| สวัสดีจ้าน้องๆ นักเขียนชาว Dek-d.com วันนี้พี่นัทมี เคล็ดลับงานประพันธ์จากนักเขียนรางวัลชมนาด บุ๊ก ไพร้ซ์ โดย ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง ที่ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2551 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พี่นัทอ่านดูแล้วเห็นว่าน่าจะมาประโยชน์กันน้องๆนักเขียนชาว Dek-d.com เลยเอามาฝากน้องๆ นักเขียนชาว Dek-d.com เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนางานขียนต่อไปจ้า
พิธีกร : สวัสดีครับแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายที่ได้มานั่งฟังการพูดคุยกันในหัวข้อเคล็ดลับงานประพันธ์จากนักเขียนรางวัลชมนาด กับ ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรืองเจ้าของผลงานนวนิยายที่ได้รับรางวัลชมนาดบุ๊กไพร้ซ์ 2550 ชื่อรอยวสันต์ เจอตัวเลยดีกว่าหลายท่านอยากเห็นหน้าแล้วนะครับ นักเขียนที่จะขึ้นมาพบกับท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ต้องย้ำว่านักเขียนนะครับ เพราะถ้าใครเห็นหน้าก็จะแปลกใจว่านี่หรือนักเขียน ท่านอาจจะนึกว่านางเอกละคร ท่านอาจจะนึกว่านางสาวไทย ท่านอาจจะนึกว่านางแบบ ท่านอาจจะนึกว่า เอ๊ะ นักเขียนสวยๆ แบบนี้ก็มีด้วยหรือ มีครับ ขอเชิญท่านพบกับ คุณยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรืองครับ สวัสดีครับคุณยุวดีครับ ผมขอให้ท่านได้ชื่นชมว่านี่คือนักเขียนจริงๆไม่ใช่นางเอกละคร ไม่ใช่นางแบบ หรือจะใช่เราก็ไม่ทราบ แต่จริงๆ แล้วเป็นนักเขียนที่ได้รับรางวัลพระราชทานชมนาด ซึ่งเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่ ประกวดไปแล้ว 1 ครั้ง แล้วนี่คือผู้ชนะเลิศ ก็ได้รับรางวัลที่ว่าจากงานเขียนชื่อ รอยวสันต์ รอยวสันต์เป็นยังไงเดี๋ยวค่อยคุยกัน แต่อยากจะพูดถึงประวัติของคุณยุวดีอย่างคร่าวๆ ก่อนนะครับ ซึ่งคุณยุวดีนั้นจบมัธยมและเขียนหนังสือมาตั้งแต่ชั้นมัธยมแต่จะเป็นโรงเรียนอะไรคงไม่ต้องไปสนใจ และจบอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยได้รับรางวัลทางด้านวรรณกรรมหลายครั้ง เช่น รางวัลสุภาว์ เทวกุล 3 ปีซ้อน ใครจะทำได้เยี่ยงนี้ รางวัลชมเชยเยาวชนแว่นแก้ว และมีผลงานที่รู้จักฉบับขายดีคือรวมเรื่องสั้นชุดกรุ่น กลิ่น รัก สารคดีชุด ใครๆ ก็อยากมีร้านเบเกอรี่ ร้านกาแฟ ร้านดอกไม้ และ ก็ใครๆ ก็อยากส่งลูกโกอินเตอร์ และหนังสือที่ได้รับการกล่าวขวัญอย่างสูงก็คือหนังสือ 1 ใน 3 เล่มที่เข้ารอบนายอินทร์ อวอร์ดหนังสือเล่มนั้นชื่อจากอาสำถึงหยำฉ่า สืบตำนานกวางตุ้งกรุงสยาม คือหนังสือเล่มนี้ครับ พิมพ์ไปแล้ว 3ครั้ง ครั้งที่ 4 ก็พิมพ์แล้ว สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นเป็นผู้จัดพิมพ์ และปัจจุบันนี้คุณยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรืองเขียนนวนิยายอยู่ที่ สกุลไทย ใช้นามปากกาอะไรเปิดเผยได้ไหมครับ คุณยุวดี : ได้ค่ะ ใช้นามว่า เข็มพลอยตอนนี้เรื่องที่ตีพิมพ์อยู่คือเรื่อง ร้านหัวมุม พิธีกร : ร้านหัวมุม