การสับและวิจารณ์งานเขียนในโลกออน์ไลน์ สุดท้ายแล้วดีหรือแย่?

 

               วันนี้พี่ปัดแอบย่องเงียบเข้าไปเดินเล่นในบอร์ดนักเขียน แล้วก็ได้เจอของดีเข้าจนได้ เป็นบทความที่น้อง spock เขียนขึ้นตามตำชวนของน้อง Anemona2526 พี่ปัดอ่านบทความนี้แล้วต้องขอบอกว่าเจ็บจี๊ดจริงๆ ซึ่งพี่ปัดขอบอกก่อนนะจ๊ะว่าบทความที่น้องspock เขียนนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น

ที่มา : spock < My.iD >

ประเด็นการวิจารณ์วรรณกรรมในโลกออนไลน์

เขียนโดย ปองวุฒิ รุจิระชาคร

http://pongwut-spock.exteen.com/

http://my.dek-d.com/spock/

 

         จริงๆ คือเป็นบทความที่ น้อง Anemona2526 น้องพลอย แห่งบอร์ดนักเขียน DEK-D.Com ให้ช่วยเขียน บอกว่าจะเอาไปทำเว็บไซต์หรือรายงานอะไรสักอย่าง โชคดีของน้องพลอยมากที่พี่กำลังว่างตอนนี้เลยเขียนได้ เอาไปสามหน้าเลยแล้วกัน (เขียนไปเขียนมาแล้วยาวเกิน) ถ้าน้องพลอยมาอ่านก๊อปตรงนี้ไปเลยแล้วกันนะ

 

         เริ่มแรกผมคงไม่ต้องเกริ่นรายละเอียดอะไรมากนักเกี่ยวกับงานเขียนในอินเตอร์เน็ต เพราะเป็นสิ่งที่นักเขียนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะยุคนี้ที่ผู้คนทั่วไปต่อให้ไม่ได้เป็นนักเขียนก็มีชิ้นงานลงเผยแพร่ให้ผู้อ่านในสังคมอินเตอร์เน็ตให้ได้อ่านกันอยากการเขียน BLOG พอจะมองเห็นภาพคร่าวๆ อยู่แล้วว่าสังคมของงานเขียนในโลกออนไลน์นั้นเป็นอย่างไร ตัวอย่างง่ายๆ ก็นิยาย เรื่องสั้น ในเด็กดีดอทคอม พันทิพดอทคอม หรือบอร์ดนักเขียนอื่นๆ

         ขอพูดถึงประเด็นในเรื่อง เกี่ยวกับการวิจารณ์  ซึ่งคงต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ผมเขียนขึ้นมาเก็บสิ่งเล็กสิ่งน้อยทักษะต่างๆ ที่ได้เรียนรู้มา แต่คงไม่มีเอกสารวิชาการอ้างอิงอะไรแบบในเชิงวิชาการมากนัก และเป็นความรู้ส่วนตัวที่เก็บมาจากการชอบอ่านงานวิจารณ์ของพวกชาติตะวันตก  อย่างในนิวยอร์ก ไทม์ หรือเดอะ การ์เดี้ยน อะไรพวกนั้นซึ่งมีวิจารณ์หนังสือเป็นปกติอยู่แล้ว พออ่านแล้วก็ซึมเข้าไปในหัวเอามาใช้กับการเขียนวิจารณ์ของตัวเอง ดังนั้นบทความนี้เป็นความคิดเห็นของนักเขียน นักวิจารณ์คนหนึ่งเท่านั้น ที่อาจจะหาสาระใดๆ ไม่ได้เลยกับบางคนก็ได้ จงอย่าคาดหวัง

         ประเด็นแรกที่อยากพูดถึงคือตามความรู้สึกแล้ว  ผมรู้สึกว่าการวิจารณ์งานเขียนของประเทศไทยนั้นค่อนข้างจะแตกต่างจากพวกชาติตะวันตก  ไม่เฉพาะในเน็ตแต่มองในมุมกว้างก็เช่นกัน กระทั่งพวกหน้าแนะนำหนังสือตามนิตยสาร ส่วนใหญ่แล้วก็มักเป็นการแนะนำหนังสือเฉยๆ บอกเรื่องย่อ ซึ่งหลายหนเป็นเอกสารที่สำนักพิมพ์ให้มาอยู่แล้ว ส่วนที่มีการวิจารณ์หนังสือแบบจริงจังหน่อยนั้น ผมสังเกตว่าเมื่อเทียบกับพวกชาติตะวันตกแล้วพบว่า ค่อนข้างเป็นอะไรที่เฉพาะกลุ่ม บางครั้งเป็นวิชาการเกินไปจนน่าเบื่อสำหรับนักอ่านทั่วไป

