนองแห่งภาษา แล้วผมก็จะรู้สึกได้เองว่า อะไรที่มัน หลุด หลวม ขาด หรือมากจนเกินไป (ผมแก้ไม่ต่ำกว่าห้ารอบก่อนจะออกมาตอนหนึ่งๆเชียวนะ)
สรุปก็คือ อย่าลืมนะครับว่าคนเขียนนั่นแล ที่จะเป็นคนแรกซึ่งมีโอกาสได้เห็นความงดงามและห่วยแตกของเรื่องนั้นๆได้ สำคัญที่ว่าท่านจะ ทำใจให้ว่าง ปล่อยวาง อุปทานหรือความยึดมั่นถือมั่น ได้มากแค่ไหนเท่านั้น (ผมเองก็เพิ่งสละมันทิ้งได้ไม่นานจนต้อง รื้อไรท์ เรื่องของตัวเอง ^m^"a)
ส่วนที่ว่ายากนั้น จริงๆมันขึ้นอยู่กับ ความรัก ความพยายาม ความเอาใจใส่ ค้นหา และปรับปรุง จุดอ่อน ของท่านเองว่ามีมากแค่ไหน สำคัญกว่านั้นคือท่านจะทำมันได้อย่าง ต่อเนื่อง เพียงใด ในช่วงเวลาอันยาวนานประมาณปีกว่าจึงจะเขียนนิยายจบสักเรื่อง
แต่ผมรับรองครับ...
ว่าหากท่านมี ใจรัก ที่จะเขียนจริงๆแล้วล่ะก็ ท่านจะมีผลงานอันเป็นที่ยอมรับ และ/หรือสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆออกมาได้อย่างดีแน่นอน !
ไม่ต้องไปหวังผลอันเลิศหรอกครับ หวังไปก็เท่านั้น เพราะ...
มันจะมาหาคุณเองเลยเชียวแหละ !
ด้วยจิตคารวะและปรารถนาดีอย่างสูง
Chen
Source :: บันทึกของ Chen โดย Chen [writer]
24 ความคิดเห็น
ขอคารวะที่เข้ามาเขียนให้อ่านงับ หุหุ
เพื่อนถ้าเราไม่มีใจรักจิงๆแล้วจะเขียนได้ดีได้ยังไง
ขอบคุณค่าที่มาแนะนำ
ขอบคุณค่าที่มาแนะนำ
อ่านแล้วมีแรงบรรดาลใจมากเลยค่ะ
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆค่ะ
เราเขียนเพราะเรารักที่จะเขียนเพราะเราอยากถ่ายทอดจินตนาการของเราให้คนอื่นๆได้รับรู้ จะพยายามทำในสิ่งตัวเองรักไม่ได้พยายามเพราะคนอื่นรัก เพราะเราอยากทำตามความฝันแม้เส้นทางจะลำบาก จะทำในสิ่งนั้นอย่างสุดฝีมือ
แต่ผม เขียน เพราะ รัก ครับ ผมรักในการเขียนนิยาย
มันทำให้จินตนาการของผม ได้โลดแล่นไปกับมัน อะครับ
เขียนไปเพื่ออะไร? ข้อนี้นายพูดได้ชัดมาก
เรามีอีกประเด็น หลายๆคนเขียนเพราะ อยากเขียน มันไม่ใช่ความคิดชั่วร้ายอะไรเท่าที่นายพูดมา แต่การเขียนเพราะอยากเขียนเป็นการเริ่มที่ทุลักทุเล งานเขียนที่ดีน่าจะมาจาก เขียนเพราะอยากถ่ายทอดมากกว่า มันต่างกันมาก
เขียนเพราะอยากเขียน - นึกขึ้นมาเฉยๆว่าอยากมีงานเขียน แล้วค่อยเริ่มมองหาพลอต มองหาส่วนประกอบ
เขียนเพราะอยากถ่ายทอด - มีสิ่งต่างๆในหัวแล้ว เลยอยากเอามาจัดเรียง สื่อให้คนอื่นรับรู้ และท้าทายความสามารถของเราในการสื่อความหมายด้วย
แต่การมองหาแรงบันดาลทีหลังเราก็ว่าไม่ผิด เพราะอย่างน้อยเรารู้แก่ใจว่าเราทำไปเพื่ออะไร ถ้าหวังผลสามข้ออย่างที่นายบอกมา... คงประสบความสำเร็จยาก(มากๆๆๆๆ)
ปกติแล้วคนที่เป็นนักเขียน เราคิดว่าเป็นคนช่างจินตนาการอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในหัวก็น่าจะมีพลอต ตัวละคร ฉาก ล่องลอยอยู่เต็มไปหมด การจับเอามาทำเป็นเรื่องก็คือการท้าทายความสามารถ เราไม่เคยกีดกันนักเขียนหน้าใหม่หรอกนะ แต่การงมหานักเขียนที่ใจรักน่ะ ยากยังกะงมเข็มในมหาสมุทร
เดี๋ยวนี้การเขียนเรื่องเป็นกระแสนิยมไปซะแล้ว ใครๆก็เขียน เรื่องที่ทำออกมาแบบ.."ขอแค่ให้ชั้นได้เขียน" มันก็มีเยอะ ทำให้เราท้อใจที่จะอ่าน
คนที่ใจรักก็สู้ต่อไปนะ
ขอบคุณทุกความเห็นมากเลยนะครับ
เป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนสิ่งดีๆออกมาอีก
ขอให้ทุกท่านค้นพบตัวเองนะครับ ว่าที่จริงแล้วเราชอบสิ่งใด
ไม่จำเป็นต้องเป็นการเขียนหนังสือหรอก
หาให้เจอครับ แล้วท่านจะมีวิถีชีวิตที่ได้เลือกเอง และสุขใจไปตลอดอายุขัยเลยทีเดียว
เป็นกำลังใจให้ทุกคนเช่นกันครับ ^___^
ถึงคุณsnuffle..เป็นกรณีพิเศษ
ขอบคุณที่แสดงความเห็นเพิ่มเติมนะครับ ^/\^
อันที่จริงผมเองก็คงไม่อาจมองอะไรให้ทะลุปรุโปร่งได้หมดหรอก
ดีใจนะครับที่ท่านมาช่วยขยายความให้กระจ่าง และมีแง่มุมอื่นให้คิดมากขึ้น
ผมยังต้องเรียนรู้อีกมากคับ(=แน่น)
^____^
ด้วยจิตคารวะและปรารถนาดี
Chen
โดนมั่กมากค่ะ
จิงๆ แล้วเราอยากแต่งเพราะว่าเราอยากแต่ง (มันถือเป็นเหตุผลมั๊ยเนี่ย)
ก้อพออ่านของคนอื่นแล้ว ก้ออยากลองแต่งบ้าง
ว่าเราจะแต่งได้ดีหรือห่วยขนาดไหน หุหุ
แต่ยังไงก้อจะพยายามทำมันออกมาให้ดีที่สุดค่ะ
อ่าช่ายๆ คห.ที่ 1 พูดถูก ก้อยากจะลองให้มาเม้นเกี่ยวกับการใช้ภาษาให้จังโน๊ะ
แล้วเราลองอ่านดูก้อคิดว่ามานก้อดีอ่าก้อเลยแต่งบ้าง
แต่มานก้อยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่อ่านะ