ทำไมไม่เป็นร้านกลางซอย ทำไมต้องเป็นร้านหัวมุมด้วย คุณยุวดี : พอดีร้านอยู่หัวมุมพอดีค่ะ พิธีกร : ร้านอยู่หัวมุมพอดี ก่อนที่จะคุยเราก็มาตกลงกันก่อนนะครับ เมื่อเราคุยกันจบแล้ว คุณยุวดีอย่ามาทำร้ายร่างกายพิธีกรนะครับ สัญญานะครับ ผมก็สัญญาว่าจะไม่ถามอะไรให้โมโหโทโส คุณยุวดี : ถามได้ค่ะ พิธีกร : งั้นเริ่มเลยนะครับ หนังสือรอยวสันต์นี่คงไม่ใช่ผลงานเล่มแรกใช่ไหมครับ คุณยุวดี : ไม่ใช่ค่ะ พิธีกร : เป็นงานเล่มที่เท่าไหร่แล้วครับ คุณยุวดี : นับไม่ถ้วนแล้วค่ะ จำไม่ได้ ว่ากี่เล่มแล้ว พิธีกร : นับไม่ถ้วน จำไม่ได้นะครับ ที่ว่าเขียนตั้งแต่มัธยม ตอนอยู่มัธยมเขียนเรื่องอะไรครับ คุณยุวดี : น่าจะเป็นเรื่องสั้นที่เราก็สนุกๆนะคะ จำชื่อไม่ได้แล้วเหมือนกัน เขียนปุ๊บอาจารย์เค้าจัดการเอาไปตีพิมพ์ลงหนังสือค่ะ วันหนึ่งครูก็มาบอกว่าได้เงินมา 200 บาท เพราะไปลงหนังสือชัยพฤกษ์ อันนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นค่ะ ทำให้เรารู้สึกว่าเราก็เขียนหนังสือได้นะ พอบรรณาธิการเค้าอ่านก็ได้ตีพิมพ์เลย นี่ก็อาจจะถือได้ว่า เป็นนิมิตหมายอันดี คือนับแต่นั้นมาเขียนอะไรไปก็แทบไม่เคยจะโดนทิ้งลงตะกร้าเลย ก็ถือว่าเป็นบุญ บรรณาธิการก็มักจะพิมพ์ให้ พิธีกร : ไม่น่าจะเป็นบุญ น่าจะเป็นฝีมือ ไม่คิดว่าตัวเองมีฝีมือบ้างเหรอครับ คุณยุวดี : ก็อาจจะทำงานน้อยด้วยมั้งคะ ก็เลยค่อยๆ ทำ งานก็เลยออกมาอาจจะเข้มข้นนิดนึงนะคะ พิธีกร : ทำไมถึงคิดที่จะเป็นนักเขียนมีอาชีพอื่นมาก่อนหรือเปล่าครับ คุณยุวดี :เคยทำงานบริษัทค่ะ เพราะจบอักษรศาสตร์จุฬาฯ มา ทำงานแบงก์ แล้วก็มาเปิดร้านเบเกอรี่อยู่ประมาณ 20 กว่าปี แล้วทำไมถึงเป็นนักเขียนน่ะหรือคะ จริงๆ แล้วมาจากความชอบ คือคงไม่มีใครนึกอยาก เอาล่ะว่าฉันอยากทำอาชีพนักเขียน คือเราคงบังคับตัวเองไม่ได้ว่าฉันจะเลือกอาชีพนักเขียน การเป็นนักเขียนนี่เกิดจากความชอบ เขียนแล้วก็ติดลมเหมือนคนอ่าน อ่านแล้วก็ติดลม คงทำนองเดียวกัน พิธีกร : ตกลงลาออกจากแบงก์แล้ว เบเกอรี่ก็ไม่ทำแล้ว เพราะนี่คือนักเขียนเต็มตัวใช่ไหมครับ คุณยุวดี : ค่ะ ไม่ทำแล้วค่ะ จะว่าอย่างนั้นก็ได้ พิธีกร : การเป็นนักเขียนนี่ ที่อยากเขียนคืออยากให้อะไรกับคนอ่านครับ คุณยุวดี : มันก็แล้วแต่นะคะ นวนิยายก็เขียนเพื่อความสนุกเพลิดเพลินใช่ไหมคะ พอผู้อ่านอ่านแล้วบอกว่าสนุกเราก็รู้สึกว่าดีใจมาก ว่าเค้าอ่านแล้วเค้าสนุกนะ แต่เรื่องนี้รอยวสันต์นี่นะคะที่ได้รางวัล ชมนาดบุ๊กไพรซ์ในปีแรก เหตุที่เขียนก็เพราะว่าโดยส่วนตัวเป็นคนกวางตุ้ง และญาติทางคุณแม่ก็ลงเรือมาจากเมืองจีน และเราก็ซึมซับกับความรู้สึกที่เค้าคุยกันเรื่องการอพยพ เรื่องเมืองจีน และประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อทุกอย่างของคนจีนกวางตุ้งมาตั้งเด็กๆ พอเราโตขึ้นมาเราก็รู้สึกว่าคนไทยในเมืองไทยมักจะเข้าใจคนจีนผิด คือคิดว่าคนจีนทั้งประเทศเป็นจีนแต้จิ๋ว ใช่ไหมคะ เจี๊ยะปึ่ง พูดจาก็ ลื้อๆ อั๊วๆ เรียกอาหมวย อาตี๋ อาเฮีย แต่เนื่องจากเราเป็นคนจีนกลุ่มน้อยคือเป็นคนกวางตุ้ง