/>

กัลฐิดา (นักเขียนประจำเดือนตุลาคม) []

วิว

สวัสดีจ้า ใครๆ เห็นชื่อ กัลฐิดา และเซวีน่า คงรีบคลิกเข้ามาเป็นแถวแน่ๆ

เพราะนี่คือ 1 ในนิยายแฟนตาซีที่ดังที่สุดเรื่องหนึ่งของเด็กดีดอทคอม

แฟนคลับไม่ต่ำกว่าหมื่นแน่นอน เรียกว่าเอ่ยชื่อแล้ว ไม่มีใครไม่รู้จักแน่ๆ จริงไหม

 

และวันนี้ ในที่สุด เซวีน่า ของน้องๆ ก็เดินทางมาถึงเล่ม 5

และได้รับเลือกให้เป็น Book of the Month ประจำเดือนตุลาคม

รวมถึงกัลฐิดา ก็ได้รับเลือกเป็น Writer of the Month เช่นกัน

พี่ตินคงไม่สามารถพูดอะไรมากถึงเธอคนนี้ได้

บอกได้คำเดียวว่า เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์แล้ว ‘ทึ่ง’ จริงๆ... (ในความยาว?? ล้อเล่นน่า อิอิ)

เรียกว่าหวังว่าทุกคนที่อ่าน คงจะเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้มากทีเดียว...

ไปรู้จัก Writer of the Month ของเรากันเลยจ้า

 

 

พี่ติน : ทักทายน้องๆ และเพื่อนๆ ชาวเด็กดี กันหน่อยนะ

กัลฐิดา : สวัสดีค่ะ กัลฐิดา ค่ะ เรียกสั้นๆ ว่า กัลหรือ ปุ้ยก็ได้

ตอนนี้อายุ...ไม่ต้องรู้ดีกว่าเน๊าะ อยากหลอกตัวเองไปอีกสักหน่อย อิอิ

(พี่ตินบอกใบ้ให้ว่าเป็นน้องพี่ตินไม่เท่าไหร่หรอก 55555555)

 

พี่ติน : ตอนนี้เรียนที่ไหนเอ่ย

กัลฐิดา :  ตอนนี้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร คณะทันตแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 6 ค่า ชั้นปีสุดท้ายแล้ว

 

พี่ติน : พูดถึงสถานที่เรียน ความประทับใจ และน้องๆ ประเภทไหนที่ควรจะมาเรียน

กัลฐิดา : ที่เรียนเหรอคะ ถ้าพูดถึงมหาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลกแล้ว

น้องๆ ที่อยู่กรุงเทพ คงไม่ค่อยได้ยินชื่อเท่าไร ยิ่งเมื่อสัก 6 ปีก่อนยิ่งไม่มีใครรู้จักใหญ่เลย

สำหรับกัล ที่รู้จักมหาวิทยาลัยนี้เพราะอยากเข้าคณะทันตแพทย์ อยากเป็นหมอฟัน

เลยต้องรู้ว่าคณะนี้มันเปิดสอนในมหาวิทยาลัยไหนบ้าง

ถ้าให้มองมหาวิทยาลัยนเรศวรในมุมมองของนิสิตรั้วเทาแสดที่อยู่ที่นี่มาเกือบ 6 ปี

ก็ต้องบอกว่า มหาวิทยาลัยนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่สงบมาก กว้างและร้อนถึงร้อนมาก

 

พูดถึงคณะทันตแพทยศาตร์ เป็นคณะของชนกลุ่มน้อยเพราะมีคนเรียนร่วมชั้นเราแค่ 50 – 60 คนเท่านั้น

(แต่ตอนนี้น้องปีหนึ่งมากกว่านี้แล้ว) เราเรียนหนักถึงหนักมาก ช่วงเวลาที่สบายที่สุดคงเป็นปี 1

แต่หลังจากนั้นจะเพิ่มความเหนื่อยยากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งพอเข้าวิชาคณะ (ประมาณชั้นปี 3)

จะมีวิชาแล็ปเพิ่มมา ทีนี้ล่ะก็เหนื่อยยิ่งกว่าเดิม ลืมเรื่องการนอนวันละ 6 ชั่วโมงไปได้เลย

เพราะเวลานอนของเราจะขึ้นอยู่กับว่าชิ้นงานของเราจะเสร็จเมื่อไร คำว่าเสร็จคือ สวยงาม ถูกต้องและสมบูรณ์แบบ

เหมือนมันเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะทำได้ แต่ต้องทำให้ได้...ดังนั้นถ้าต้องใช้เวลาทำแล็ปจนกว่าจะเสร็จ...

นั่นหมายถึงไม่มีเวลานอนแน่ อยู่คณะนี้ยิ่งชั้นปีสูงยิ่งไม่เวลาส่วนตัว

เพราะที่นี่เป็นนิสิตหอพัก 100 เปอร์เซนต์ ดังนั้นอาจารย์ไม่ต้องห่วงเลยว่าถ้านัดเรียนเสริมแล้วจะมาเรียนไม่ได้

อีกทั้งที่นี่ยังเชิญอาจารย์พิเศษมาเยอะมาก ซึ่งเวลาที่อาจารย์พิเศษมาก็จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์

ดังนั้นเวลาเรียนของเราจึงเป็น 7 วันต่อสัปดาห์(เกือบทั้งปีการศึกษา) ที่มหาวิทยาลัยอื่นก็คงจะคล้ายๆ กัน

อาจแตกต่างบ้างเล็กน้อย แต่พอขึ้นคลินิกก็จะเหนื่อยอีกแบบค่ะ แต่เวลานอนก็ไม่ต่างกัน

ดีแต่ว่าเสาร์อาทิตย์เราไม่ค่อยมีเรียนเหมือนปี 2 – 4 ถ้าฝ่าฝันทุกอย่างมาได้จนถึงปี 6

เราก็จะสบายมากกว่าเดิมอีกค่ะ (แต่ไม่สบายเท่าปี 1 นะ) ที่ว่าสบายอาจเป็นเพราะปรับตัวได้

หรืออาจเพราะเราผ่านความเหนื่อยมากๆ มาก่อนแล้วก็ได้

 

จากที่เล่ามาแล้ว น้องๆ คนไหนสนใจอยากจะมาเรียนคณะนี้ ก็ขอให้เตรียมตัวเตรียมใจมาให้ดี

คณะนี้ต้องการคนทึก อดทน ขยัน ซื่อสัตย์ ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

(ซึ่งข้อนี้ถึงตอนแรกไม่เป็นก็จะกลายเป็นคนอย่างนั้นเพราะการหลอมรวมของวิชาชีพ)

ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นได้ สุขภาพจิตต้องดี หมายถึง มองโลกในแง่ดี ไม่คิดมาก

สามารถเสริมสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้เสมอ ทั้งหมดทั้งมวลคือ EQ สูงนั่นเอง

คณะนี้ไม่ได้ต้องการคนฉลาดมากมาย แต่ต้องการคนอดทนและมีความพยายาม

เพราะคณะนี้ไม่ได้วัดกันแค่คะแนนสอบอย่างเดียว

แต่เราวัดที่ skill ในการทำงานและการ management ทุกอย่างในเวลาจำกัดให้ทันด้วย

ถ้าน้องคนไหนคิดว่าตัวเองพร้อม ในฐานะรุ่นพี่สายวิชาชีพก็ยินดีที่จะได้รุ่นน้องน่ารักทุกคนค่ะ

 

ความประทับใจเมื่อได้มาเรียนคณะนี้เหรอคะ...คงจะเป็นเพื่อนล่ะมั้ง

อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่าคณะนี้คนน้อย เรียนเยอะ และส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนกับคนคณะอื่นเลย (นอกจากตอนอยู่ปี 1)