         ในขณะที่เราอ่านวิจารณ์ภาพยนตร์  หรือ วิจารณ์งานเพลงแล้ว สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ต้องมีความรู้ทางนั้นมากนักเรากลับรู้สึกว่ามันเข้าใจได้ง่าย มีอารมณ์สนุกไปด้วย หรือมีผลทำให้อยากทดลองไปค้นหา หรือสัมผัสงานชิ้นนั้นดูว่าเป็นเหมือนกับคนที่บทวิจารณ์เขียนไว้ไหม ซึ่งในต่างประเทศนั้น เราจะพบว่า บทวิจารณ์หนังสือ อาจจะมีความสนุกเร้าใจเท่าๆ กับวิจารณ์ งานเพลง หรือภาพยนตร์ ฝรั่งหลายคนอยากอ่านบทวิจารณ์หนังสือเล่มใหม่ของ สเตฟานี่ เมเยอร์  กับ อัลบั้มใหม่ของโอเอซิสพอๆกัน แต่ในประเทศไทยจะไม่ค่อยเป็นแบบนั้น คนส่วนใหญ่คงสนใจบทวิจารณ์อัลบั้มใหม่ของโมเดิ้นด๊อก หรือแม้แต่บ้านผีปอบ 2008 มากกว่าหนังสือขายดีสักเล่มเสียอีก   มันค่อนข้างจะเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม หรืออาจจะเป็นเพราะหนังสือในไทยนั้นยังเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มไม่จัดอยู่ในกลุ่มบันเทิงสัมผัสง่ายก็ไม่ทราบได้

         ก่อนนอกเรื่อง ขอกลับมาพูดเรื่อง การวิจารณ์งานเขียนในโลกออนไลน์ ตามความคิดของผมเอง อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลมากมายที่ผมกล่าวอ้างไปข้างต้น ดังนั้นส่วนมากแล้ว คนที่ได้ชื่อว่ามีอาชีพเป็นนักวิจารณ์จึงไม่ค่อยมีอยู่อย่างชัดเจนในประเทศไทยสักเท่าไหร่ ถ้าที่เมืองนอก เรารู้ว่าคนๆ นี้คือนักวิจารณ์ของนิวยอร์กไทม์ คนนี้ คือคนวิจารณ์ประจำของ ลอสแองเจอลิส โครนิคอล ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่คนสนใจติดตามอ่าน แต่สำหรับเมืองไทยส่วนใหญ่แล้วคอลัมน์วิจารณ์หนังสือมักโดนมองผ่านไป

        โดยเฉพาะในขณะที่งานเขียนในโลกออนไลน์ส่วนมาก ที่คนเขียนมักเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มักรับอิทธิพลงานแปล จากชาติตะวันตก หรือญี่ปุ่นเกาหลี แต่ การวิจารณ์วรรณกรรมยังให้ค่าอยู่เฉพาะกับงานประเทศเนื้อหาหนักชิงซีไรต์หวังรางวัล หรือเป็นงานเขียนของคอลัมน์นิสต์ในนิตยสารต่างๆที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วเป็นที่ตั้ง ถ้าเป็นหนังงานพวกนี้ก็มักเป็นหนังตั้งใจชิงรางวัลตั้งแต่แรก แต่สมมุติว่าถ้ามีใครเขียนงานแบบสตีเฟ่นคิง หรือ แดน บราวน์ ขึ้นมาแต่เป็นคนไทย มันจะโดนมองเป็นหนังสือไร้สาระไม่ค่อยมีค่าให้ควรวิจารณ์ทันทีสำหรับสังคมนักเขียนไทยในวงกว้าง