คือรู้สึกว่าไม่มีใครรู้จักเรา ความคิดนี้มันก็ติดมาตลอด จนมีโอกาสเราก็เลยอยากเขียนเรื่องนี้ให้คนอื่นเข้าใจ ทีนี้อย่างงานเขียนแบบนี้โดยส่วนตัวคิดว่ามันยากที่จะผ่านด่านของสำนักพิมพ์นะคะ กลัวจะขายไม่ได้ว่างั้นเถอะ ทีนี้พอดีเล่มแรกที่เขียนเกี่ยวกับคนกวางตุ้งก็คือเล่ม จากอาสำถึงหยำฉ่า เล่มนี้ล่ะค่ะเป็นเรื่องราวของคนกวางตุ้ง เป็นสารคดีเล่มแรกของคนกวางตุ้ง พอเขียนไปก็หาเวทีที่เราจะได้นำข้อมูลอันนี้ออกไปสู่ผู้อ่าน ก็คืองานประกวด จะบอกเลยว่างานประกวดมีคุณูปการใหญ่หลวงกับวงการวรรณกรรม เพราะว่าหนังสืออะไรที่มันไม่ทำเงินนี่มันขายยาก พอเข้าสู่การประกวดก็จะมีคนเห็นคุณค่านะคะ อย่างเรื่องนั้นก็คือ 1 ใน 3 ของรางวัลนายอินทร์ อวอร์ด พอผ่านด่านนั้นไปคือเราได้รางวัลนั้นแล้ว หนังสือเราก็ขายได้ขายดีมาก แต่ในขณะที่เราหาข้อมูลทำสารคดีคนกวางตุ้งนี่ ก็มีข้อมูลส่วนหนึ่งที่พอนึกภาพออกที่เวลาเขียนหนังสือจะมีข้อมูลเยอะมาก จะมีทั้งส่วนที่เขียนสารคดีได้ ที่เป็นเรื่องซีเรียส มีเหตุมีผลมีข้อมูลเป็นตัวเลขบันทึกเอาไว้ แต่ยังมีข้อมูลอีกส่วนหนึ่งคือคุยกันเล่น ๆ คือ ตาคนนั้นมันเป็นอย่างนั้นกับตาคนนี้อะไรอย่างนี้ มันก็พิสูจน์ไม่ได้ในเชิงสารคดี แต่เป็นเรื่องสนุกเช่นเรื่องทำกับข้าวอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เก็บข้อมูลนี้ไว้นานมาก จนเขียนออกมาเป็นนวนิยาย ก็คิดว่าเกือบ 10 ปีนะคะ กว่าจะเขียนเป็นนิยายขึ้นมาได้ ไม่ใช่ว่านึกไม่ออกว่าจะเขียนออกมายังไง แต่ปัญหาคือว่า เราคิดว่านวนิยายรอยวสันต์ของเราเล่มนี้ มีข้อมูลพร้อม พลอตเรื่องก็พร้อม ตัวพระเอกนางเอก ตัวละครทุกอย่างพร้อมหมด คือกลัวบรรณาธิการไม่รับ พิธีกร : ก็เลยบ่มเพราะอยู่อีก 8 ปี คุณยุวดี : ค่ะ ก็เลยบ่มเพาะอยู่ 8 ปี พิธีกร : พอมีการประกวดรางวัลชมนาดก็เลยส่งไป คุณยุวดี : ใช่ค่ะ ก็เลยส่งไปเพราะเป็นเรื่องของคนแก่ 4 คนน่ะ ก็คิดดูว่าใครจะอ่าน เป็นยายแก่ 4 คน พิธีกร : แล้วทำไมกรรมการเค้าถึงได้ตัดสินให้เรื่องนี้ได้ เท่าที่ทราบมีเรื่องส่งเข้าไปประกวดทั้งหมด 25 เรื่อง แล้วนี่คือรางวัลชนะเลิศจากหนังสือ 25 เล่ม ขณะที่ผู้เขียนปรารภว่าเป็นเรื่องคนแก่ 4 คนใครจะอ่าน อย่างน้อยๆ กรรมการก็อ่าน แล้วที่ชัดเจนกรรมการก็บอกว่านี่แหละ ดีที่สุดใน 25 เล่ม ความคิดที่ว่าเรื่องคนแก่ไม่มีคนอ่านน่าจะไม่ใช่ คุณยุวดี : ค่ะ อันนี้ก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเราเขียนแล้วส่งไปตามนิตยสาร ใจก็กลัวๆ อยู่ว่าบรรณาธิการอาจจะไม่รับเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ ไม่มีพระเอกไม่มีนางเอก มีแต่อาซิ้ม 4 คน คิดดูมีใครจะอ่านใช่ไหม พิธีกร : อาซิ้ม 4 คน เขียนโดยอาซิ้มอีก 1 คน รวมเป็น 5 คน คุณยุวดี : ใช่ค่ะ อาสำนี่ก็คืออาซิ้ม ภาษากวางตุ้งคืออาสำ ภาษาแต้จิ๋วคืออาซิ้ม พิธีกร : ยังไงก็ตาม รอยวสันต์ก็ก้าวไปสู่ถนนหนังสือที่ได้รางวัลและนี่ได้พิมพ์ครั้งที่ 2 แล้วด้วย คุณยุวดี : ใช่ค่ะ เพราะว่าแรงตอบรับดีและก็กำลังแปลเป็นภาษาอังกฤษ และอาจจะมีผู้สนใจซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลต่อเป็นภาษาอื่นๆ พิธีกร : ทำไมแปลเป็นภาษาอังกฤษก่อน คุณยุวดี : อันนี้เป็นกติกาหรือเงื่อนไขหนึ่งของรางวัลชมนาดบุ๊กไพร้ซ์นะคะ ก็อยากจะขอประชาสัมพันธ์ไปเลยว่า รางวัลชมนาดบุ๊กไพร้ซ์เนี่ยเป็นรางวัลนวนิยายนะคะไม่ใช่สารคดี และนักเขียนต้องเป็นผู้หญิง และอีกเงื่อนไขหนึ่งก็คือว่า เมื่อคุณได้รางวัลแล้ว คือรางวัลที่ 1 นี้นะคะ ทางสำนักพิมพ์ก็จะแปลนวนิยายเรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษเพื่อออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ นี่เป็นเงื่อนไขอันหนึ่ง พิธีกร : เพราะฉะนั้นจึงต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษใช่ไหมครับ คุณยุวดี : ใช่ค่ะ ก็จะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ พิธีกร : บางคนสนใจมากแปลเป็นภาษาไทย ภาษาจีน หรือภาษาอะไรก็อีกเรื่องหนึ่ง ทีนี้เรามาพูดถึงรอยวสันต์ซึ่งเป็นเล่มที่ได้รับรางวัลจาก 25 เล่ม คุณยุวดีได้ฝากเอาไว้ว่า มีความกังวลไม่อยากส่งหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ ไม่มีพระเอก นางเอก และเป็นเรื่องของอาซิ้ม 4 คน และเมื่อได้รางวัลแล้วแสดงว่าหนังสือเล่มนี้ต้องเป็นหนังสือดีอย่างแน่นอนนะครับ คุณยุวดีบอกแล้วว่าหนังสือเล่มนี้มีอะไรดีๆ คุณยุวดีต้องการจะบอกผู้ที่กำลังมองหาหนังสืออยู่อย่างไรครับ เพราะสมมุติว่าเค้าจะซื้อหนังสือเล่มนี้ไปเค้าจะได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้บ้างครับ
พิธีกร : ใช้คำว่าผู้หญิงสูงอายุได้ไหมครับ คุณยุวดี : คงแก่แน่ๆ ค่ะ อายุ70 - 80 เรื่องของเรื่องคือหนังสือเกี่ยวกับอพยพของคนจีนจากเมืองจีนมาเมืองไทย ก็ได้ไปสำรวจดูในท้องตลาดและที่ตัวเองอ่านพบ คือ 1. มักจะเป็นเรื่องของผู้ชาย 2 เป็นเรื่องของคนรวยคือจนแล้วรวยมาเป็นเจ้าสัวจากเสื่อผืนหมอนใบ อันนี้มันคือการสร้างภาพลักษณ์ว่าคนจีนมาแล้วรวยกันหมดเลย ทำให้คนไทยหรือคนทั่วๆไปคิดว่าอ้ายพวกเสื่อผืนหมอนใบนี่มันมาแล้วรวยกันหมด แต่ในความเป็นจริงที่ดิฉันค้นพบและเจอกับตัวเองมาตลอดชีวิตนี่นะคะ ยังมีคนจีนอีกมาก ซึ่งมีเสื่อผืนหมอนใบเหมือนกันและทุกวันนี้ตายก็ยังมีเสื่อผืนหมอนใบ และก็ตายอย่างอเนจอนาถ ไปตายตามศาลเจ้า ไม่มีคนเอาไปฝังเอาไปเผาเป็นศพไม่มีญาติไร้ญาติขาดมิตร สุดท้ายลูกหลานไม่มีต้องไปอาศัยข้าวต้มโรงเจกินจนวันตาย มีเยอะมากค่ะ ดิฉันจึงเอาเรื่องพวกนี้มาเขียน เขียนให้เห็นเลยว่าคนอพยพจากเมืองจีน 4 คน และเลือกผู้หญิงด้วยเพราะผู้ชายที่มาจะมีความต่างจากผู้หญิง เพราะผู้ชายมาทำงานหาเงินหาทองได้ร่ำรวยเป็นเจ้าสัว แต่ผู้หญิงนี่ยากมาก จะทำอะไรล่ะคะโลกเมื่อ 50 ปี 70 ปีก่อน ผู้หญิงไม่มีโอกาสไปตั้งตัวเป็นเศรษฐีนีอย่างทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเราก็เสนอแง่มุมนี้ในขณะเดียวกันในความยากจนของเขาในความที่ไม่มีโอกาสก็มีแง่งามของชีวิต มีมุมมองมีอะไรต่างๆ ซึ่งเป็นมุมมองของคนที่ยึดติดกับอดีต เมืองจีนคิดอย่างไรอาสำพวกนั้นแกก็คิดอย่างเมืองจีน แกก็ไม่ได้คิดอย่างเมืองไทย