ดังนั้นสิ่งมีชีวิตเดียวที่เราจะได้สัมผัสมากที่สุดก็จะเป็นเพื่อนในชั้นปีเดียวกัน

เรียกได้ว่าแทบจะอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว ประกอบกับงานแล็ปที่โหดมาก

แล้วบางครั้งเราทำเท่าไรก็ทำไมได้อย่างที่มันควรจะเป็นสักที ก็จะมีแต่เพื่อนเรานี่แหละที่จะเป็นคนช่วย

ฉันทำอันนี้เก่ง เอามาให้ฉันทำ เธอเอางานนี้ไปทำแทนแล้วกัน เวลาเราพลาดโดนด่า

เสียใจงานไม่เสร็จ หรือผิดพลาดจากงานที่เราหวังมากๆ หรือความผิดหวังที่เกิดจากเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้

ทุกเหตุการณ์ล้วนได้ต้องช่วยเหลือกันทุกคนจึงรอดมาถึงตรงนี้ได้ จะไม่มีใครที่จบจากคณะนี้พูดได้เต็มปากว่า

ฉันจบคณะนี้มาได้ด้วยพลังคนเดียวแน่นอน ดังนั้นคณะนี้แม้จะเล็กและตัดขาดจากโลกภายนอก (คณะอื่น)

แต่เป็นโลกแคบที่ทำให้เราเรียนรู้คำว่า ‘เพื่อน’ ได้อย่างลึกซึ้งเลยล่ะค่ะ

 

พี่ติน : คิดไว้บ้างหรือยังว่าอนาคตอยากจะทำอะไร

กัลฐิดา : อยากเรียนภาษาเพิ่มเติมค่ะ ตอนนี้เรียนภาษาเยอรมันด้วยตัวเองอยู่ (คือซึ้อสื่อ VCD มาเรียนเอง)

แล้วก็กำลังขมักเขม่นกับการเรียนภาษาอังกฤษ คิดไว้ว่าจะสอบโทเฟล

นอกนั้นก็อยากเป็นทันตแพทย์ที่ดี ทำงานให้สุดความสามารถค่ะ

 

พี่ติน : ขอเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว รู้มาว่าสนิทกันมาก (รู้จากแฟนคลับที่ชื่อ ต้นแสงจันทร์ หรืออิ๊กน่ะเอง)

กัลฐิดา : ครอบครัวของกัลก็เป็นครอบครัวขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ค่ะ

มีพ่อ แม่ พี่ชายที่อายุห่างกัน 4 ปี พี่สาวฝาแฝด ตัวกัลและน้องสาวคนเล็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี

ตอนนี้ก็เหมือนแยกกันอยู่เพราะลูกแต่ละคนทำงาน – เรียนกันคนละที่ อยู่หอกันหมด

พ่อกับแม่ก็แวะเวียนไปเยี่ยมลูกๆ ที่นั่นที่นี่ที

 

พี่ติน : ความรู้สึกของการมีแฝด และความเป็นแฝดมันเป็นยังไง

กัลฐิดา : รู้สึกว่าเรามีเพื่อนอยู่ตลอดเวลาค่ะ เพื่อนที่รู้ใจเราทุกอย่าง เข้าใจเราทุกอย่าง

รู้เราชอบอะไร รู้แม้กระทั่งว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เราจะทำอะไร พูดอะไร

กัลมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า คนที่อยู่รอบตัวเราไม่มีใครจะเป็นคนของเราได้เท่าแฝดของเราอีกแล้ว

คำว่าคนของเรา ไม่ได้หมายความว่า เขาจะต้องเข้าข้างเราหรือว่าเห็นด้วยกับเราทุกอย่างนะคะ

แต่หมายความว่าเขาจะไม่วันหันหลังให้กับเราแน่นอน เพราะเขาคือคนที่เป็นส่วนหนึ่งของเราอย่างแท้จริง

ทั้งทางด้านความรู้สึกและวิทยาศาสตร์ พูดไปนั่น แต่ความจริงคู่แฝดมี DNA เดียวกันนะคะ 

 

 

พี่ติน : พูดถึงแฝดของหนูหน่อยนะ

กัลฐิดา : แฝดกัลเหรอคะ พูดไงดี เพราะเวลามีคนมาถามว่าคนใกล้ตัวเราเป็นไงก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันน้า

ปุ้ม เหรอ... เป็นพี่สาวที่ดีมั้ง เพราะความที่ครอบครัวสอนจนฝังใจเขาว่า เขาเป็นพี่นะ พี่ต้องดูแลน้อง

เพราะอย่างนั้นถึงแม้ว่ากัลจะไม่เคยเรียกปุ้มว่าพี่ แต่เขาก็จะมีความเป็นพี่สูง

ชอบทำนู่นทำนี่เหมือนแม่คนที่สอง เจ้าระเบียบ รักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจ ขี้บ่น (บ้างในบางครั้ง)

แต่ยังไงเขาก็ชอบตามใจกัลมากกว่าตามใจเขาล่ะมั้งคะ ฟังดูเหมือนกัลเป็นคนเอาแต่ใจเลยเน๊าะ

ซึ่งความจริงเขาก็พูดอย่างนั้นอยู๋บ่อยๆ 555+

 

พี่ติน : เล่าเรื่องชีวิตของตัวเองในตอนนี้หน่อยสิ

กัลฐิดา : ตอนนี้เหรอ พออยู่ปี 6 ก็จะว่างกว่าปีอื่นๆ ค่ะ เราก็จะเน้นไปทำงานวิจัยมากกว่า

งานในคลินิกไม่ค่อยมี ชั้นปีนี้คงเป็นชั้นปีที่สามารถนอนเต็มอิ่มที่สุด

หลังจากไม่ได้นอนแบบอิ่มๆ อย่างนี้มาสี่ปีเต็ม

แต่เวลาส่วนใหญ่ก็จะหมดไปกับการยุตัวเองให้ขยันและ active เข้าไว้

ไม่อย่างนั้นคงเป็นโรคซึมเศร้าเพราะมัวแต่นอนอืดอยู่กับเตียง 555+ 

 

พี่ติน : แล้วตัวของกัลเอง เป็นคนนิสัยแบบไหนกัน

กัลฐิดา : เป็นคนชอบความสมบูรณ์แบบล่ะมั้ง ชอบทำอะไรเต็มความสามารถที่สุด

และจะมีความพยายามมากในเรื่องที่อยากจะทำแม้ว่าคนรอบข้างจะบอกว่าทำไม่ได้ก็ตาม

ยกตัวอย่าง ตอนที่จะ Ent เข้าคณะนี้ ตัวกัลไม่ได้เป็นคนเรียนเก่งมาก แต่อยากเป็นหมอฟัน

เพื่อนรอบตัวรวมทั้งครอบครัวบอกว่า เลิกคิดเถอะ เข้าไม่ได้หรอก เลือกคณะที่ต่ำกว่านี้ดีไหม แต่กัลไม่เชื่อค่ะ

ตอนนั้นจำได้ว่าอ่านหนังสือสุดชีวิตจริงๆ คงไม่สามารถทำอย่างนั้นได้อีกเป็นครั้งที่สองแน่

นอนตีสองตีสามทุกวัน บางวันถึงหกโมงเช้าและตื่นมาตอนเก้าโมงเช้าอ่านหนังสือต่อ

(ยังไม่นับเวลาที่ต้องไปเรียนพิเศษด้วย) ทำข้อสอบ Ent เก่าตั้งแต่ปี 36 (ปีที่สอบคือปี 46)

ในวิชาคณิต1 ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคม รวมแล้วย้อนหลัง 10 ปี

กัลทำทั้ง 10 ปี 3 รอบ โดยตีตารางเปรียบเทียบคะแนนแต่ละครั้งของแต่ละวิชา

ฝึกทำข้อสอบเพื่อลดข้อผิดพลาดและทวนความรู้ที่เรายังไม่รู้

พอทำอย่างนั้นแล้วเรื่องบางเรื่องที่แสนจะเกลียดก็จำเป็นต้องทำให้ได้ เพราะทำข้อสอบเดิมแล้วยังผิดข้อเดิม