         พูดถึงการวิจารณ์วรรณกรรม คิดว่า ให้ดีควรจะดูองค์ประกอบต่างๆ หลายส่วนให้ครบถ้วน  หลักๆ ที่จริงผมคิดว่าคงไม่สามารถพูดออกมาแยกย่อยเป็นส่วนๆได้หรอก เพราะว่า นักวิจารณ์แต่ละคนก็คงมีรูปแบบการมองที่แตกต่างกันออกไป เช่นเนื้อเรื่อง ความต่อเนื่อง ความมีเหตุมีผล สาระสอดแทรก การบรรยาย รูปแบบภาษา สไตล์การนำเสนอ  แม้กระทั่งแรงบันดาลใจที่มองเห็นในตัวเรื่อง ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่นำมาพิจารณาได้ซึ่งแตกต่างไปตามความเหมาะสมในการวิจารณ์งานเขียนครั้งนั้นๆ

         อย่างแรกที่มีส่วนทำให้การวิจารณ์แต่ละครั้งไม่เหมือนกัน คือรูปแบบของนักวิจารณ์ด้วย ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนแต่มีสไตล์ในการทำงานที่แตกต่างกัน อ่านงานและมองตีความออกมาในมุมที่แตกต่าง

         ในขณะเดียวกัน รูปแบบของงานเขียนแต่ละชิ้นนั้นก็เหมาะสมกับ งานวิจารณ์ที่มีรูปแบบการเขียนคนละแบบ งานในแนวสืบสวน อาจจะต้องพูดหนักในด้านพล๊อตเรื่อง ความเป็นเหตุเป็นผล หรือการอ้างอิงในเชิงวิทยาศาสตร์  ในขณะที่ถ้าเป็นนิยายเชิงสะท้อนความคิด หรือเกี่ยวกับจิตใจ จินตนาการก็อาจจะมีองค์ประกอบที่ถูกนำมาใช้ในการพิจารณาแตกต่างกันไปอีกแบบ ซึ่งอันนี้คงเป็นเรื่องที่นักวิจารณ์แต่ละคนต้องเลือกให้เหมาะกับสถานการณ์

         ที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมตอบสนองของนักเขียน และนักวิจารณ์ในโลกอินเตอร์เน็ตที่ มักจะไม่ลงตัวกัน เวลาที่ผลการวิจารณ์ไม่ออกมาตามที่นักเขียนคิดเอาไว้ ทั้งตัวนักเขียนและแฟนคลับก็อาจจะบ่น หรือทีถึงขั้นจิกตี นักวิจารณ์ (คำคลาสสิกอย่างหนึ่ง ที่มักได้ยินบ่อยๆ “เขียนได้แบบเขาไหมละ” )

         ผมว่าหลักสำคัญแล้วคือ สำหรับนักเขียน ถ้ามีคนมาวิจารณ์ โดยเฉพาะถ้าเกิดเป็นเรื่องที่เราไปฝากให้เขาวิจารณ์แล้ว แสดงว่าเราต้องพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของคนๆ นั้นแม้ว่ามันจะไม่ออกมาตรงกับที่ใจเราคิดก็ตาม  และไม่เกี่ยวกับผลงานเชิงการเขียนของนักวิจารณ์คนนั้นด้วย

         แน่นอนว่าที่จริงแล้วสำหรับนิยายเรื่องใดก็ตาม แม้ว่าจะโดนวิจารณ์ออกมาในเชิงลบ แต่ที่จริงแล้วส่วนใหญ่กว่าจะเขียนขึ้นมาได้ก็ล้วนแต่เป็นความยากลำบากของนักเขียนคนนั้นทั้งสิ้น ให้นักวิจารณ์ทำมาเองก็อาจจะไม่ได้ดีกว่า แต่ผู้เขียนก็ต้องยอมรับว่า นักวิจารณ์นั้นเขาได้เปรียบกว่าตรงที่เขามีหน้าที่ดูเท่านั้น เขาไม่ได้มีหน้าที่มาสร้างแข่งกับตัวเอง นิยายที่เขียนมานานนับปี เขาอาจจะอ่านจบแค่เพียงในสองชั่วโมงซึ่งตรงนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า นักวิจารณ์นั้นเขาอาจจะได้เปรียบตรงที่มีหน้าที่มองดูงานที่เสร็จแล้ว การที่เรารับฟังความคิดเห็นของนักวิจารณ์นั้นที่จริงแล้วไม่ได้ทำให้งานของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวลงเลย ซึ่งถ้าเป็นนักวิจารณ์ที่ซื่อตรงและทำหน้าที่ได้ดี จะเกิดประโยชน์ต่อตัวผู้เขียนอีกด้วยในการพัฒนางานต่อไป