ทีนี้มันก็มาขัดแย้งกับสังคมโลกปัจจุบัน เราก็แสดงแง่มุมตรงนี้ แต่สิ่งที่เด่นที่สุดในเรื่องนี้คือวัฒนธรรม ทั้งวัฒนธรรมการกิน และวัฒนธรรมความเชื่อของคนจีนในอดีต พิธีกร : ฟังดูมันไม่เป็นสารคดีเหรอเป็นนิยายตรงไหน คุณยุวดี : ไม่ใช่สารคดีค่ะเป็นนิยายแน่นอน เป็นนิยายเพราะว่า อาสำแต่ละคนที่มานี่มีชีวิตจะต่างกันไปต่างๆ นานา คนนี้ก็ไปอย่างหนึ่ง มาทำงานเป็นแม่บ้านบ้านเศรษฐี บ้านนายแบงก์ คนนี้ก็ไปอยู่บ้านญี่ปุ่น คนนี้ก็ไปอยู่นู่นอยู่นี่ อันนี้นี่คือความจริงทั้งหมดในสังคม ซึ่งความเป็นจริงในอดีตแต่ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว พิธีกร : เป็นชีวิตต่อสู้ เรื่องนี้สามารถสร้างเป็นละครได้ไหม คุณยุวดี : สบายเลยค่ะ ถ้ามีคนอยากดูเรื่องอาซิ้ม 4 คนนะคะ เรื่องนี้จะสนุกมาก สนุกจริงๆ เพราะว่าเป็นชีวิตที่เธอเป็นผู้หญิงเก่ง บู๊ล้างผลาญ มาจากเมืองจีนลงเรือมา พิธีกร : มีบู๊ด้วยเหรอครับ คุณยุวดี : มีค่ะ มีทั้งบู๊ โศกเศร้า อะไรอย่างนี้ พิธีกร : บู๊แบบจีจ้า แอ็กชั่นแบบนั้นมีไหม คุณยุวดี : คงไม่ถึงแบบนั้น แต่เป็นเรื่องสู้ชีวิต และก็อีกมุมหนึ่งซึ่งอยากให้คนไทยได้เห็นว่า คนจีนอพยพมานี่ไม่ใช่รวยหมด แต่เพียงแต่คิดถึงแต่ผู้ชาย คิดถึงแต่เจ้าสัวนะคะ อยากให้คิดถึงพวกอาสำบ้าง และอาสำเป็นภาษาจีน ซึ่งจะพูดกันตรงๆ ก็คือคนใช้ตามบ้าน พิธีกร : นี่ก็เป็นหนังสือรอยวสันต์ ที่คุณยุวดีได้บอกว่ามีความน่าสนใจ คุณยุวดีสามารถทำเรื่องอาซิ้มทั้ง 4 คนให้น่าสนใจได้ และก็น่าสนใจจริงๆเพราะว่ากรรมการได้ตัดสินแล้ว คนส่งมาตั้ง 25 เล่ม แล้วกรรมการบอกว่าเล่มนี้แหละสมควรจะได้รางวัล เพราะฉะนั้นท่านไปหาอ่านนะครับ คุณยุวดีได้พูดถึงหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ซึ่งเคยได้รับรางวัลนายอินทร์อวอร์ดพิมพ์ไปแล้ว 3 ครั้ง แล้วนี่พิมพ์ครั้งที่ 4 ปกสวยมาก คุณยุวดี : ปกเนี่ยนะคะ มาจากงานวาดภาพสีน้ำของอาจารย์สมโภชน์ สิงห์ทอง คิดว่าสำหรับงานสัปดาห์หนังสือในปีนี้ คงไม่มีหนังสือเล่มไหนปกแพงแล้วสวยเท่านี้อีกแล้ว สวยสุดยอด เพราะว่าเป็นศิลปินเขียนนะคะ พิธีกร : สำหรับเนื้อในก็น่าสนใจเพราะว่าเคยได้รางวัลและพิมพ์มาแล้ว 3 ครั้ง ปกก็สวยด้วย ทีนี้กลับมาคุยเรื่องความเป็นนักเขียนของคุณยุวดี การเป็นนักเขียนนี่เกี่ยวกับอักษรศาสตร์ไหมครับ จำเป็นที่จะต้องมีปัจจัยอะไรไหมที่จะเป็นนักเขียน เผื่อว่าหลายๆท่านที่อยู่ในที่นี้อยากจะเป็นนักเขียนบ้าง ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยสิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ ทุกท่านไม่ควรพลาดนะครับ คุณยุวดี : ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอักษรศาสตร์นะคะ คนก็มักจะคาดหวังว่าเรียนอักษรเหรอก็ไปเป็นครูเขียนหนังสือมันก็ไม่จริง แล้วก็ในความเป็นจริงในสังคมทุกวันนี้ เรียนครูยังอยู่ในหมู่อักษรศาสตร์นะคะ คณะอื่นเค้าเขียนเยอะแยะมากกว่าเราอีก เดี๋ยวนี้หมอเขียนเยอะมากนะคะ พระคุณเจ้าเดี๋ยวนี้ก็เขียนกันเยอะสนุกสนาน ก็คือไม่จำเป็นแต่ว่ามันจะต้องมีปัจจัยและจะต้องศึกษารู้จริงในสิ่งที่คุณจะเขียน แล้วก็ต้องมีใจรัก เพราะงานเขียนเป็นงานที่ไม่ต้องมีเงินทองอะไรมากมายอย่างพ่อค้านะคะ ไส้แห้งก็มี ลองสังเกตดูว่าผอมๆกันทั้งนั้นนักประพันธ์น่ะคะ ถ้าอยากรวยก็ต้องไปขายของ เป็นนักเขียนบอกตรงๆว่าใจรักอย่างเดียว แต่ทีนี้ก็ทุกวันนี้ในส่วนตัวก็คิดว่าดีมากขึ้น เพราะว่ามางานหนังสือนี่เห็นคนเยอะ แล้วก็การประกวดวรรณกรรม อย่างที่เรียนไปเมื่อกี้ว่ามีคุณูปการใหญ่หลวงมากต่อวงการวรรณกรรมเพราะว่าจะได้หนังสือนอกกรอบจากที่ว่ามีพระเอกนางเอก มีฉันมีเธอ มีความรัก มีตบจูบอะไรอย่างนี้ คือว่ามันจะมีหนังสือ พิธีกร : ในนี้ไม่มีเลยเหรอครับ คุณยุวดี : อ๋อ ไม่มีค่ะ อาซิ้ม 4 คนนี่ไม่ตบกันแล้วค่ะ ไม่ไหว พิธีกร : มีแต่ประคองดมยาดมใช่ไหมครบ คุณยุวดี : ค่ะ ช่วยๆกันประคองๆให้รอด ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งนี้นะคะที่เป็นนักอ่านซึ่งก็อยากหาอะไรอ่านใหม่ๆ ที่จะไม่ใช่เรื่องโรแมนติก รักๆ อะไรแบบนั้น ทีนี้การประกวดนี่ก็เป็นปัจจัยสำคัญหรือเป็นช่องทางใหญ่มากในทุกวันนี้ที่จะทำให้หนังสือบางแนวได้แจ้งเกิด แล้วก็ให้นักเขียนบางคนได้แจ้งเกิด โดยเฉพาะอย่างรางวัลชมนาดบุ๊กไพร้ซ์เนี่ยนะคะ ต้องขอเรียนว่าเป็นรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับปีนี้ปี 2551 จะหมดเขตวันที่16 ธันวาคม ค่ะ
พิธีกร : เริ่มประกวดในครั้งที่ 2 คุณยุวดี : ส่งได้เลยค่ะ หมดเขตรับต้นฉบับ และปิดวันที่ 16 ธันวาคม มีข้อแม้ว่าต้องเป็นนักเขียนหญิง พิธีกร : ความยาวไม่ต่ำกว่า 80 หน้ากระดาษ A4 เป็นเรื่องที่เขียนเอง ไม่ลอกจากคนอื่นมา จะเขียนเรื่องอาแปะ 4 คน บ้างได้ไหม คุณยุวดี : ไม่เป็นไรค่ะ จะเขียนอาม้า อาอะไรต่อไปก็ได้ ทีนี้เมื่อตอนที่ทางที่คณะกรรมการชมนาดบุ๊กไพร้ซ์บอกมาว่าเป็นรางวัลสำหรับผู้หญิงก็เกิดการเข้าใจผิดมาว่าจะต้องเขียนเรื่องผู้หญิงเท่านั้น คณะกรรมการก็เลยบอกว่า เป็นผู้หญิงเขียนแต่ไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องผู้หญิง จะเขียนเรื่องอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นนวนิยาย พิธีกร : การส่งผลงานเข้าประกวดรางวัลชมนาดนี้นะครับ คนที่มีสิทธิ์ที่จะส่งในเบื้องต้นคือเป็นผู้หญิง นักเขียนหญิงจะเขียนถึงผู้ชายผู้หญิงหรือเขียนถึงใครก็ได้ นี่คือเล่มแรก รางวัลแรกของรางวัลนี้ อยากจะให้คุณยุวดีให้คำแนะนำท่านผู้มีเกียรติที่เคารพที่อยากจะเขียนหนังสือ ว่าปัจจัยในการเป็นนักเขียนหรือจะเริ่มเป็นนักเขียนควรจะเริ่มต้นจากอะไรและไปยังไงถึงได้ก้าวไปถึงความสำเร็จอย่างคุณยุวดีได้ประสบสำเร็จครับ คุณยุวดี : ถ้าถามว่า คือ 1. คือจุดประกายมาจากความอยาก คือ อยากเขียน แล้วจะมีคนจำนวนมากมาปรึกษาว่าอยากเขียน แต่ทำไงดี เลยถามกลับไปว่า แล้วเขียนหรือยังคะ ก็ตอบว่ายังค่ะ ยังไม่ได้จับปากกาเลยค่ะมีแต่ความอยาก ก็เลยบอกเค้าไปว่าให้จับปากกาเสียที หยิบกระดาษขึ้นมาแล้วเริ่มเขียนไปเรื่อยๆ วันละบรรทัดก็ยังดี คือถ้ายังไม่เริ่มเขียนไม่เริ่มอะไรเลย