หรือสะเพร่าในเรื่องเดิมแล้วมันรู้สึกแย่ยังไงไม่รู้ อีกอย่าง เพื่อให้เข้าคณะนี้ได้แล้ว

ทุกคะแนนที่เพิ่มขึ้นนั่นหมายถึงเราเข้าใกล้เป้าหมายมากยิ่งขึ้น พูดแล้วยังนึกอยู่อยู่เลยว่าตัวเองทำไปได้ยังไง

พี่ชายแอบเล่าให้ฟังว่า มีบางครั้งตอนที่กัลนอนหลับได้ยินกัลละเมอออกมาเป็นสูตรฟิสิกส์เลยทีเดียว

ตอนแรกนึกว่าพี่ชายอำแต่น้องสาวก็บอกเหมือนกันว่าเขาตื่นมาตอนกลางคืน

เพราะได้ยินเสียงเราละเมอเป็นสูตรคณิตศาสตร์บ้าง ฟิสิกส์บ้าง คิดแล้วก็ขำดี

แต่ดูเหมือนคุณแม่จะไม่ขำด้วย ดังนั้นตอนที่อ่านหนังสือสอบ Ent จึงเป็นครั้งแรก

และครั้งสุดท้ายที่คุณแม่ผู้มักจะเข้มงวดในเรื่องการอ่านหนังสือเอ่ยปากบอกว่า ‘หนังสือน่ะ เลิกอ่านบ้างก็ได้นะลูก’

 

ลักษณะอีกอย่างก็คงเป็น คนที่ชอบสนใจอะไรแล้วมักจะพยายามรู้ให้ลึกมากที่สุดในเรื่องที่ตัวเองสนใจล่ะมั้งคะ

รวมไปถึงการที่ชอบทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน หมายถึง ชอบอารมณ์ที่ว่ามีงานหลายๆ อย่างอยู่ในมือ

(ไม่ใช่ดองงานนะคะ)แล้วจัดสรรให้งานที่เหมือนจะไม่สามารถทำทันเวลาสามารถทำทันได้

ชอบความรู้สึกตอนที่สามารถเคลียร์งานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยและทันเวลา

มันให้ความรู้สึกว่า เราสามารถใช้เวลาได้คุ้มค่ามากที่สุด ออกจะภูมิใจนิดๆ มั้งคะ 555+

 

 

พี่ติน : เปลี่ยนอารมณ์ดีกว่า หนังเรื่องล่าสุดที่ไปดูมา เรื่องอะไร ประทับใจอะไรตรงไหน... เล่าหน่อย

กัลฐิดา : ความจริงชอบหลายเรื่องเน้นไปทางผจญภัยแฟนตาซี ตอนนี้มีอยู่ในใจ 3 เรื่องค่ะ

มี The Mummy 3, Indiana Jones 4 แล้วก็ Journey to the center of the earth

ชอบหนังพวกนี้เพราะมันทำให้เราได้ความคิดดีๆ และเปิดมุมมองใหม่ๆ ในการมองอะไรหลายๆ อย่างค่ะ

 

พี่ติน : อาหารโปรดของกัล

กัลฐิดา : ชอบผัดมะเขือยาวค่ะ แล้วก็อาหารที่ทุกอย่างที่มีมะเขือเป็นส่วนประกอบ

ถ้าถามว่าเพราะอะไร ก็อาจเป็นเพราะคุณย่าที่ชอบทำอาหารชอบทานมั้งคะ

พอท่านชอบทานท่านก็ชอบทำ เราก็เลยชอบกิน

 

พี่ติน : สีอะไรที่ชอบที่สุด

กัลฐิดา :  สีเขียวกับสีน้ำตาล เพราะขอบสีของต้นไม้ค่ะ 

 

พี่ติน : เพลงอะไรที่ชอบฟังมากๆ ตอนนี้

กัลฐิดา :  ชอบเพลงของวง wonder girl ค่ะ ตอนนี้ก็เพลง So Hot

ถามว่าทำไมเหรอ เพราะห้าสาวน่ารักมั้งคะ แล้วแนวเพลงมันก็ทำให้เรารู้สึกสนุก

นอกจากนี้ก็ชอบฟังเพลงบรรเลงอย่างพวกเพลง Classic

เพราะฟังแล้วทำให้อ่านหนังสือโดยไม่หลับแถมมีสมาธิมากขึ้นด้วย

 

พี่ติน : หนังสือที่ชอบมาก คิดว่าดีสุดๆ เพราะอะไร

กัลฐิดา :  ณ ตอนนี้ก็ต้องเป็น เรื่อง โคะโสะอาโดะ ป่านี้นั้นโน้นไหน เป็นงานเขียนของ โอคะดะ จุน

ชอบเพราะคนเขียนเก่งมาก อ่านแล้วรูสึกมีความสุขมาก มันอบอุ่นค่ะ

อีกอย่างหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นวรรณกรรมเยาวชนธรรมดานะคะ แต่มีภาพประกอบที่เหนือชั้นมาก

คนเขียนวาดภาพเอง ถ้าใครอ่านและดูภาพให้ละเอียดจะรู้ว่า เรื่องนี้เขียนได้ดีจริงๆ มันมหัศจรรย์มาก

ที่เขามีมุมมองที่มองสิ่งรอบตัวได้น่าสนุกขนาดนั้น สำหรับเด็กหนังสือเล่มนี้เหมาะกับการเรียนรู้มากค่ะ

(พี่ตินก็อ่านแล้ว และชอบมากเหมือนกัน ขอโฆษณาให้บลิส พับบิชชิ่งหน่อยนะ

น้องๆ ควรไปซื้อมาอ่าน มันไม่ใช่แค่หนังสือเด็ก แต่ว่าลึกซึ้งกว่านั้นมาก

เปิดโลกทัศน์ได้ดีจริงๆ เป็นการถ่ายทอดที่สุดยอดมาก ขอบอก)  

 

อีกเรื่องก็คือ การ์ตูนเรื่อง One piece การ์ตูนเรื่องนี้ดีมากๆ นอกจากจะสนุกแล้วยังแฝงแง่คิดไว้เยอะแยะ

การวางโครงเรื่องของคนเขียนก็สุดยอด ถ้าคนอ่านสังเกตดีๆ จะรู้ว่า คนเขียนเขาไม่ได้เขียนมั่วๆ

หรือว่าผ่านเกาะไปเรื่อยๆ แต่มันเป็นการวางโครงเรื่องมากก่อน

แถมยังใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เรื่องนั้นสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

เป็นเรื่องที่อ่านแล้วได้เรียนรู้อะไรมากมายเลยค่ะ

ไม่ได้เจอนักเขียนการ์ตูนที่เก่งทั้งการวาดและเก่งทั้งการสร้างเรื่องมานานแล้ว

(ชอบเหมือนโรโรฯ เลยเฮะ ท่าทางเรื่องนี้จะดีจริง)

 

พี่ติน : ตอนนี้กำลังสนใจเรื่องอะไรอยู่บ้าง

กัลฐิดา :  กำลังสนใจเรื่องการเรียนภาษาค่ะ โดยเฉพาะอยากไปเรียนภาษาที่ประเทศเยอรมนี

นอกจากนั้นก็คือ ตอนนี้กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับนิยายเรื่องใหม่อยู่ค่ะ

เลยต้องอ่านอะไรเยอะแยะไปหมด แต่ก็สนุกดี การหาข้อมูลของกัลไม่ได้จำกัดแต่หนังสืออย่างเดียว

แต่หาได้จากทั้ง หนังสือวิชาการ หนังสือนิยาย หนังสือการ์ตูน หนัง รายการโทรทัศน์ Animation และอื่นๆ

 

พี่ติน : ข้อดีของตัวเองคิดว่าคืออะไร

กัลฐิดา :  เป็นคนมีความพยายามสูงและรับผิดชอบต่อหน้าที่มาก

เพราะไม่อยากเป็นคนที่ได้ชื่อว่า ไร้ความรับผิดชอบ และงานที่ออกจากมือเรา

จะต้องเป็นงานที่ดีที่สุดเท่าที่ตอนนั้นจะทำได้เท่านั้น จะไม่ทำงานแบบสั่วๆ เด็ดขาด

 

พี่ติน : แล้วข้อเสียล่ะ?

กัลฐิดา : จริงจังเกินไปล่ะมั้ง (ผลมาจากข้อดี) บางทีก็ดูเป็นคนเครียดมาก แล้วอีกอย่างก็ดื้อมั้งคะ

บางทีก็อาจเลยเถิดไปเป็นการถือทิฐิ จนดูกลายเป็นคนเอาแต่ใจไป (เป็นคำพูดของคู่แฝดค่ะ กัลก็ต้องยอมรับในข้อนั้น)

 

พี่ติน : คติประจำใจในการดำเนินชีวิต

กัลฐิดา : คนเราต้องมีความฝัน เพราะเรามีความฝันเราจึงเปลี่ยนเอาความเจ็บปวดในวันนี้เป็นบทเรียน

เพื่อก้าวไปในทางซึ่งจะนำไปสู่ความฝันของเรา ถ้าไม่มีความฝันเราก็จะไม่รู้ว่าเรากำลังจะเดินไปไหนในเส้นทางชีวิตนี้

 

พี่ติน : เรื่องอะไรที่คิดว่าน่าเจ็บใจที่สุด

กัลฐิดา : ตอนนี้กำลังลดความอ้วนอยู่ แต่ว่ามันลดไม่ได้ดังใจ (อยากลดได้เร็วๆ แต่ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา)

ก็เลยอดเจ็บใจไม่ได้ว่า ทำไมเราลดไมได้สักทีนะ แหะ แหะ

 

พี่ติน : ถ้ามีเวลาว่าง จะทำอะไร

กัลฐิดา :  อันดับแรกคือ นอนกับเขียนนิยายค่ะ ลำดับต่อมาก็อ่านนิยาย อ่านการ์ตูนแล้วก็ดูหนังค่ะ

 

พี่ติน : ประเทศที่อยากไปสุดๆ ชอบมากๆ เพราะอะไร

กัลฐิดา :  เยอรมนีค่ะ ที่ชอบเพราะเพื่อนเคยไปเที่ยวแล้วกลับมาเล่าให้ฟัง

หลังจากนั้นมันก็ฝังใจว่าอยากจะไปที่นั่นให้ได้ อีกอย่าง เยอรมนีเป็นประเทศที่เด่นเรื่องการศึกษา

อยากไปทดลองเป็นนักศึกษาต่างชาติที่นั่นดูบ้าง คิดว่ามันน่าจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เราได้ดี

 

พี่ติน : จุดเริ่มต้นของการเขียนเรื่องคือ

กัลฐิดา : สำหรับเรื่องเซวีน่า จุดเริ่มต้นมันเกิดจากความคิดที่ว่า อยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับเลข 7 ค่ะ

จากนั้นโครงเรื่องที่สองที่คิดไว้ก็คือ ถ้าคนธรรมดาจะสร้างโลกที่สมบูรณ์แบบ

อย่างโลกของพระศรีอาริย์เมตตรัยจะต้องทำยังไงบ้างนะ จะต้องเสียอะไรไปบ้างนะ

นั่นคือจุดเริ่มต้นของเซวีน่าแล้วก็ทำให้เขียนขึ้นมาเรื่อยๆ ค่ะ

 

พี่ติน : วางพล็อตอย่างไร แบบไหน สร้างเซวีน่าขึ้นมาได้อย่างไร

กัลฐิดา : พล็อตของเซวีน่าหลักๆ ก็คืออยากนำเสนอว่าถ้าเราจะสร้างโลกที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้น

เราจะต้องทำอะไรบ้าง เอามาผูกกับคำกลอนวลีแห่งอัญมณีที่คิดไว้แต่แรกและเรื่องราวก็เริ่มขึ้น

จากนั้นนำเอาหลักเหตุผลมาอิงกับฉากที่เราอยากได้ ดูความเหมาะสมแล้วเรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด

บางครั้งงานเขียนก็ทำให้คนเขียนอึดอัดได้เหมือนกันเพราะอยากจะเปิดเผยจะแย่

แต่ถ้าเปิดเผยพล็อตบางเรื่องออกไปมันจะทำให้ไม่ให้สนุก สิ่งที่ยากก็คือแล้วเวลาไหนถึงจะเหมาะสมกันล่ะ

 

พี่ติน : ถ้าพูดถึงนามปากกา “กัลฐิดา” มันสำคัญอย่างไรสำหรับตัวเรา...

พอพูดถึง แล้วอยากให้คนนึกถึงอะไรขึ้นมาก่อนเลย

กัลฐิดา : ชื่อนี้เป็นชื่อที่เอาชื่อหน้าของพี่น้องสามสาวมาเรียงต่อกันค่ะ

เป็นชื่อที่คุณแม่ตั้งให้โดยที่ท่านไม่เคยรู้ว่ากัลจะเอามาเป็นนามปากกา

ท่านตั้งให้เพราะกัลไม่มีชื่อใช้ของ e-mail น่ะค่ะ ส่วนถ้าจะให้คนเห็นนึกถึงอะไรเมื่อเห็นชื่อนี้เหรอคะ

คงเป็นอยากให้คนเห็นนึกถึงนิยายสนุกๆ

 

 

พี่ติน : พูดถึงหนังสือเล่มใหม่ “เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา เล่ม   

กัลฐิดา : เล่มนี้เป็นเล่มที่เหนือความคาดหมายค่ะ ตอนแรกว่าทุกอย่างจะจบในเล่ม 4 แล้ว

แต่น้องนักอ่านถามมากันเยอะและพล็อตบางที่ยังมีช่องอยู่ โดยเฉพาะเรื่องราวของพระเอก

ดังนั้นจึงเกิดเซวีน่าเล่ม 5 ขึ้น เรื่องราวในเล่มนี่ค่อนข้างจะซับซ้อนกว่าเล่มอื่นๆ

เนื่องจากจะต้องเชื่อมโยงของทั้งสี่เล่มแรกแต่ก็จะทำให้เรื่องราวของเซวีน่าสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

 

พี่ติน : พูดถึงสำนักพิมพ์ สถาพรบุคส์

กัลฐิดา : ทำงานร่วมกับสถาพรมาเกือบสามปี พี่ๆ ที่นี่เป็นกันเองแล้วก็ใจดีมาก

กัลเองก็เรียนหนักพี่ๆ เขาเข้าใจก็เลยเลื่อนกำหนดส่งต้นฉบับให้หลายครั้ง เกรงใจพี่ๆ เขาเหมือนกัน แหะ แหะ

 

พี่ติน : อยากให้พูดถึงเซวีน่า เอาคำเปรียบเทียบเซวีน่า ทั้ง 5 ภาค ว่าเปรียบเหมือนอวัยวะอะไรในตัวเราบ้าง

กัลฐิดา :  

เซวีน่าเล่ม 1 บุคคลแห่งชะตากรรม     เปรียบเหมือน         สมอง      เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของความคิด

เซวีน่าเล่ม 2 บทพิสูจน์ความสามารถ เปรียบเหมือน         หัวใจ       เพราะเนื้อหาหลักของเซวีน่าอยู่ในภาคนี้