         ซึ่งตรงจุดนี้ มีผลทำให้คิดถึงอีกมุมด้วยเช่นกัน นั่นคือ ตามที่ผมบอกไปว่า ที่จริงแล้วนักวิจารณ์งานเขียนในประเทศไทยนั้นไม่ได้มีอย่างชัดเจนมากนัก โดยเฉพาะในโลกไซเบอร์บางทีจึงเป็นการวิจารณ์กันเองของคนเขียนหนังสือด้วยกัน ซึ่งในจุดนี้นั้น แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า บางครั้งการเป็นนักวิจารณ์ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากอะไร แค่เพียงอ่านแล้วก็เขียน โดยเฉพาะถ้าเชื่อว่าตัวเองมีความสนใจในด้านการเขียนหรือเป็นนักเขียนอยู่ด้วยแล้วย่อมน่าจะทำได้ดี แต่ที่จริงแล้ว ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งที่คนเป็นนักเขียนแล้วมาวิจารณ์ด้วยนั้น มักเกิดข้อผิดพลาดได้หลักๆ ถึงสองประเด็นซึ่งเกิดจากนิสัยของนักเขียนส่วนใหญ่ที่เป็นศิลปินแล้วมักมีอีโก้ ต่อมอัตตาแสนโต ขี้อวดเก่งอวดฉลาดเป็นของตัวเองกันทั้งสิ้น

         อย่างแรก นั่นคือ บางครั้งคนเป็นนักเขียนนั้นมักมีแนวหนังสือที่ชอบแบบหนึ่ง หรือแรงบันดาลใจทางหนึ่ง หรือ รูปแบบการเขียนทางหนึ่ง ที่ตัวเองนำเสนอออกมา เมื่อผันมาเป็นนักวิจารณ์งานคนอื่นแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดอคติขึ้นโดยไม่รู้ตัว นั่นคือเมื่ออ่านงานแนวที่ตัวเองไม่ชอบเขียนไม่ชอบอ่านแล้ว กลับมองในแง่เสียและหาจุดผิดพลาดขวางหูขวางตาไปเสียหมด มองว่าเขียนแบบนี้ไม่ดี ต้องเขียนเรื่องแบบนี้สิดีกว่า หรือทำไมถึงเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไร้สาระไม่เหมือนงานเราเขียนดีมีสาระกว่า ซึ่งก็กลายเป็นว่าเอารสนิยมส่วนตัวมาตัดสินไป ทั้งที่ในบทบาทผู้วิจารณ์แล้วควรจะเปิดใจให้กว้างกว่านั้น

         ส่วนอีกข้อผิดพลาดซึ่งเลวร้ายยิ่งกว่า คือ ไม่เกี่ยวว่านั่นเป็นแนวทางที่ตัวเองถนัดหรือไม่ แต่เกี่ยวกับการเอาอีโก้มาประกอบการวิจารณ์แทนหัวสมองและเหตุผลอย่างแท้จริง ผู้เขียนหนังสือที่ผันตัวเองมาเป็นคนวิจารณ์นั้น พยายามจะอวดฉลาดหรือเฉิดชูตัวเองให้สูงขึ้น ด้วยการพยายามวิจารณ์กดงานคนอื่นให้ต่ำกว่า  ด้วยการหาข้อติข้อเสียของงานชิ้นที่ตัวเองอ่านอย่างเดียว แล้วจากนั้นก็วิเคราะห์วิจารณ์ไปใช้ศัพท์ภาษาให้ดูฉลาดมากฉลาดน้อยไปตามเรื่อง ซึ่งสุดท้ายแล้วกลับไม่ให้ผลดีอะไรเลยและเชื่อไหมครับว่าพวกตั้งใจวิจารณ์แบบอคติแม้จะพยายามให้ศัพท์สูงๆ หรือทำตัวมีหลักการมากเท่าใดก็ตามแต่อ่านดูแล้วก็จะรู้ว่ามีแต่น้ำหาสาระอะไรไม่ค่อยได้  แถมผู้คนก็คงไม่ยกย่องงานของนักเขียนที่พยายามจะเป็นนักวิจารณ์ปากจัดคนนั้น การกดงานคนอื่นให้ต่ำด้วยอคติก็ไม่ได้ทำให้งานตัวเองดีขึ้นแต่อย่างใด