โอกาสก็ไม่มีเหมือนยังไม่เคยซื้อหวยก็ไม่เคยถูกหวยสักที มันก็จะต้องเริ่มจากการซื้อหวยซะก่อน ทุกวันนี้ก็ยังโชคดีนะคะ ในรุ่นเก่าๆ นี่เราเขียนกันแบบนั่งๆนึกๆแล้วก็เขียนขึ้นมา แต่ทุกวันนี้มีหนังสือจำนวนมากที่เขียนเกี่ยวกับว่าทำอย่างไรจึงจะเขียนสารคดี ทำอย่างไรถึงจะเขียนนวนิยาย และมีการอบรมว่าเขียนอย่างไรดี โดยสำนักพิมพ์ต่างๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยมากๆ สำหรับนักเขียนเลยคือความกล้าหาญ เราต้องมีความกล้าหาญในการที่จะเขียน เขียนแล้วก็กล้าส่งไป มีมากเลยนะคะเพื่อนฝูงที่อาย ก็ถามว่า “อายอะไร” เค้าตอบว่า “เขียนแล้วกลัวไม่ดีแล้วอาย” “แกไม่ได้เป็นคนตัดสินว่าดีไม่ดี บ.ก. เค้าเป็นคนตัดสิน ส่งไปเลย” “ไม่เอาอย่าอาย” อายอยู่นั่นแหละ เป็นปีๆ เขียนเรื่องสั้นประมาณ 8 หน้า แล้วก็อายอยู่หลายปีนะคะ เก็บอยู่กับตัวเอง 8 หน้า ในที่สุดเราก็จัดการใส่ซองส่งไปให้ ในที่สุดมันก็ได้ลง ถึงบอกว่าเรื่องของเราดีไม่ดีมันไม่ใช่ตัวเรา พิธีกร : ต้องมีความอยากก่อน ลงมือเขียน แล้วมีความกล้าหาญ แล้วมีอะไรอีกครับ คุณยุวดี : ใช่ค่ะ อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญสุดๆเลยนะคะที่เคยเล่ามาหลายหนแล้ว คือ ต้องมีมุมมอง คืออย่างเห็นอะไรเกิดขึ้น อย่างเห็นคนเดินไปเดินมาก็ต้องนึกอะไรได้นะคะ อย่างที่เคยเล่าเสมอนะคะว่ามีเพื่อนคนหนึ่งเค้าโชคดีมากเลย ได้แต่งงานกับGM General Managerผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมสยามอินเตอร์คอม ด้วยหน้าที่การงานของสามีก็ต้องเดินทางไปเมืองจีน เม็กซิโก บราซิล ฯลฯ เราก็บอกว่า “เฮ้ย แกก็มีศักยภาพเป็นนักเขียน แกเดินทางเยอะเลย ข้อมูลเยอะเลย พระเอกอยู่ประเทศหนึ่ง นางเอกอยู่ประเทศหนึ่งถ้าฉันเป็นเธอนะสบาย” เพื่อนดิฉันบอกว่า “ไม่มีอะไรเลยชีวิตเรียบง่ายมาก ตื่นเช้ามาก็พาลูกไปโรงเรียนระหว่างทางก็จะบ้าตาย บางวันก็แผ่นดินไหว ตุรกีก็แผ่นดินไหว ฉันก็กลัวแทบตาย ไม่มีไรเลยชีวิตมันแย่มาก และพอไปอยู่บราซิลจับเด็กไปเรียกค่าถ่ายทุกวัน ขนาดไปกด ATMมันเอาปืนมาจี้หลัง” นี่ค่ะ แกบอกไม่มีอะไรเลยในชีวิตแก ถ้าเป็นเรานะคะ ได้นิยายเป็น 10 เรื่อง นี่คือคนไม่มีมุมมอง ขนาดแผ่นดินไหวยังบอกไม่มีอะไร คิดดูแล้วกัน เราก็กลุ้มนะ คือเราต้องมีจินตนาการว่ายังไง พิธีกร : นี่คือปัจจัยอีกอย่างนะครับที่คุณยุวดีจะบอกว่า จะทำให้เราเป็นคนเขียนหนังสือได้ ต้องอยากที่จะเขียน อยากแล้วไม่พอต้องลงมือเขียน ลงมือเขียนแล้วต้องกล้าหาญที่จะส่งด้วยไป อย่าไปคิดว่าเรื่องไม่ดีไม่น่าสนใจเลยไม่กล้าส่ง คนที่ตัดสินว่าดีหรือไม่ดีคือบรรณาธิการ คุณยุวดี : ใช่ค่ะ มีอันหนึ่ง ซึ่งมีนักเขียนคนหนึ่งนะคะ ขอประทานโทษไม่เคยชื่อนะคะ เป็นนักเขียนใหญ่มากเลย แกบอกว่า “ส่งไปเลย” เราก็บอกว่า “คนที่อายๆ ส่งไปก็อับอายเค้า เดี๋ยวเค้ารู้จักเราก็จำชื่อได้ ยัยนี่มาอีกแล้วเขียนก็ไม่ได้เรื่อง” “เฮ้ย ! กลัวอะไรมัน อีกไม่กี่ปีก็ตายแล้ว จำเราไมได้หรอก” พิธีกร : ต้องมีความกล้า แล้วอีกอย่างคือต้องมีมุมมอง ยกตัวอย่างเพื่อนคนหนึ่งซึ่งมีอะไรเยอะแยะแต่กลับบอกว่าไม่มีอะไร