เซวีน่าเล่ม 3 นคราเซวีน่าคือหนึ่งเดียว                เปรียบเหมือน         ผิวหนัง    เพราะมันคือบทสรุป

เป็นสิ่งที่โอบล้อมเล่ม 1 และ 2 เอาไว้ มันเป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมที่สุด และแสดงภาพรวมออกมาได้ดีที่สุด

เซวีน่าเล่ม 4 พันธสัญญาแห่งอาณาจักร เปรียบเหมือน    ปาก        เพราะเนื้อหาของมันบอกเล่าเรื่องราวเชิงลึกของเซวีน่าที่ทุกคนสงสัย

เซวีน่าเล่ม 5 ปริศนาทรายสีดำเปรียบเหมือน   ดวงตา      เพราะทำให้คนอ่านเห็นแง่มุมของเซวีน่าชัดเจนขึ้นหลังจากได้เห็นภาพรวมจากเล่ม 1-3 และเนื้อหาเชิงลึกในเล่ม 4

 

พี่ติน : กว่าจะมาเป็นเซวีน่า มันผ่านอะไรมา มีแรงบันดาลใจอะไรบ้างที่คิดว่าอยากพูดถึงเสียหน่อย

กัลฐิดา : ก่อนจะมาเป็นเซวีน่า เพราะความอ่อนประสบการณ์ด้านการเขียน คิดง่ายๆ ว่าอยากเก่งเร็วๆ

คิดว่าเราอ่านเยอะเราก็น่าจะเขียนได้ดี แต่มันไม่ใช่เลย อ่านก็ส่วนอ่าน เขียนก็ส่วนเขียน

มันเอามาเทียบกันไม่ได้ นักอ่านที่ดีไม่ได้หมายถึงว่าจะเป็นนักเขียนที่ดีได้

หลังจากเขียนนิยายเรื่อยๆ เปื่อยๆ อยู่ปีกว่าก็เกิดท้อใจว่าเราคงเป็นนักเขียนไม่ได้แน่

เขียนอะไรคนก็ไม่เข้าใจ พล็อตก็ไม่ดี ตอนนั้นท้อมาก ไม่อยากเขียนนิยายแล้ว

แต่บังเอิญมีอยู่วันหนึ่งได้ดูทีวีเขาสัมภาษณ์เจ้าสัวสหฟาร์ม เขาว่า การทำธุรกิจต้องมองหาประตูที่ทำให้เจ๊ง

แล้วเราก็ปิดประตูนั้นซะ ธุรกิจของเราก็จะประสบความสำเร็จ

 

ตอนนั้นเองก็เลยคิดว่าอยากจะลองเขียนอีกสักเรื่องแล้วกัน จะลองอีกเรื่องเดียวถ้าไม่ work เราจะเลิกแล้ว

ตอนแรกก็หาข้อมูลอย่างจริงจังว่า การเขียนนิยายจริงๆ มันเขียนยังไง มีวิธีการนำเสนออะไรบ้าง

แล้วก็อ่านนิยายเยอะมาก เพื่อสังเกตรูปประโยคว่าเขาใช่วิธีไหนในการอธิบายเหตุการณ์คนอ่านถึงเข้าใจ

คำพูดจะต้องเขียนอย่างไรถึงจะแสดงอารมณ์ออกมาอย่างที่เราต้องการและคนอื่นก็เข้าใจด้วย

 

หลังจากศึกษาข้อมูลไม่นาน ไม่รู้ว่ามันเพราะบังเอิญหรือเปล่า พล็อตเรื่องเลข 7 เรื่องโลกที่สมบูรณ์แบบ

ก็ผุดขึ้นในสมองแล้วเรื่องราวของเซวีน่าผุดขึ้นมาเรื่อยๆ (ฉากสำคัญๆ)

รวมไปถึงนึกได้ว่าพี่ชายเขามาเล่าเรื่องความฝันให้ฟังถึงโลกที่ไม่มีหนังสือ

ก็เลยขอยืมความฝันเขามาใช้กลายเป็นเมืองที่เปิดเรื่องนั่นคือ เซเวน

ประกอบกับช่วงนั้นมีอารมณ์อยากแต่งกลอนมากเป็นพิเศษบวกกับความสนุกในการคิดตั้งชื่อต่างๆ เซวีน่าถึงเกิดขึ้น

 

สิ่งหนึ่งที่ต้องคอยย้ำเตือนตอนที่เขียนเซวีน่าคือ นักเขียนต้องใจเย็น

เราไม่สามารถปล่อยปมทุกอย่างออกมาทีเดียวได้ เพราะคนอ่านรับไม่ทัน

แต่เราต้องค่อยๆ ปล่อยให้คนอ่านปรับตามเราให้ทันด้วย เราไม่ได้เขียนนิยายให้เราอ่านคนเดียว

แต่เราเขียนให้ทุกคนอ่าน ภาษาต้องอยู่ในเกณฑ์ที่คนปกติเขาเข้าใจ การเขียนเซวีน่าทำให้กัลพัฒนาฝีมือเร็วมาก

คงจะจริงอย่างที่เขาว่า นักเขียนจะพัฒนาฝีมือขึ้นได้อย่างไรถ้าไม่เขียน จริงไหมคะ

 

พี่ติน : ความรู้สึกของเซวีน่าในวันนี้... ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน เปรียบได้กับอะไรในใจเรา หนังสือเล่มนี้

กัลฐิดา : สำหรับกัลที่เริ่มเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 47 นับรวมปีนี้ก็เข้าปีที่ 5 แล้ว เซวีน่าเป็นแบบฝึกหัดที่วิเศษสุดของกัลค่ะ

 

พี่ติน : พูดกับคนที่อ่านเรื่องของตัวเอง ซึ่งมีเยอะมากจริงๆ ขอความรู้สึก 

กัลฐิดา : ขอบคุณที่ติดตามมาตลอด นักอ่านทุกคนเหมือนครูที่คอยตรวจแบบฝึกหัดหลายร้อยหน้านี้

เพื่อให้นักอยากจะเขียนคนหนึ่งพัฒนาจนพอจะยืดอกรับคำว่า นักเขียนมือใหม่กับเขาได้บ้าง

นักอ่านทุกคนคอยกระตุ้นให้กัลป์พัฒนางานเขียนของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

และในเวลาเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ทุกคนผิดหวัง ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจริงๆ

 

 

พี่ติน : แนะนำน้องๆ ที่อยากเขียนเรื่องบ้าง

กัลฐิดา : อย่าใจร้อน อ่านเยอะๆ สังเกตเยอะๆ และฝึกเขียนมากๆ แค่นี้แหละค่ะ

ทุกอย่างต้องการการฝึกฝนและเวลาค่ะ

 

พี่ติน : ลิงก์มายไอดี... หรือ Hi 5

กัลฐิดา :  http://my.dek-d.com/matsuo_masahiro

เข้ามาทักทายกันได้เสมอค่ะ ส่วนใน hi 5 คือ  http://kalthida.hi5.com/

อีกอย่างตอนนี้มีเว็บบอร์ดของเซวีน่าเองคือใน http://www.tswriter.com/ ค่ะ

ในนั้นก็จะมีคนรักเซวีน่าเข้าไปพูดคุยกัน

 

พี่ติน : คนอ่านไม่รู้จักเซวีน่าเลย อยากแนะนำพวกเขาว่าอย่างไร

กัลฐิดา :  ลองหยิบขึ้นมาอ่านนะคะ ชอบไม่ชอบอย่างไรช่วยบอกด้วย ^^

 

พี่ติน : คิดยังไงกับนิยายแฟนตาซีในเมืองไทย

กัลฐิดา : หลายปีมานี้พัฒนาการของนิยายแฟนตาซีไทยไปไวมาก

เมื่อก่อนนิยายแฟนตาซีมักจะอยู่ในรูปแบบของนิทานพื้นบ้านหรือไม่ก็หลบซ่อนอยู่ในนิยายรัก