         ถ้าเป็นไปได้แล้ว สำหรับในโลกงานเขียนออนไลน์ ที่นักเขียนผลัดกันมาเป็นนักวิจารณ์งานด้วยกันนั้น อย่างแรกที่ควรจะทำคือรู้จักปรับใจของตัวเอง ให้ลืมซะว่าตัวเองเป็นนักเขียน ถ้าอ่านงานใครแล้วรู้สึกว่าดีจริงๆ ก็ชมไปเถอะ หรือกล้าพูดก็ได้ว่าดีกว่างานที่ตัวเองเขียนอีก เพราะมันไม่ได้ทำให้เราต่ำลง หรือถึงกับตายหรอก แต่มันแสดงออกถึงจิตใจกว้างขวางน่าชื่นชมเสียมากกว่า

 

         สำหรับวันนี้ขอ จบเพียงเท่านี้ก่อน (เพราะจริงๆ เขาให้เขียนหนึ่งหน้าแต่ผมเขียนมาสี่หน้าแล้ว) ก็คงเป็นความคิดเกี่ยวกับเรื่อง การวิจารณ์วรรณกรรมในอินเตอร์เน็ตตามความคิดเห็นของผม อาจจะไม่ครบถ้วนทุกประเด็นตกหล่นไปบ้างก็ขอให้เข้าใจว่าด้นสดไปตามที่คิดในตอนนี้

         หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อนักอ่าน หรือต่อยอดความคิดกันได้บ้างไม่มากก็น้อย และหวังว่างานเขียนในโลกออนไลน์จะเติบโตยิ่งขึ้นไปในแนวทางที่ดีมีสาระ และได้รับการยอมรับในวงกว้างต่อไป

             หวังว่าบทความที่พี่ปัดเอามาฝากในวันนี้คงจะมีประโยชน์ต่อน้องๆ ชาวDek-D.Com ไม่มากก็น้อยนะจ๊ะ และพี่ปัดก้เห็นด้วยกับน้อง spock ในส่วนที่ว่า "ให้ปรับใจของตัวเอง ให้ลืมซะว่าตัวเองเป็นนักเขียน" ในเวลาที่เราไปวิจารณ์ผลงานเขียนของคนอื่น ถ้าผลงานชิ้นดังกล่าวดีจริงๆ ก็ชมเขาไปเลย แต่ถ้ามีจุดด้อยก็บอกให้เขากลับไปปรับปรุง



พี่ปัดขอขอบคุณบทความดีๆ ของน้อง spock ค่ะ

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

11 ความคิดเห็น

คนธรรมดา 1 ต.ค. 51 13:52 น. 1
อืม


วิจารนิยายผมไม่เคยว่าหรอกแค่ขอให้ใช้คำที่มันสุภาพ


แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งอ่ะ


มีคนมาด่า ขอย้ำ ด่าเลยนะ แบบว่าหยาบมาก


มันทำให้รู้สึกว่า

ต่ำ
0
กำลังโหลด
[Z]en,,[M]EizS* Member 1 ต.ค. 51 20:38 น. 2

ค่ะๆ  วิจารญ์มะมีว่าหรอกค่ะ

ดีซะอีก  จะได้ปรับปรุง

แต่ก้อเหนด้วยกะ  คห. 1 ง่ะ

ถ้าด่าหยาบคายมันจารุ้สึกว่าเค้าต่ำ  =..=

0
กำลังโหลด
(@_@) คงจายดีแต่มายมีตัง Member 1 ต.ค. 51 22:09 น. 3
การวิจารณ์บางครั้งและบางคนยังไม่พร้อมสำหรับคำวิจารณ์ที่แรง (แรงจริง ๆ )
เพราะบางครั้งเค้ายังรับไม่ได้ และมันจะเป็นการบั่นทอนกำลังใจกันเปล่า ๆ 
ทำให้คนเขียนไม่กล้าที่จะสร้างผลงานเลย น่าเห็นใจจริง ๆ -*-
0
กำลังโหลด
Nam_Ploai Member 2 ต.ค. 51 07:30 น. 5
ถ้าจะวิจารณ์ก็วิจารณ์ได้ค่ะแต่ก็ต้องวิจารณ์โดยไม่ใช้คำหยาบ ถ้าจะวิจารณ์แรงๆเราก็จะต้องดูก่อนว่าคนเขียนจะรับได้หรือไม่
เพื่อไม่ให้เป็นการบั่นทอนกำลังใจเหมือนที่ คห. 3 กล่าวค่ะ
0
กำลังโหลด
จักรพรรดิ_หน่อง Member 2 ต.ค. 51 23:22 น. 6
ขออ้างอิงจาก คห. เดิมนะครับ