เพราะชีวิตเรานี่จะเป็นนักเขียนได้ต้องมีมุมมอง เป็นคนมีจินตนาการก็ได้ ช่างสังเกตก็ได้ คุณยุวดี : อันนี้คิดว่า ส่วนหนึ่งก็คือเริ่มต้นอย่างนี้ก็จบแล้ว หมายถึงว่านี่แค่เริ่มต้น พอต่อไปถ้าเราคิดว่าเราไม่ประสบความสำเร็จสักที สิ่งสำคัญคือเราอย่าลอกเลียนแบบ คือเราต้องคิดของเราเอง ไม่เอาน่ะเราเห็นคนเค้าประสบความสำเร็จด้วยเรื่องแบบนี้ แต่เราอย่าไปทำแบบเค้าใช่ไหมคะ พิธีกร : คือว่าทำเรื่องที่มันแปลกไปกว่าคนอื่น คุณยุวดี : คือเป็นตัวของตัวเองดีกว่านะคะ อย่างดิฉันเองนี่นวนิยายจะมีคนบ่นเสมอคือไม่สุดๆ ตัวร้ายก็ไม่ร้ายถึงขนาดว่าเดินไปตลาดแล้วต้องโดนทุเรียนตบหน้า คือเป็นร้ายแบบธรรมดาเหมือนคนทั่วไปนะคะ เราก็ถือว่านี่คือรูปแบบของเรา แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าเป็นตัวอย่าง ในสกุลไทยนี่ค่ะ คือว่าลงเรื่องจีนซึ่งเป็นกำลังภายในด้วย รู้สึกว่าเป็นนักเขียนคนแรกที่เขียนเรื่องกำลังภายในไปลงสกุลไทย แล้วก็เป็นเรื่องจีน โอเคคนตัดสินเราคือ บ.ก. คือเราไม่ตัดสินตัวเอง อย่างเรื่อง รอยวสันต์ นะคะ อาซิ้ม 4 คนนี่เราก็เขียน เราก็คิดว่าเอาเหอะถ้ามันไม่ดีเค้าก็ตัดสินเองแหล่ะว่ามันไม่ดี ผลคือมันก็ดีก็ขายได้มันจะเป็นอย่างนั้น พิธีกร : นี่คือความเป็นมาของนักเขียนคนหนึ่ง ข้อสุดท้ายเลย อยาก กล้า แล้วก็เป็นตัวของตัวเอง ตรงนี้สำคัญมากครับ พูดถึงเป็นตัวของตัวเองเค้าได้อิทธิพลจากคนนั้นคนนี้บางทีก็ไปชอบคนนั้นคนนี้แล้วก็เอามาก็ต้องเรียนว่าเอามาแล้วต้องรู้จักประยุกต์ใช้นะครับ สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณคุณยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรืองที่ให้เกียรติมาให้ความรู้ในวันนี้ ขอเสียงปรบมือดังๆ สักครั้งครับ ขอบคุณครับ
เป็นยังไงกันบ้างล่ะจ๊ะ โทษทีนะจ๊ะน้องๆ นักเขียนชาว Dek-d.com มันยาวไปหน่อย ทีแรกพี่นัทว่าจะตัดแบ่งเป็นสองตอน แต่ว่าพี่นัทอยากให้น้องๆนักเขียนชาว Dek-d.com ได้อ่านแบบประติดประต่อกันจนจบดีกว่า เลยลงตอนเดียวจบ แต่น้องๆเขียนชาว Dek-d.comที่ิอ่านมาถึงตอนจบนี้ก็คงจะได้คล็ดลับดีๆ กันไปไม่น้อย แบบนี้ก็อย่าลืมนำไปปรับใช้กับงานเขียนของน้องๆ นะจ๊ะ มีคำถามหรืออยากให้ลงบทความอะไร แวะเข้ามาบอกกล่าวกันได้ที่ MY id พี่นัทเลยจ้า
พี่นัท ขอขอบคุณข้อมูลจาก praphansarn.com และภาพประกอบจาก nipic.com
|
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?


8 ความคิดเห็น
^^^^^
ใช่ๆ เห็นด้วยๆ
คุณยุวดีเก่งค่ะ!!
อาจารย์ตลกมากเลยค่ะ แล้วก็เก่งสุดยอดเลยด้วย
ปลาบปลื้มแทนคุณยุวดีที่ได้ภาพวาดของท่านอาจารย์เป็นหน้าปก
ที่เหนือกว่านั้นคือความพยายาม แรงใจแรงกายและความสามารถของคุณยุวดีค่ะ
น่าปลื้มสุดๆเลย >///<
ตอนนี้หนูก็ทำเช่นคุณยุวดีค่ะ ส่งเรื่องผลงานไปตามสำนักพิมพ์ ทั้งกลอน เรื่องสั้น งานต่างๆ
ตอนนี้หนูก็ทำเช่นคุณยุวดีค่ะ ส่งเรื่องผลงานไปตามสำนักพิมพ์ ทั้งกลอน เรื่องสั้น งานต่างๆ
สุดยอดเลยค่ะ ^ ^
อยากเก่งแบบคุณยุวดีมั่งจัง แต่เราต้องหาทางของเราให้เจอ