ซึ่งเห็นได้จากนิยายเก่าๆ ของคนไทยที่เคยผ่านตามา เขามักจะนำเอาเรื่องความรักเป็นหลัก

และมีความมหัศจรรย์สอดแทรกและอายุของตัวเอกก็ค่อนข้างอยู่วัยผู้ใหญ่

กัลคิดว่าที่เป็นอย่างนั้นเพราะเมื่อก่อนคนที่อ่านนิยายมักจะเป็นผู้ใหญ่

หรือถ้าจะเป็นนิทานพื้นบ้านพวกสังข์ทอง พระอภัยมณี ก็อาจจะดูเหมือนเป็นตำราเรียนภาษาไทยไปสักหน่อย

แต่หลายปีที่ผ่านมา นิยายแฟนตาซีเริ่มแยกตัวออกจากนิยายรักได้ชัดเจนขึ้น

อันนี้ต้องขอบคุณ แฮรรี่ พ็อตเตอร์ ที่ปลุกกระแสรักการอ่านให้กับเด็กๆ ของเราได้เป็นอย่างดี

เมื่อเด็กอ่านนิยายมากขึ้น แน่นอนสิ่งที่ตามมาคือหนังสือดีๆ สำหรับเด็ก

หรือที่เรียกว่า วรรณกรรมเยาวชน มีมากขึ้น

 

หนึ่งในสิ่งที่ต้องยอมรับคือ นิยายแฟนตาซีแนวนี้เป็นแนวนิยายที่มีแนวคิดกว้างมาก

เพราะคำว่าแฟนตาซี (Fantasy) มีความหมายว่า ความคิดฟุ้งซ่าน ภาพประหลาดมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในใจ

ดังนั้นนิยายแนวนี้จะเป็นอะไรก็ได้ที่คนเขียนอยากให้เป็น ซึ่งต่างจากนิยายแนวอื่น

ที่อาจต้องใช้ประสบการณ์ของผู้เขียนถ่ายทอดออกมา

ดังนั้นการที่ วรรณกรมเยาวชนประเภทนี้จะถูกเขียนโดยคนที่เป็นเยาวชนจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับพัฒนาการของนิยายแฟนตาซี ไม่ได้อยู่ที่ตัวเนื้อหาว่าเป็นแบบไหน

แต่เป็นพฤติกรรมการเลียนแบบที่มีข่าวคราวออกมาเป็นระยะๆ อาจเป็นเพราะประเทศไทยมีเรื่องแนวนี้น้อยมาก

(หรือแม้แต่วงการแฟนตาซีของเมืองนอกก็ซบเซามาหลายปี) เรื่องที่เด่นก็มีไม่กี่เรื่อง

ด้วยประสบการณ์ของผู้เขียนที่บางทีไม่อาจจะแยกความชอบในนิยายที่ตัวเองชอบมากจากนิยายของตัวเองกำลังเขียนได้

ทำให้งานเขียนที่ออกมาขาดเอกลักษณ์ของตนกลายเป็นแค่เรื่องที่เหมือนกับเรื่องที่ตัวเองชอบเท่านั้น

นักเขียนทุกคนอยากให้เรื่องของตัวเองได้ตีพิมพ์ แต่เมื่องานเขียนของเราขาดเอกลักษณ์

สิ่งที่ตามมาคือ ความผิดหวังและอาจจะท้อจนเลิกเป็นนักเขียนไปเลย

กัลเคยพูดเรื่องนี้หลายครั้งเวลามีคนถาม กัลอยากจะบอกว่า โดยธรรมชาติของภาษามันคือการลอกเลียน

เราเลียนเสียงเพื่อให้พูดถูกต้อง เราเรียนโครงสร้างประโยคมาตรฐานเพื่อที่จะสร้างประโยคของเราเอง

การเขียนนิยายก็เหมือนกัน แต่สิ่งที่เราลอกเลียนไม่ได้เป็นเอกลักษณ์ของเขา

แต่สิ่งที่เราลอกเลียนคือทักษะการเขียนของเขาต่างหาก ลอกเลียนทักษะ ปรับเปลี่ยน

กลั่นกรองและแก้ไขให้เหมาะกับตัวเราและผลก็คือ งานเขียนของเราก็จะมีเอกลักษณ์ของเราเอง

 

จากที่พูดมาทั้งหมด ภาพรวมของพัฒนาการของนิยายแฟนตาซีในเมืองไทยตอนนี้ กัลว่ากำลังไปได้ดี

แม้ว่าจะมีกระแสเบื่อหน่ายนิยายแนวเดิมๆ จะออกมามากมาย

แต่นั่นนับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับวงการแฟนตาซี เพราะนั่นเท่ากับการกระตุ้นให้นักเขียนขวนขวายพัฒนาตัวเอง

และกัลป์จะถือว่ากระแสเหล่านั้นเป็นคำคำท้าทายของนักอ่านที่กำลังส่งมาท้าให้นักเขียนนิยายแนวนี้ทุกคน

ค้นหาและสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงาม สนุกสนานและแปลกใหม่ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของเขาเหล่านั้น

แน่นอนกลไกแบบนี้ก็เกิดขึ้นมานานแล้วในนิยายแนวอื่น (ซึ่งเห็นได้ชัดที่สุดในแนวรักหวานแหวว)

เมื่อเกิดกลไกนี้กับนิยายแฟนตาซี จึงเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะแสดงให้เห็นว่า

แฟนตาซีไทยกำลังก้าวไปสู่อีกยุคสมัยหนึ่งที่ต่างไปจากยุคแรกของนิทานพื้นบ้าน

และยุคที่สองของกระแสแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ - ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงค์ ฟีเวอร์

 

พี่ติน : อนาคตของเซวีน่า มหานครแห่งมนตรา... สำหรับตัวกัลเอง จะกำหนดมันอย่างไร มีวางแผนไว้แล้วหรือยัง

กัลฐิดา : เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา มีมาจนถึงเล่มที่ 5 มันเป็นสิ่งที่กัลไม่เคยคิดมาก่อน

จากนิยายที่วางพล็อตหลักไว้ 30 ตอนเท่านั้น แต่ ณ ตอนนี้กัลเขียนเซวีน่าที่กัลขียนมีถึง 264 ตอน

รวมแล้วมากกว่า 1500 A4 สำหรับกัลแอบหวังไว้ลึกๆ ว่า อยากให้นิยายเรื่องนี้คงอยู่ไปอีกหลายๆ ปี

เพื่อให้นักอ่านหน้าใหม่ใด้อ่านและสนุกเหมือนอย่างคนอ่านที่เคยอ่านหนังสือเรื่องนี้เป็นมาแล้ว

 

 

พี่ติน : จุดแข็งของเซวีน่า ในสายตาของกัลเอง

กัลฐิดา : คงเป็นโครงเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน กัลเรียกเซวีน่าว่าเป็นนิยาย Fantasy Suspense

คือซ่อนเงื่อน ค้นหาหาความลับและหักมุมเล็กๆ เพื่อให้คนอ่านสนุกกับการอ่านนิยาย

ที่ไม่รู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไรละมั้งคะ กัลไม่ได้ชอบเขียนนิยายสืบสวน แต่กัลชอบเรื่องไขปริศนา

เวลาอ่านหนังสือที่เราต้องคิดว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็นแบบนี้ แล้วต่อไปจะเกิดอะไร

กัลว่ามันสนุกมากๆ แล้วกัลก็อยากให้หนังสือที่ตัวเองเขียนเป็นอย่างนั้น 

 

พี่ติน : จุดด้อยของเซวีน่า ในสายตาของตัวเองอีกเหมือนกัน

กัลฐิดา : คงเป็นเรื่องภาษา ในเล่มแรก ภาษาที่เขียนไม่ค่อยดีเท่าไร

แต่จะให้แก้ก็แก้ไม่ได้เพราะเรื่องที่เขียนไปแล้วการ rewrite มันจะทำให้ความสดใหม่ของเรื่องหายไป

อีกเรื่องก็คงเป็นเนื่องจากเซวีน่าค่อนข้างมีข้อมูลเยอะมาก ทำให้คนอ่านลืมปมบางอย่างไป

แต่เรื่องนั้นน้องๆ ที่อ่านบอกว่า ถ้าอ่านหลายรอบก็จะเข้าใจ สำหรับกัลป์คำตอบนั้นก็ทำให้ดีใจอยู่ไม่น้อย

ที่มีคนอ่านหนังสือของเราหลายรอบ แต่อีกใจก็นึกว่า ถ้าเป็นคนที่ชอบอ่านนิยายรอบเดียว

ก็คงจะน่าเสียดายถ้าเขาไม่ได้รับความสนุกมากที่สุดเท่าที่นิยายเรื่องนี้จะทำให้ได้

 

พี่ติน : ถ้าให้เปรียบเซวีน่าเข้ากับประเทศอะไรก็ได้ คิดว่าเหมือนกับประเทศอะไรมากที่สุด

กัลฐิดา : คงเป็นประเทศจีน เพราะเป็นประเทศที่มีภูมิศาสตร์ใกล้เคียงเซวีน่าที่สุด

หลากหลายทั้งเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อและวิถีการดำเนินชีวิต

แต่ทั้งหมดก็สามารถอยู่ร่วมกันเป็นประเทศอันยิ่งใหญ่ นั่นเป็นลักษณะเด่นที่สุดของเซวีน่า

(ไม่รวมเรื่องที่ว่าประเทศจีนเป็นระบอบคอมมิวนิสน์หรอกนะคะ)

 

พี่ติน : พูดถึงตัวละครในเซวีน่า เอาตัวหลักๆ คิดมาจากไหน อย่างไร หล่อหลอมมาเป็นตัวนั้นตัวนี้ได้อย่างไร

กัลฐิดา : ตัวละครหลักของเราก็คงไม่พ้น นางเอก เฟมีลล่า ไดเอนแพนไทร์

ตัวละครตัวนี้ ตอนที่คิดคืออยากได้ตัวละครที่คนอ่านอ่านแล้วต้องรักเขา

อยากให้คนอ่านรู้สึกอยากเอาใจช่วยเขา โจทย์ตัวละครตัวนี้คิดง่ายแต่สร้างยากมาก

ก็เลยต้องลองสังเกตตัวละครที่เราชอบและเมื่อเราอ่านแล้วอยากเอาใจช่วยเขา (ซึ่งจะเห็นได้ชัดในการ์ตูนกีฬา)

จากการรวบรวมข้อมูล สิ่งที่เหมือนกันของตัวละครที่เราชอบก็คือ เป็นคนเก่งที่เกิดจากความพยายาม

ไม่ได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลาแต่สมบูรณ์แบบให้ถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา นิสัยไม่ซับซ้อนเข้าใจง่ายอาจติดตลกเล็กน้อย

มีเรื่องปริศนาบางอย่างในตัวของเขาเองที่น่าค้นหาและถ้าเป็นไปได้ก็ต้องหน้าตาดี

คุณสมบัติพวกนี้ทำให้เกิดเฟมีลอย่างที่ทุกคนเห็น แต่การจะเห็นภาพรวมชองเฟมีลได้ขนาดนี้

คนที่อ่านก็ต้องอ่านตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายแหละค่ะ

 

การจะดึงเอาลักษณะพวกนี้ออกมาได้ก็ต้องมีสถานการณ์ที่ทำให้คนอ่านรู้สึกและรับรู้

ดังนั้นฉากและพล็อตเรื่องส่วนหนึ่งของเรื่องก็ต้องสร้างให้สอดคล้องกับลักษณะตัวละครตัวนี้ด้วย

บางฉากนอกจากเป็นการดำเนินเรื่องแล้วเราต้องซ่อนความหมายแฝงให้คนอ่านรับรู้โดยเป็นธรรมขาติว่า

ตัวละครตัวนี้เป็นคนอย่างไร และฉากแบบนี้ก็ต้องเกิดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความถี่ที่เหมาะสมและแนบเนียนไปกับเนื้อเรื่อง

(ซึ่งกัลไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก นี่เป็นแนวคิด ทำได้บ้างไม่ได้บ้างค่ะ) จนในที่สุด เฟมีล ก็จะเหมือนกับคนๆ หนึ่ง

ที่เราได้เรียนรู้และรักเธอค่ะ จุดนี้เป็นความหวังสูงสุดเลยนะคะ ถ้าทำได้ก็สุดยอด

 

พี่ติน : จากภาค 1 – 5 เซวีน่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อายุที่มากขึ้น ส่งผลด้วยหรือไม่

และพัฒนาการของเซวีน่าที่เห็นได้ชัดเลยในสายตาของเราคือ...

กัลฐิดา : เปลี่ยนแปลงไปค่ะ แน่นอนอย่างแรกคือเรื่องภาษา เขียนมากขึ้นเราก็มีลูกเล่นมากขึ้น

มีความซับซ่อนและเทคนิคการซ่อนปมดีขึ้น ถ่ายทอดประสบการณ์บางอย่างได้ดีขึ้น

การเลือกใช้คำดีขึ้น แต่ว่าแต่ละเล่มที่ผ่านไปก็หมายถึงความยากที่เพิ่มขึ้นด้วยเนื่องจากนิยายเรื่องยาว

ยิ่งเขียนยาวยิ่งมีข้อจำกัดเยอะ อีกอย่างคือความกดดัน กลัวว่าคนอ่านจะเบื่อจะไม่สนุก

ต้องคอยคิดเสมอว่าเขียนอย่างไรจึงจะไม่น่าเบื่อ เขียนอย่างไรคนอ่านจะสนุก

พร้อมกับต้องคงความเป็นตัวตนของตัวละครนั้นๆ เอาไว้ด้วย เพราะกัลไม่อยากฆ่าตัวละครที่ตัวเองสร้างมากับมือ

ดังนั้นเวลาเขียนจึงต้องเอาหลักเหตุผลมาใช้ด้วย ไม่อย่างนั้นคนอ่านก็จะผิดหวังในตัวละครนั้นๆ

เหมือนกับกัลที่เป็นเวลาอ่านนิยายบางเรื่อง แบบนั้นมันน่าเศร้า

 

อายุที่เพิ่มขึ้นมีผลไหม มีผลแน่นอนค่ะ คนเราโตขึ้นมักจะลืมความเป็นเด็ก เราลืมว่า

เราตอนอายุสิบห้าเป็นอย่างไร ตอนนั้นเราคิดอะไรอยู่ ทำไมเราตัดสินใจอย่างนั้น

เราเขียนนิยายสำหรับเด็กอ่าน ตัวละครของเราเป็นเด็กอายุสิบห้า

ถ้าเราเอาความคิดของคนอายุยี่สิบไปใช้ มันก็ไม่สมเหตุสมผล หรือถ้าเราจะใช้ เราต้องทำอย่างไรคนอ่านจึงไม่รู้สึกติดใจว่า

เฮ้ย นี่มันเด็กจริงหรือเปล่า ดังนั้น สิ่งที่ทำได้คือ พยายามนึกให้ออกและไม่เข้าข้างตัวเองว่า

ถ้าเป็นเหตุการณ์อย่างนี้ เราตอนอายุสิบห้าคิดอย่างไร ทำอย่างไร พูดง่ายๆ ก็คือ

เราต้องเข้าใจธรรมชาติของคนอายุนั้นๆ เวลาเราเขียน ถ้าตอนไหนเรานึกไม่ออก

หนังสือเกี่ยวกับพฤติกรรมก็ช่วยเราได้ส่วนหนึ่ง คนใกล้ตัวช่วยได้อีกส่วน

การปรับเปลี่ยนวิธีการเขียนและธรรมชาติของตัวละครของเราก็ช่วยได้อีกอย่างหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ตาม นักเขียนก็เหมือนเป็นผู้นำความคิดคนหนึ่งในสังคม

บางครั้งเราจึงต้องสอดแทรกความคิดของผู้ใหญ่เข้าไปเพื่อให้นักอ่านอายุน้อยๆ

เรียนรู้การตัดสินใจและการกระทำที่ถูกต้อง ดังนั้นบางทีอายุที่เพิ่มขึ้นของนักเขียนก็มีประโยชน์เหมือนกันนะคะ

 

พี่ติน : ความรู้สึกที่เซวีน่า ได้รับเลือกเป็น Book of the Month จากทีมงานเด็กดี

กัลฐิดา : ดีใจมากค่ะ เห็นเด็กดีมี Book of the Month หลายเล่มแล้วก็แอบนึกอยู่ในใจว่า

อยากให้เรื่องของเราได้เป็นบ้าง อีกอย่างเดือนนี้เป็นเดือนที่มีงานมหกรรมหนังสือ

แล้วเราได้เป็น Book of the Month ก็เลยดีใจมากเป็นพิเศษ

 

พี่ติน : ให้ถามอะไรอตินได้ 1 คำถาม... อยากถามอะไร

กัลฐิดา : อยากถามว่าใครเป็นคนคิดคำถามคะ ไม่เคยตอบการสัมภาษณ์ใครยาวขนาดนี้มาก่อนเลย 555+

 

พี่ติน : คิดยังไงกับเว็บเด็กดีดอทคอม

กัลฐิดา : เป็นเว็บที่ดีมากโดยเฉพาะสำหรับนักเขียนที่ต้องการฝึกฝีมือ

ที่นี่เหมือนเวทีขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับทุกคนที่จะแสดงความคิดความสามารถของเราออกมา

อยากให้น้องๆ สมาชิกทุกคนใช้เวทีนี้ให้คุ้มค่าที่สุด

 

 

พี่ติน : สิ่งที่ชอบที่สุดในเว็บคือ คอลัมน์ไหน สไตล์การตกแต่งเว็บ หรือว่าเว็บบอร์ด??? มีอะไรที่ชอบมากๆ บ้าง

กัลฐิดา : ชอบที่สุดก็ต้องคอลัมน์ Writer สิคะ กัลชอบที่มีเกล็ดความรู้มาให้อ่านเสมอแถมบางทีก็มีกลเม็ดการเขียน

มันเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ดี ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่หรือสิ่งที่คนอื่นทำอยู่เหมือนกันไหม

ถ้าไม่เหมือนแล้วแบบนี้แบบนู้นทำให้เกิดผลอย่างไร จะได้เป็นการพัฒนาฝีมือต่อไปได้อีก

ส่วนเรื่องสไตล์การแต่งคงต้องถามพี่ชายเพราะกัลไม่เคยแต่ง MyID เองเลย พี่ทำให้หมด

 

พี่ติน : เว็บเด็กดีให้อะไรกับเราบ้าง

กัลฐิดา : ให้เซวีน่าเป็นอย่างทุกวันนี้ค่ะ เพราะเว็บทำให้เซวีน่าได้มีโอกาสเปิดสู่สายตาทุกคน

ทำให้กัลพัฒนาฝีมือไปได้ไกลกว่าที่กัลเคยคิดไว้  ทำให้กัลได้เจอกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ นักอ่านที่น่ารักทุกคน

ทำให้กัลได้เห็นว่า ในประเทศไทยนี้ ยังมีงานเขียนอีกหลายรูปแบบ มีคนเก่งอยู่เยอะแยะ

ทำให้รู้สึกต้องพัฒนาฝีมืออยู่เสมอเพื่อให้ก้าวทันแนวความคิดใหม่ ทุกอย่างต้องขอบคุณคนสร้างเว็บนี้ค่ะ

 

พี่ติน : อยากให้มีอะไรเพิ่มเติมในเว็บ

กัลฐิดา :  ไม่ค่ะ ไม่มี เพราะคิดว่าตอนนี้เด็กดีก็มีพร้อมแล้ว

 

พี่ติน : คิดว่าอยากดูแลคอลัมน์ไหนมากที่สุด ถ้ามีโอกาส

กัลฐิดา : อยากลองวิจารณ์หนังสือดูเหมือนกัน ปกติก็มีคนมาถามอยู่บ่อยๆ ว่าเรื่องนี้ดีไม่ดีอย่างไร

เคยไปคอมเมนท์คนอื่นบ้างแต่ตอนหลังๆ ไม่ได้ทำแล้วเพราะไม่ค่อยมีเวลา

 

พี่ติน : อยากบอกอะไรเพื่อเป็นกำลังใจกับคนทำเว็บบ้างไหม

กัลฐิดา : สู้ต่อไปค่ะ ถึงแม้จะมีแต่เรื่องยุ่งหรือเหนื่อยเพราะงานบริการมันก็แบบนี้

แต่อยากให้นึกถึงคนเล่นเว็บตาดำๆ หลายแสนคนด้วย 555+ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

 

พี่ติน : อยากบอกอะไรเพื่อนๆ ที่เข้ามาเล่นในเว็บบ้าง ให้ใช้เว็บในทางไหนอย่างไร...

กัลฐิดา : อยากให้ใช้เว็บนี้เป็นสนามความคิด เป็นสถานฝึกฝน

ไม่อยากให้คิดว่าต้องได้เป็นที่หนึ่งหรือว่าอยากให้คนเข้ามาอ่านเยอะๆ อย่างเดียว

สิ่งเดียวที่เราต้องทำคือ เรามีจุดบกพร่องตรงไหนก็ค่อยๆ แก้กันไป

เว็บนี้ไม่ได้สร้างนักเขียนแต่เป็นกำลังเสริมเท่านั้น ตัวนักเขียนเองเท่านั้นที่จะเป็นคนสร้างตัวเองได้

 

พี่ติน : บอกลาเพื่อนๆ ก่อนจากกันไป 

กัลฐิดา : ขอบคุณค่ะที่ติดตามมาตลอด จะพยายามต่อไปเพื่อเพื่อนๆ ได้อ่านเรื่องสนุกๆ อย่างนี้อีก

พบกันใหม่เรื่องหน้าค่ะ

 

เรียกได้ว่าวันนี้ได้ประโยชน์จากน้องกัลมากมายทีเดียว

ดีใจแทนน้องๆ ที่ได้อ่านสัมภาษณ์นี้จริงๆ

หวังว่าน้องๆ จะได้รับประโยชน์กันไปเต็มๆ

และหวังว่า จะได้เห็นนามปากกา กัลฐิดา ในวงการนี้ต่อไป... นานแสนนานนะจ๊ะ

 

Dek-d : อตินเอง

 

ปล. คำตอบของคำถามที่ว่า ใครคิดคำถามน่ะ กัล

คำตอบคือ พี่อตินนี่เองแหละ 555
(เชื่อว่า โรโรฯ
Writer of the Month คนที่แล้วกำลังอยากฆ่าพี่ติน

และนักเขียนที่จะมาเป็น Writer of the Month คนต่อไปก็คงสะดุ้งน่าดู

เพราะงั้น ใครคิดว่าตัวเองกำลังจะได้เป็น ขอบอกว่า เตรียมใจไว้นะ คำถามไม่ง่ายแน่นอน 555) 

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=atin

พี่อติน - ผู้เขียน

ผู้ดูแลหมวดนักเขียนที่หลงใหลการอ่านแบบสุดๆ และไม่เคยพลาดทุกข่าวสารในวงการวรรณกรรม!

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นักเขียน #หนังสือ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?