ส่วนเรื่องของการสับนั้น ผมได้รับคำชี้แนะจากคุณสป็อคมา ผมเชื่อว่าคุณสป็อคเป็นนักสับที่ดี
และเชื่อว่าการสับนั้น หากแต่ว่ามีใครสักคนเข้าใจหลักการมันแล้ว มันเป็นเครื่องมือขัดเกลา
เพื่อบ่มเพาะให้เกิดการพัฒนา ซึ่งหลายๆครั้งมันก็เป็นดาบสองคม จึงละเอียดอ่อนที่จะใช้
หรือง่ายๆคือ มันต้องอาศัยทักษะ "ใครๆก็สับได้เพราะการสับทำไม่ยาก แต่การสับให้ดีนั้นทำได้ยาก"
0
กำลังโหลด
seaจ้า Member 4 ต.ค. 51 20:26 น. 7

เห็นด้วย เราเองก็เป็นคนชอบคำวิจารณ์ของนักอ่าน แต่อยากได้เป็นคำวิจารณ์จากใจมากกว่า ไม่ใช่วิจารณ์เพื่อกดให้เราต่ำ
อันที่จริงพอเจอพวกวิจารณ์เพราะอีโก้แล้วก็รู้สึกว่ามันทำให้เราเฟลเหมือนกันนะ แต่มันก็เฟลได้แค่พักหนึ่งแหละ

0
กำลังโหลด
ยูยะ 5 ต.ค. 51 12:33 น. 8
ผมว่ามันอยู่ที่คนวิจารณ์ การวิจารณ์ไม่จำเป็นต้องรุนแรง แค่พูดเรียบๆ ใช้คำง่ายๆ และที่สำคัญ ต้องวิจารณ์เพื่อก่อ ไม่ใช่เพื่อติด้วยอารมณ์
ส่วนใหญ่พวกเขาจะวิจารณ์เพื่อกดจริงๆ พวกนี้ไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ใครเพราะขนาดตนเองยังไม่สามารถทำตนให้เป็นกลางได้เลย
แย่ครับ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
donodalmare Member 20 เม.ย. 52 17:45 น. 10
เราเห็นด้วยอย่างแรงค่ะส่วนคห.ด้านบนที่บอกว่า"อยู่ที่ว่านักเขียนจะรับได้หรือไม่"อันนี้ไม่ค่อยเห็นด้วยค่ะ
เพราะถ้าเรากล้าที่จะนำผลงานของเรามานำเสนอสู่สายตาประชาชนเราก็ต้องกล้ายอมรับสิ่งที่ผิดพลาดในผลงานของตนเอง
ไม่ว่าคำวิจารณืนั้นจะร้ายแรงขนาดไหนเราก็ต้องรับกับมันได้ถ้ามันเป็นจุดด้อยของเราจริงๆ
ส่วนในเรื่องของการวิจารณ์โดยใชคำหยาบนั้นเราก็ไม่ชอบเช่นกันค่ะมันเป็นเรื่องที่ไม่สมควร
ถ้าจะวิจารณ์อย่างนั้นอย่าไปวิจาณ์เลยจะดีกว่าเพราะเราคิดว่าคนวิจาณ์แบบนั้นไม่ใช่นักวิจารณ์ที่แท้จริง
เพราะเขาเป็นคนไม่มีเหตุผล สรุปคือเราเห็นด้วยกับ spock เช่นกันค่ะพูดได้ดีและถูกต้องเลยทีเดียว
0
กำลังโหลด
Yoke[K.N.] Member 1 ธ.ค. 52 22:50 น. 11
พึ่งเจอครวิจารณ์แบบ ยกตัวเองไม่พอยังใช้คำพูดบั่นทอนจิตใจคนเขียนอีกต่างหาก และทำตัวเป็นพจนานุึกรมเคลื่อนที่ด้วย ครบเซ็ทเลยทีเดียว
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด